I KNOW THE COLORS OF LOVE

ตอนที่ 5 : JET BLACK PANTONE #2D2C2F

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 156
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    25 ธ.ค. 61

JET BLACK PANTONE RGB 45 44 47 artist :







 

 

18.48

“ใกล้จะถึงแล้ว อีกสิบนาที”

สายถูกตัดไปพร้อมกับมือถือเครื่องบางถูกโยนลงไปบนเตียงกว้าง

อัศจรรย์หันกลับมาสนใจเงาสะท้อนของตนเองในกระจก เสื้อสูทสีหม่นถูกถอดออกนำไปพาดไว้ที่เก้าอี้ด้านหลัง ตามด้วยมือขยับปลดเนคไทและเปลี่ยนจากเชิ้ตขาวที่สวมใส่เป็นเสื้อยืดสีพื้นธรรมดา กางเกงสามส่วนสีน้ำตาลอ่อนถูกนำมาสวมใส่แทนขายาวที่สร้างความอับชื้นให้ช่วงขามาทั้งวัน

ยืนเช็คความเรียบร้อยของตนเองอีกครู่หนึ่ง ชายหนุ่มวัยสามสิบแปดปีกับชุดลำลองที่ดูละม้ายคล้ายกับชุดของเด็กมัธยมที่เขาเห็นอยู่หน้าโรงเรียนติวเสริมในวันหยุดสุดสัปดาห์นั่นทำให้เขาไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย

รองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังถูกเก็บไว้ในกล่องนานจนมีละอองฝุ่นเกาะอยู่ประปราย ในวันนี้ถูกนำมาสวมแทนรองเท้าคัทชูหนังที่เขาสวมใส่เป็นประจำ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เข้ากับธีมย้อนวันวานสำหรับงานนัดเลี้ยงรุ่นที่เพื่อนพากันโหวตในกลุ่มแชทเมื่ออาทิตย์ก่อน

จะว่าไปก็นับเป็นเรื่องประหลาด ผ่านมาหลายสิบปีนี่เป็นครั้งแรกที่ได้นัดเจอกันครบทั้งห้อง แต่นั่นก็อาจจะเป็นเพราะการติดต่อเมื่อก่อนนั้นยังไม่สะดวกเท่าปัจจุบัน แอปพลิเคชันต่างๆก็เพิ่งมีมาได้เพียงไม่กี่ปี คิดดูอีกทีเขาก็นึกนับถือความสามารถของเอกดนัยที่สามารถรวบรวมเพื่อนได้ครบเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสมัยเรียนมัธยมหรือในเวลานี้ เอกดนัยก็ยังเป็นหัวหน้าห้องที่น่าภูมิใจสำหรับอัศจรรย์อยู่เสมอมา

 

 

เมี้ยว

 

แมวขนสีดำขลับกระโดดลงมาจากกำแพงข้างบ้านในขณะที่เขาล็อคประตูเสร็จพอดี มันเดินวนพันแข้งพันขาอยู่สองสามทีจากนั้นก็เดินไปหาชามสีน้ำเงินที่ถูกวางไว้บริเวณรั้วหน้าบ้าน นัยน์ตาสีเหลืองเหลือบมองมาพร้อมกับส่งเสียงร้องออดอ้อน เป้าหมายที่มันต้องการไม่พ้นกล่องนมจืดในมือของเขา

รินนมจากกล่องลงในถ้วยชามอย่างระมัดระวัง เจ้าตัวสีดำแลบลิ้นเลียขนบริเวณลำตัวเมื่อเขาเอื้อมมือไปลูบที่หัว ก่อนมันจะหันกลับไปจัดการนมตรงหน้าต่อ

 

จากไม่รู้จัก กลายเป็นรู้ใจ หมายถึงกับเจ้าแมวสีดำตัวนี้

 

ปลอกคอสีฟ้าบนคอเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยืนยันว่ามันไม่ได้เป็นแมวจรจัด เราเจอกันครั้งแรกในช่วงค่ำของวันหนึ่งเมื่อหลายเดือนที่แล้ว เสียงร้องไม่คุ้นหูเรียกความสนใจจากเขาที่กำลังจะไขประตูเข้าบ้านให้หยุดชะงัก ไม่ทันได้เดินตามหาต้นตอของเสียงก็ถูกสัมผัสแปลกบริเวณขาดึงความสนใจเสียก่อน

หัวเล็กของเจ้าแมวดำถูไถขาเขาอย่างเอาใจ ท่าทางที่ไม่ได้ตื่นตระหนกคนแปลกหน้าทำอัศจรรย์แปลกใจเล็กน้อย ช่างแตกต่างจากแมวหลายตัวที่เขาเคยพบเจอมา ส่วนใหญ่เมื่อคนไม่คุ้นเคยเดินเข้าใกล้เพียงนิดเดียวพวกมันก็ขู่ฟ่อใส่จนตัวโก่งหางฟู

แต่อย่างที่ว่าแมวดำเป็นสัญลักษณ์ของความอับโชค เขาจึงไม่มีความคิดที่จะรับเลี้ยงเอาไว้ ปลอกคอที่มันมีอยู่คงหมายความว่าบ้านเขาเป็นเพียงสถานีหนึ่งที่ใช้พักพิงก่อนเดินทางกลับไปหาเจ้าของก็เท่านั้น

นมจืดเพียงกล่องเดียวที่เหลือในตู้เย็นเขาตัดสินใจยกให้มันหมดกล่อง ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้พบกับมันในช่วงค่ำของทุกๆวันรวมถึงในวันนี้ ก็นับเป็นเรื่องที่ไม่แย่เท่าไหร่นักกับการมีเพื่อนเล่นยามเย็นเป็นแมวหนึ่งตัว

 

//

 

เสียงตะโกนคำว่าอัศจรรย์ดังมาจากโต๊ะด้านในเรียกให้เขาตื่นจากภวังค์ สายตานับสิบจับจ้องมาที่เขาแทนที่จะเป็นเจ้าของเสียงร้อง เร่งฝีเท้าให้ไปถึงที่หมายอย่างไวก่อนที่จะรู้สึกอับอายไปมากกว่าเดิม

โต๊ะแถบนี้คงกลายเป็นโซนอันตรายที่พนักงานหญิงไม่ต้องการจะเข้าใกล้ ระดับเสียงคุยกันที่เริ่มจะดังขึ้นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ของกลุ่มชายล้วนต่อให้เป็นพนักงานชายก็คงไม่อยากจะเฉียดกรายเข้ามาเช่นกัน

เริ่มบทสนทนากันด้วยคำทักทายถามสารทุกข์สุขดิบ ต่อไปจนคุยเรื่องสัพเพเหระ เรื่องราวสมัยเรียนต่างถูกขุดคุ้ยขึ้นมาสร้างความเฮฮาให้กับเหล่าชายหนุ่มเมื่อได้ฟังวีรกรรมที่เคยได้ก่อกันไว้ ความทรงจำต่างหวนมาราวกับมีภาพเคลื่อนไหวแสดงให้เห็นทุกการกระทำในอดีต

ความรู้สึกคล้ายกับเวลาเพิ่งผ่านพ้นมาได้ไม่นานนัก พทัญญูขี้โม้ก็ยังคงพูดจ้อดังเดิม เจตรินลูกเศรษฐีในวันนี้ก็แสดงความกระเป๋าเงินหนาโดยการเลี้ยงเครื่องดื่มเพื่อนไม่ต่างจากสมัยเรียนที่เจ้าตัวมักจะเลี้ยงน้ำอัดลมอยู่บ่อยๆ หรือแม้แต่ตัวเขาเองที่ยังคงชอบนั่งฟังประโยคสนทนาจากคนเหล่านี้โดยไม่ได้ออกความเห็นมากมายอะไร ชวนให้นึกถึงบรรยากาศยามเลิกเรียนที่พากันจับกลุ่มคุยกัน เครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วกาลเวลานั้นผ่านมานานพอสมควรคงจะเป็นรอยตีนกาที่ปรากฏขึ้นมาเวลาที่เราหัวเราะ

“จะว่าไปก็น่าเสียดาย”

“เรื่องอะไร”

“ที่ไอ้โมกข์ไม่ได้มา”

ชื่อแปลกหูที่ได้ยินทำเอาบ่อแห่งความทรงจำสั่นคลอน คล้ายกับเขาได้ทำใครหล่นหายไประหว่างทางเมื่อนึกเท่าไหร่เจ้าของชื่อก็ยังคงเลือนรางมากสำหรับเขาอยู่ดี หรือนั่นอาจจะเป็นเพราะความทรงจำร่วมกันแทบจะไม่มีแม้แต่เพียงเล็กน้อย

“โมกข์คือใคร”

“ถามจริงหรืออำเล่น”

“แล้วกูจะอำทำไมวะ”

“โมกข์แมวผีไง”

ความทรงจำสีจางเริ่มชัดขึ้นแต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็ยังคงเจือจางเช่นเดิม โมกข์ แมวผี ? เด็กหนุ่มที่นั่งหลังห้องริมหน้าต่าง ไม่ค่อยสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมห้อง ภาพความทรงจำไหลย้อนคืนมา เลขที่หนึ่ง กระเป๋าเป้ใบโต มนุษย์สัมพันธ์ติดลบ เขาคิดว่าไม่น่าจะผิดคน

“แล้วทำไมถึงไม่ได้มา”

“ไม่รู้ หาช่องทางการติดต่อไม่เจอ”

“มันยังอยู่ดีใช่ไหมวะ”

“เจตรินมึงปากหมาไปแล้ว”

“นั่งคิดดูแล้วมีหลายเรื่องที่กูอยากขอโทษมันเลยว่ะ”

ชัดเจนมันเริ่มเอ่อล้นขึ้นมาจากบ่อความทรงจำ การกระทำที่เมื่อนึกได้ว่าไม่ควรนั้นก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว ถึงแม้จะเพียงเล็กน้อย ตัวเขาในตอนนี้ก็นึกโกรธตัวเองในอดีตเสียเหลือเกิน

 


//

 

“ขับรถดีๆ”

โบกมืออำลากันก่อนแยกย้าย อาการมึนหัวจากเครื่องดื่มที่กระดกลงคอไปหลายแก้วส่งผลให้เดินเซเล็กน้อย แต่อัศจรรย์มั่นใจว่าเขายังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนพอที่จะขับรถกลับถึงบ้านได้โดยสวัสดิภาพ

เส้นทางกลับบ้านในวันนี้ต่างจากทุกวันเพราะเขาเลือกใช้เส้นทางลัดที่คาดว่าน่าจะปลอดภัยจากด่านตรวจแอลกอฮอล์ ถนนที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ซึ่งไม่น่าแปลกใจถ้าหากจะถูกใช้เป็นเส้นทางในการหลบหนี

นาฬิกาบอกเวลาใกล้จะเที่ยงคืน พลันนึกถึงกองงานที่ยังคงไม่ได้สะสางให้เสร็จเพราะคิดว่าจะจัดการหลังจากเลิกงานเลี้ยง แต่ดูเหมือนว่าเวลาจะถูกยืดยาวออกมาจากที่คาดการณ์เอาไว้อยู่มากโข ทางเลือกเหยียบคันเร่งจนจมเท้าน่าจะเป็นตัวเลือกเดียวที่ทำได้ เขารู้สึกโชคดีที่ถนนโล่งราวกับพระเจ้าเมตตาเขาอยู่

ดนตรีจากวิทยุภายในรถยนต์คลอเสียงเบาคล้ายเพลงกล่อมเด็กจนทำให้เขารู้สึกเคลิ้ม สะบัดหัวแรงๆจนรู้สึกตื่นจากความง่วงเล็กน้อย เพียงกระพริบตาเดียวสุนัขตัวโตวิ่งออกมาจากข้างทางอย่างรวดเร็วทำให้เขาต้องหักรถหลบอย่างกระทันหัน ใจเขาหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม เสียงบีบแตรดังลากยาวจนแสบหูทำให้เขาสะดุ้งตัวอีกหน

และแสงไฟสว่างจากรถคันใหญ่ตรงหน้าที่พุ่งเข้ามาเป็นแสงสว่างสุดท้ายที่อัศจรรย์ได้เห็นก่อนที่ทุกอย่างจะดับลง

 

//

 

แสงแดดจ้าสาดส่องเข้ามากระทบเปลือกตาจนไม่สามารถหลับต่อได้ รวมทั้งเสียงไก่ที่ขันอย่างเอาเป็นเอาตายจนเขาต้องลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงในตอนนี้ ตาที่ปิดสนิทค่อยๆลืมขึ้นมาอย่างยากลำบากเพราะแสงที่ส่องเข้ามาเต็มหน้า ทั้งที่ยอมเสียเงินเปลี่ยนผ้าม่านเป็นแบบทึบไปแล้วแท้ๆ

อากาศร้อนอบอ้าวจนต้องผลักผ้าห่มออกให้ไกลตัว มีเพียงลมอ่อนๆจากพัดลมตัวเล็กที่ปลายเตียงส่งมาช่วยระบายความร้อน เสียงตึงตังจากด้านล่างชวนให้หงุดหงิดจนอยากจะโทรไปร้องเรียนเพื่อนร่วมคอนโดให้โดนตำหนิเสียบ้าง หากแต่ว่าเขาย้ายออกจากคอนโดมาอยู่บ้านหลายปีแล้ว และบ้านเขาเองก็มีชั้นเดียว

อัศจรรย์ลืมตาตื่นอย่างเต็มตัว มองไปรอบกายไม่ใช่สถานที่ที่คุ้นเคย แต่ความรู้สึกกลับคุ้นชินเหลือเกิน โปสเตอร์วงโมเดิร์นด็อกตรงข้ามเตียงเป็นจุดดึงดูดสายตาลำดับแรก ถัดมากีต้าร์โปร่งที่วางพิงผนังเอาไว้เขาจำได้ว่านำไปบริจาคแล้วเมื่อหลายปีก่อน ไหนจะขวดโหลดาวกระดาษที่จำได้เลือนรางว่าคนให้คือรุ่นน้องผู้หญิงโรงเรียนมัธยมฝั่งตรงข้าม

ทั้งหมดนี่มันเป็นของเขา อาจจะต้องใช้คำว่าเคย เขาเคยมีสิ่งเหล่านี้ในอดีตน่าจะสิบปีหรือยี่สิบปีมาแล้วไม่แน่ใจ อัศจรรย์ลุกลงจากเตียง ตัดสินใจเดินไปยังกระจกเงาหน้าตู้เสื้อผ้าด้วยใจที่เต้นสั่นระรัวพร้อมจะกระดอนออกมาทุกเมื่อ หลับตานับถอยหลังในใจจากเลขสามถึงเลขหนึ่ง

ถอนลมหายใจเฮือกสุดท้ายพร้อมเลขหนึ่งที่หมดไป ภาพสะท้อนตัวเขาในสภาพเสื้อกล้ามคอกว้างสีน้ำเงินและกางเกงบอล ผมทรงนักเรียนบนหัวทำเขาใจแป้วไปหลายวินาที ออกแรงหยิกที่แขนจนขึ้นจ้ำแดงผลคือเจ็บจนน้ำตาแทบเล็ด มองร่างกายตนเองซ้ำอยู่หลายที เขากำลังฝันอยู่เป็นแน่

 

ไอ้อู๋ ลงมากินข้าว นอนกินบ้านกินเมืองอยู่นั่นแหละ!!’

 

เสียงคุ้นหูที่ไม่ได้ยินมานานดังทะลุเพดานขึ้นมาด้านบน เขายกมือจับหน้าอกตนเอง ชีพจรเต้นเร็วเหมือนกับคนที่ออกกำลังอย่างหนักมาสามชั่วโมง

เอื้อมมือสั่นเทาไปหมุนลูกบิดประตู ห้ามขาตัวเองไม่ให้สั่นไหว ประตูฝั่งตรงข้ามนั่นห้องของพ่อกับแม่ ส่วนข้างๆนั่นเป็นห้องพระอัศจรรย์จำได้ ก้าวขาลงบันไดอย่างเชื่องช้า สายตาจ้องมองไปที่กรอบรูปบนฝาผนัง กรอบรูปที่แม่ให้เขาเลือกเขายังคงจำได้ดีเช่นกัน

บนโต๊ะทรงกลมมีอาหารอยู่เพียงสองอย่าง ไข่พะโล้และแกงจืด เมนูที่เคยโปรดปราดเมื่อได้เห็นส่งผลให้ท้องส่งเสียงร้องโครมคราม อัศจรรย์ยกมือลูบท้องตัวเองป้อยๆก่อนจะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ว่าง

แม่ของเขาตามมานั่งในภายหลัง ในมือของแม่มีข้าวสวยสองจาน จานแรกวางที่หน้าตนเอง จานที่สองยื่นมาวางตรงหน้าเขา

“แม่”

“อะไร”

“ที่นี่ที่ไหน”

“เอ้า ก็บ้านสิ ประสาทแล้วเอ็ง บอกให้กินข้าวเช้าก็ไม่ค่อยจะฟังกันหรอก” ปากก็บ่นไปมือพลางตักไข่พะโล้ใส่จานให้เขา

 

สัมผัสของรสชาติแกงภายในปากนั้นยืนยันว่าเขาไม่ได้ฝัน รสชาติอาหารที่เขาโหยหามันมาตลอดช่วงวัยทำงานไม่ว่าจะร้านเด็ดร้านดังร้านไหนก็ไม่สามารถทดแทนฝีมือแม่ของเขาได้ แต่ช่างน่าเสียดายที่แม่เขาแก่เกินกว่าที่จะลุกมาปรุงอาหารให้เขาทานแล้ว

ตักอาหารเข้าปากไปส่วนสายตาใช้สำรวจตัวบ้าน นาฬิกาแขวนผนังอยู่หน้าทีวี หากจำไม่ผิดตอนที่ได้มาแม่เขาบ่นเสียยกใหญ่ ลงทุนซื้อหม้อหุงข้าวไปจับฉลากแต่ดันได้นาฬิการาคาถูกกลับมาแทนเสียอย่างนั้น

ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เหมือนกับเมื่อวันวานที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้ แม่ที่อายุหลักสี่ตอนปลาย นาฬิกาเรือนเก่าที่ถ่านใกล้หมด เสื้อนักเรียนปักดาวสามดวง ผมทรงนักเรียนที่เกือบเกรียน อัศจรรย์ในร่างตัวเองตอนสิบแปดปี ไม่สามารถหาเหตุผลมารับรองปรากฏการณ์นี้ได้

 

หรือนี่อาจจะเป็นการตายแล้วกลับบ้านเก่าอย่างที่ผู้คนชอบว่า

 

แต่สิ่งเหล่านี้มันอัศจรรย์สมชื่อที่แม่ตั้งให้เสียจริง








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

16 ความคิดเห็น

  1. #10 shipper (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 14:25

    รออ่านต่อค่ะ ใช่อู๋ย้อนกลับมาในช่วงอายุ 18 ทีเเก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตหรือเปล่า เพราะดูเหมือนว่าอู๋จะจำเกี่ยวกับเรื่องของโมกข์ไม่ได้เลย รอติดตามอ่านต่อในเล่มนะคะ

    #10
    0
  2. #5 gingertabby (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 19:52

    ฮือ ชอบ อยากอ่านต่อ

    #5
    0