I KNOW THE COLORS OF LOVE

ตอนที่ 1 : WINE PANTONE #8b184b

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 213
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    22 ธ.ค. 61

WINE PANTONE

RGB 139 24 75 Artist :







เรื่องราวต่อไปนี้อาจจะดูน้ำเน่าพิลึก แต่ถ้าหากให้ผมเขียนหนังสือสักเล่มเกี่ยวกับความรักของเรา ผมจะเริ่มต้นด้วยการคิดถึงเขา จรดปลายปากกาลงในสมุด แรกเริ่มด้วยคำว่า

แด่ทุกความเป็นไปได้ในความสัมพันธ์

 

0.

ในวันนั้นน่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าหลุดโลกที่สุดเท่าที่เคยเจอมา เนื้อตัวของเราช่ำแฉะและเปียกปอน ไม่มีใครสนใจว่าวันรุ่งขึ้นเราอาจจะไม่สบายหากยังนอนห้อยหัวตรงปลายเตียงด้วยกันอยู่แบบนี้ นิ้วมือของผมเริ่มไล่ไปตามใบหน้าของคนในอ้อมกอด เขาถดตัวหนีสัมผัสทั้งยังคงหัวเราะคล้ายจั๊กจี้จากความเย็นของปลายนิ้วที่ไล่เตาะแตะไปตามผิวกาย ชั่วขณะหนึ่งผมนึกอยากหยุดเวลานี้ไว้ อยากให้มันเป็นนิรันดร์

ที่มีแค่เขากับผม

แค่เราสองคน

 

1.

ย้อนกลับไปตอนเราเจอกันครั้งแรก สถานที่ที่เจอกันมันไม่น่าอภิรมย์เท่าไรนัก มันเป็นซอกเก่า ๆ ที่ผมออกมาเพื่อสูบบุหรี่ ผมเคาะมันออกจากซอง จุดซิปโปตรงปลายแล้วสูบมันเข้าไป ก่อนจะพบว่าผมไม่ได้อยู่ตรงนี้คนเดียว ผมเห็นเขายืนพิงผนังอับชื้นอยู่โดยไม่สนใจว่าเสื้อเชิ้ตสีขาวจะเปรอะเปื้อนหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่าจุดสนใจทั้งหมดของเขาจะอยู่ที่ก้านบุหรี่ในมือนั่นแทน เขาสูบมันเข้าไปเหมือนที่ผมทำปล่อยให้ควันสีเทาโอบล้อมร่างกายไว้ แล้วปล่อยให้มันลามเลียแผดเผาตัวเองไปจนถึงก้นกรอง โดยมีสายตาของผมจดจ้องอยู่อย่างนั้น

เดี๋ยวฝนจะตกแล้ว เข้าไปข้างในกันไหม?”

ผมกระพริบตาปริบ ไม่เข้าใจว่าเขาพูดอยู่กับใคร จนกระทั่งดวงตาคู่นั้นเงยขึ้นมาสบตากับผม

เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าจักรวาลที่ว่าห่างไกลแสนไกลนั่นเป็นเรื่องโกหก

เพราะแท้จริงแล้วมันห่างกันเพียงแค่เอื้อมมือเท่านั้นเอง

 

2.

ตอนเข้ามาข้างใน ผมเพิ่งสังเกตเห็นตรงต้นคออีกฝ่ายมีโชกเกอร์สีแดงประดับอยู่ มันยิ่งขับให้ผิวขาวนั่นดูโดดเด่นชนิดที่ผมไม่สามารถละสายตาไปจากเขาได้เลย

ไม่คิดจะปิดบังสายตาหน่อยเหรอ?” เขาหมายถึงสายตาของผมที่ทิ้งไว้กับต้นคอของเขา

แล้วผมต้องทำแบบนั้นด้วยเหรอ?” ผมเลิกคิ้วถามกลับ เขาหัวเราะใส่ก่อนจะยักไหล่ราวกับชินชาเรื่องแบบนี้

คุณอยากดื่มอะไรไหม?”

เบียร์สดแล้วกันครับ

เราเดินมาจับจองที่นั่งตรงบาร์ยาว ก่อนเขาจะหันไปสั่งเครื่องดื่มให้ เวลาถัดมาเครื่องดื่มถูกวางลงตรงหน้าผมพยักหน้าให้บาร์เทนเดอร์หนุ่ม ยกมันขึ้นพร้อมกับเขาที่ยกแก้วทรงสูงในมือขึ้นเช่นกัน

“romanee conti น่ะ

ผมพยักหน้า คล้ายรู้เรื่อง แต่ผมไม่สันทัดเรื่องไวน์เสียเท่าไร จึงได้แต่จิบเบียร์ไปเรื่อยแทน

 

3.

เราเริ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยเจอมา

เราคุยกันทุกเรื่องนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นแฟนเก่าที่สวยที่สุด หรือคนคุยที่คุยสั้นที่สุดอะไรแบบนั้น อาจจะรวมถึงเรื่องรสนิยมส่วนตัวเล็กน้อยจากเพลงที่ฟัง และแนวหนังที่ชอบ

เขาดูมีความสุขเวลาได้พูดถึงสิ่งที่ตัวเองชอบ มันทำให้เขาดูมีชีวิตชีวา

ต่างจากครั้งแรกที่เจอกันก่อนหน้านี้

 

4.

ผมชอบวงนี้

เหมือนกันเลย

คุณก็ชอบ?”

ชอบมากพอจะยอมซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงไว้เล่นที่ห้องเลยล่ะ

เขาวางแก้วในมือลงทันทีที่ผมพูดถึงแผ่นไวนิลสีดำขนาดใหญ่ที่อยู่ที่ห้อง ไม่กล้าออกปากว่าเป็นแฟนคลับตัวยงอะไรนักหรอก ผมแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่ชอบฟังเพลงของวงนี้จากแผ่นเสียงก็แค่นั้น ดวงตากลมใสที่ช้อนมองมาเหมือนเด็กน้อยออดอ้อนทำผมหลุดขำออกมา เขาเหวอก่อนจะคว่ำปากใส่

โอเค ๆ ผมขอโทษผมยกมือขึ้นยอมแพ้ ไว้จบจากตรงนี้ เราไปฟังเพลงที่ห้องผมด้วยกันไหม?”

เขาวาดยิ้ม ยิ้มที่รู้ว่าตัวเองชนะ ตกลง

 

5.

คุณเคยเต้นไหม?”

ผมไม่ถนัดเท่าไร แล้วคุณ?”

ชอบที่สุดเลยล่ะ ไปเต้นกันเขาว่าก่อนจะยกไวน์ขึ้นดื่มก่อนจะคว้ามือผมเร่งเร้าให้ออกไปเต้นด้วยกัน เราหยุดลงตรงใต้แสงไฟ ตรงนี้คนไม่เยอะมาก แต่มันก็ทำให้ผมเขินอยู่ไม่นอนสำหรับความไม่เคย ทีนี้หลับตาลง แบบนั้นล่ะ.. ทำแบบนี้คุณก็จะไม่เขินสายตาคนอื่นแล้วเห็นไหม เพราะงั้นคุณจะเต้นด้วยก็ได้นะ ผมสัญญาว่าจะไม่แอบดูผมยกยิ้มตอนสัมผัสได้ถึงนิ้วก้อยเล็ก ๆ เกี่ยวลงกับนิ้วตัวเองแล้วผละออก แล้วผมก็ไม่สามารถรับรู้ได้ถึงตัวเขาอีกต่อไปยามบีตเพลงถูกเปิดขึ้น ผู้คนโห่ร้อง และผมที่เริ่มขยับตัวโยกไปตามเพลง มันไม่แย่ แต่ใช่ว่าจะทำได้ดีในครั้งแรก

จวบจนกระทั่งเพลงเปลี่ยนเป็นเพลงที่สามผมถึงได้ลืมตา

ผมเห็นเขา

เขาที่โดดเด่นท่ามกลางผีเสื้อราตรีในคืนนี้

และไม่ว่าจะด้วยเสียงเพลง บรรยากาศ หรือฤทธิ์ของแอลกอฮอล์

ผมรู้สึกว่าเขางดงามเหลือเกิน

 

6.

สนุกไหม?

ผมพยักหน้าตอบรับ แล้วคุณเหนื่อยไหม?”

เหนื่อยน้อยกว่าการใช้ชีวิตในวันจันทร์ล่ะนะ

ผมหัวเราะก่อนจะดันแก้วไวน์ที่ลองสั่งให้เขาไปให้ หวังว่าผมจะออกเสียงมันถูกนะตอนสั่งผมหมายถึงชื่อไวน์ที่เขาดื่ม คนตัวเล็กกว่าอมยิ้มแล้วจับแก้วทรงสูงนั่นไว้ก่อนจะจรดริมฝีปากสีคล้ายผลเชอร์รี่ลงกับขอบแก้ว ละเลียดชิมความหวานของของเหลวในนั้น ตบท้ายด้วยการฆาตกรรมผมผ่านการเลียริมฝีปากตัวเอง

เก็บอาการหน่อยพ่อหนุ่ม คุณคงไม่อยากกินไวน์ในแก้วนี้พร้อมเลือดจากรอยแยกตรงหัวคุณหรอกใช่ไหม

จนกระทั่งเขาทัก ผมถึงได้กระแอมออกมาแล้วหันกลับไปจิบเบียร์ของตัวเองแทน

 

 7.

คุณดูไม่เขินเวลาเป็นที่สนใจ

แล้วทำไมเราต้องเขิน?

ผมยักไหล่ไม่มีคำตอบให้จึงเลือกจะแนบหน้าตัวเองลงกับโต๊ะเหมือนกับเขา เราไม่ได้สบตากันอย่างที่คิดเพราะตรงหน้ามีฐานแก้วไวน์ของเขากั้นไว้อยู่ ผมไล่สายตามองตามสายตาของเขา มันหยุดลงตรงปลายนิ้วเรียวสวยที่ทาบลงบนแก้วใส ลูบไล้มันแผ่วเบา

อาจจะเพราะเราชอบเวลาถูกค้นพบก็ได้

หมายถึง แค่พบ แค่นั้นก็พอ

เพราะตอนเริ่มถูกขุดคุ้ยมันไม่สนุกเอาเสียเลยรอยยิ้มเล็ก ๆ ถูกประดับขึ้นตรงกระจับปากสวย แต่ในขณะเดียวกันดวงตาของเขากลับหม่นแสงลง คล้ายมีอะไรสักอย่างปริแตกอยู่ในนั้น ผมไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าการยืดตัวขึ้นมานั่งเพื่อละสายตาออกมาจากตัวเขา ไม่เป็นการละลาบละล้วงเกินไป

แต่ผมยังคงนึกสงสัย

ไม่รู้ว่าต้องเติบโตและเผชิญกับอะไรมามากมายขนาดไหน ถึงได้มีรอยยิ้มที่สวยงาม หากแต่ครอบครองดวงตาที่บรรจุดวงดาวนับพันพร้อมกับความเศร้าไว้เบื้อหลังโดยไม่ทะลักทลายออกมาให้ผู้คนเห็นได้ยังไงกันนะ

 

8.

บีตหนัก ๆ ถูกเปลี่ยนเป็นทำนองเนิบช้า ขับกล่อมให้ผู้คนจมดิ่งกับความรู้สึกของตัวเองในเวลาหนึ่งนาฬิกา

และคนข้างตัวผมก็เป็นหนึ่งในผู้คนที่จมไปกับเสียงเพลงนั่นเรียบร้อยแล้ว

คุณเคยรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกหรือแตกต่างไปจากคนอื่นไหมเป็นคำถามที่แผ่วเบา คล้ายไม่ต้องการคำตอบจากผม หรือจากใครทั้งนั้น

เขาแค่ต้องการคนรับรู้ถึงมัน

แค่นั้นพอ

เรากำลังรู้สึกแบบนั้น

 

และเป็นอีกครั้งที่ผมเห็นเขาแตกสลายอยู่ตรงหน้าโดยที่ผมทำอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย

 

เขาบอบบาง อ่อนไหว คล้ายลมพัดไปทางไหนก็จะเอนเอียงไปทางนั้น

ช่างไม่มั่นคงเอาซะเลย

 

9.

คุณ

 

10.

เสียงเพลงยังคงดังต่อเนื่องแต่บทสนทนาของเราหยุดลง ผมกลืนน้ำลายเหนียวลงคอรสชาติขมปร่าของเบียร์ยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้นเหมือนกับสัมผัสฉุกละหุกแต่แผ่วเบาที่แตะลงตรงปลายจมูกตอนผมโน้มเข้าไปใกล้ เราหยุดนิ่งเหมือนหยั่งเชิงกันและกันปล่อยให้ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดกันอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เขาทำแค่เพียงจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม คล้ายควานหาสิ่งที่ผมปรารถนาที่ลึกที่สุดในจิตใจ ก่อนจะมีประกายวูบไหวเกิดขึ้นเมื่อเขายกยิ้มจาง

ผมว่าผมเข้าใจเวลาถูกขุดคุ้ยที่เขาว่านั่นแล้วล่ะ

เพราะตอนที่ถูกคุ้ยเจอความปรารถนา

ผมรู้สึกตัวเองแพ้

แพ้โดยศิโรราบ

 

11.

 เราไม่ได้ทำอะไรต่อจากนั้น มีเพียงแค่ปลายจมูกดุนดันแผ่วเบาก่อนเขาจะผละออก แก้วไวน์ในมือของเขาว่างเปล่า ไม่มีของเหลวสีแดง หรืออะไรจำพวกของมึนเมาหลงเหลืออยู่หลังจากเขากระดกมันเข้าไปรวดเดียวจนหมด

เมื่อกี้…”

เราเข้าใจ

ไม่ คุณไม่เข้าใจ

“…..”

“……”

งั้นก็ทำให้เข้าใจสิ

 

12.

บทสนทนาตัดขาดทันทีที่ผมทาบทับริมฝีปากลงไป ขบเม้มมันแผ่วเบา เบาเท่าเบาเท่าที่จะทำได้ในตอนนี้

ผมแนบหน้าผากลงบนหน้าผากอีกฝ่ายก่อนจะใช้นิ้วเกลี่ยแก้มที่ร้อนผ่าวนั่น กดจูบอีกครั้ง ย้ำให้เขารู้ว่าการที่เราจูบกันในครั้งนี้ มันไม่ใช่เพราะอารมณ์ชั่ววูบอย่างที่เขาคิด

ทั้งหมดนั้นเป็นความตั้งใจของผมเอง

 

13.

ทีนี้ ฟังผมผมสบตาเขา จ้องลึกเข้าไปในจักรวาลสีนิลใต้แสงไฟนั่น

เราทุกคนต่างมีเรื่องให้แหว่งวิ่นและแตกสลายกันทั้งนั้น มันไม่ผิดเลยที่คุณจะแตกต่างไปจากคนอื่นบ้างในบางครั้ง

เพราะนั่นคือตัวคุณ

 

ยอมรับเถอะว่าคนเราแตกต่างกันได้ เราทุกคนล้วนแตกต่าง มันขึ้นอยู่กับว่าความแตกต่างนั้นคุณรักมันไหม

รักตัวตนของตัวเองไหม

 

อย่าทำลายตัวคุณเองด้วยการบอกว่าคุณแปลกแยก

 

มันไม่ใช่แบบนั้นเลย

 

14.

เขากระพริบตาถี่ ผมจะทำเป็นไม่เห็นว่าแววตาของเขาเคลือบไปด้วยหยาดน้ำตาก็แล้วกัน

โอเคขึ้นไหม?”

ก็.. ดีขึ้น

 

15.

กลับกันไหม อยากไปฟังเพลงจากแผ่นเสียงที่ห้องของคุณแล้ว

 

16.

ฝนตก

เรามองหน้ากันอย่างรู้ความหมาย เขาหงอลงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเพราะอดจะได้ฟังเพลงจากแผ่นเสียงที่ห้องของผมหรือเพราะหนาวจากไอฝนกันแน่

เอาไว้รอบหน้า—”

ตอนนี้

?

จะไปตอนนี้เขาเงยหน้าขึ้นพูด สบตาอย่างแน่วแน่กับคำตอบ

แต่ฝนตกอยู่นะ

เขายึกยักเหมือนอยากพูดอะไรต่อ แต่ก็จบลงตรงที่เม้มริมฝีปากลงคล้ายไม่แน่ใจ ก่อนจะอ้อมแอ้มพูดออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา แค่อยากอยู่ด้วย.. หมายถึง ไม่ค่อยมีคนที่รู้จักชอบวงเดียวกัน ก็เลยอยากคุยด้วยเลยอยากไปผมหยุดคิดกับคำพูดวกไปวนมาของเขา และเหมือนอีกฝ่ายจะรู้เลยพูดออกมาอีกครั้ง

อันที่จริง..มันเป็นแค่ข้ออ้างเฉย ๆ น่ะ

เราไม่ได้อยากฟังเพลงอะไรขนาดนั้นหรอก

เราแค่อยากอยู่กับคุณ

 

 17.

 จำไม่ได้แล้วว่าก่อนหน้านี้วิ่งตากฝนครั้งล่าสุดเมื่อไร อาจจะเป็นปีที่แล้ว หรือสองปีก่อนหน้านี้ แต่ที่แน่ ๆ สถิติใหม่ถูกจารึกไว้ว่าเป็นวันนี้

ไม่คิดว่าคุณวิ่งฝ่าฝนออกมาแบบนี้

ไม่คิดเหมือนกันว่าคุณจะยอมวิ่งออกมาด้วยกัน

ผมมองฝ่ามือตัวเองที่กุมมืออีกคนไว้ นี่มันบ้ามากเพราะอย่างที่บอกไปว่าผมจำไม่ได้แล้วว่าครั้งล่าสุดที่เคยตากฝนนั่นน่ะมันตอนไหน แต่ตอนนี้ผมกำลังวิ่งอยู่กับเขากลางสายฝนห่าใหญ่ที่เทลงมา มันตกหนักและเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ เราวิ่ง และวิ่งอยู่แบบนั้น ขณะที่วิ่งผมกำลังคิดว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะถึงห้องผมกันนะ แล้วพรุ่งนี้เราจะไม่สบายด้วยกันทั้งคู่หรือเปล่า

แต่คุณจะป่วย

กึก

? ผมหยุดลงเมื่อเขาหยุดวิ่ง

หยุดคิดเขาหันมาตะโกนแข่งกับเสียงฝนใส่ หยุดคิดถึงเรื่องอื่น มีแค่เราในความคิดตอนนี้ได้ไหมน้ำเสียงคล้ายเว้าวอน ผมลังเลกับคำพูดของอีกคน ถ้าจะป่วยก็ช่างแม่งไปดิ พรุ่งนี้วันเสาร์ ถ้าเราไม่สบาย ยังไงก็หายทันวันจันทร์อยู่แล้ว เพราะงั้นหยุดคิดได้แล้ว

ไม่ทันได้คิดตามครบทุกประโยค เขากระชับมือที่เปียกลื่นของผมไว้ก่อนจะทะยานไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เขาดูมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้

คล้ายได้ปลดเปลื้องความทุกข์ทิ้งไปตามทางที่เราวิ่งด้วยกันมา

 

18.

สุดท้ายเราก็ทนแสบผิวเพราะฝนบาดไม่ไหวเลยตัดสินใจมายืนพักหายใจอยู่ใต้กันสาดของร้านกาแฟที่ปิดไปแล้ว

เป็นแบบนี้บ่อยไหม?”

เขาเอียงคอเคาะปลายนิ้วลงกับคางตัวเองเหมือนกำลังใช้ความคิด ก็ไม่บ่อยหรอก ทำให้กลัวเหรอ?”

เปล่า.. แค่ไม่เคย

ตอนนี้ก็เคยแล้วไง

ผมถอนหายใจพรูกับคำพูดไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการทำคนอื่นเดือดร้อน บอกตามตรงว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไร อันที่จริงมันไม่ดีตั้งแต่ผมชวนเขาขึ้นห้องแล้วด้วยซ้ำ

เฮ้ ทำไมทำหน้าอย่างนั้น

รู้สึกไม่ดีเหรอ?”

“……”

ขอโทษนะที่พาวิ่งออกมา เปียกเลย ไม่รู้จะ—”

ชู่ว... ไม่เป็นไร ผมแค่รู้สึกเหนื่อยเฉย ๆเด็กงอแงคนนั้นเงียบลงผมถึงพูดต่อ ตอนวิ่งคุณสนุกไหมเขาพยักหน้าหงึกหงักด้วยความรวดเร็ว ผมก็รู้สึกแบบนั้น เพราะงั้นอย่ารู้สึกผิดเลยนะ

เขางึมงำตอบรับในลำคอก่อนจะโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนเก่าอีกครั้งในตอนที่เหมือนคิดอะไรดี ๆ ออกมาได้ อยากเต้นรำด้วยกันไหม?” ผมส่ายหน้า บอกผมทีว่าเขาจะไม่ชวนผมไปทำอะไรแปลก ๆ แบบนั้น แต่ประโยคถัดมาที่ได้ยินนั่นทำเอาผมตบหน้าผากตัวเองดังแปะไปหนึ่งที ทำไมเดาหวยไม่เคยถูกแบบนี้บ้างวะ ไปเต้นรำกัน!

ผมล่ะปวดหัวกับคนแปลกหน้าคนนี้เสียจริง




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

16 ความคิดเห็น

  1. #6 shipper (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 13:52

    รอติดตามในเล่มค่ะ ความสัมพันธ์กับคนเเปลกหน้าที่มาเจอกันจนกลายเป็นคนรัก อยากรู้เรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเป็นยังไง

    #6
    0
  2. วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 07:03
    รู้สึกอ่านแล้วอิน 5555 พล๊อตดีง่า ภาษาก็ดี ชอบบบบ มันไม่หวือหวา แต่ก็ไม่ได้อบอุ่นจ๋ามาก มันเป็นฟีลแบบ รักเราธรรมดามากๆ น่ารัก
    #2
    0
  3. #1 Forgotmenet (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 23:02
    ชอบสไตล์การเขียนของคุณจัง ชอบมุมมองของคุณด้วย ขอบคุณนะคะ
    #1
    0