My Dear ... [Yaoi] [Boy's Love]

ตอนที่ 4 : Chapter 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 238
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 เม.ย. 57




Chapter 3 




 

 

วายุยืนหัวเสียอยู่อย่างเดียวดายกลางแสงอาทิตย์ยามบ่าย สายตาคมมองตามร่างเล็กๆของ “ผู้ช่วยชีวิต” ที่วิ่งลงจากรถเก๋งคันงาม

 

วายุต้องใช้ความอดทนมากมายเพื่อระงับความรู้สึกไม่พอใจไว้

 

เขาต้องใช้ความพยายามข่มอารมณ์แค่ไหนตอนที่เห็นเดียร์กับหมอนั่นหยอกล้อกันในรถ!

 

นั่งหัวเสียอยู่ในรถไปเดียร์ก็ไม่ได้หันมาสนใจ

สุดท้ายวายุเลยจำต้องเนรเทศตัวเองออกจากรถ ตามมาอย่างห่างๆ

 

ที่วายุต้องเป็นแบบนี้เป็นเพราะเดียร์!

เพราะเดียร์คนเดียว!

 

ทั้งๆที่วายุพยายามอธิบายเหตุผลต่างๆนานาว่าเดียร์คือคนเดียวที่จะทำให้วายุฟื้นขึ้นมาอีกครั้งได้

 

แต่คนตัวเล็กกลับหาว่าเรื่องที่วายุอธิบายคือเรื่องโกหก หรือที่เดียร์ชอบประชดเขาบ่อยๆว่าถูก”ผีหลอก”

 

วายุในตอนนี้เป็นเหมือนคนครึ่งเป็นครึ่งตาย แม้วิญญาณจะลอยอยู่อย่างนี้ แต่ร่างกายของวายุยังถูกสายน้ำเกลือ ท่อหายใจ หลอดอาหาร และเส้นสายอะไรต่อมิอะไรพันร่างกายอยู่ในโรงพยาบาลหรูใจกลางเมือง

 

เขาเป็นเจ้าชายนิทรามาสี่เดือนแล้ว

 

วายุเป็นนักศึกษาฟิสิกส์ชั้นปีที่ 2 สถาบันเดียวกับเดียร์ (แม้ว่าจะมารู้เรื่องนี้ทีหลังก็ตาม)  ด้วยความที่วายุเป็นนักศึกษาคณะวิทย์ เขาไม่เคยเชื่อเรื่องวิญญาณ ผีสาง ยมทูตอะไรทั้งนั้นที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้

 

จากที่เมื่อก่อนต่อต้านเรื่องพรรค์นี้สุดๆ

ถ้าไม่ได้”เจอ”มากับตัวเอง ให้ตายยังไงก็ไม่เชื่อว่าเรื่องพวกนี้มันจะมีอยู่จริง

 

จนกระทั่งวันนั้นที่”ใครคนนั้น”โผล่มาในวันที่เขาเห็นร่างตัวเองนอนหมดสติคาพื้น เพียงเพื่อจะบอกเขาว่า

 

“เจ้ายังไม่ถึงฆาต วิญญาณของพ่อหนุ่มเพียงหลุดออกจากร่างชั่วขณะ”

 

ชั่วขณะ!!!

 

4เดือนนี่ชั่วขณะพอไหม!!

 

เขาต้องเป็นวิญญาณที่กลับเข้าร่างไม่ได้มาสี่เดือน!

แล้วที่น่าเจ็บใจกว่านั้น “ใครคนนั้น”ดันบอกเรื่องที่น่าเจ็บใจที่สุด

 

“ต้องขอโทษเจ้าด้วย ข้า.. มารับวิญญาณผิดดวง  วิญญาณที่ต้องไปกับข้าคือดวงที่อยู่ข้างล่างที่ป้ายรถเมล์ห่างจากที่นี่ไป 2 ไมล์”

 

คิดถึงตรงนี้แล้วก็ได้แต่ทึ้งหัวตัวเอง

วายุไม่เคยหงุดหงิดอะไรได้เท่านี้อีกแล้ว ยมทูตสมัยนี้สะเพร่าได้ขนาดนี้เลยรึไงวะ มาแก้ตัวน้ำขุ่นๆว่าชื่อเหมือนกันเลยมาลงผิดที่ แล้วร่างเขาที่นอนหัวฟาดพื้นอยู่นี่ล่ะจะให้ทำยังไง

 

คนกำลังอาบน้ำอยู่ดีๆ แล้วลื่นล้มหัวฟาดพื้น เพียงเพราะก้อนสบู่ที่”จงใจ”หล่นมาอยู่ที่ฝ่าเท้า

 

อย่าให้พูดเลยว่าวันนั้นเขาต้องมองร่างอันเปล่าเปลือยของตัวเองถูกหิ้วออกจากห้องน้ำด้วยสีหน้าอย่างไร

กว่าจะตั้งสติได้  วายุที่เป็นวิญญาณก็พยายามคว้าเสื้อผ้ามาใส่ ถึงมันจะลำบากหน่อยก็เถอะ แล้วเขาก็เพิ่งได้เรียนรู้เมื่อเป็นวิญญาณใหม่ๆนี่เอง  ว่าต้องเพ่งสมาธิมากแค่ไหนกับการพยายามทำอะไรก็ตามที่ต้องการ

พ่อกับแม่ของวายุรุดมาที่เกิดเหตุก็ตกอกตกใจกันเป็นแถบๆ วิ่งตามรถโรงพยาบาลไปอย่างไม่รีรอ

ต้องขอบคุณอาโปน้องชายผู้น่ารักที่ใจดีเอาผ้าคลุมร่างกายเขาไว้ก่อนจะขึ้นรถโรงพยาบาลไป

 

“เจ้าจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งได้ต่อเมื่อเจ้าพบพานผู้เป็นที่รัก”  

 

มันเรื่องอะไรอีกเล่าทีนี้

 

“เจ้าต้องรอจนกว่าเขาจะมาหาเจ้า มันเป็นกฎของวิญญาณที่ยังไม่พบรักแท้ก่อนตาย ข้าจะเป็นคนอนุญาตให้วิญญาณของทั้งคู่เจอกันก่อนไปจุติใหม่  แต่กรณีของเจ้า ข้าผิดเอง ดังนั้นเท่ากับว่าข้าอนุญาตเจ้าครึ่งหนึ่งเป็นการขอขมาเจ้า”

 

ยิ่งฟังก็ยิ่งงง

 

แค่นั้น! แค่นั้นจริงๆ แล้ว”ใครคนนั้น”ก็หายไป

 

แต่ยัง!!!

 

แค่นั้นยังไม่พอ  ถ้าวายุต้องเจอกับผู้ที่อาจจะมานรกนั่นแล้ว

แล้วไอ้แสงวิ้งๆแสบตาตรงหน้าเขานี่มันอะไรกันอีกวะ!!!

 

“ยมทูตนั่นมันอะไรนักนะ! ชอบกวนตอนคนกำลังหลับกำลังนอน”

 

เสียงมาก่อนที่วายุจะเห็นร่างอันเป็นที่มาของเสียง

แล้วก็ต้องตกตะลึงพรึงเพริดกับความงามที่เค้าได้ประจักษ์กับสายตาตัวเอง

 

อุบ๊ะ!!!  นี่คนหรือนางฟ้าวะเนี่ย!!!!!!

 

กามเทพพอพ่อหนุ่ม” เสียงนั่นตอบกลับมาเหมือนอ่านความคิดเขาได้ 

 

พาลทำให้เค้าแอบคิดชั่วแวบหนึ่งว่ากามเทพมันผู้ชายไม่ใช่หรือไง

 

“เจ้าชื่อวายุสินะ  ทำไมไอ้ยมทูตมันถึงแยกไม่ออกกับแค่ชื่อคน หน้าตาก็ไม่ได้เหมือนกันเล้ย นี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย”

 

ยังบ่นไม่เลิก วายุชักสีหน้าไม่เข้าใจซักพักก็เกือบหลุดขำแล้วก็อยากร้องไห้ไปในเวลาเดียวกัน

 นี่มันเรื่องอะไรกันวะ

 

“ทีนี้เจ้าฟังข้านะ  ไอ้เรื่องอนุญาตนั่นน่ะ มันคือกฎบ้าๆของทางนรกนั่นบัญญัติขึ้น เจ้ายังไม่เจอรักแท้สินะ แต่ในเมื่อวิญญาณเจ้าหลุดจากร่างแล้ว คนเดียวที่จะทำให้วิญญาณเจ้ากลับเข้าร่างได้คือคนรักของเจ้า”

 

ถ้าแมลงวันบินเข้ามาฟักไข่ในปากวายุได้มันคงมีเหลนกันแล้ว

นี่คือนรกสวรรค์จะสนุกกันไปไหม มาเร็วไปเร็ว ไม่มีหยุดพักหรือเกริ่นอะไรเลย

 

“ดังนั้นเจ้าจะได้เจอผู้เป็นรักแท้ของเจ้าที่ห้องนี้ พรหมลิขิตถูกขีดไว้แล้ว เขาต้องมาที่นี่ ที่เหลือคือหน้าที่ของเจ้า ทำอย่างไรก็ได้ให้เขามอบความรักให้เจ้าด้วยใจบริสุทธิ์”

 

วายุคงแสดงสีหน้าไม่ต่างจากตอนแรกเท่าไร กามเทพหนุ่มตรงหน้าถึงต้องต่อประโยคต่อไปอย่างช่วยไม่ได้

 

“ก็ไม่รู้ว่าข้าจะพูดให้มันสวยหรูทำไมนะ เอาง่ายๆนะ คือเจ้าต้องทำให้คนรักของเจ้ารักเจ้าให้ได้ แค่นั้นเขาก็สามารถช่วยให้วิญญาณเจ้ากลับเข้าร่างได้แล้ว  เพราะเขาคงไม่ใจร้ายปล่อยให้วิญญาณเจ้าลอยไปลอยมาเช่นนี้หรอก”

 

“ในสภาพนี้เนี่ยนะ!!!!!!

 

ตอนนั้นเองที่วายุเริ่มมีปากมีเสียงกับคนตรงหน้า

จะให้เขาที่เป็นวิญญาณทำให้คนธรรมดามารักเนี่ยนะ มันจะตลกไปไหม ถึงเขาจะไม่เข้าใจไอ้เรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนอาบน้ำแล้วก็เถอะ

 

“ใช่ นั่นแหละ ตามนั้นเลย เข้าใจง่ายดีนี่พ่อหนุ่ม”

 

โอ้ยยย  นี่เขาไปเข้าใจตอนไหนวะ!!!!!!!!!

 

“คนที่จะต้องมาพักห้องนี้มีไม่กี่คนหรอก เนื้อคู่เจ้ามีความสามารถที่ต่างจากคนทั่วไป ดังนั้นเขาจะมองเห็นเจ้า จริงสิ! ข้าต้องให้คำใบ้เจ้าด้วยสินะ”

 

ว่าแล้วกามเทพหนุ่มก็หยิบกระดาษม้วนแผ่นใหญ่ออกมาก่อนจะคลี่ออก ทำให้วายุพบว่าหางกระดาษมันหล่นไปกองม้วนกันอยู่ที่ปลายเท้าสูงแค่ไหน

 

“อ้า นี่ไงเจอแล้ว! กามเทพหนุ่มยิ้มระเรื่อเมื่อค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการเจอจากกระดาษม้วนแผ่นยักษ์นี่

 

“กวางน้อยผู้เป็นที่รัก”  

 

ว่าจบก็ม้วนแผ่นกระดาษยักษ์นั่นเก็บไป

 

“นั่นล่ะคำใบ้ผู้เป็นรักแท้ของเจ้า  ข้าไปละ มีความสุขกับชีวิตหลังจากนี้นะ  ข้าต้องตามไปโวยยมทูตครั้งที่เท่าไรแล้วเนี่ย ทำงานพลาดตลอด”

 

ตอนมาบ่นยังไง ตอนไปก็บ่นไปอย่างนั้น

แล้วแสงวิบวับที่เค้าเผชิญหน้าก็หายไป

 

คิดถึงตรงนี้วายุอดอมยิ้มไม่ได้

ก็ใครจะคิดล่ะว่า”กวางน้อยผู้เป็นที่รัก”จะน่ารักขนาดนี้

 

 

 

วายุเคยเล่าเรื่องนี้ให้เดียร์ฟังหลายครั้ง

 

คนตัวเล็กกลับส่งสายตาไม่เชื่อมาให้ พอวายุอธิบายเหตุผลต่างๆนานาเข้าไป ก็โดนคนตัวเล็กย้อนมา“แน่ใจได้ยังไงว่าเป็นฉัน!

 

จะไม่ให้แน่ใจได้อย่างไร “กวางน้อยผู้เป็นที่รัก” เล่นมาทั้ง DEER ทั้ง DEAR แบบนี้

 

และมันคงจริงอย่างที่กามเทพตนนั้นว่า เพราะตลอดสี่เดือนที่วายุนับวันรอ”ผู้ช่วยชีวิต”ที่จะช่วยให้เขากลับคืนร่าง ไม่มีใครเข้ามาพักห้องนี้เลยจนกระทั่งเดียร์กับพู่กันเข้ามา แล้วยิ่งแน่ใจเข้าไปใหญ่ เมื่อคนที่มองเห็นเขามีแค่เดียร์เท่านั้น แค่เดียร์จริงๆ ไม่ว่าพู่กัน โต้ง ไอ้ล็อคหรือใครก็ตาม ไม่มีใครมองเห็นวายุเลย

 

 

 

 

 

 

 

สี่โมงเย็นเป็นเวลาเลิกเรียน

 

เดียร์ลากเท้าเดินไปตามวิถีอย่างไม่เร่งรีบนัก

 

ที่ต้องเดินอยู่คนเดียวเพราะพู่กันไม่ได้ลงเรียนวิชานี้ด้วยกัน เดียร์เดาว่าป่านนี้พู่กันมันคงนอนวาดรูปอยู่ที่หอแน่ๆ

 

คนตัวเล็กควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋า กดดูเวลา

 

มีเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงก่อนถึงเวลางานที่ร้านไอศกรีม

 

ร้านไอศกรีมของล็อคอยู่หน้ามหาวิทยาลัย

 

ไม่ต้องนั่งรถก็เดินไปถึงแบบไม่เมื่อย

 

แสงแดดยามเย็นสาดส่องลงกระทบผิวน้ำในคลองข้างทาง

 

ลมเย็นๆพัดโชยใบไม้หวิดปลิวร่วงจากต้น

 

คนตัวเล็กสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเย็นเข้าเต็มปอด

 

เสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างหล่นลงน้ำ เดียร์หันไปดู พลันใบหน้าใสปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ  นึกขำในสิ่งที่เห็น

 

ลูกหมาสามตัวพากันกระโจนลงไปในน้ำ ลอยคอ ตีขา เหมือนต้องการคลายร้อน ก่อนลูกหมาเหล่านั้นจะเดินมาสะบัดขนข้างทาง

 

ใบหน้าใสที่ปรากฏรอยยิ้มโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำเอาธาตุอากาศบางใสที่เดินตามมาข้างหลัง เผลอยิ้มตามรอยยิ้มนั้นไปด้วย

 

 

ใช้เวลาไม่นานคนตัวเล็กก็เดินมาถึงร้านไอศกรีม

 

เสียงกระดิ่งรูประฆังอันเล็กๆดังขึ้น ก่อนร่างบางจะเดินเข้ามา

 

 เดียร์ผลักประตูบานพับที่กั้นส่วนของร้านกับส่วนของพนักงาน เข้าไปทักทายเพื่อนตัวโตที่ประจำอยู่หน้าเคาน์เตอร์ “คนเยอะมั้ย?” เดียร์ว่าพลางยัดกระเป๋าสะพายที่มีอุปกรณ์การเรียนอยู่ในนั้น ลงไปในล็อคเกอร์ว่างข้างเคาน์เตอร์

 

“แทบบบบไม่ต่างกับช่วงเช้า กูเกือบเอาไม่อยู่แล้ว” โต้งส่ายหน้าน้อยๆ  คนตัวโตผละไปล้างมือที่ซิงค์ที่ตั้งอยู่ด้านในของร้านตรงข้ามเคาน์เตอร์

 

“เก่งมาก” เดียร์ชูนิ้วโป้งให้เพื่อนสองข้าง ก่อนหันไปรับลูกค้าที่มารอชำระเงินพอดี

 

โต้งยืนเช็ดมือพลางสายตาคมเหลือบไปนอกร้าน เห็นคนตัวเล็กที่จำได้ขึ้นใจหอบกระดานไม้แผ่นโต เดินมุ่งหน้ามาทางร้านไอศกรีม

 

โต้งมองตามจนคนตัวเล็กคนนั้น เดินเข้ามาในร้าน

 

“อ้าว ไอกัน” เดียร์เอ่ยทักทีคนตัวเล็กที่โต้งกำลังมองอยู่พอดี

 

พู่กันยิ้มแป้นให้เพื่อนทั้งสองคนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ ก่อนจะเดินไปหามุมเหมาะๆของร้าน วางแผ่นไม้กระดานที่หอบมาไว้ข้างพื้น

 

“ไปไหนมา?” เป็นโต้งที่เดินเข้ามาประชิดตัวเพื่อนก่อน

 

ประโยคคำถามที่เกิดจากการประมวลผลแล้วว่า เพื่อนตัวเล็กคนนี้คงต้องไปข้างนอกมากแน่ๆ ดูจากเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อนที่พู่กันใส่อยู่ ไหนจะกางเกงแสลคสีดำที่เข้าชุด ชุดแบบนี้ไม่ใช่ชุดที่พู่กันใส่บ่อยนัก

 

“ไปส่งงานให้ลูกค้ามา พอดีมีเงิน เลยอยากกินไอติม” พู่กันยิ้มแป้นให้เพื่อนตัวโตที่ยังจ้องหน้าพู่กันเหมือนพู่กันไปขโมยกระเป๋าเงินมา

 

“ลูกค้าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย? ไปส่งที่ไหน? งานอะไร?”

 

“เอ้าๆๆ จะให้กันตอบคำถามไหนก่อนวะไอโต้ง” เดียร์ผละจากเคาน์เตอร์เดินมาหาเพื่อนตัวเองบ้าง โต้งยังตีหน้าขรึม มองพู่กัน

 

“ถามแบบนี้หึงแน่ๆ” เสียงที่ดังมาจากข้างเดียร์ทำเอาเดียร์หันขวับด้วยความตกใจ  เสียงที่เงียบไปพักใหญ่ จนเดียร์เกือบลืมไปแล้วว่ามีอะไรคอยตามตัวเองอยู่ตลอด เดียร์ไม่ได้ให้ความสนใจเสียงนั้นเท่าไหร่ คนตัวเล็กหันไปสนใจเพื่อนตัวเองต่อ “เอาอะไรดี เดี๋ยวกูไปตักให้” 

 

“ก่อนกูจะสั่งนะ กูสงสัย มึงจะนั่งจ้องหน้ากูทำไมวะไอ้โต้ง!

 

พู่กันยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆไปหน้าคมของเพื่อนตัวโต คล้ายจ้องกลับ  โดยไม่ทันตั้งตัว โต้งเบิ่งตากว้างด้วยความตกใจ ใครจะรู้ว่าอยู่ๆพู่กันจะยื่นหน้าเข้ามาแบบนี้

 

“กะ..กูเห็นฝุ่นติดหน้ามึง แต่กูไม่กล้าบอก” แค่นั้นโต้งก็กุลีกุจอพรวดพราดลุกอออกไป มีลูกค้าเข้าร้านพอดี

 

โต้งเลยเดินไปคว้าเมนูเอาเตรียมบริการทันที

 

เดียร์มองโต้งด้วยความไม่เข้าใจ เมื่อกี๊ก่อนมันลุกออกไป จู่ๆหูมันก็แดง หรือมันทำงานหนักจนเป็นไข้?

 

เดียร์หันมามองเพื่อนตัวเล็ก ไม่สิ พู่กันก็ไม่ได้ตัวเล็กไปกว่าเดียร์นักหรอก บางทีเดียร์อาจจะตัวเล็กกว่า เอ่อช่างเถอะ เอาเป็นว่า เดียร์กันมามองพู่กันที่กำลังใช้แขนเสื้อตัวเองเช็ดหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย

 

“ฝุ่นเปื้อนหน้านี่ เห็นชัดขนาดนั้นเลยหรอวะ?” เสียงพู่กันอู้อี้มาตามแขนเสื้อ เดียร์อดขำไม่ได้

 

“ช่างฝุ่นมันเถอะ ว่าแต่มึง เอาอะไรดี?”

 

พู่กันยอมเอาแขนเสื้ออกจากหน้า หันมาบอกเมนูที่อยากทาน

 

ตกลงเมนูกันเสร็จเรียบร้อย เดียร์ก็เดินเข้าไปหลังเคาน์เตอร์ จัดการเมนูให้เพื่อนตัวเองทันที

 

“โต้งชอบพู่กันมานานแค่ไหนแล้วหรอ?” เสียงในอากาศที่เดียร์ได้ยินอยู่คนเดียว ทำเอาเดียร์ขมวดคิ้วน้อยๆอย่างหงุดหงิด พยายามไม่โต้ตอบด้วย เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าเขาบ้า

 

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้ง เดียร์หันไปมองตามสัญชาตญาณ

 

 “อ้าว พี่ล็อค”  เดียร์เอ่ยทักเสียงใส โดยไม่รู้ตัวว่าธาตุอากาศที่ยืนอยู่ข้างๆตีหน้าบึ้งไปแล้ว

 

“เรียนวันนี้ เป็นไงบ้าง?” ล็อคเดินเข้ามาล้างมือที่ซิงค์ ซึ่งซิงค์มันอยู่ข้างๆเดียร์ที่กำลังล้างผลเชอร์รี่อยู่ และนั่น ทำเอาวายุที่ยืนนิ่งยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นไปอีก

 

“เพิ่งเปิดเทอม ยังไม่มีอะไรมากครับ แต่ต่อไปก็ไม่แน่” คนตัวเล็กเอ่ยตอบเสียงใส และยิ่งทำอาวายุเลือดขึ้นหน้า ถึงเขาจะไม่มีเลือดก็ถอะ!

 

“ทีอย่างนี้ไปคุยกับมัน ที่ผมคุยด้วยตั้งนาน เดียร์ไม่คุยด้วยเลย!

 

วายุโวยวายอยู่ข้างๆ เสียงดังน่ารำคาญนั้น มีแค่เดียร์เท่านั้นที่ได้ยิน

 

เดียร์พ่นลมหายใจแรงๆอย่างหงุดหงิด หันไปตีหน้าดุใส่ธาตุอากาศที่ตีหน้าเข้มอยู่ข้างๆ

 

“เป็นอะไรรึปล่าวเดียร์?” เสียงทุ้มของคนข้างๆ เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง เพราะทันสังเกตว่าอยู่ๆคนตัวเล็กก็ถอนหายใจ เดียร์รีบหันไปตอบพัลวัน “ป่าวๆครับพี่ล็อค ผมไม่ได้เป็นอะไร” ตอบเสร็จก็หันไปยกไอศกรีมที่โต้งจัดเสร็จแล้ว ยกไปเสิร์ฟให้ลูกค้า

 

วายุปล่อยให้เดียร์ยกไอศกรีมไปเสิร์ฟโดยไม่ตามไป หันมาจ้องหน้าล็อคที่เดินไปประจำเคาน์เตอร์

 

“อ้าว โป” เสียงของเดียร์ดังขึ้น ทักทายเจ้าของไอศกรีม ถ้วยที่เดียร์ยกมาเสิร์ฟ

 

“พี่เดียร์” เจ้าของชื่อยกยิ้มน้อยๆ หันมายกมือไหว้รุ่นพี่  เดียร์ยกมือรับไหว้แทบไม่ทัน

 

เพราะชื่อที่เดียร์เอ่ย ทำให้เพื่อนตัวเล็กตัวโตหันมองเจ้าของชื่อ

 

“อ้าว โป มาตั้งแต่เมื่อไหร่?” เสียงโต้งลอยมาจากโต๊ะข้างๆ คนตัวโตกำลังทำความสะอาดโต๊ะที่ลูกค้าเพิ่งเช็คบิล

 

อาโปขมวดคิ้วน้อยๆกับคำถามนั้น

 

“ผมมาตั้งแต่ที่พี่โต้งมารับออเดอร์….” อาโปชะงักไปเล็กๆ คล้ายลังเลว่าเขาตอบคำถามถูกหรือปล่าว คำตอบของอาโปทำเอาโต้งยิ้มแหยๆให้ “อ่าใช่ๆ” โต้งก้มหน้างุด คงเป็นตอนที่โต้งหนีพู่กันออกมาแน่ๆ คนตัวโตรีบทำความสะอาดโต๊ะก่อนตรงรี่เข้าที่ล้างจาน

 

 เดียร์แอบสังเกตว่าหูไอ้โต้งแดงอีกแล้ว

 

“เรียนเป็นไงบ้างเรา?” เดียร์มองซ้ายมองขวา แอบเห็นว่าพี่ล็อคเดินไปหลังร้าน คนตัวเล็กก็ทรุดนั่งลงตรงข้ามรุ่นน้องทันที

 

อาโปเป็นรุ่นน้องที่คณะ แถมเป็นน้องรหัสเดียร์ด้วย เจอกันตั้งแต่วันปฐมนิเทศ

 

เดียร์คอยดูแลน้องรหัสคนนี้เป็นอย่างดี อารมณ์เห่อน้องรหัสก็ว่าได้

 

“โอเคครับพี่เดียร์ ตอนนี้กำลังปรับตัวอยู่” อาโปยกยิ้มน้อยๆ 

 

เดียร์ไม่แน่ใจว่าตัวเองคิดไปเองหรือปล่าว แต่รู้สึกว่าสายตาของน้องรหัส ดูเหม่อลอย คล้ายเศร้าๆยังไงไม่รู้  

 

“นี่ร้านของพี่เดียร์หรอครับ?” แววตาเป็นประกายของอาโปมองไปรอบๆร้าน ท่าทางสนใจ

 

“ไม่ใช่ๆ ไม่ใช่ร้านของพี่ พี่เป็นพนักงานของร้านนี้เฉยๆ”

 

เดียร์รีบปฏิเสธพัลวัน อาโปหันมาอมยิ้มน้อยๆ ท่าทางเขินอาย รู้สึกหน้าแตกไปเบาๆ “อ้าว หรอครับ”

 

เดียร์เห็นรุ่นน้องกลับไปเหม่อลอยอีกแล้ว “เป็นอะไรรึปล่าว มีอะไรปรึกษาพี่ได้นะ”

 

“ไม่ครับ ไม่ได้เป็นอะไร” อาโปยิ้มให้เดียร์ แต่เดียร์รู้สึกว่ามันเป็นยิ้มที่ต้องใช้ความพยายามมากๆ

 

“มีอะไรก็บอกพี่นะ ไม่ต้องคิดว่าพี่เป็นพี่รหัสก็ได้ คิดว่าพี่เป็นพี่ชายของเราคนหนึ่ง”

 

เดียร์ไม่รู้ว่าน้องของเขากำลังเป็นอะไร แต่ไม่อยากเห็นน้องเป็นแบบนี้เลย เดียร์ได้ยินน้องรับคำเบาๆ

 

ทันใดนั้นล็อคก็หอบลังกระดาษใบใหญ่ออกมาจากหลังร้าน

 

เดียร์ที่เห็นเจ้านายมาก็รีบลุกขึ้นยืนทันที

 

“มีอะไรก็โทรหาพี่ได้ตลอดเวลาเลยนะ” เดียร์ตบบ่าเล็กๆของรุ่นน้องเบาๆ  ก่อนเดินผละออกไป ตอนนั้นมีลูกค้าเข้าร้านมาพอดี คนตัวเล็กเลยถลาไปคว้าเมนู เตรียมเดินไปรับออเดอร์ทันที

 

วายุยืนฟึดฟัดอยู่อย่างเดียวดายมาสักพัก คล้ายสงบสติ อารมณ์   เพราะเดียร์แสดงออกว่ารำคาญ วายุเลยไม่อยากเดินตามเดียร์ทุกฝีก้าว แค่เห็นเดียร์อยู่ในสายตา และมั่นใจว่าเดียร์จะไม่ไปยุ่งกับผู้ชายคนไหนก็สบายใจ

 

เดียร์เดินเข้ามาในเขตพนักงานหลังจากรับออเดอร์เสร็จ เป็นจังหวะเดียวกับที่วายุเพ่งมองคู่สนทนาของเดียร์เมื่อครู่ เสียงทุ้มอุทานลั่น แต่มีแค่เดียร์เท่านั้นที่ได้ยิน

 

“อาโป!!!

 

เพราะเสียงนั้น เดียร์เลยหันไปมองเจ้าของเสียง

 

วายุยกยิ้มด้วยความดีใจ ร่างสูงเดินมายืนข้างๆเดียร์

 

“เดียร์รู้จักอาโปหรอ?”  คำถามที่เดียร์ไม่นึกว่าจะได้ยินจากปากร่างสูง คนตัวเล็กขมวดคิ้วมุ่น พยายามแค่นกระซิบเบาๆ  “รู้จักแล้วทำไม?” 

 

คนตัวเล็กมองซ้ายมองขวา พี่ล็อคไม่ได้อยู่แถวนี้ สงสัยเดินไปหลังร้าน โต้งไปนั่งอยู่กับพู่กัน ถ้าไม่มีใครอยู่แถวนี้ คงไม่มีใครหาว่าเขาบ้าพูดคนเดียวแน่ๆ

 

“อาโปเป็นน้องชายแท้ๆของผมเอง”

 

“น้องชาย?!

 

 

 

 

 

# My dear

 

 

 

 

 

 

ตอนที่ 3  100% แล้วค่ะ ^^

 

ฝากติดตามน้องเดียร์ด้วยนะคะ ^//////////////^

 

เจอกันตอนต่อไปค่ะ ^^ 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

65 ความคิดเห็น

  1. #15 Ice lemon (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 17:21
    อาโปนิจะน่ารัก หรือหล่อกันนะ ^^
    #15
    0