I KNOW THE COLORS OF LOVE

ตอนที่ 3 : MIMOSA PANTONE #EFC050

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 192
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    22 ธ.ค. 61

MIMOSA PANTONE RGB 239 192 80
artist :






“ยินดีด้วยนะ”

ผมเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่ดีที่สุดเท่าที่จะเค้นออกมาได้ในตอนนี้ พยายามไม่ใส่อารมณ์หงุดหงิดที่เกิดจากดาเนียลลงไปตอนที่ยื่นถุงกระดาษสีน้ำตาลใบใหญ่ให้เพื่อนเก่าในสูทเจ้าบ่าวตรงหน้า คู่สนทนายิ้มให้ผม รับมันไปถือไว้แล้วยื่นไปให้ใครสักคนด้านหลังเพื่อเอามันไปเก็บไว้ให้เป็นที่ หมอนี่ชื่ออะไรแล้วนะ เอลวิส ? เอลลิส ? ผมเองก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ แต่ช่างเถอะ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

“นายจะไปแล้วเหรอ สตีฟ” เพื่อนเก่าร้องถาม “ไม่อยู่ร่วมพิธีก่อนล่ะ”

“ฉันมีธุระน่ะ โทษที” ผมหันหลัง พูดกลับไปด้วยเสียงที่ดังพอกัน “ไว้โอกาสหน้าค่อยนัดเจอกันนะ”

คู่สนทนาของผมพยักหน้า นั่นเป็นสัญญาณที่ดีว่าบทสนทนาเราจบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว

สักทีเถอะ

ผมโบกมือไล่หลังเป็นเชิงขอตัว รีบจ้ำออกมาจากโถงทางเดิน เบี่ยงเข้าทางด้านซ้ายของกำแพงแล้วถอนหายใจออกมาทันทีที่บริเวณโดยรอบเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่ลับตาผู้คน กระชากเนคไทสีเข้มที่รัดแน่นชิดต้นคอออกมาอย่างหงุดหงิด

ร่วมพิธีเหรอ เหลวไหลสิ้นดี

เจ้าบ่าวที่เป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยไฮสคูลไม่เคยคุยอะไรจริงจังกับผมเลยเสียด้วยซ้ำ บทสนทนาที่ยาวที่สุดที่เราทั้งคู่เคยมีร่วมกันเห็นทีจะเป็นแค่การยืมปากกาสักแท่งหน้าห้องสอบในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผมเลยนึกไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียวว่าหมอนี่จะชวนให้ผมมาร่วมงานแต่งหลังจากไม่เคยติดต่อกันอีกเลยไปเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่เพราะว่าอยากจะได้ของขวัญวันแต่งงานจากแขกเหรื่อเพิ่มมาอีกชิ้น 

ผมถึงได้หัวเราะลั่นในตอนที่ดาเนียลส่งข้อความชวนให้มางานแต่งหมอนี่ด้วยกัน เอลลิส เอดิสอะไรนี่กล้าหาญชะมัด

แต่ที่ทำให้ผมหัวเสียจนต้องออกจากงานมาก่อนน่ะไม่ใช่เรื่องนี้ 

ตัวคนชวนต่างหาก

ไอ้เวร

ผมขมวดคิ้วพอนึกได้ถึงเรื่องนี้ ตบหาซองบุหรี่ที่น่าจะอยู่ในกระเป๋าเสื้อสูทด้านขวา เคาะเอามวนสุดท้ายในซองออกมาคาบไว้ จุดมันด้วยไฟแช็คที่หยิบออกมาพร้อมกันก่อนจะเก็บมันกลับเข้าไปที่เดิม สูดเอาควันหนัก ๆ เข้าไปจนสุดฐานปอด ปล่อยมันออกมาพร้อมกับความหงุดหงิดในอก 

มันคือก่อนงานจะเริ่มแค่ครึ่งชั่วโมงในตอนที่ผมอยู่บนรถแท็กซี่ที่กำลังตรงมายังจุดนัดหมาย กดรับสายจากดาเนียลที่โทรมาบอกผมว่ามันมางานแต่งหมอนี่ไม่ได้แล้วเพราะรถเสีย 

มันคงจะหน้าหงุดหงิดน้อยกว่านี้ถ้าหนึ่ง ข้ออ้างนี้ไม่ได้เคยถูกดาเนียลใช้ไปแล้วเมื่อสามเดือนก่อน สอง ถ้าไอ้เวรนั่นไม่ใช่เหตุผลที่ผมถ่อพาตัวเองมาที่นี่ และสาม ถ้าน้ำเสียงที่ใช้โทรมาหาผมคือน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียใจ ไม่ใช่คำพูดปนเสียงหาวจากคนที่ยังไม่ตื่นดีแบบนี้

อ้อ

และสี่

ถ้านี่ไม่ใช่งานที่มีแขกร่วมงานกว่าสองร้อยคนได้

ให้ตายเหอะ ปวดหัวชะมัด 

ที่นี่คนเยอะเกินไป

ข้อเท็จจริงที่ผมเพิ่งจะพูดออกมาเมื่อครู่ทำเอาความเจ็บแปลบไล่มาถึงขมับทั้งสองข้างอย่างไว ผมพิงตัวกับกำแพง สะบัดหัวหวังไล่ความคิดไม่พึงประสงค์ออกให้พ้น พยายามเลิกคิดถึงเหล่าแขกเหรื่อนับร้อยในงานที่เดินเบียดเสียดผ่านไปมาในลานข้างหลังกำแพงที่ผมพิงอยู่ นี่มันหัวค่ำของวันคริสต์มาสอีฟนะ ไม่ออกไปเที่ยวกันหรือไง

ผมพ่นควันชุดสุดท้ายออกมา ทิ้งก้นกรองสั้นกุดในมือลงกับพื้น ใช้ปลายเท้าขยี้จนคิดว่าดับสนิทดีแล้วถึงได้เดินออกมาจากมุมอับ หันหลังกลับไปสู่ลานที่เพิ่งหนีมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ผมไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องอยู่ที่นี่ต่อ การออกจากงานตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มเลยดูจะเป็นตัวเลือกที่ฟังดูดี

ผมถอนหายใจทิ้งทวน เก็บไฟแช็คเข้าที่ ก่อนจะหันหลังไปทางฝูงชน

 

ฮิปปี้สีสนิมเพิ่งเดินผ่านผมไป

หลังจากนั้นผมก็ชนเข้ากับหญิงวัยกลางคนที่แต่งตัวสีแดงสดที่ตัดกับสีเขียวโอลีฟของตัวเธอเอง แทรกกลางระหว่างผู้ชายสองคนที่มีสีม่วงอ่อนจัดด้วยกันทั้งคู่ เดินเลียบไปกับโต๊ะวางของขวัญที่มีเด็กสาวผมสีอ่อนกำลังวิ่งเล่นไปรอบโต๊ะ ทำเอาเปลวสีดอกเลาเคลื่อนตามไปด้วยทุกที่จนเห็นเป็นเส้น ๆ 

ผมคิดว่าตัวเองคงจะทนกับการเดินตัดผ่านฝูงคนแน่นขนัดนี้ได้ดีกว่าที่จะต้องทนเดินอ้อมรั้วสามด้านเพื่อไปโบกแท็กซี่ตรงที่ที่เดิมที่ผมลงรถมา แต่อาการปวดหนึบในตาที่ลามไปถึงท้ายทอยและขมับกำลังด่าผมว่ามันเป็นทางเลือกที่ผิด

ผมรำคาญ จริงอยู่ที่ผมชินกับมันแล้ว แต่มันยังคงน่ารำคาญ โดยเฉพาะในเวลาแบบนี้

ผู้คนเดินสวนกันไปมา ช้าบ้าง เร็วบ้าง สีของพวกเขาเองก็เคลื่อนไหวไปตามท่าทางของเจ้าของ กลุ่มควันที่ฟุ้งอยู่แล้วแพร่ตัวออกยิ่งกว่าเดิม เป็นเส้นจาง ๆ เหมือนไฟนีออนจากหน้ารถยนต์ ก่อนจะกระจายตัวทั่วบริเวณเหมือนจุ่มพู่กันชุ่มสีลงไปในแก้ว การอยู่ท่ามกลางฝูงชนนั้นทำผมอึดอัดเหมือนกับติดอยู่ในแก้วล้างพู่กันใบใหญ่ ขะมุกขะมอม ผสมกันมั่วจนแยกไม่ออกว่าสีไหนเป็นสีไหน

งานใกล้จะเริ่มเต็มที แขกที่มาร่วมงานดูจะมากกว่าก่อนที่ผมจะปลีกตัวออกไปเกือบเท่าตัวได้ ผมที่เดินไปได้แค่หนึ่งในสี่ของระยะทางกำลังลังเลว่าจะอดทนแล้วเดินต่อไปอีกแค่อึดใจเดียวดีหรือยอมแพ้ให้กับอาการมึนหัวแล้วถอยกลับไปตั้งต้นใหม่ดี ในตอนที่บางอย่างทางหางตาตรึงความสนใจผมเอาไว้

เท้าผมชะงักโดยอัตโนมัติ

แม้แต่ลมหายใจก็หยุดลง ผมหยุดอยู่กับที่ หันหน้าตามสัญชาติญาณไปอย่างไว มองหาบางอย่างที่ว่า บางอย่างที่สามารถทุบสติที่มีอยู่น้อยนิดแตกกระจายออกเป็นเสี่ยง ๆ ได้ด้วยการปรากฏตัวเพียงเสี้ยววินาที

น่าเสียดายที่มันยังช้าไป 

สีขุ่นคลักรอบตัวดูดกลืนมันหายไปหมดแล้ว

แต่ไม่ผิดแน่ ผมไม่ได้ตาฝาดไปแน่

ท่ามกลางสีนับร้อยเฉดที่ตีปนกันมั่วอยู่ในแก้วล้างพู่กันใบใหญ่

ในแก้วใบนี้ ผมเห็นเขาอยู่ตรงนั้น

ผมเห็นสีเหลืองของผมอยู่ตรงนั้น

 

//

 

 

เอเชียน ผิวขาวซีด ผมดำสนิท และโง่พอจะนั่งนิ่ง ๆ ยอมโดนนักเลงในห้องอัด

นั่นคือภาพของสีเหลืองที่สตีฟจำได้

มันเป็นตอนที่เขานั่งอยู่โซนด้านหลังของรถบัส พยายามจะไม่สนใจเสียงคิกคักที่ได้ยินจากข้างหลังมาตลอดทาง เพราะรู้ว่าคนที่นั่งอยู่หลังสุดคือเฟร็ดและลูกกระจ๊อกไม่มีสมองสองสามคน คงกำลังทำอะไรบางอย่างที่เขาไม่ควรจะเข้าไปแส่หาเรื่องให้เจ็บตัวอยู่ อาจจะกำลังโยนเศษขนมปังใส่หัวคนข้างหน้า ขโมยเอาสมุดโน้ตจดรายละเอียดเกี่ยวกับรูปปั้นในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่เพิ่งไปมาวันนี้ของใครบางคนมาฉีกเล่น แอบกินเหล้าในกระบอกน้ำโดยพนันกันว่าอาจารย์เบ็ธตี้จะจับได้เมื่อไหร่ หรืออะไรเลว ๆ ในทำนองเดียวกัน ซึ่งแม้ว่ามันจะน่ารำคาญ แต่มันไม่ใช่เรื่องของเขา 

ไม่ใช่จนกระทั่งไอ้เวรบางตัวโยนบางอย่างมาโดนหัวเขาอย่างแรงตอนรถเบรกกะทันหันพอดิบพอดี

สตีฟถูกแรงเบรกกระชากจนหน้าคว่ำ ดั้งกระแทกเข้ากับคานเหล็กของที่นั่งด้านหน้าจนเกิดเสียงดังลั่น สัมผัสได้ถึงความชุลมุนจากอาจารย์เบ็ธตี้และคนขับที่พากันวิ่งออกไปจากรถ เขาสบถ จับจมูกตัวเองที่ชาจนไม่รู้สึกอะไรแล้วพร้อมหันไปข้างหลัง ทุกคนอาจจะหัวทิ่มจากแรงเบรก แต่เขาไม่สน ไอ้เวรข้างหลังต่างหากที่เป็นคนทำจมูกเขาเจ็บ

แต่ทันทีที่หันหลังกลับไป คำสบถทุกอย่างก็ถูกกลืนลงไปในท้อง

‘มองอะไร’ เฟร็ดถาม แต่เขาไม่ได้ตอบ

ภาพตรงหน้าดึงความสนใจทั้งหมดไปจากเขาแทน

เจ้าของผมดำสนิทที่ตัดกับผิวขาวซีดของเจ้าตัวกำลังหลับตานิ่ง เม้มปากจนกลายเป็นแค่เส้นบาง ๆ ในตอนที่โดนผลักหัวไปมาอย่างแรง ยอมให้ไอ้งั่งที่เขาจำชื่อไม่ได้สบถคำหยาบที่มีคำว่าลิงเหลืองอยู่ในทุกประโยคใส่อย่างใจเย็น แม้ว่านิ้วทั้งสิบที่วางอยู่บนตักจะกำแน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาวก็ตาม

แต่อะไรที่กล่าวมาไม่ได้สร้างจุดสนใจให้เขาได้มากเท่าออร่าที่ห่อหุ้มเจ้าตัวไว้

สีเหลือง ?

เขาไม่ได้ถูกปล่อยให้สำรวจคนตรงหน้าได้นานมากเท่าไหร่นัก

เป็นเขาเองบ้างที่เริ่มโดนผลักไปมา สตีฟหลุดออกจากอาการตกใจที่ครอบเขาไว้ชั่วครู่ ในตอนที่แรงมหาศาลจากมือเฟร็ดบีบไหล่เขาแน่น ปลุกสตีฟให้รู้สึกถึงสถานการณ์ตรงหน้า

เป้าหมายถูกเปลี่ยนมาเป็นสตีฟแทนแล้วเรียบร้อย

เขารู้ได้โดยอัตโนมัติ แม้ว่าลูกน้องหน้าโง่ของเฟร็ดที่เขาจำชื่อไม่ได้จะยังคงเทของจากกระเป๋าเป้สีน้ำเงินออกจนกระจัดกระจายไปทั่วพื้น โดยเด็กเอเชียที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของกระเป๋าก็ยอมนั่งนิ่ง ๆ เป็นไอ้งั่งให้พวกเวรนี่ราดโคล่ากระป๋องใส่รองเท้าผ้าใบจนชุ่มก็ตาม เขากลายเป็นเป้าหมายของเฟร็ดแทนแล้ว

‘โอ๊ย’ เขาร้องออกมา แรงผลักที่หัวกระชากสติออกจนหมดสิ้น 

วงกลมจากลูกน้องเฟร็ดที่ล้อมเขาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้กำลังถูกตีวงให้แคบมากขึ้นกว่าเดิมอีก สตีฟถูกผลักหัวอย่างน้อยสองครั้ง โดนด่าด้วยคำหยาบคายอีกหลายคำ โดยมีเสียงหัวเราะคิกคักแบบเดียวกับที่เขาได้ยินมาตลอดทางดังเป็นเสียงแบคกราวด์คลอไปด้วย

ให้ตาย

เขาตอบโต้ไม่ได้

อย่างแรกเลยคือพวกเขามีกันอยู่แค่สองคน (หรืออาจจะแค่คนเดียว ถ้าหมอนั่นไม่คิดจะทำอะไรเลยน่ะนะ) และอย่างที่สองคือ เขาเวียนหัว

ตั้งแต่ไอ้อาการบ้า ๆ นี่โผล่ขึ้นมารบกวนชีวิตประจำวันเขาตั้งแต่ 8 ขวบ สตีฟแทบไม่เคยไปที่ ๆ คนแออัดพลุกพล่านอีกเลยเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอาการที่ไม่คาดคิด เช่นตอนนี้ กลางวงล้อมนักเลงที่พร้อมจะกระทืบเขากลางวงนี่

แต่โอเค ช่างหัวซินเนสธีเซียมันก่อน ตอนนี้ที่ต้องทำคือเอาตัวรอด

คนอื่นๆเริ่มทยอยกลับมานั่งที่ เขาได้ยินสียงอาจารย์เบ็ธตี้กำลังไล่ให้พวกที่ลงไปมุงดูอะไรก็ตามหน้ารถกลับเข้ามาข้างใน  สตีฟนั่งนิ่ง คิดถึงการต่อยสวนหนัก ๆ ไปสักหมัดแล้ววิ่งลงไปตอนที่รถเริ่มออกวิ่งอีกรอบ ใช้สายตาสอดส่องหารั้วมนุษย์ที่ดูอ่อนแอที่สุดไปด้วย ในขณะที่มือขวาควานหาเหรียญนับสิบในกระเป๋ากางเกงมากำไว้แน่น เพ่งความสนใจไปที่ลูกเบ๊สีโอวัลตินตรงหน้า ภาวนาให้ประสบการณ์จากความทรงจำที่ผ่าน ๆ มาทำให้เขาเดาถูก

 

เสียงอาจารย์เบ็ธตี้ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกันกับที่คนขับทีเพิ่งขึ้นรถมาเอื้อมมือไปเปลี่ยนเกียร์

 

เอาล่ะนะ

 

หนึ่ง...

 

สอง...

 

เขาถีบตัวเองให้ลุกขึ้นยืน ง้างมือข้างที่เต็มไปด้วยเหรียญเข้าที่หน้าเป้าหมาย

แล้วรถก็เต็มไปด้วยเสียงหวีดร้องดังลั่น

สตีฟได้ยินเสียงกระดูกกระทบกันพร้อม ๆ กับที่มีคนล้มลงกองกับพื้นแทบเท้าเขา มือกุมจมูกร้องโอดโอยดังไปทั้งรถ ทำเอาวงล้อมทั้งวงแตกกระเจิงกันไปคนละทาง ไม่มีใครสนใจจะอัดเขาอีกแล้ว ความสนใจของลูกน้องพวกนี้—ไม่สิ—คนทั้งรถพุ่งไปที่หมีตัวโตที่จมูกน่าจะหักไปเรียบร้อยแทน

ทว่ามือของสตีฟยังคงตั้งท่าอยู่ข้างใบหูเขา เหมือนกับที่ลูกน้องสีโอวัลตินคนนั้นยังคงยืนงงอยู่ตรงหน้า

เขาไม่ใช่เจ้าของเสียงหมัดหนัก ๆ ที่ว่า

จิตใต้สำนึกของสตีฟเพิ่งจะประมวลผลเสร็จว่าคนที่กองอยู่บนพื้นคือเฟร็ด ในตอนที่ข้อมือขาวซีดที่ขึ้นสีแดงแจ๋ของใครบางคนเอื้อมมาจับข้อมือไว้แน่น ฉุดเขาวิ่งลงจากรถมาด้วยกัน

 

 

//

 

สัมผัสจากมือใครบางคนแตะเข้ากับแผ่นหลังของผม ดึงให้หลุดจากความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนกลับมาอยู่กลางลานคับแคบแห่งนี้อีกครั้ง

บริกรคนหนึ่งที่คงเห็นผมยืนนิ่งมานานจนผิดสังเกตสะกิดถามผมเบา ๆ ผมสะดุ้งเฮือก หันไปเอ่ยขอบคุณบริกรคนนั้นก่อนจะปฏิเสธความหวังดีไป ปลีกตัวออกจากฝูงคนเป็นครั้งที่สองของวัน ไม่พยายามจะสอดส่องสายตาไปทั่วเพื่อหาใครอีก

ใช่ ผมยอมแพ้

ยอมแพ้ให้กับระยะทางอีกสามในสี่ตรงหน้า และกับการหาคนที่จมไปกับฝูงชนด้วย

พูดก็พูดเถอะ ไร้สาระสิ้นดีที่คิดว่าเจ้าของออร่าสีเหลืองคนนั้นจะเป็นคน ๆ เดียวกับที่โผล่มาพร้อมกับความทรงจำประหลาด ๆ อันนั้น ผ่านมาตั้งทศวรรษแล้ว อะไรทำให้ผมคิดว่าหมอนั่นจะยังเหมือนเดิมอยู่กัน

ในงานแต่งมีคนอยู่มากกว่าที่คิด ผมก้มหน้าก้มตา เดินเลี่ยงออกมาจากตรงนั้นโดยอาศัยสัญชาติญาณเอาว่าตรงไหนควรจะเป็นตรงไหน พยายามไม่ชนใครก็ตามที่เดินสวนผมไปทางลานเบื้องหลัง ก่อนจะเบี่ยงตัวออกมาแล้วเดินอ้อมไปทางรั้วแทน

ตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกหายใจได้ทั่วท้อง

พ้นมาเพียงแค่ไม่กี่ก้าว เสียงจอแจและภาพชวนมึนหัวก็กลายเป็นแค่เรื่องเบลอ ๆ ราวกับเกิดขึ้นจากที่ไกลแสนไกล ดนตรีที่บรรเลงมาตั้งแต่ตอนพระอาทิตย์ยังไม่ตกดินยังคงลอยล่องอยู่ทั่วในอากาศ ผมตบกระเป๋าสูท หวังหยิบบุหรี่ออกมาสูบไล่ความหนาวในร่างกาย ก่อนจะระลึกได้ว่ามวนสุดท้ายถูกใช้ไปแล้วเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน

ผมยักไหล่ สรรเสริญความไม่ได้เรื่องของวันนี้กับตัวเอง ก่อนจะล้วงมือทั้งสองข้างเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตตัวหนา หวังว่ามันจะช่วยให้ผมรอดพ้นจากอากาศหนาวของคืนเดือนธันวาคมได้—อย่างน้อยก็ในคืนนี้

เอาเถอะ

คืนวันคริสต์มาสอีฟไม่เคยเป็นเรื่องที่ดีมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วนี่นะ

 





               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

16 ความคิดเห็น

  1. #8 Shipper (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 14:11

    คือลุ้นว่าสตีฟจะกลับมาเจอเฟร็ดอีกรอบในงานเเต่งหรือเปล่า ไม่เเน่ใจว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเวิร์สที่เป็นสีหรือเปล่า เเนวอีกคนไม่เคยเห็นสีเหลืองจนมาพบกับเนื้อคู่ รอลุ้นนะคะว่าจะใช่อย่างที่คิดหรือเปล่า

    #8
    0
  2. วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:29
    อยาก อ่าน ต่อ ฮ่อยยยยยย รอซื้อนะคะ อยากได้ อยากมีฟิครวมเล่มมินองเยอะๆ หายากมากเลยง่ะ เรารักคู่นี้ ฮือออออ
    #4
    0