[EXO] Crossroad (HunLay,KaiSoo)

ตอนที่ 27 : ♡ Chapter 24 : En Mémoire

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 276
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    26 ก.ค. 58

  CR.SQW







24
En Mémoire

 



            อาคารทรงสูงสไตล์ฝรั่งเศสเกาะตัวกันอยู่เป็นกระจุกในสายตาระหว่างที่ร่างสูงก้าวขาเดินไป กลิ่นอายของยุโรปยุคกลางอบอวลทั่วไปจนแทบไม่เชื่อว่าตัวเขากำลังเดินอยู่ภายในประเทศเกาหลี จงอินรู้จักที่นี่มานานแต่ไม่เคยได้มีโอกาสมาเยือน หมู่บ้านฝรั่งเศสสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อที่แหล่งรวมงานศิลปะหลากหลาย ทั้งอาร์ตแกลเลอรี่ โรงละครกลางแจ้ง รวมถึงพิพิธภัณฑ์รวบรวมผลงานและประวัติของอองตวน เดอ แซงแตกซูเปรี เจ้าของผลงานเจ้าชายน้อย


            จึงไม่แปลกอะไรที่ตลอดทางที่เดินผ่านไปจงอินจะเห็นรูปปั้นและร้านค้ามากมายที่ขายสินค้าเกี่ยวกับเด็กผู้ชายตัวเล็กผมสีทอง มันชวนให้เขาคิดถึงการแสดงของคยองซูและอดที่จะทำให้คิดถึงเรื่องของเขาทั้งคู่ไม่ได้ ถึงแม้ยังไม่อาจให้ความรักได้ในแบบที่คยองซูหวังแต่ความรู้สึกดีที่มีต่อกันนั้นเขาเชื่อว่าเด็กคนนั้นรับรู้และเข้าใจ


            จงอินล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมพลางเดินต่อ อากาศอุ่นขึ้นมากแล้วเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนมีนาคมถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีลมพัดมาบ้างประปราย หลายครั้งที่ตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเผลอลืมเปิดหน้าต่างทิ้งไว้แล้วพบว่าตัวเองนอนขดกอดตัวเองอยู่ภายใต้ผ้านวมอุ่น เขาต้องลุกขึ้นไปปิดหน้าต่างและหมดเวลาอีกพักใหญ่ไปกับการนอนมองหน้าอี้ชิงที่นอนหลับอยู่ข้างๆ กว่าจะข่มตานอนลงได้


            หลายวันมานี้เขายอมรับว่ารู้สึกกังวลใจ มีเรื่องมากมายเข้ามาให้คิดจนรู้สึกรับมือแทบไม่ไหว แต่ละคืนผ่านไปค่อนข้างยากสำหรับเขาเพราะเอาแต่คิดเรื่องที่หาทางออกไม่ได้ สิ่งที่กวนใจคงหนีไม่พ้นเรื่องของอี้ชิงกับผู้ชายชื่อโอ เซฮุน


            จงอินไม่รู้ว่าเขาจะคิดมากทำไม ทั้งที่เขาไม่จำเป็นต้องเก็บเรื่องบ้าบอนี่มาใส่ใจด้วยซ้ำ อีกไม่กี่วันพวกเขาก็จะทิ้งทุกอย่างแล้วไปเริ่มต้นใหม่ หันหลังให้อดีตอีกครั้ง เรื่องที่ผ่านมาจะกลายเป็นแค่ความทรงจำที่เมื่อผ่านวันเหล่านั้นไปได้พวกเขาก็จะกลับมายิ้มและหัวเราะกับมันได้อีกครั้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


            แต่เขาก็ยังคงรู้สึกไม่ดี ความรู้สึกอึดอัดที่รบกวนจิตใจนี้เขาไม่รู้ว่ามาจากไหนและจะแก้อย่างไร ได้แต่คิดวนเวียนเกี่ยวกับความสัมพันธ์นี้จนหาทางออกไม่ได้ และเพราะความรู้สึกทั้งหมดนั่นในที่สุดก็ทำให้เขาตัดสินใจมายืนอยู่ที่นี่จนได้


            ร่างสูงหยุดยืนอยู่หน้าอาคารสีแดงเข้มสไตล์ยุโรปหลังหนึ่งที่ไม่ได้แตกต่างไปจากอาคารหลังอื่นในละแวกสักเท่าไหร่ ป้ายที่แขวนอยู่ตรงโค้งประตูไม้บ่งบอกว่ามันเป็นอาร์ตแกลเลอรี่แห่งหนึ่งในอีกหลากหลายของที่นี่ ขาตั้งสามเหลี่ยมด้านหน้าแปะโปสเตอร์ของนิทรรศการและชื่องานที่กำลังจัดแสดงด้านใน เป็นภาพเดียวกันกับโปสการ์ดใบเล็กที่จงอินหยิบติดมือกลับไปหลังจากเจอเซฮุนในวันนั้น


            เสียงกริ่งประตูดังขึ้นเมื่อจงอินก้าวเข้าไปด้านใน แสงอาทิตย์จางๆ ส่องลอดม่านหน้าต่างเข้ามาให้เห็นการตกแต่งโทนสีสบายตาด้านใน ผู้ชายร่างเล็กคนหนึ่งโผล่ออกมาจากด้านหลังเคาน์เตอร์รับรอง ดวงตาของเขาสวยเสียจนมองแวบแรกจงอินคิดว่าเป็นผู้หญิงเสียอีกแต่เมื่ออีกฝ่ายเริ่มเอ่ยปากเขาถึงรู้ว่าไม่ใช่


            “สวัสดีครับ มาชมนิทรรศการใช่ไหมครับ”


            “อ่า ครับ” พอมีคนทักขึ้นความรู้สึกไม่แน่ใจก็กลับมา เป็นอีกครั้งที่ถามตัวเองว่ามายืนทำบ้าอะไรอยู่ที่นี่ แต่ดูเหมือนจะไม่ทันแล้วเมื่อผู้ชายคนนั้นหยิบสูจิบัตรจากเคาน์เตอร์แล้วตรงเข้ามายื่นให้


            “เชิญด้านในเลยครับ”


            “เจ้าของผลงานไม่อยู่เหรอครับ” ผู้ชายคนนั้นเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเมื่อจงอินเอ่ยถาม แต่เพียงครู่เดียวก็ปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้าขึ้นมาใหม่


            “เซฮุนไม่มาหรอกครับ เขาไม่เคยมาเลยตั้งแต่เอารูปสุดท้ายมาตั้งไว้”


            เป็นอันรู้กันว่าเซฮุนทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ไม่ว่าอี้ชิงจะมาดูหรือไม่เขาจะไม่มีวันเจอเซฮุนที่นี่ จงอินรับสูจิบัตรจากมือลู่หานมาแล้วส่งยิ้มให้อีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะเดินเลี่ยงไปยังห้องจัดแสดงที่ถูกแบ่งไว้เป็นอีกโซนทางด้านหลัง


            ห้องสีขาวโพลนถูกกั้นด้วย Partition สีขาวสะอาดกั้นเป็นแนวทางเดินรูปตัวยู ภาพขาวดำหลายภาพหลากขนาดถูกแขวนอยู่ตามทางเดินไล่เรื่อยไป เพียงเห็นแวบแรกเท่านั้นเท้าของจงอินก็หยุดกึก ดวงตาเบิกกว้างเมื่อมองเข้าไปแล้วเห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน


            ภาพของอี้ชิงในบริบทต่างๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนถูกจัดแสดงอยู่ในนั้น ผสมกับภาพสถานที่มากมายที่ทั้งคู่เคยไปด้วยกัน บางรูปมีเพียงแค่แผ่นหลังของอี้ชิงที่เดินนำในขณะที่เซฮุนเดินตามแล้วถ่ายภาพนั้นเอาไว้ ภาพมือเรียวคู่ที่จงอินจำได้กำลังถือแผนที่ถนนในฝรั่งเศสกางออกเพื่อดูเส้นทางด้านใน ภาพกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบที่วางกองอยู่คู่กันในสนามบิน ณ วันที่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทาง


            ตลอดทางที่เดินไปจงอินสัมผัสได้ถึงอุ่นไอของความรักที่อวลอยู่ในทุกภาพถ่าย ความรู้สึกต่างๆ ตีตื้นขึ้นมาจนตัวเขาเองเกือบกลั้นสะอื้นไม่ได้ แววตาของอี้ชิงที่ถูกถ่ายถอดผ่านภาพถ่ายของเซฮุนมีประกายสดใสในแบบที่จงอินไม่เคยเห็นมาก่อน แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่สุดที่สุดแววตาแบบนั้นก็ไม่เคยปรากฎขึ้นให้เห็น ความเศร้าในแบบที่จงอินไม่อาจเข้าใจถูกถ่ายทอดผ่านภาพไหล่คุดคู้ที่นั่งเหม่อมองออกไปยังผืนน้ำสีดำของแม่น้ำแซนที่ไหลผ่าน ละอองหิมะที่ตกต้องร่างบางทำให้ภาพยิ่งดูเหงาเข้าไปใหญ่


            มันบ่งบอกเรื่องราวที่ผ่านมาของพวกเขาทั้งคู่ว่าแม้ในวันที่ไม่รู้จักกันหัวใจกลับผูกพันกันมากขนาดไหน เรื่องราวดำเนินต่อมาจนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่จงอินแน่ใจว่าเป็นช่วงที่เพิ่งผ่านมาได้ไม่นาน ภาพของอี้ชิงที่ฝรั่งเศสอีกครั้งในช่วงวัยที่เปลี่ยนไป


            รู้สึกชาเมื่อปะติดปะต่อได้ว่าโชคชะตาพาพวกเขากลับไปเจอกันใหม่ ในสถานที่เดิม บรรยากาศเดิม ถึงแม้ละอองความเศร้าจะกระจายอยู่ตามรูปถ่ายแต่ความสุขก็ยังคงเปล่งประกายออกมาชัดเจน


            ขาสองข้างหยุดอีกครั้งเมื่อพบกับรูปใบใหญ่ที่เป็นไฮไลท์ของงาน มันเป็นรูปธรรมดาที่ไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่จงอินเข้าใจว่าทำไมเซฮุนถึงเลือกรูปนี้ให้ขนาดใหญ่ที่สุด ราวกับความรู้สึกของเด็กคนนั้นทะลุออกมาจากภาพถ่าย มันเป็นภาพริมแม่น้ำแซนกว้างใหญ่ แสงไฟจากบ้านเรือนที่อีกฝั่งน้ำส่องสว่างเป็นเงาอยู่ไกล ผืนน้ำดำสนิททอประกาย ในขณะที่อี้ชิงยืนหันหลังให้กับกล้องแล้วหันมามองพร้อมรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขถึงแม้หยดน้ำใสจะยังคลออยู่ในดวงตาทั้งสองข้าง


            มันเป็นภาพเก่า จงอินไม่อาจรู้ว่าเรื่องราวเบื้องหลังภาพนั้นเกิดอะไรขึ้นแต่มันดึงหัวใจเขาให้หล่นลงไป รอยยิ้มของอี้ชิงในแบบที่เขาไม่เคยเห็น และไม่อาจหวังให้อีกฝ่ายมอบให้เขาได้ทำให้รู้สึกเจ็บในหัวใจ


            ก้าวออกมาจากห้องจัดแสดงด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ และอีกครั้งที่ลู่หานก้าวเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มแต่จงอินไม่รู้ว่าจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนยิ้มตอบกลับไป


            “เป็นอย่างไรบ้างครับ”


            “” ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนั้น เขาเองก็ให้คำตอบตัวเองไม่ได้


            ลู่หานเพียงมองเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วปล่อยให้คำถามไหลผ่านไป จงอินรู้สึกขอบคุณผู้ชายตรงหน้าที่ไม่คิดจะคาดคั้นเอาคำตอบให้ได้


            “รูปใหญ่นั่น”


            “


            “ขายได้ไหมครับ?


            ลู่หานนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มให้อย่างสุภาพอีกครั้งและตอบคำถามอย่างมั่นใจ


            “ไม่ครับ เราไม่ขายรูปในงานนี้สักใบ โดยเฉพาะรูปใบใหญ่นั่น ผมคิดว่าเจ้าของงานคงอยากเก็บมันไว้”


            “


            “ขอบคุณที่ให้ความสนใจนะครับ”


            ลู่หานก้มหัวให้แล้วพาตัวเองเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ จงอินใช้เวลาอึดใจในการมองกลับไปยังห้องจัดแสดงที่เพิ่งเดินออกมา เลื่อนสายตามองสูจิบัตรในมือที่มีรูปภาพขาวดำของแม่น้ำแซนเป็นหน้าปก ก่อนจะเดินกลับออกไป

 




 



            เสียงเปิดประตูห้องคอนโดไม่ได้ดังมากพอที่จะทำให้ร่างบางหยุดการกระทำที่กำลังทำอยู่ด้านใน จงอินหยุดมองอี้ชิงที่กำลังก้มตัวลงไปหาอะไรบางอย่างที่พื้นก่อนจะเอ่ยถามขึ้นเบาๆ จนอีกฝ่ายสะดุ้งโหยง


            “หาอะไรอยู่เหรอ?


            “อ้าว จงอิน กลับมาแล้วเหรอ”


            “อืม” ร่างสูงทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาแต่สายตาก็ยังคงจับจ้องอยู่กับคนรักที่ก้มๆ เงยๆ ตรงชั้นวางหนังสือ “หาอะไร?


            “อ่านามบัตรของคนที่จะติดต่องานน่ะ เหมือนมันจะหายไป” ท้ายประโยคอี้ชิงเสียงเบาลงพร้อมๆ กับที่หายเข้าไปในห้องนอน “นายเห็นกระเป๋าสตางค์ฉันตกตรงไหนบ้างไหม?


            จงอินนิ่งไป ด้วยสัญชาตญาณเขารู้ทันทีว่าอี้ชิงกำลังหาอะไร ถึงอย่างนั้นร่างสูงก็ยังคงเลือกที่จะปฏิเสธ


            “ไม่นี่” ได้ยินเสียงกุกกักในห้องนอนครู่หนึ่งอี้ชิงก็เดินออกมา



“มันสำคัญมากเหรอ?


“เอ่อไม่หรอก เดี๋ยวไว้ไปขอใหม่ก็ได้” อี้ชิงส่งยิ้มให้ก่อนจะเลือกเปลี่ยนหัวข้อไป “เย็นนี้อยากทานอะไร อาหารเกาหลีไหม?


จงอินมองคนรักของเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ “ฉันอยากทานอาหารจีน ฝีมือนาย”


อี้ชิงเลิกคิ้วนิดหน่อยก่อนจะยิ้มขำ ไม่บ่อยนักที่จงอินจะเป็นฝ่ายขอให้เขาทำอาหารจีนให้ ถึงมันจะถูกปากมากกว่าออกไปทานร้านอาหารจีนข้างนอกแต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นอาหารประเภทที่จงอินไม่ชอบมากที่สุด


“ก็ได้”


อี้ชิงทำท่าจะเดินหันหลังไปยังห้องครัว แต่ก็ต้องหยุดเมื่อจงอินคว้ามือของเขาไว้ก่อนจะรั้งเอวบางเข้าไปกอดทั้งๆ ที่ยืนอยู่


“จงอิน


“พรุ่งนี้ว่างไหม?


“ว่างสิ ทำไมเหรอ?


“ฉันอยากให้นายไปทานข้าวด้วยกันหน่อย” อี้ชิงหัวเราะในลำคอเบาๆ


“อารมณ์ไหนกันจะไปทานข้าวนอกบ้าน”


“นานๆ ทีไง เปลี่ยนบรรยากาศบ้างไม่ชอบเหรอ” จงอินรั้งอี้ชิงให้นั่งลงข้างๆ


“แต่พรุ่งนี้นายมีธุระต้องทำตอนกลางวันไม่ใช่เหรอ”


“บ่ายๆ ก็ได้ นายไปเจอฉันที่ร้านเลยแล้วกัน”


“ร้านไหน?


“เดี๋ยวฉันบอกอีกทีนะ” จงอินยกฝ่ามือขึ้นวางบนใบหน้าขาวก่อนจะวนนิ้วโป้งเบาๆ ที่แก้มนวลอย่างรักใคร่ “อยากทานอะไร? อาหารอิตาเลียนไหม?


“อะไรก็ได้” จงอินยิ้ม ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้แล้วบรรจงจูบที่ริมฝีปากของอี้ชิงแผ่วเบา จูบลึกซึ้งที่เคยทำให้หัวใจอบอุ่นได้ทุกครั้ง เยียวยากันและกันในวันที่อ่อนแอ แต่วันนี้มันกลับแตกต่าง


จงอินละริมฝีปากแต่ยังคงปล่อยให้ปลายจมูกคลอเคลียอยู่ตรงนั้น เขามองเข้าไปยังดวงตาของคนตรงหน้าที่เป็นราวกับทุกสิ่งทุกอย่างก่อนจะระบายรอยยิ้มบาง หากจะมีอะไรสักอย่างที่จงอินอยากจะยึดให้อยู่กับเขาไปตลอดกาล ก็คงจะเป็นความรักของเขากับจางอี้ชิง

 




 



            อี้ชิงตื่นขึ้นมาตอนเช้าภายในห้องที่ว่างเปล่า จงอินคงออกไปทำธุระแต่เช้า เขางัวเงียตื่นขึ้นมาตอนร่างสูงกำลังแต่งตัวอยู่หน้ากระจก ลืมตาขึ้นมองอีกครั้งเมื่อริมฝีปากอุ่นๆ สัมผัสกับหน้าผากและรับรู้ถึงฝ่ามืออบอุ่นที่ลูบเส้นผมแผ่วเบาก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง


            เช้านี้อากาศสดใสดังเช่นทุกวัน แต่อี้ชิงก็ไม่อาจสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอดได้เหมือนกับทุกครั้ง กาแฟร้อนกลิ่นหอมช่วยให้ผ่อนคลายได้ในยามเช้า เขาใช้เวลาอย่างเชื่องช้าละเลียดดื่มมันระหว่างยืนพิงขอบระเบียงแล้วมองออกไปยังตึกสูงภายใต้ท้องฟ้ากว้าง เป็นอีกครั้งที่ปล่อยให้ภาพของเซฮุนกลับเข้ามาในความคิดแล้วไม่คิดจะไล่มัน


            ช่วงหลังมานี้อี้ชิงรู้สึกเหนื่อยเกินไป เหนื่อยที่จะต้องพยายามทำเหมือนกับว่าตัวเองไม่เป็นอะไร หลายครั้งเวลาที่อยู่คนเดียวแล้วเขาปล่อยให้ตัวเองน้ำตาไหล ถึงแม้จะรู้สึกผิดกับจงอินที่ยังคงคิดถึงความรักระหว่างเขากับเซฮุนที่เป็นไปไม่ได้แต่ก็ยังดีกว่าพยายามฝืนบอกตัวเองว่าทนไหว มันยากน้อยลงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันลืมได้


            เขายังคงหยิบรูปถ่ายใบนั้นของเซฮุนขึ้นมาดูทุกวันในวันที่รู้สึกทนไม่ไหว และยอมรับกับตัวเองอย่างไม่อายว่ากระวนกระวายแค่ไหนที่มันหายไป อี้ชิงไม่รู้ว่าตัวเองทำมันหล่นตอนไหน แต่ช่วงนี้เขามีเรื่องให้ต้องจัดการมากมาย ไหนจะเรื่องเอกสารต่างๆ และเรื่องของการจัดข้าวของที่จะทิ้งไว้หรือเอาไป บางครั้งก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ แต่บางครั้งมันก็ว่างเปล่าจนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร


            อี้ชิงใช้เวลาช่วงเช้านั้นหมดไปกับการรื้อชั้นหนังสือและตู้เสื้อผ้าอยู่อีก 2-3 รอบ และกวาดพื้นห้องควานไปตามซอกชั้นและใต้ตู้เพื่อตามหารูปที่หายไป ในที่สุดเขาก็ถอดใจในตอนสายๆ คงดีเหมือนกันที่มันหายไป อาจเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่และใช้ชีวิตอยู่ให้ได้โดยไม่ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับเซฮุนหลงเหลืออยู่อีก


            มันอาจจะดีก็ได้

 




            อี้ชิงออกจากห้องคอนโดในตอนบ่าย เขาไม่ได้รีบร้อนนักค่อยๆ ใช้เวลาเดินไปจนกระทั่งถึงสถานีรถไฟ อดจะแปลกใจไม่ได้ที่จงอินนัดเขาในที่ไกลออกอย่างนั้น แต่ก็คิดว่ามันคงจะเป็นความโรแมนติกบางอย่างแบบที่จงอินชอบทำ พวกเขาไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหนกันไกลๆ มีออกไปนอกเมืองบ้างในช่วงปีสองปีแรกที่คบกันใหม่ๆ แต่หลังจากงานเยอะขึ้นและมีเรื่องให้ต้องรับผิดชอบมากมาย เดทที่ไกลที่สุดก็ไม่เคยอยู่ห่างออกไปจากโซล


            อี้ชิงนั่งรถไฟแล้วไปต่อรถบัสจนกระทั่งถึงที่หมาย ภาพอาคารตึกทรงยุโรปแบบเก่าปรากฏขึ้นในสายตาชวนให้คิดถึงสถานที่ในความทรงจำที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวหลายกลุ่มเดินผ่านไปมา รู้สึกผ่อนคลายขึ้นเมื่อได้เดินทอดอารมณ์อยู่ในสถานที่สวยแปลกตาเช่นที่นี่


            อี้ชิงหยิบแผนที่ที่จงอินทิ้งไว้ให้บนโต๊ะอาหารขึ้นมามอง ก่อนจะเดินอ้อมไปหลังตึกสีส้มหลังใหญ่ ผ่านร้านขายตุ๊กตาของที่ระลึกเข้าไปจนกระทั่งถึงซอยเล็กๆ ข้างร้านกาแฟสีครีม อี้ชิงเดินเลี้ยวเข้าไปในซอยแล้วทะลุออกสู่อีกถนนหนึ่ง


            เดินตรงไปอีกครู่เดียวก็ถึงที่หมาย อี้ชิงยกคิ้วขึ้นเมื่อมองเห็นว่าร้านที่เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ร้านอาหารแต่อย่างใด หากเป็นอาร์ตแกลเลอรี่หลังใหญ่ที่กำลังมีนิทรรศการจัดอยู่ด้านใน เขาเหลือบมองแผนที่ที่จงอินให้มาอีกครั้ง ยิ่งเห็นว่ามันไม่ได้ผิดก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ก่อนจะหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาว่าจงอินอยู่ที่ไหน แต่ก็ไม่เห็นเงาของร่างสูง


            สายตามองเห็นแผ่นป้ายสามเหลี่ยมคล้ายป้ายร้านอาหารวางเยื้องไปข้างประตู บนนั้นมีโปสเตอร์ขนาดใหญ่แปะอยู่เป็นภาพขาวดำที่ทำให้อี้ชิงเผลอขยับขาเดินเข้าไปหามัน ภาพแม่น้ำแซนสีดำกับตัวหนังสือหวัดๆ เป็นชื่อนิทรรศการว่า ‘Mémoire’


            สีหน้าเรียบเฉยเปลี่ยนไปทันทีตอนที่หันกลับไปมองที่บานประตู ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่านี่มันคือเรื่องอะไรแต่ขาเรียวคู่นั้นก็ตัดสินใจเปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปทันที

 




            เสียงกริ่งประตูดังชัดราวกับต้องมนต์สะกด เสียงเพลงที่เปิดคลอเบาๆ ให้ความรู้สึกเหงาอย่างประหลาด ผู้ชายตัวเล็กคนหนึ่งเดินออกมาจากด้านหลังแล้วอี้ชิงก็ต้องแปลกใจเมื่อชายคนนั้นเบิกตากว้างเมื่อเห็นเขา


            “สวัสดีครับ” เสียงทักทายติดประหม่าดังขึ้นแต่อี้ชิงไม่ได้ติดใจที่จะถาม “ดีใจที่คุณมา”


            “” ความประหลาดใจกระจายบนใบหน้าเมื่อผู้ชายหน้าสวยคนนั้นพูดเหมือนกับว่ารู้จักเขามาก่อน แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามสูจิบัตรก็ถูกยื่นให้ ก่อนที่ชายตัวเล็กคนนั้นจะกุลีกุจอพาเขาเข้าไปด้านใน


 

            ทันทีที่เห็นรูปถ่ายที่อยู่ข้างใน อี้ชิงถึงกับนิ่งไปด้วยความตกตะลึง เขาบรรยายความรู้สึกในวินาทีแรกที่เห็นมันไม่ได้นอกจากความวูบโหวงที่ราวกับหัวใจหล่นลงไปอยู่ที่ปลายเท้าขณะก้าวเดินเข้าไป


            เหตุการณ์ทุกอย่างราวกับกระโดดออกมาจากภาพถ่าย อี้ชิงไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าตัวเองสามารถจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับมันได้จนกระทั่งมาเห็นภาพทุกภาพในห้องนี้ ตั้งแต่วินาทีที่เจอกันครั้งแรกที่สนามบิน การยืนวิจารณ์งานศิลปะข้างกันในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ บทสนทนาข้างแม่น้ำแซน แซนด์วิชข้างถนนหรือแม้กระทั่งถนนสายต่างๆ ที่ไปด้วยกัน ภาพวันคืนเหล่านั้นหวนกลับมาทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่บนภาพถ่าย


            มือของอี้ชิงสั่นตอนที่เอื้อมไปแตะรูปแผ่นหลังของเขาที่ริมแม่น้ำ นึกถึงสายตาของเซฮุนที่คอยมองแต่เขา ดวงตาเป็นประกายของเด็กหนุ่มวัย 18 ที่ดึงดูดเขาไม่ว่าเมื่อไหร่ มันช่วยซับน้ำตาในหัวใจของอี้ชิงให้แห้งไปแล้วปลุกไฟของความฝันให้กลับขึ้นมาใหม่


            เขาเผลอยิ้มออกมากับภาพตัวเขาที่เต้นเก้ๆ กังๆ อยู่บนสะพานขณะที่ผู้คนเดินผ่านรอบกาย อี้ชิงเกือบจำไม่ได้แล้วว่าวันนั้นมีความสุขเท่าไหร่ที่เห็นว่าตัวเองยังสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่เคยคิดเอาไว้ อดีตที่เคยฝังมันลงไปกับเวลาที่ผ่านไป ย้อนคืนกลับมาในทุกๆ ก้าวที่เดินไป


            เขาไม่ทันรู้ตัวว่าตัวเองน้ำตาไหล หลายครั้งที่เผลอยิ้มและหัวเราะออกมาเพียงลำพังเหมือนคนบ้าเพราะนึกถึงเบื้องหลังของการถ่ายภาพนั้นว่ามาจากไหน ความทรงจำระหว่างเขากับเซฮุนมันมากมายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เคยรู้เลยจนกระทั่งวันที่กำลังจะสูญเสียมันไป


            ยิ่งเดินผ่านมันไปก็ยิ่งร้องไห้ น้ำตาที่เคยคิดว่าแห้งไปแล้วกลับไหลออกมาใหม่ เสียงหัวใจเต้นแผ่วลงไปทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องของเขากับคนที่หายไป หลายครั้งที่เผลอหันมองกลับไปแล้วหวังว่าเซฮุนจะหยุดยืนมองเขาอยู่ตรงนั้นที่ใดที่หนึ่ง


            แต่ก็ไม่


            มีเพียงมุมมองจากภาพถ่ายในห้องนิทรรศการนี้เท่านั้นที่บ่งบอกว่าสายตาของเขาไม่เคยไปไหน สายตาที่เคยมองแต่เขาและยังคงมองแต่เขาตลอดมาไม่ว่าเมื่อไหร่


            ความบังเอิญของพวกเขาที่เจอกันในวันนั้น ไม่รู้ต้องโทษโชคชะตาหรือหัวใจที่ผลักดันให้มันเจ็บปวดได้ขนาดนี้ อยากเจอเซฮุน อยากเจอมาก อยากกอดแต่ก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงพยายามเอื้อมมือออกไปสัมผัสผิวของรูปถ่าย แต่พอสัมผัสได้เพียงแค่พื้นผิวของกระดาษก็ใจหายแล้วน้ำตาก็ไหลร่วงออกมาอีกครั้ง


            อี้ชิงหยุดยืนมองภาพถ่ายภาพสุดท้าย ใบหน้าของเขาที่หันมองกลับไปยังคนถ่าย นึกถึงเสียงชัตเตอร์ที่ดังขึ้นข้างหูทุกครั้งที่เขาเผลอไป กับคำพูดกวนๆ ของเด็กผู้ชายที่ปฏิเสธว่าไม่เคยแอบถ่ายรูปเขาสักใบ มันผิดไปมากเลยทีเดียวโอ เซฮุน


            ถึงแม้จะอยากดึงรั้งเวลาให้หวนกลับคืนแค่ไหน แต่สุดท้ายพวกเขาก็ทำมันไม่ได้ สัญญาที่เริ่มต้นขึ้นแต่ไม่มีใครสานมันต่อไป คงไม่ต่างอะไรจากลมในอากาศที่พัดลอยหายไปกับฤดูกาล สิ่งที่เหลือคงมีเพียงเท่านี้ความทรงจำในภาพถ่าย ที่สุดท้ายที่เราจะเก็บเรื่องราวเอาไว้ได้รองจากหัวใจ


            ยิ่งรูปภาพที่อยู่ในห้องนิทรรศการสวยเท่าไหร่ ก็ยิ่งตอกย้ำถึงสายตาของคนถ่ายที่ตั้งใจเก็บมันเอาไว้ ไหล่บางสั่นจนเริ่มควบคุมไม่ได้ ในที่สุดอี้ชิงก็สะอื้นออกมาให้กับความทรงจำที่ผ่านไป คำบอกลาของเซฮุนส่งผ่านมาถึงแล้วและมันกรีดลงไปถึงหัวใจ


            ไม่มีอดีตที่ผ่านไปแล้วหวนคืนกลับมาใหม่ เป็นสิ่งที่รู้ดีแก่ใจ


            เราหยุดเวลาไม่ได้...


            “เซฮุน เซฮุน

 



            แม้จะพร่ำเรียกหามันเท่าไหร่ อดีตก็ยังคงอยู่ไกลเกินไปจากปัจจุบัน






















- TBC -


เรายังต้องสู้กันต่อไป ...

อย่าลืมไปจองหนังสือกันนะที่รักเผื่อใครอยากได้



#CrossroadHL




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

363 ความคิดเห็น

  1. #355 sssssss9497 (@sssssss9497) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2559 / 09:31
    จงอินต้องเข้าใจแน่ๆ
    #355
    0
  2. #322 plabongjung (@plabongjung) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 00:15
    จงอินใจพี่ใหญ่และกว้างมาก TT
    #322
    0
  3. #290 conan_tkd (@conan_xoxo) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 30 มกราคม 2559 / 14:43
    โอ๊ย จงอินนายจะทำอะไรหน่ะ
    #290
    0
  4. #259 intaradear (@intaradear) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2558 / 11:03
    ฮืออออออ จงอินนา... ถ้าเป็นไคลู่ก็น่าสนุกดีนะคะ คุณลู่โคตรจะกวน น่ารักดีมากวนประสาทคุณคิมงี้ แอน้ๆๆๆๆ
    #259
    0
  5. #199 JC.Sherlock (@jcsherlock) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2558 / 21:52
    อยากให้อี้คู่กับฮุน  เพราะเราก็สงสารโด้หนักมาก T^T
    #199
    0
  6. #197 kailu22 (@kailu22) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2558 / 00:13
    ร้องไห้เลยค่ะ เหมือนเราเป็นอี้ชิงยืนอยู่ในนั้น มองภาพที่เซฮุนถ่าย ไรท์ทำเราอินมากเลย
    #197
    0
  7. #196 Ang_bang (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2558 / 21:47
    สงสารอี้ชิงอ่าาาาา ㅠ ㅠ
    #196
    0
  8. #195 0101hm (@beer1994) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2558 / 22:03
    สงสารทุกคนในตอนนี้จงอินไปแกลลอรี่แล้วเห็นรูปทุกรูปของอี้ชิงสงสารมากอ่า เป็นช่วงเวลา อารมณ์ ความรู้สึก ที่ตัวเองไม่เคยได้รับ รอยยิ้มที่ไม่เคยได้เห็น จงอินอดทนมากที่จะไม่ร้องไห้ตรงนั้น จงอินแสร้งทำเป็นมีความสุขต่อหน้าแฟนตลอดแต่ในใจก็คิดหาทางออกสำหรับเรื่องนี้ พอมาเจอแบบนั้นยิ่งน่าเศร้าไปอีก อี้ชิงพยายามจะเข้มแข็งจะยิ้มแล้วสำหรับที่ผ่าน พอมาตอนนี่เหมือนเขื่อนพัง ความรู้สึกกลับมาหมด นึกถึงอดีตที่ไม่อาจย้อนมาก ยิ่งเจ็บปวด เห็นภาพของตัวเอง ทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ยิ่งย้ำว่าความทรงจำของอี้ชิงมีเซฮุนมากเท่าไหร่ แต่ก็เอากลับมาไม่ได้ เพราะนี่คือคำบอกลากลายๆของเซฮุนสำหรับอี้ชิง ตอนนี้ไม่ไหวมาก เหมือยย้อนไปปารีสครั้งนั้นกับอี้ชิง มันเศร้ามาก
    #195
    0
  9. #194 Lady'Frog (@0731pk) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2558 / 21:28
    ฮือออออออ เป็นความรู้สึกที่หน่วงมากกกกก เหนื่อยกันไหมทุกคนนน ฮืออออิ
    #194
    0
  10. #193 ninimook (@mookhdwk1) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2558 / 20:02
    แล้วจงอินหายไปไหนอ่าสงสาร.....มันอึดอัด
    #193
    0