The Diary Of Varia Quality.

ตอนที่ 1 : IF 1 : รับมือให้ดี (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 719
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    5 ต.ค. 60

     ในโลกอันสงบสุข หลักจากจบศึกจากเบียคุรันมาได้หนึ่งเดือน เหล่านักลอบสังหารก็ยังคงทำงานกันอย่างขวักไขว่ เว้นเสียแต่บอสผู้เกียจคร้านที่วันๆเอาแต่งีบอยู่บนเก้าอี้บุนวมอย่างดีไม่ลุกไปไหน

     ภายในห้องกว้าง ซึ่งเป็นห้องส่วนตัวของบอสวาเรียผู้น่าเกรงขาม แซนซัสนั่งอ่านเอกสารไปพลางจิบกาแฟเล่นอย่างสงบ ต่างจากเมื่อเดือนก่อนที่เอาแต่ดื่มฉลองในชัยชนะกับเจ้าพวกเด็กวองโกเล่ จนเกือบหลุดมาด แต่ดูๆไปแล้วภาพที่บอสแห่งวาเรียละจากสุรามาดื่มกาแฟเนี่ย ค่อนข้างหาดูยากพอสมควรนะเนี่ย ถ่ายไปประมูลดีกว่า 

     มาม่อนทารกน้อยแห่งวาเรีย ที่แอบซุ่มอยู่นอกหน้าต่าง หยิบเอากล้องเก็บเสียงอย่างดีออกมาหามุมถ่ายภาพไปประมูลขายอย่างขมักเขม่น แต่ภาพจะมีมุมที่สวยกว่านี้หากเขาสามารถเข้าไปในห้องนี้ได้ เพราะเจ้าของห้องสั่งห้ามไม่ให้ใครหน้าไหนเข้ามาในห้องนี้เด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นวาเรียระดับล่างและแม่บ้าน หรือแม้แต่วาเรียระดับสูงอย่างเขา ถึงอย่างนั้นก็มีเพียงฉลามคลั่งแห่งวาเรียเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาได้ และได้รับหน้าที่ทำความสะอาดห้องนี้อีก

     คิ้วของเขากระตุกเล็กน้อย เมื่อรู้สึกว่ามีคนจ้องอยู่ คงจะเป็นไอ้ทารกสวะที่มาแอบถ่ายรูปเขาไปประมูลตามเคยล่ะมั้ง ตั้งแต่ที่มันรอดตายมาได้ ก็ถามหาแต่สมุดบัญชีตัวเอง มันเอาไปต้มกินแทนข้าวได้หรอว่ะ ถามหาอยู่นั่นแหละ เจ้าของนัยต์ตาสีโกเมนวางแก้วกาแฟลง ก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมตัวเอง พลางปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกสองสามเม็ด ยังไงก็ให้มันได้สมใจหน่อยแล้วกัน

"ร้อนชะมัด" แซนซัสสบถในลำคอเบาๆ พร้อมด้วยเสียงรัวชัตเตอร์ที่ปิดไม่มิด

     นี่คงเป็นนิสัยเสียใหม่ของเขา ที่นอกจากจะขี้เกียจกว่าแต่ก่อนแล้ว ยังชอบหว่านเสน่ห์ไปทั่ว คงเพราะหลายๆอย่างที่ทำให้เขาอยากทำแบบนี้ หนึ่งในนั้นคืออยากให้ใครบางคนหึง ก็ช่วยไม่ได้ คนมันหล่อแถมมันยังซื่อบื้อจนไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงกับมันสักที

ผลั๊วะ!!!
"โว้ยยยยยยยยยย!!! ไอ้บอสบ้า ไอ้บอสเลว ไอ้บอสเวรตะไลลลลล!!!!!" 
"หนวกหู"

     เสียงเปิดประตูตามด้วยร่างสูงโปร่งที่สาวเท้าเข้ามายังโต๊ะทำงานของบอสใหญ่แห่งวาเรียอย่างถือวิสาสะ พร้อมกับแหกปากด่าเจ้าของห้องอย่างไม่ไว้หน้า ไม่ต้องให้แซนซัสลืมตายังทายถูกเลย แค่ได้ยินเสียงกระทืบเท้าเบาๆเขาก็รู้แล้วว่าใคร ไหนจะเสียงที่ดังไปยันหน้าปราสาทนี่อีก คงมีคนเดียวเท่านั้นที่กล้ามาแหกปากด่าใส่หน้าเขาแบบนี้

"มีอะไรไอ้สวะ?" แซนซัสเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะแกล้งจิบกาแฟให้อีกฝ่ายโมโหเล่นๆ
"นี่แกลืมที่ไปนัดไอ้พวกเด็กวองโกเล่ปัญญานิ่มพวกนั้นไว้หรอ?! พวกมันมานั่งรอที่ห้องประชุมแล้วเว้ย!" สควอโล่ตบโต๊ะเสียงดัง
"เออ" แซนซัสวางแก้วกาแฟที่ว่างเปล่าลง "แล้วแกล่ะ"
"ฉันก็ต้องไปกับแกอยู่แล้วนี่" เจ้าตัวยิ้มบางๆ จนแซนซัสเกือบยิ้มตาม
"อยากไปกับฉัน หรืออยากไปหาไอ้เด็กนักดาบร้านซูชินั่นกัน"
"ก็ทั้งคู่" สควอโล่ตอบ พลางกระตุกไหล่ตัวเองเบาๆ "ไม่เห็นจะแปลก"

     แซนซัสลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้าๆ ก่อนจะยื่นมือหนาไปผลักหัวของอีกฝ่ายมาหาตนเบาๆ แต่มันคงถือว่าแรงไปสำหรับคนทั่วไป สควอโล่เซเข้ามาอย่างห้ามไม่อยู่ มือที่อยู่ใต้ถุงมือหนังสีขาว ชันโต๊ะไว้เพื่อช่วยในการทรงตัว ก่อนที่หน้าผากมนจะไปกระแทกกับหน้าผากของอีกคน

"โอ้ย!!! เล่นอะไรว่ะบอส?!" อีกฝ่ายร้อง ก่อนจะผละออกมาลูบหัวตัวเองปอยๆ
"ไปกันได้แล้ว" ร่างสูงทำเป็นไม่สนใจ ก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะตัวใหญ่ของตนแล้วออกจากห้องไป
"อะไรของมัน" สควอโล่ทำท่าทีงุนงงครู่เดียวก่อนจะรีบตามออกไป

     คงมีเพียงแค่ฉลามคลั่งแห่งวาเรียเท่านั้นล่ะมั้ง ที่ไม่เคยรับรู้ถึงความรู้สึกที่มากกว่าเจ้านายกับลูกน้องของแซนซัสที่คิดกับตนเลย แต่ถึงอย่างนั้นแซนซัสก็ไม่เคยจะล่วงเกินอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่ามันจะเชื่อฟังเขาทุกอย่างหากต้องการก็ตาม


ห้องประชุม

"ฮึ่ม! จะให้รอไปอีกเมื่อไหร่เนี่ย" 

     เจ้าของเส้นไหมสีควันบุหรี่ประบ่า ตวัดนัยต์ตาสีมรกตมองไปยังนาฬิกาหรูเรือนหนึ่ง ที่ตั้งไว้อยู่มุมห้อง

"ใจเย็นๆสิ ฮายาโตะ" อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น ก่อนที่เจ้าของเสียงจะนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกัน 
"อย่ามาเนียนเรียกชื่อฉัน เหมือนสนิทกันนะเฟ้ย!" 

     เจ้าของชื่อแวดกลับพลางถอยหนีเหมือนรังเกียจเดียจฉันท์อีกคนมาก แต่เขาหาได้สะทกสะท้าน เขาเอี้ยวตัวไปกระซิบข้างหูอีกคนเบาๆ

"อ-ไอ้บ้า!" อีกฝ่ายโวยวายหน้าดำหน้าแดงกลับแทบจะทันที
"เอ่อ โกคุเดระคุง ยามาโมโตะ สำรวมด้วย"

     ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลฟูฟ่อง ที่ถูกปล่อยยาวมาเกือบถึงกลางหลังนิดหน่อยเอ่ยขึ้น ดูจากรูปร่างที่ต่างจากเมื่อสิบปีก่อนแล้ว จากเด็กชายร่างกายผอมแห้ง ปวกเปียก ที่ห่วยไปเสียทุกอย่าง เป็นวองโกเล่รุ่นที่สิบ  ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งผู้รักแฟมิลี่ของตนเหมือนครอบครัว จนได้รับขนานนามว่า ชายผู้สร้างยุคสันติแห่งวองโกเล่ วองโกเล่เดชิโม่ ผู้ที่เลือกที่จะรักและปรองดอง มากกว่าการรบราฆ่าฟันเพื่อแย่งอำนาจ

"ขออภัยครับรุ่นที่สิบ"
"ช่วยรอเงียบๆก่อนน่าจะดีกว่านะ" ชายหนุ่งผมสีน้ำผึ้งปัดข้างเอ่ยขึ้น พลางหันไปส่งยิ้มให้คนข้างๆ
"ว่าแต่คุณมาทำอะไรที่นี่" คนข้างๆที่ว่าหันมาส่งสายตาเย็นชาใส่ ก่อนจะหันไปเล่นกับสัตว์เลี้ยงของตน
"โถ่~ คุณแรมโบ้ยังทำการบ้านไม่เสร็จเลย" ชายหนุ่มขยี้หัวตัวเองอย่างหัวเสียพลางจับจ้องไปทีการบ้านของตนที่เอาออกมาทำฆ่าเวลา

     ภายในห้องมีผู้พิทักษ์ของวองโกเล่รุ่นที่สิบอยู่กันอย่างพร้อมหน้า รวมถึงผู้พิทักษ์สายหมอกทั้งสองที่มักจะมาๆหายๆ ไม่ก็ไปท้าตีกับผู้พิทักษ์เมฆา ขาดแต่เพียงผู้พิทักษ์แห่งอรุณที่เดินไปไหนแล้วก็ไม่รู้ นอกจากนั้นยังมาตัวแถม(?)อย่างบอสรุ่นที่สิบของคาบัคโรเน่ ที่เป็นผู้ประสานงานพาพวกเขามายังปราสาทวาเรียแห่งนี้ ส่วนเรื่องที่ต้องมากันพร้อมหน้ากันแบบนี้คงไม่พ้นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ช่วงนี้ชีวิตของพวกเขาถูกเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง หรือก็คืออนาคตกำลังเปลี่ยน คงเกิดจากการกระทำและเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีต ไหนจะเรื่องที่รุ่นที่เก้าที่ตายไปแล้ว กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่ทริปพักร้อนที่เกาะทางใต้ ตอนแรกความทรงจำของพวกเขาเกี่ยวกับการตายของรุ่นที่เก้าก็หายไปอยู่หรอก แต่เพราะมีบันทึกของโกคุเดระที่บันทึกอะไรหลายๆอย่างไว้ทำให้พวกเขาได้รู้ และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำไมบันทึกของโกคุเดระถึงได้ไม่เปลี่ยนแปลงไปหล่ะ

     ก่อนหน้านี้พวกเขาได้รวมตัวกันไปประชุมที่ห้องค้นคว้าของอิริเอะ โชอิจิมาแล้ว สิ่งที่ได้มาคือ ข้อสันนิฐานที่ว่า อาจจะเกิดช่องว่างของมิติเวลาขึ้น คงต้องปล่อยไปสักพัก จนกว่าทุกอย่างจะกลับไปเป็นปกติ ดังนั้นการประชุมครั้งนี้ คือการเตรียมรับมือสถานะการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อจากนี้

"รอกันนานไหมคะ~ ของว่างมาแล้วค่ะ" เสียงที่พยายามดัดให้เล็กเหมือนเสียงผู้หญิงฟังดูแปลกๆดังขึ้น พร้อมกับของว่างที่ว่า
"โทษทีพอดีฉันจะไปตามพวกนี้มาให้ แต่ดันหลงทางแบบสุดขั้ว!" ชายหนุ่มที่ช่วยเข็นรถเข็นอาหารมาด้วยอีกแรงพูดขึ้น
"ยังไงก็ช่วยทานพายของเจ้ก่อนเถอะนะจ๊ะ" กะเทยร่างบาง(?)เอ่ยพลางเสิร์ฟขนมและชาให้ผู้พิทักษ์ทุคน "สควอจังขึ้นไปตามบอสแล้วอีกไม่นานคงจะมาแล้วล่ะจ๊ะ"
"ข-ขอคุณค่ะ คุณ..น้า?" ผู้พิทักษ์สาวเอ่ยพลางรับของว่างมาทาน "...! อ-อร่อย"
"ว้าย! พูดแบบนี้เจ้ปลื้ม อยากเติมอีกเมื่อไหร่ก็ได้เลยนะ นี่จ๊ะพายราสเบอรี่ไวท์ช็อกโกแลต กับชาเอิร์ลเกรย์สูตรเจ๊" กะเทยสาว(?)ทำงานอย่างขมักเขม่น

     ไม่นานนักนภาสูงสุดแห่งวาเรีย และฉลามคลั่งก็เดินเข้ามาในห้องประชุมกว้าง ก่อนจะแยกย้ายกันไปนั่งในที่ของตัวเอง ลุซซูเรียจัดแจงเสิร์ฟของว่างระหว่างการประชุม ก่อนจะเดินไปนั่งที่ของตน เหลือที่ว่างเพียงสามที่ที่เป็นของผู้พิทักษ์อัศนี วายุ และสายหมอกอีกคนแห่งวาเรียที่ออกไปทำภารกิจตั้งแต่เช้ามืด ซึ่งไม่นานคงกลับ

"เอาเป็นว่าเริ่มการประชุมกันดีกว่า"

.
.
.
.
.
.

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป

"จบการประชุม" 

     ฮิบาริ เคียวยะเอ่ย ก่อนจะนั่งลงบนที่ของตัวเองหลังจากยืนเมื่อยรายงานเรื่องนู่น เรื่องนี้อยู่นาน

"บอสครับ" เลวี่ที่มาระหว่างการประชุมเอ่ยเป็นเชิงถาม
"จะทำอะไรก็ทำ" แซนซัสเอ่ย
"น่าเบื่อแบบสุดขั้ว~..." 

     รียวเฮเอ่ยเสียงแผ่ว ก่อนจะบิดขี้เกียจหมุนซ้ายหมุนขวาด้วยความเมื่อย ลุซซูเรียเดินไปเติมชาให้ทุกคนพลางออกความเห็น

"เฮ้อ~ ได้แค่รับมือเหตุการณ์แบบนี้เจ้ไม่ปลื้มเท่าไหร่เลยค่ะ" 
"ไม่คิดเลยนะครับ ว่ามาเฟียจะต้องยุ่งยากขนาดนี้" โรคุโด มุคุโร่เอ่ย หลังจากที่เงียบมานาน
"รุ่นที่สิบครับ ทางเราทำอะไรไม่ได้เลยหรอครับ" โกคุเดระหันไปถาม
"นั่นสิ สึนะ ถ้าตัวเราในอดีตตายไป ต้องมีใครสักคนในพวกเราหายไปด้วยรึเปล่า" ยามาโมโตะถามด้วยสีหน้าจริงจังไม่แพ้กัน
"ก็คงต้องช่วยสนับสนุนอดีตแหละ คนที่พอจะพึ่งพาได้ก็มีแต่อิริเอะ กับ...แรมโบ้"

     พอได้ยินดังนั้นทุกคนก็หันไปยังคนที่ถูกพูดถึงทันที สายตาบ่งบอกเลยว่าไม่เชื่อใจอย่างแรง อย่างแรมโบ้เนี่ยนะจะฝากฝังอะไรได้ ดูตอนนี้สิ โจทย์คณิตฯม.สามมันยังนั่งแก้เป็นชั่วโมง สรุปจะรอดไหมเนี่ย

"หา?! เจ้าวัวบ้าปัญญาอ่อนเนี่ยนะครับ?"
"ก็มีแต่แรมโบ้ที่ไปอดีตบ่อยๆได้นี่"
"แต่ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้ไปเลยนะครับ" แรมโบ้ออกความเห็น "เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าก็ไม่รู้?"
"จนกว่าจะถึงวันนั้นคงต้องเตรียมเงินไว้เยอะๆแหละ" 

     มาม่อนเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อน พลางนั่งนับเงินหลายปึกใหญ่เตรียมฝากใส่บัญชีของหน่วยลอบสังหารวาเรีย ปกติแล้วเงินของหน่วยลอบสังหารวาเรียจะเป็นแค่หนึ่งในสิบของวองโกเล่ แต่พอมีมาม่อน กลายเป็นวองโกเล่ที่มีจำนวนเงินทั้งหมดรวมแค่สิบเปอร์เซ็นของวาเรีย อะไรมันจะขนาดนั้น

"ของแบบนี้มันก็ห้ามกันไม่ได้หรอกเนาะ" ดีโน่พูดให้กำลังใจ
"....." 

     เหล่าวองโกเล่ที่เหลือพากันเป็นทำหน้าเคร่งเครียด พวกเขาคงทำอะไรได้ไม่มาก เพราะต่อจากนี้คงเป็นเรื่องของอนาคตที่เกิดจากการกระทำของพวกเขาในอดีต ที่ไม่สามารถคาดเดาได้

"เอาเป็นว่าพักกันก่อน แล้วค่อยมาประชุมต่อหลังเที่ยงแล้วกัน" ดีโน่เอ่ย ก่อนที่แต่ละคนจะแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน จนเหลือเพียงสองร่างที่ยังคงนั่งอยู่

     และบัดนี้ปราสาทวาเรียก็กลับมาเป็นเหมือนปกติ ไร้ซึ่งบุคคลนอกที่เข้ามาวุ่นวาย หรือเข้ามาทำงานอย่างอื่น นภามืดยังคงนั่งขมวดคิ้วอ่านเอกสารสรุปการประชุมเมื่อครู่อย่างไม่ค่อยเห็นด้วยนัก จะให้รับมือก็น่าจะได้อยู่หรอก แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีนิสัยจะทนรอสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะทำให้ผลลัพธ์ออกมายังไงได้หรอก อย่างน้อยเขาก็เป็นห่วงคนข้างตัวที่นั่งมองดูเขาอ่านเอกสารตาแป๊วพลางเอียงคอเหมือนไม่ค่อยเข้าใจอยู่หน่อยๆนี่ก็เถอะ
 
     สควอโล่อดละสายตาสงสัยไปจากแซนซัสไม่ได้ เพราะนี่คงเป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับเขา ที่แซนซัสคว้าเอกสารสรุปการประชุมไปอ่านเองโดยไม่รอให้เขาเป็นคนอ่านสรุปให้ฟัง สควอโล่สังเกตุได้ถึงความรู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ของแซนซัส เขาจึงเอ่ยปากชวนให้อีกฝ่ายออกไปสูดอากาศข้างนอกด้วยกัน

"บอส" ฉลามคลั่งเอ่ยเรียก "ออกไปหลังปราสาทกันไหม"
"?" นภามืดทำหน้างุนงงกลับ
"ฉันว่าแกเครียดเกินไปว่ะ" อีกฝ่ายตอบกลับ
"เออ" แซนซัสผุดลุกขึ้นตามคำเอ่ยชวน

สวนหลังปราสาทวาเรีย

     บรรยากาศอันร่มรื่นของสวนกุหลาบที่ถูกดูแลมาเป็นอย่างดี บวกกันน้ำพุขนาดย่อมๆที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางสวน ซึ่งดูผิดกันกับชื่อปราสาทวาเรียที่มีเหล่านักลอบสังหารมือฉมังอยู่ ความจริงแล้วที่สวนนี้ถูกจัดให้เป็นสวนกุหลาบได้ไม่นานนัก ถึงมันจะดูผิดจากรสนิยมของเจ้าของปราสาท แต่มันก็เป็นสถานที่พักจิตพักใจของลูกน้องในหน่วยได้หลายคน เฉกเช่นฉลามคลั่งที่เมื่อมีเรื่องให้กระวนกระวายหรือหนักใจ เขาเองก็จะมาหยุดพักที่สวนแห่งนี้ แล้วก็เหมือนกับตอนนี้...

"หายเครียดรึยังบอส" ฉลามคลั่งเอ่ยถามนภามืดที่จับจ้องไปยังน้ำพุที่ตั้งอยู่กลางสวน
"....." ร่างสูงไม่ได้พูดอะไรเขาเพียงแต่หลับตาฟังเสียงน้ำที่ไหลไปอยู่อย่างนั้น
"....." พอเห็นอีกฝ่ายเงียบ ตนเลยยิ้มบางๆก่อนจะหลับตาเหมือนกับอีกฝ่าย

     แซนซัสค่อยๆลืมตาขึ้น ก่อนจะหันมามองคนข้างตัว ฉลามคลั่งในยามที่สงบ ดูแปลกตา และชวนหลงไหล เจ้าตัวหลับตาพริ้มโดยที่ไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อยว่ากำลังถูกจ้อง ร่างสูงค่อยๆโน้มหน้าเข้าไปใกล้ๆอีกฝ่าย เสียงลมหายใจแผ่วๆ กลิ่นแชมพูที่เจ้าตัวมักจะใช้ ผสมกับกลิ่นตัวที่ไม่เหมือนใคร ภายในใจของนภามืดเต้นระรัว เขาโน้มหน้าเข้าไปจนริมฝีปากแทบจะชิดกับอีกฝ่าย ก่อนจะผละออกมาอย่างเสียไม่ได้

     เขารู้ดีว่าคนตรงหน้าพร้อมจะมอบชีวิตให้เขาครอบครอง ถึงทำไปอีกฝ่ายคงไม่มีท่าทีขัดขืน แต่ยังมีอีกอย่างที่เขายังไม่เคยได้เข้าไปครอบครอง หัวใจดวงนี้ของฉลามคลั่ง ยังคงไม่มีผู้มาครอบครอง และถึงอย่างนั้น นภามืดก็ยังคงปล่อยให้หัวใจดวงนี้ไร้ผู้ครอบครองต่อไป เขารู้ดีว่าฉลามคลั่งจะยังอยู่เคียงข้างเขาตลอดไปไม่ไปไหน และเขาเองก็จะวางฉลามคลั่งคนนี้ไว้ข้างกายเสมอ เพียงแค่มองดู และให้อยู่เคียงข้างเขา เพียงเท่านี้ก็มีความสุข เหมือนของล้ำค่าที่ไม่มีวันตกเป็นของใครได้ และแม้แต่เขาเองก็ไม่คิดแตะต้อง

     ร่างบางค่อยๆลืมตาขึ้น ก่อนจะหันมามองคนข้างตัวที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นอีกฝ่ายสีหน้าดูดีขึ้น ร่างบางก็ฉีกยิ้มออกมา

"ดีขึ้นรึยังบอส" 
"ไม่ใช่เรื่องของแก" ร่างสูงตอบก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไป "ไปทำงานต่อได้แล้ว ไอ้สวะ"
"ชิ คนอุตส่าห์เป็นห่วง" ร่างบางทำท่าจะเดินตามไปแต่ก็ต้องชะงัก

     มือหยาบหนาของอีกฝ่าย ถือยื่นมาข้างหน้าตน แซนซัสหันหลังมามองหน้าอีกฝ่าย สควอโล่ฉีกยิ้ม 

"ไปทำงานกันบอส" ก่อนจะยื่นมือไปจับ แต่ว่า...
"!!!!!"


*****รออ่านต่อตอนหน้านะครัช!

//รู้สึกว่าตอนละครมันเยอะมากจนไม่รู้จะวางบทให้ใครดีเลยอ่ะ คงไม่น่าเบื่อเกินไปเนอะ เอาเป็นว่าฉากไคลแม็กซ์จะเป็นตอนต่อไปแล้วกัน ไม่อยากให้รอนาน
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

28 ความคิดเห็น

  1. #3 sansansanee (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2560 / 19:27
    สุ้ๆเนอะ
    #3
    0
  2. #2 นี่เราไง (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 07:34
    รอนะคะๆๆ สนุกมากค่ะ

    บอสดูอ่อนโยนมาก
    #2
    0
  3. #1 My name is ... (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2560 / 18:00
    มาต่อไวๆนะคะ!!!!เป็นกำลังใจให้ค่าาาาาาาา
    #1
    0