[EXO] Crossroad (HunLay,KaiSoo)

ตอนที่ 11 : ♡ Chapter 10 : When we meet again

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 329
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    25 เม.ย. 58

  CR.SQW






10
When we meet again




 

 



             แสงไฟสีแดงหม่นจากหลอดนีออนผอมยาวที่ติดไว้บนเพดานดับลงแทบจะทันทีหลังจากที่มือเรียวหนาหนีบรูปถ่ายขาว-ดำชิ้นสุดท้ายไว้กับข้างฝาเรียบร้อยและไม่ลืมที่จะหันหลังไปหยิบรูปขนาดโปสการ์ดอีกใบที่แห้งสนิทดีด้านหลังติดมือมาด้วย ชั่วเสี้ยววินาทีที่ทั้งห้องตกอยู่ในความมืด เซฮุนคลำทางไปยังบานประตูด้วยความเคยชินก่อนจะแทรกตัวเข้าไประหว่างม่านกั้นสีดำกับประตูเพื่อกันแสงเล็ดรอดเข้ามาอีกชั้น


              ความจริงเขาไม่จำเป็นต้องปิดแสงสีแดงแต่ก็คิดว่าคงอีกนานกว่าจะได้กลับเข้ามาอีก เขาชอบทิ้งรูปที่อัดเสร็จเอาไว้ในห้องล้างฟิล์มมั่นใจว่ามันแห้งสนิทถึงค่อยเข้าไปหยิบออกมา หรือบางทีก็แขวนไว้ในนั้นให้เป็นจิตรกรรมฝาผนัง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในห้องมืดนั่นจะเต็มไปด้วยรูปมากมายที่เขาถ่ายมา

              ห้องนี้เป็นเหตุผลที่เซฮุนตัดสินใจเช่าห้องแบบสองห้องนอนแม้ว่าจะอยู่แค่คนเดียว เขาตกแต่งห้องหนึ่งให้กลายเป็นห้องล้างฟิล์มและเก็บน้ำยารวมไปถึงคลังภาพถ่ายอยู่ในนั้น มันมีความสุขกว่าเวลาที่เห็นภาพที่ตัวเองถ่ายค่อยๆฉายขึ้นมาเป็นเค้าโครงรูปร่าง จากกระดาษสีขาวธรรมดากลายเป็นรูปร่างต่างๆ สำหรับเซฮุนมันช่างน่าอัศจรรย์

              เสียงโทรทัศน์ที่ดังอยู่ด้านหน้าบ่งบอกว่าแขกที่มาเยือนยังไม่ได้หนีกลับไปก่อน และเซฮุนรู้ว่าเธอไม่มีทางหนีกลับ พวกเขานัดกันไว้แล้วว่าจะไปทานข้าวที่บ้านลู่หานเย็นนี้และคิดว่าจะออกไปพร้อมกัน

              แง้มบานประตูพอให้เอาตัวเองออกมาได้แล้วปิดมัน ถึงจะมีม่านกั้นอยู่อีกชั้นเซฮุนก็มักจะระวังเรื่องการเปิดประตูอยู่ดี ร่างบอบบางของซุนกยูนั่งอยู่ที่โซฟากำลังเพลิดเพลินไปกับการดูวาไรตี้ยามบ่ายรายการหนึ่งของเกาหลี เซฮุนไม่ได้เดินเข้าไปหาในทันทีเขาหยุดยืนกอดอกมองดูเธออยู่สักครู่หนึ่งจากหน้าประตู คิ้วของซุนกยูขมวดเข้าหากันแล้วก็คลายก่อนที่ริมฝีปากจะเหยียดออกเป็นรอยยิ้มพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ตามมา

              เซฮุนยิ้มออกมา พื้นที่ตรงนั้นเคยว่างเปล่าเวลาที่เขาก้าวเดินออกมาแต่ตอนนี้มันกลับมีภาพของผู้หญิงตรงหน้ามาให้เขาชื่นใจ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไปหลังจากช่วงเวลาของความโดดเดี่ยวที่ผ่านไปหลายปี

เซฮุนผละตัวไปยังแพนทรีครัวเพื่อชงกาแฟ ก่อนจะเดินออกมาแล้ววางรูปขนาดโปสการ์ดแปะลงไปบนหน้าผากเล็กๆ ของซุนกยู

              “หืม?

              “นี่ไง รูปที่อยากได้” ซุนกยูช้อนตาขึ้นมองก่อนที่จะหยิบมันไปพินิจแล้วรอยยิ้มสดใสก็ระบายออกมา

              “สวยอย่างที่คิดเลยเซฮุน!

              “เพราะนางแบบสวยมากกว่า” เซฮุนพูดพร้อมจิบกาแฟในมือขณะนั่งลง แล้วหญิงสาวก็มองค้อนกลับมา

              “ไม่ต้องมายอเลยตาบ้า”

              “อ้าว มันเรื่องจริงนะ” เซฮุนยิ้มขำและซุนกยูก็หน้าแดงขึ้นมา

              “เออ จะอะไรก็ช่างเถอะ ว่าแต่ว่าเรื่องที่ฉันบอกไว้ให้ลองคิดดูน่ะ ได้คิดบ้างหรือยัง?

              เซฮุนนิ่งไปอีกครั้งความจริงเขาก็คิดเรื่องนี้มาหลายวัน มันไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรเลยในสิ่งที่ซุนกยูขอให้เขาไปทำงานที่โรงละครนั่น อันที่จริงช่วงนี้เขาก็ว่างมีงานบ้างประปรายและก็เพิ่งจะยื่นเรื่องเรียนต่อไปได้ไม่นาน ส่วนงานถ่ายแบบที่ทำประจำก็เพิ่งเสร็จไป กว่าจะมีคิวถ่ายใหม่ก็ต้นเดือนหน้า แต่ก็อย่างว่านะเขาก็อยากจะพักบ้างเหมือนกัน

              “เธอนี่กะไม่ให้ฉันมีเวลาหายใจบ้างหรือไงนะ?

              “แล้วไอ้ที่ออกมาจากรูจมูกนายตอนนี้ไม่ใช่ลมหายใจหรือไง อยู่เฉยๆก็ฟุ้งซ่านสู้ออกไปเจอโลกข้างนอกบ้างเปลี่ยนบรรยากาศไง”

              “ฟุ้งซ่านอะไรที่ไหน?” ซุนกยูแค่นหัวเราะก่อนจะยักไหล่

              “หลอกตัวเองไปคนเดียวเถอะโอเซฮุน อย่าหลอกฉันเพราะฉันรู้จักนายดีกว่าที่นายรู้จักตัวเองเสียอีก” เซฮุนยิ้มออกมาได้ อยู่ดีๆ ก็นึกอยากจะแหย่ขึ้นมากับท่าทางมั่นอกมั่นใจจนเกินไปของผู้หญิงคนนี้

              “ก็ถ้ารู้จักดีขนาดนั้นแล้วทำไมถึงไม่ยอมรับเรื่องฉันสักทีล่ะซุนกยู”

              “” หญิงสาวเบิกตาโพลงอย่างตกใจเมื่อจู่ๆเซฮุนก็ขยับเข้ามาใกล้ด้วยดวงตาเป็นประกาย “รเรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้สักหน่อย”

              “เรื่องของฉัน เรื่องของเธอมันก็เกี่ยวกันทั้งหมดแหละ”

              “อย่ามาล้อเล่นน่าโอเซฮุน”

              “ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะ” มือหนาคว้ามือของซุนกยูมาจับไว้และมองเข้าไปในตา “เธอก็รู้ว่าฉันไม่ได้ล้อเล่น”

              ความเงียบคืบคลานเข้ามาระหว่างพวกเขาทั้งคู่จนกลายเป็นความอึดอัด เซฮุนไม่ได้อยากเร่งรัดแต่ในเมื่อพูดออกไปแล้วเขาก็ควรจะรอ ซุนกยูมีแววหวั่นไหวในดวงตาทั้งคู่เธอดูอึดอัดใจ ลึกๆซุนกยูรู้ดีว่าความรู้สึกของตัวเองเอนเอียงไปทางไหนแต่เธอรู้ดีเช่นกันว่าความรู้สึกของเซฮุนยังไม่ใกล้เคียงคำว่าแน่ใจ

              มือบางถูกชักออกจากสองมือที่เกาะกุมเอาไว้ช้าๆแทนคำตอบ ซุนกยูเบือนหน้าหนีแล้วยิ้มออกมาก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง

              “ตกลงว่ายังไงจะทำหรือไม่ทำ”

              เซฮุนถอนหายใจออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม ถ้าซุนกยูจะทำเหมือนกับว่าคำถามของเขาเป็นอากาศเพราะยังไม่พร้อมที่จะตอบมัน เขาก็ยินดีจะปล่อยให้ล่องลอยอยู่บนนั้นไปก่อนจนกว่าอะไรสักอย่างจะทำให้พวกเขาทั้งคู่มั่นใจ เขาทิ้งตัวลงไปพิงโซฟาแล้วคว้ากาแฟขึ้นมาจิบอีกครั้ง

              “ถ้าเธออยากให้ฉันทำฉันก็จะทำ ไม่มีคำขอร้องอะไรจากเธอที่ฉันอยากจะปฏิเสธหรอกซุนกยู”

 

 

 

 

              “อ่า นี่มันเลือกยากจริงๆ ให้ตาย” จงอินถอนหายใจพิงพนักโซฟาพลางวางประวัติช่างภาพคนสุดท้ายลงบนโต๊ะกระจกใสอย่างอ่อนใจ

              “ก็ดูดีหมดทุกคนเลยนะ เลือกไปสักคนสิ” อี้ชิงผินหน้ามาคุยระหว่างที่กำลังจัดโต๊ะอาหารให้สำหรับพวกเขาสองคนเช้าวันนี้

              “ก็เพราะดูดีไปหมดเนี่ยแหละเลยตัดสินใจลำบาก” เขาเหลือบตามองประวัติของช่างภาพคนสุดท้าย “แต่คนนี้ก็เรียกราคามาสูงไป งั้นตัดออกไปดีกว่า”

              อี้ชิงหัวเราะเบาๆ ขณะเดินเข้ามาด้านหลังของจงอินแล้วเอื้อมมือไปจัดปกคอเสื้อให้

              “ใครที่เงื่อนไขเยอะก็ตัดออกไปตัวเลือกจะได้น้อยลง ค่อยๆตัดสินใจ”

              “ทำไมทุกคนจะต้องยกหน้าที่แบบนี้ให้ฉันด้วยนะ แก้แค้นที่ฉันไม่ยอมเข้าออดิชั่นนักแสดงด้วยหรือไง”

              “ก็คงยังงั้นมั้ง” อี้ชิงตบคอเสื้ออีกฝ่ายเบาๆ แล้วกอดคอจงอินไว้ก่อนจะโน้มหน้าลงไปจูบที่ริมฝีปาก “ทานข้าวเช้าก่อนไหม ฉันจัดโต๊ะเสร็จแล้ว”

              จงอินพยักหน้าให้ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินไปแล้วนั่งลงที่โต๊ะอาหารแล้วเริ่มลงมือทานอาหารเช้าด้วยกัน เป็นกิจวัตรไปแล้วในวันที่พอมีเวลาว่าง อี้ชิงมักจะทำอาหารเต็มโต๊ะแล้วนั่งทานพร้อมหน้าพร้อมตากัน เมนูที่ทำก็มักจะเป็นอาหารจีนกับอาหารเกาหลีง่ายๆผสมกัน รสชาติอาหารจีนนั้นไม่ค่อยถูกปากจงอินเท่าไหร่มาแต่ไหนแต่ไร แต่พอแฟนของเขาเป็นคนทำมันกลับอร่อยเสียจนจงอินลืมไปแล้วว่ารสชาติอาหารจีนแบบเก่าๆที่เขาเคยไม่ชอบเป็นยังไง

              ถึงตอนนี้จงอินก็ยังไม่เคยออกไปทานอาหารจีนที่ไหน แต่เขาก็เริ่มคิดแล้วว่ามื้ออาหารในบ้านที่ไม่มีอาหารจีนเป็นเมนูประกอบบ้างสักสองหรือสามเมนูมันคงดูขาดอะไรสักอย่างไป

              “วันนี้นายจะเข้าไปที่โรงละครไหม”

              “ถ้าทันก็คงเข้าไป แต่อาจจะเย็นๆหน่อย”

              “วันนี้ซุนกยูมีเพื่อนมาแนะนำให้รู้จักด้วย ฉันอยากให้นายมาช่วยกันดูหน่อย” อี้ชิงเงยหน้าขึ้นมามองดู

              “เพื่อนของซุนกยู?

              “อืม เห็นบอกว่าเป็นช่างภาพฝีมือดีมาก ถ่ายงานให้นิตยสารดังๆตั้งหลายเล่ม”

              “แล้วเขาจะมาถ่ายให้เราเหรอ” อี้ชิงพูดกลั้วหัวเราะ

              “ก็นั่นน่ะสิ แต่เห็นซุนกยูบอกว่าไม่เกี่ยงเรื่องงบเลยจะให้เท่าไหร่ก็ได้”

              “นายก็เลยรู้สึกเกรงใจสินะ” จงอินยิ้มรับแห้งๆ แต่เดิมก็ไม่ชอบเป็นคนตัดสินใจเลือกอะไรอยู่แล้ว ยิ่งพอมีความเกรงใจเข้ามาเกี่ยวเขากลัวว่าหากรู้สึกไม่ชอบใจเขาจะไม่กล้าปฏิเสธขึ้นมา “ไม่ต้องห่วงน่าจงอิน ตัดสินใจไปเลย ฉันเชื่อใจนาย”

              ถึงอย่างนั้นร่างสูงก็ยังมีสีหน้าไม่วางใจ อี้ชิงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะให้ความมั่นใจ

              “ฉันจะรีบกลับไปให้ทัน ถ้าทันฉันจะช่วยตัดสินใจแล้วกันตกลงไหม”

 

 

 



 

              เสียงจังหวะเพลงดังคลอเบาๆ ระหว่างสองร่างกำลังขยับท่าทางไปตามจังหวะนั้นในห้องซ้อมเล็กๆชั้นสองของอาคาร คยองซูเต้นตามจังหวะด้วยสีหน้าแน่วแน่ตั้งใจ ดวงตากลมทั้งสองข้างสมาธิอยู่ที่เงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่ เช่นเดียวกับจงอินที่เต้นตามไปเพื่อเป็นไกด์แต่ดูเหมือนจะไม่จำเป็นเพราะร่างเล็กแทบจะจำมันได้ทั้งหมดอยู่แล้วโดยไม่ต้องให้ช่วยอะไร

              “ทำไมเจ้าชายน้อยถึงต้องทิ้งดอกกุหลาบไป”

บทสนทนาวนเวียนอยู่ที่เรื่องหนังสือเล่มนี้มาสักพักใหญ่แล้วขณะที่ซ้อมกันไป มันไม่ใช่การซ้อมแบบจริงจังเท่าไหร่ส่วนใหญ่จะเป็นการทวนในจุดที่พลาดมากกว่าจงอินเลยไม่ซีเรียสอะไร แถมเจ้าตัวยังเป็นฝ่ายชวนคุยเองเสียด้วยซ้ำ

“คุณคิดว่ายังไงล่ะครับ”

“หมุนแบบนั้นผิดแล้วคยองซู นายต้องเบรกก่อนจังหวะหนึ่งแล้วค่อยพ้อยท์ขาขึ้นไปแล้วหมุน” จงอินทำให้ดูแล้วคยองซูก็ทำตามใหม่อีกครั้ง “ถ้าเป็นฉันฉันคงไม่ทิ้งดอกกุหลาบของฉันไป”

“คุณเอาตัวเองตัดสินแทนใครไม่ได้หรอกครับ”

“แต่ถ้ารักขนาดนั้นแล้วจะจากไปทำไม ทำใจได้เหรอที่ต้องทิ้งเอาไว้บนดาวร้างๆที่ไม่มีใครเลยมันดูอันตราย”

“เจ้าชายน้อยคงอยากจะหาคำตอบอะไรบางอย่าง”

“เช่นอะไรล่ะ” คยองซูสไลด์ตัวไปทางด้านข้างแล้วหมุนตัวเป็นครั้งสุดท้าย ทันทีที่ปลายเท้าแตะพื้นอีกครั้งพร้อมกับท่าโพสท์สุดท้ายจงอินก็ปรบมือเสียงดัง “นายทำได้ดีขึ้นแล้วนี่”

คยองซูยิ้มรับก่อนจะเดินผละออกไปหยิบผ้าขนหนูที่มุมห้องขึ้นมาซับเหงื่อตามใบหน้า “ผมว่าเป็นเพราะเขารักมันมากเกินไป”

“หมายความว่ายังไง?

“คนเรามีวิธีรับมือกับความรักในรูปแบบที่ต่างกันคุณรู้ไหม บางคนรักมากเพียงพอที่จะอยู่ แต่กับบางคนก็รักมากเกินไปจนอยากหนีไปเสียให้ไกล”

“ถ้ารักแล้วจะหนีไปทำไม”

คยองซูยิ้มให้ก่อนจะเอนตัวพิงกับพนังห้องแล้วมองดูไปที่คุณจงอินของเขา “ไม่รู้สิครับ บางทีความรักมันอาจจะเจ็บปวดเกินไปสำหรับเขาล่ะมั้ง”

” จงอินขมวดคิ้ว เขายังคงมีสีหน้าไม่เข้าใจ และคยองซูก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง

ฉันไม่เข้าใจอะไรเสียเลย ในตอนนั้นฉันควรจะรู้จักตัดสินเธอจากการกระทำของเธอ มิใช่จากคำพูดของเธอ เธอทำให้โลกของฉันหอมหวนและแจ่มใส ฉันจึงไม่ควรหนีจากเธอมาเลย ฉันควรจะเห็นความอ่อนหวานที่ซ่อนอยู่ภายใต้มารยาของเธอ ดอกไม้ก็มีอารมณ์หวั่นไหวง่ายเช่นนี้เสมอแหละ แต่ฉันก็อ่อนหัดเกินกว่าที่จะรู้จักรัก

“นายกำลังจะบอกว่าเจ้าชายน้อยไม่ได้อยากหนีไปหรอกอย่างนั้นเหรอ”

คยองซูยิ้มรับและชี้ไปที่หัวใจของเขา “เจ้าชายน้อยพาดอกกุหลาบของเขาไปด้วยทุกที่ในใจของเขา ต่อให้เขาจะเดินทางไปกี่ดวงดาวเขาก็ลืมไม่ได้หรอกครับว่าเขาทิ้งดอกกุหลาบของเขาให้อยู่ลำพังบนดาวเคราะห์ดวงนั้น”

ความเงียบโรยตัวลงและจงอินก็คิดตาม เขาก็ยังคงไม่เข้าใจความหมายของมัน หากรักใครสักคนแล้วจะทิ้งเขาไว้บนความเดียวดายนั้นได้อย่างไร ต่างคนต่างรักและต่างนึกถึงแต่ตัวเองมากจนเกินไป สุดท้ายการตัดสินใจไม่ทำให้พวกเขาเสียใจและทรมานกว่าหรอกหรือ ถึงอย่างนั้นจงอินก็ยังคงรู้สึกใจหาย

“นายว่าพวกเขาจะได้เจอกันอีกไหม”

“อย่างที่เรารู้เจ้าชายน้อยตัดสินใจกลับดวงดาวไปในที่สุด”



“แต่ก็อย่างที่เรารู้อีกเหมือนกันครับ ว่าบนดาวมีภูเขาไฟที่ยังไม่มอด มีต้นไทรที่คอยแต่จะแทงรากขึ้นมาปกคลุมพื้นดิน มีสัตว์ร้ายอย่างพวกหนอน” คยองซูเงียบไปอึดใจ “เราไม่รู้ว่าเจ้าชายน้อยจากมันมานานเกินไปหรือเปล่า”

เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะความเงียบที่กำลังจะย่างกราย ใบหน้าเล็กๆสดใสของซุนกยูโผล่เข้ามาทักทายหลังบานประตูแล้วส่งยิ้มให้คยองซูและจงอิน

“คุณจงอินคะ สะดวกไหมคะ?

“อ้อ เราซ้อมเสร็จพอดีน่ะ เพื่อนมาแล้วเหรอซุนกยู”

“ค่ะ ฉันให้เขานั่งรออยู่ที่ฟร้อนท์ข้างล่าง ยองจีบอกว่าคุณอยู่บนนี้กับคยองซูฉันเลยมาตามค่ะ”

“ได้ๆ ฉันจะลงไปเดี๋ยวนี้” จงอินหันมาหาคยองซูที่กำลังยิ้มให้เขาเหมือนกับทุกที “พรุ่งนี้เจอกันนะ นายทำได้ดีมากแล้วตอนนี้”

“เพราะคุณคนเดียวแหละครับคุณจงอิน”

“เพราะตัวนายที่ตั้งใจด้วยต่างหากล่ะ” จงอินยีหัวร่างเล็กอย่างเอ็นดู นั่นทำให้คยองซูมีรอยยิ้มมากขึ้นกว่าเก่า

“ขอบคุณมากนะครับ” จบคำขอบคุณของคยองซู ร่างสูงก็โบกมือลา ไม่ลืมที่จะหันกลับมาส่งยิ้มให้อีกครั้งก่อนจะแทรกตัวออกไประหว่างบานประตู ซุนกยูมองหน้าคยองซูแล้วยิ้มล้อเลียนที่มุมปาก ร่างเล็กแยกเขี้ยวให้แล้วหญิงสาวก็หัวเราะออกมาก่อนจะปิดประตู

ทันทีที่อยู่คนเดียวมือเล็กทั้งสองมือก็ยกขึ้นในอากาศก่อนจะวางลงบนศีรษะ เขาลูบผมตรงที่จงอินจับเมื่อครู่นี้แล้วยิ้มออกมาด้วยสีหน้ามีความสุข ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะทวนคำพูดของตัวเองออกมา

บางคนก็รักมากเพียงพอที่จะอยู่ครับ คุณจงอิน”

 

 

 

 

              เสียงปิดแฟ้มดังขึ้นพร้อมกับสีหน้าของจงอินที่ยิ้มออกมาอย่างพอใจ

              “ว้าว ผลงานของคุณนี่ไม่มีที่ติเลยครับคุณเซฮุน” ร่างผอมสูงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานยิ้มตอบกลับไปเป็นการตอบรับพร้อมกับค้อมศีรษะเล็กน้อยอย่างสุภาพ

              “ขอบคุณครับ แต่ว่ามันก็ยังต้องพัฒนาอีกมาก”

              “เห็นซุนกยูบอกว่าคุณรับงานเยอะทีเดียว ส่วนใหญ่เป็นงานถ่ายแฟชั่นเหรอครับ”

              “ครับ แต่ก็มีงานสัมภาษณ์แล้วก็ท่องเที่ยวบ้างตามโอกาส งานในสตูดิโอค่อนข้างน้อยครับ”

              “ไม่ชอบงานในที่แคบเหรอครับ” เซฮุนหัวเราะออกมานิดหน่อย

              “ผมชอบงานที่มีชีวิตมากกว่าครับ งานแฟชั่นส่วนใหญ่ที่จ้างก็มักจะเป็นงานถ่ายนอกสถานที่”

              “เมื่อต้นปีเซฮุนเพิ่งจะถ่ายงานให้ VOGUE Korea ที่ปารีสด้วยนะคะ” ซุนกยูที่นั่งเงียบอยู่นานรีบเสนอขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น

              “จริงเหรอครับ แล้วอย่างนี้คุณจะมาถ่ายงานให้โรงละครเล็กๆของเรา จะดีเหรอครับ”

              “ดีสิครับ ช่วงนี้ผมไม่ค่อยมีงาน อีกอย่างซุนกยูก็แนะนำว่างานของที่นี่ดีมาก ผมอยากมาเห็นกระบวนการทำงานด้วยตาตัวเองสักครั้งครับ”

              จงอินยิ้มออกมาด้วยความพอใจเมื่อเซฮุนพูดอย่างนั้น เขารู้สึกถูกใจผู้ชายคนนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ อาจด้วยอัธยาศัยและบุคลิกของเซฮุนที่ดูง่ายๆ ทำให้รู้สึกว่าคงทำงานด้วยไม่ยาก

              “แล้วในส่วนของค่าใช้จ่าย

              “เรื่องนั้นแล้วแต่คุณจงอินสะดวกเลยครับ ผมไม่ติดอะไรเลยถือว่าช่วยงานเพื่อนดีกว่า” ซุนกยูรีบพยักหน้าให้เมื่อเห็นสายตาของจงอินมองมาด้วยความเกรงใจ

อันที่จริงเขาพอใจผลงานของเซฮุนมากมันเป็นธรรมชาติและดูมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็นภาพบรรยากาศหรือภาพที่ตั้งใจถ่ายราวกับว่าเซฮุนสามารถบันทึกเหตุการณ์และความรู้สึกขณะนั้นออกมาทางผ่านสายตาสู่เลนส์เป็นภาพได้อย่างดีเยี่ยม

“ถ้าอย่างนั้นผมคงจะปฏิเสธคุณไม่ได้” จงอินยิ้มออกมาก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือออกไปด้านหน้า “ยินดีที่ได้ร่วมงานกันครับเซฮุน”

“ยินดีครับ” เซฮุนลุกขึ้นยืนเช่นกันแล้วจับมือของจงอินเขย่า

“คิดเสียว่าไม่ได้มาทำงานแต่เป็นการแลกเปลี่ยนกันดีกว่านะครับ เรื่องตารางเวลาจะเข้ามาวันไหนผมจะสรุปให้อีกทีจากคิวที่คุณให้มาแล้วจะแจ้งผ่านทางซุนกยู”

“ขอบคุณครับ”

“งั้นตอนนี้ผมจะพาคุณเดินชมสถานที่คร่าวๆ ก่อนแล้วกันนะครับ” จงอินยิ้มอย่างสุภาพก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะทำงานไปหา เซฮุนและซุนกยูลุกขึ้นแล้วเดินตาม

จงอินทำหน้าที่เป็นไกด์จำเป็นพาเซฮุนเดินดูไปตามห้องต่างๆภายในอาคาร ทั้งโรงละครใหญ่ ห้องซ้อมที่ชั้นสองและโซนทานอาหาร และชั้นสามที่เป็นส่วนของห้องซ้อมดนตรีตลอดทางพวกเขาพูดคุยกันได้อย่างสนุกปาก

ไม่จำเป็นต้องรู้จักสนิทสนมกันมากเซฮุนก็พอจะรู้ว่าจงอินเป็นคนดีและเก่งมาก จากบุคลิกลักษณะท่าทางที่ดูเป็นผู้ใหญ่แต่ก็มีความสดใสแบบวัยรุ่นอยู่ในตัวทำให้พอจะเห็นภาพว่าคงเป็นที่น่าเคารพนับถือของบรรดาเพื่อนร่วมงาน เขาเองก็ชอบลักษณะท่าทางของจงอิน ดูพึ่งพาได้และมีความอ่อนโยนในแบบที่พี่ชายดีๆสักคนควรจะมี การทำงานในสถานที่ที่ซุนกยูทำงานและมีจงอินเป็นหัวหน้างานคงจะเพลิดเพลินมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้แต่แรกมาก

“คร่าวๆก็ประมาณนี้แหละครับโรงละครของเรา” จงอินพูดขึ้นหลังจากที่พาเซฮุนเดินดูจนครบทุกชั้นแล้วและจบลงที่ฟร้อนท์ด้านหน้าตรงทางเข้า “ไม่ใหญ่เลยใช่ไหมครับ”

“แต่ก็ไม่เล็กนะครับกำลังดี ความจริงผมว่าที่นี่มีทุกอย่างที่ควรจะมีครบเลย”

“พยายามจะทำให้มีครบเท่าโรงละครใหญ่ๆน่ะครับ แต่ก็ยังต้องปรับปรุงกันอีก”

“ต้องทำได้แน่ๆครับ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว”

จงอินยิ้มรับและเตรียมจะบอกลา พอดีกับที่สายลมหนาวของเดือนกุมภาพัดเข้ามาจากประตู เสียงกรุ๋งกริ๋งก้องกังวานในโถงกว้าง จงอินยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิมเมื่อชะเง้อมองดูแล้วเห็นว่าคนที่หยุดยืนอยู่ตรงประตูคือใคร

“กลับมาแล้วเหรอ” ร่างสูงเดินเบียดไหล่ของเซฮุนผ่านไปและนั่นทำให้เซฮุนหันไปมองตามการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย “พอดีเลยจะแนะนำให้รู้จักนะ”

ปลายเท้าเย็นจนรู้สึกชาราวกับลมหนาววูบที่ผ่านมาไม่ได้หายไป เซฮุนชะงักและนิ่งไปเมื่อภาพตรงหน้าราวกับหลุดออกมาจากฝันร้ายที่วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกค่ำคืน เช่นเดียวกับคนอีกฝั่งสายตาที่มองมาด้วยแววตาไหวระริกราวกับไม่อยากจะเชื่อกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า

“นี่ โอเซฮุน ช่างภาพที่จะมาช่วยงานเรา”





“ส่วนนี่ Choreograph อีกคนของที่นี่ครับ”

ชั่วเสี้ยววินาทีที่มองสบตา ราวกับเวลาหยุดเดินลงแล้วที่ตรงนั้น หัวใจเหมือนกับหยุดเต้นลงแล้วร่วงหล่นลงมา

จางอี้ชิง”















- Talk -

"แต่ฉันก็อ่อนหัดเกินกว่าจะรู้จักรัก"

กว่าเราจะเรียนรู้กับมันมากพอ เราก็คงต้องเจ็บปวดกับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หรือบางทีอาจจะไม่มีวันที่เราจะรู้จักมันเลยก็ได้...


#CrossroadHL







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

363 ความคิดเห็น

  1. #340 sssssss9497 (@sssssss9497) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2559 / 09:49
    หัวใจราวจะหยุดเต้น... จางอี้ชิง...
    บีบใจ.
    #340
    0
  2. #307 plabongjung (@plabongjung) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 เมษายน 2559 / 22:01
    เจอกันแบบนี้ บางทีอาจทำให้อะไรมัน แย่ลง? เรื่องแรกเลยที่เค้าอ่านแนวนี้ งื้อๆ มันเศร้าแต่สนุกทุกตอนเลยคะไรท์
    #307
    0
  3. #276 conan_tkd (@conan_xoxo) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 มกราคม 2559 / 22:37
    ความรักเกิดได้กับทุกคนเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะจัดการมันยังไง แสดงออกอย่างไร ให้เหมาะสมอย่างที่จะเป็น
    ตอนต่อไปคงอึดอัดน่าดู
    คเคยรักที่ยังผูกพันธ์ คิดถึงกันอยู่ กับคนข้างกายท่คอยให้กำลังใจเสมอๆ
    เศร้าแป๊บ
    #276
    0
  4. #243 intaradear (@intaradear) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2558 / 09:01
    โอ้ยยยยเจ็บปวดหัวใจจจค่ะะะ
    #243
    0
  5. #106 Beau-BeKL (@beaunutsara) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2558 / 17:42
    เจอกันอีกแล้วว กินมาม่าอีกไหมอะ ฮืออ เจ็บปวด TT
    #106
    0
  6. #91 ninimook (@mookhdwk1) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 เมษายน 2558 / 06:58
    เจอกันเวลาแบบนี้ไม่ดีเลยน้าาเราว่าน่าอึดอัดมากต้องแกล้งไม่รุ้จักกันสินะ
    #91
    0
  7. วันที่ 27 เมษายน 2558 / 04:41
    เจอกันแล้ว
    #90
    0
  8. #89 เป็ดร้องก๊าบ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 เมษายน 2558 / 01:36
    ฟิคเนื่องนี้คือเวลาเปิดเเล้วเห็นมาอัพดีใจมากกกกเเค่ในใจก็แอบหวั่นๆเวลาอ่านรู้สึกแบบกลัวไม่กล้าอ่านมันหน่วงๆแปลกๆแต่เนื้อเรื่องไรท์บรรยายดีมากกกกกแบบเห็นภาพสุดๆบรรยายเเบบไหลลื่นไม่สะดุดเลย. ที่ชอบมากๆอีกอย่างคือที่มีเรื่องเจ้าชายน้อยมาในพาทไคกับคยองคือเราชอบอ่านเจ้าชายน้อยอยู่เเล้วค่อจำได้ว่าแต่ก่อนหยิบมาอ่านหลายรอบมากกพอมาอ่านฟิคเรื่องนี้ถึงกับต้องไปลื้อมาอ่านอีกรอบ55555. ps.เรื่องนี้สนุกมากค่ะไรท์สู้ๆนะเป็นกำลังใจให้. ps2.ยังแอบอยากให้จบแบบไคเลย์เหมือนเดิม5555
    #89
    0
  9. #88 Lady'Frog (@0731pk) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 เมษายน 2558 / 01:29
    เซฮุนกับอี้ได้เจอกันนแล้ว แต่อี้เป็นแฟนจงอิน TT จงอินก็แสนดี
    #88
    0
  10. #87 0101hm (@beer1994) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 เมษายน 2558 / 19:17
    ซุนกยูคงจับความรู้สึกของเซฮุนได้แหละ ว่าตัวเซฮุนเองยังให้ตัวเองไม่เต็มร้อย เซฮุนเหมือนต้องการความสดใสของซุนกยูมาช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในใจ เหมือนเซฮุนไม่ได้รักซุนกยูเลยอะ คู่คาดิเหมือนจะน่ารักที่อยู่ด้วยกันแต่เนื้อหาที่คุยกันทำไมเศร้าอะ คยองซูคงรักจงอินมากถึงขนาดเจ็บก็ยังไม่ไปไหน ตัดใจไม่ลงจริงๆ เซฮุนกับอี้ชิงได้เจอกันแล้ว ถ้าโดนแนะนำว่าเป็นแฟนจงอินไปอีกก็คงดราม่าไปอีก
    #87
    0