(seventeen) two one same

ตอนที่ 4 : CHAPTER 03 : ชาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    9 เม.ย. 63





03




          "ราอน"

          รอบที่ร้อยของวันแล้ว...

          หมายถึง เธอได้ยินชื่อนี้มารอบที่ร้อยของวันแล้ว

          มันออกจากน่าหัวเสียไม่น้อย วันนี้ทั้งวันไม่ว่าเธอจะทำอะไร ที่ไหน หรือตอนไหนก็ตาม เสียงเรียกชื่อนี้มันดังจนเธอต้องหันไปมองอยู่ทุกครั้ง ก็รู้อยู่หรอกว่านี่ไม่ใช่ชื่อของเธอ และก็ไม่ได้เรียกเธอ แต่มันก็อดหันไปตามเสียงเรียกนั่นไม่ได้ทุกครั้งไป และครั้งนี้ก็ด้วย ฮาจินเงยหน้าจากสมุดงานมองรอบห้องสมุดที่มีผู้คนบางตา เธอก้มดูนาฬิกาข้อมือแต่ก็กัดฟันอย่างอดกลั้น

          นี่มันน่ารำคาญชะมัด

          "เธอยังไม่เลิกนิสัยก้มดูนาฬิกาอีกหรือไง" ฮาจินหันหน้าไปมองคนตรงข้าม ใบหน้าล้อเลียนส่งมาให้เธออย่างไม่ปกปิด

          "ให้ทำไงได้อะ มันชิน" ฮาจินยู่ปากลง มือขวายกขึ้นมากุมขมับเพื่อแก้โจทย์ปัญกาตรงหน้าต่อ

          "เอานาฬิกาให้ใส่เธอก็ถอดทิ้ง" ฮันโซลยังคงว่าต่อ ในมือเขาเปลี่ยนมาควงปากกาเล่นและมองเธอที่หน้านิ่งคิ้วขมวดทำโจทย์อย่างขมักเขม้น อีกคนเอาแต่ขีดเขียนทดเลขลงที่ว่างในสมุดและก็ลบมันออกหลายครั้งจนฮันโซลเริ่มขมวดคิ้วตาม มือหนาวางปากกาลงและคว้าเอาสมุดของอีกฝ่ายมาดูว่าปัญหามันอยู่ที่ตรงไหน ทำไมเธอถึงแก้โจทย์ไม่ได้สักที "โห ฮาจิน เธอมีปัญหาแล้วล่ะ"

          "ห้ะ"

          "นอกจากหน้าตาจะไม่สวยแล้ว นิสัยก็ยังเสียอีก เธอมีดีแค่เรื่องเรียนเก่งอย่างเดียวเท่านั้นนะ" ฮาจินมองอีกฝ่ายอย่างเหลือเชื่อ "อ้อ มีอีกเรื่อง เธอเล่นเปียโนเก่งที่สุดในระดับชั้นแล้ว แต่ตอนนี้คงไม่ใช่ เพราะตอนนี้เธอไม่แม้แต่จะเล่นเป็นเลยด้วยซ้ำ"

          ฮันโซลหัวเราะออกมาอย่างชอบใจที่ได้เห็นใบหน้าหงิกงอของอีกฝ่าย ฮาจินคว้าสมุดตัวเองกลับไป ไล่สายตามองดูโจทย์อีกครั้งแล้วถอนหายใจ ไม่รู้แหละ เธอไม่ทำแล้ว ฮาจินฟุบหน้าลงนอนกับโต๊ะทันที

          ...!

          "โอ้ย" แรงเคาะที่หัวทำให้เธอร้องออกมา ฮาจินมองปากกาในมือฮันโซลที่ยังคงถือค้างอยู่ตรงหน้าทำให้เธอคว้าปากกามาแล้วโยนใส่เจ้าตัวการ พลันสายตาเหลือบไปเห็นเพื่อนร่วมโต๊ะอีกคนที่ตอนนี้ฟุบหลับใช้แขนเป็นหมอนรองไปแล้ว "โดคยอมนายนี่มันเหลือเชื่อชะมัด คาบที่แล้วเขาก็เพิ่งหลับไปเองนี่"

          "ปล่อยมันไปเถอะ" ฮันโซลว่าอย่างไม่สนใจเพื่อนที่ฟุบหลับอยู่ข้างๆ "เอ้อใช่ ว่าแต่เธอไปตัดผมมาตอนไหน"

          "เมื่อวานตอนกลับบ้านน่ะ"

          "ตัดทำไมอะ ไหนเธอว่าไม่ชอบไว้ผมสั้นเพราะมันดูเด๋อ"

          "ฉันเคยพูดงั้นหรอ" ฮันโซลพยักหน้าให้อีกฝ่าย

          "นายว่านี่เป็นผลกระทบจากที่ฉันความจำเสื่อมปะ" ฮันโซลที่เพิ่งก้มหน้าไปเงยหน้าขึ้นมามองฮาจินอีกครั้ง "หลายๆอย่างที่ฉันเคยทำได้ ตอนนี้ฉันกลับทำไม่ได้ หลายๆอย่างที่ฉันเคยทำไม่ได้ตอนนี้กลับทำได้ซะงั้น"

          "ก็เป็นไปได้นะถ้าจะบอกว่าที่เคยทำได้แล้วตอนนี้ทำไม่ได้อะ แต่เธอจะว่ายังไงกับไอที่เคยทำไม่ได้แต่ตอนนี้กลับทำได้ล่ะ หืม" ฮันโซลยังคงว่าต่อ

          "ไอที่ทำไม่ได้น่ะ ไม่มีทางเธอจะทำได้อยู่แล้วในเมื่อเธอไม่เคยทำมัน"



















          มินกยูนึกไม่ออก

          เขาว่าเขาคุ้นหน้าผู้หญิงคนนั้นอยู่มากแต่กลับนึกไม่ออกว่าเขาไปคุ้นมาจากไหน สายตาหันออกไปนอกหน้าต่าง ฟ้าที่เริ่มครึ้มทำเขาถอนหายใจออกมาอย่างแรง ไม่พ้นว่าเย็นนี้ฝนจะต้องตกเป็นแน่ และเขาไม่ชอบใจเอามากๆ

          ก็แหงล่ะ เขาเป็นหมาที่ไม่ถูกกับน้ำเอาสะเลย

          "ฝนน่าจะตก" วอนอูที่ได้ยินเพื่อนถอนหายใจก็หันไปมอง ฟ้าที่มืดลงเพราะเมฆฝนทำให้เขารู้สาเหตุที่ทำให้เพื่อนตัวสูงถอนหายใจ

          ...!

          ฝนกระหึ่มตกลงทันทีที่วอนอูพูดจบ มินกยูหันไปแยกเขี้ยวใส่เพื่อนสนิทที่นั่งข้างๆกัน 

          "นายนี่มันปากพาซวยชัดๆ"

          "แว่นล่ะ"

          "นายจะบ้าหรอ ให้ฉันใส่แว่นกันแดดในโรงเรียนเนี่ยนะ อยากได้ยินข่าวลือของฉันเพิ่มมากขึ้นไหม" วอนอูยิ้มให้กับคำถากถางของเพื่อนแล้วหันไปสนใจบทเรียนบนกระดานต่อ

          มินกยูเอื้อมไปดึงผ้าม่านด้านหลังให้ปิดหน้าต่างซะ เพื่อที่เขาจะได้ไม่เผลอไปเห็นอนาคตใครโดยไม่ตั้งใจอีก

          ไม่ผิดหรอก

          เขาเห็นอนาคต

          มันเป็นเพราะน้ำ ทุกครั้งที่ร่างกายของใครไม่ว่าส่วนใดก็ตามสัมผัสน้ำเขาจะมองเห็นอนาคตของคนๆนั้น นั่นเลยเป็นเหตุผลที่เขาเกลียดแสนเกลียดวันที่ฝนตกยิ่งนัก ทุกวันที่ฝนตกมันเหมือนกับฝันร้ายที่คอยสูบฉีดพลังงานออกไปจากร่างกายเขา ภาพอนาคตของทุกๆคนที่อยู่แถวนั้นจะไหลพรั่งพรูเข้ามาจนเขาแยกไม่ออกว่าเป็นอนาคตของใคร

               "ไม่ต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้นหรอกหน่า" วอนอูเอ่ยกับคนข้างๆ เสียงออดดังเตือนว่าหมดเวลาในการสอนแล้วทำให้ทุกคนผ่อนคลายลงและเตรียมเรียนวิชาคาบต่อไป

               "ไปเข้าห้องน้ำนะ"



















          "หมดสนุกแล้ว ฉันอุตส่าห์ดีใจที่วันนี้จะได้เรียนพละ นี่ฉันเอาชุดมาเสียเที่ยวหรอเนี่ย" ซึงกวานหน้ายู่ลงฉับพลันเมื่อเขาเปลี่ยนชุดพละเสร็จเตรียมออกมาเรียน ก็ปรากฏสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจกับเขานัก "นี่หัวหน้า แล้วเราจะทำไง"

          "คงต้องไปเรียนที่ห้องโถง แต่รู้อะไรไหม วันนี้อาจารย์คิมไม่มา" ชานบอกกับเพื่อนสนิทแต่สายตายังคงจ้องมองไปยังข้างนอกสนามที่เปียกแฉะ

          "อย่าบอกนะว่าอาจารย์ชเวเข้าแทน"

          "งั้นฉันไม่บอก"

          "ฉันไม่อยากเรียนกับอาจารย์ชเวเลยให้ตายสิ"

          "ฝากนายไปบอกเพื่อนด้วยว่าให้ไปรวมที่ห้องโถงเลย ฉันต้องเอางานไปส่งก่อน" ชานว่าพร้อมกระชับปึกกระดาษในมือให้แน่น มือขวาที่ว่างอยู่ก็เอื้อมไปตบบ่าเพื่อนสนิทสองทีเป็นกำลังใจให้ก่อนจะเดินผ่านซึงกวานไปยังห้องสมุด

          ทางเดินระเบียงระหว่างตึกไกลกันไม่มาก แต่เพราะตรงทางเดินระเบียงเป็นที่โปร่งจึงทำให้ไม่มีหลังคาคอยกำบังเวลาที่ฝนตก ชานหยุดเดินพลางถอนหายใจ ต่อให้เขาวิ่งฝ่าไปเร็วแค่ไหนคงไม่พ้นว่าจะต้องเปียกอยู่ดี

               กว่าจะมาถึงห้องพักครูก็ทำให้เขาเปียกมอมแมมไม่น้อย เพราะห้องพักครูที่ว่าอยู่คนละฝากของตึกที่เขาเรียน เลยทำให้เขาต้องวิ่งฝ่าฝนตรงทางเดินระเบียงถึงสองรอบ ชานก้มดูนาฬิกาทำให้เขารู้ว่าตอนนี้ตัวเองเข้าเรียนสายไปห้านาทีแล้ว จึงรีบหมุนตัวเตรียมวิ่งลงบันได

               ...!
     
               "อั่ก!"

               "ขอโทษครับ"

               เพราะไม่ทันระวังทำให้ไม่เห็นคนที่เดินมาจากทางด้านหลัง ชานกล่าวขอโทษขึ้นมาทันที คนตัวสูงกว่าตรงหน้าเขาไม่มีท่าทีตอบรับอะไรทำให้ชานต้องเอ่ยขอโทษออกมาอีกรอบแล้ววิ่งผ่านอีกคนไปอย่างไม่ใส่ใจอีก ก็เพราะว่าเขากำลังจะเข้าเรียนสายไปมากกว่าเดิม เขาจึงไม่มีเวลามานั่งสนใจว่าอีกฝ่ายจะโกรธเขามากหรือเปล่า

               มินกยูยืนนิ่ง เขาเพิ่งเดินออกจากห้องได้ไม่กี่ก้าวก็ชนเข้ากับใครอีกคนที่เดินออกมาจากห้องพักครูพอดี อีกคนกล่าวขอโทษเขา อันที่จริงเขาก็ไม่ได้เจ็บตัวอะไรมากมาย ที่ร้องออกมากก็เพราะตกใจที่อยู่ๆก็ชนกับอีกคนอย่างกะทันหัน

               แต่ทันทีที่เขาสบตากับคนที่ตัวเล็กกว่าเขาไม่มากนัก ผมที่เปียกแฉะ เนื้อตัวและเสื้อผ้าที่ชื้นเย็นทำให้เขารู้ว่าอีกคนคงวิ่งฝ่าฝนที่ตกอยู่ข้างนอกมา

               และนั่นมันทำให้เขาเห็นในสิ่งที่ไม่ต้องการจะเห็นเป็นครั้งแรกของวันนี้









               "พี่ฮาจิน!" เสียงตะโกนเรียกดังอยู่ก้องหู ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเด็กผู้หญิงฉายวาบขึ้นมาเพียงแว๊บเดียวแล้วก็หายไป ภาพที่ไม่ประติดประต่อฉายอยู่อย่างต่อเนื่อง

               "รออยู่ตรงนั้นเดี๋ยวผมข้ามไปหา"

               ...!

               เสียงเสียดสีของล้อรถกับพื้นถนนและเสียงกระแทกอะไรสักอย่างดังกัมปนาถขึ้น เขาเห็นท้องฟ้าที่มืดสนิทกับสายฝนที่ตกลงมา เสียงหายใจโรยรินและเสียงฝีเท้าที่กระทบกับถนนเปียกแฉะลอยแว่วเข้ามาในหู เขาเห็นผู้หญิงก่อนหน้าที่ยืนอยู่วิ่งเข้ามาสู่สายตา ดวงตาเรียวเบิกกว้างก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่ร้องไห้และร้องขอให้คนช่วย

               ภาพในหัวติดๆดับๆราวกับโทรทัศน์ที่ไม่มีสัญญาณ เขาเห็นป้ายร้านอาหารขนาดใหญ่ และกระต่ายตัวโตใส่แว่นที่วางตั้งอยู่หน้าร้านอะไรสักอย่าง

               และเขาเห็นตัวเองที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของถนนที่กำลังยืนดูเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ตรงนั้น

               "ฉันบอกเธอแล้วไง ฮาจิน"














          ตอนนี้เป็นเวลาเลิกเรียน ฝนที่ตกเมื่อช่วงบ่ายหยุดลงแล้ว แต่ฟ้าก็ยังคงครึ้มอยู่มีลางว่าไม่แน่มืดๆฝนอาจจะตกลงมาอีก ทันทีที่เลิกเรียนมินกยูกับวอนอูพากันเดินลงจากตึกเตรียมตัวกลับบ้าน

               วอนอูมองเพื่อนอีกคนที่เดินเหม่อลอยอย่างสงสัยว่าอีกคนกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่จึงทำให้เหม่อลอยได้ขนาดนี้
           
               "เหม่ออะไรตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว" เสียงของวอนอูที่ยืนอยู่ข้างๆดังเข้ามาในโสตประสาท มินกยูยักไหล่ลากสายตาไปมองเพื่อนก่อนปลายสายตาจะเหลือบไปเห็นคนที่เขาเห็นอยู่ในภาพนิมิตก่อนหน้า

               "เฮ้! มินกยู วอนอู ไปเกมส์เซนเตอร์กัน" เสียงของผู้มาใหม่กระโดดกอดคอวอนอูก่อนจะหันมามองอีกคนที่ยังคงไร้การตอบสนองต่อการมาเยือนของตน "นายมองอะไรอยู่มินกยู"

               ซูนยองและวอนอูลากสายตาไปยังเป้าหมายที่เพื่อนของตนมองอยู่ ผู้หญิงผมสั้นที่เมื่อวันก่อนผมยังยาวอยู่ปรากฏแก่สายตา เธอสะพายกระเป๋าเดินมากับเพื่อนผู้ชายที่ตัวโตกว่าเธอสองคนขนาบข้าง

               "ฮาจินหรอ ฉันเห็นนายมองเธอตั้งแต่เมื่อวานตอนเที่ยงแล้วนะ" ซูนยองลอบยิ้มในใจ "ชอบหรอ"

               เป็นไปตามคาดที่เพื่อนตัวโย่งข้างๆจะหันมามองค้อนใส่ มินกยูไม่ได้แก้ต่างอะไรเพราะมันไม่ใช่เรื่องจริงอย่างที่ซูนยองบอก มินกยูเลยไม่ได้เก็บคำแซวของอีกคนมาใส่ใจเท่าไหร่นัก

               "สรุปเกมส์เซนเตอร์ ดีลไหม" ซูนยองยังคงถามต่อ

               "ดีล" วอนอูที่ถูกกอดคอหันไปตอบ ก่อนทั้งสองจะหันไปมองคนตัวสูงอย่างรอคำตอบอีกครั้ง

               "ว่าไง"

               "ดีล"

               "เยี่ยม! ไปกันเลย!"




















               "ฉันว่าฉันไปไม่ได้แล้วว่ะ"

               "อะไรนะ" ซูนยองหันมามองคนพูดอย่างเหลือเชื่อ มีอย่างที่ไหนตกลงกันแล้วว่าจะไปด้วยกันแต่กลับมายกเลิกกลางทาง

               "ฝนท่าจะตกอีกรอบ" มินกยูบอกเหตุผลของตนออกไป วอนอูที่เข้าใจว่ามินกยูหมายถึงอะไรก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เว้นก็แต่ซูนยองที่ยังคงทำหน้าสงสัยไม่หาย

               "ฝนตกแล้วมันยังไง"

               "นี่ซูนยอง ไม่ได้มีแค่แมวหรอกนะที่กลัวฝน"

               "โถไอหมายักษ์ ไอ่ไก่อ่อนเอ๊ย" ซูนยองสบถออกมาอย่างรับไม่ได้กับคำตอบของมินกยูที่มาพร้อมกับใบหน้าทะเล้น "จะไปไหนก็ไปเลยไป ฉันไปกับวอนอูสองคนก็ได้"

               "เจอกันพรุ่งนี้"

               มินกยูโบกมือลาให้เพื่อนทั้งสองคน อันที่จริงฟ้าที่ครึ้มจนดูเหมือนฝนใกล้จะตกอีกรอบมันก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาอยากรีบกลับบ้านมากกว่านั่งแช่อยู่ในเกมส์เซนเตอร์ แต่อีกเหตุผลหนึ่งคือผู้ชายที่เดินชนกับเขาเมื่อช่วงคาบเรียนเพิ่งจะเดินผ่านพวกเขาไป

               คนที่เดินชนเขากำลังเดินคู่อยู่กับผู้ชายอีกคนที่น่าจะเป็นเพื่อนสนิทกัน รูปร่างบุคลิกที่คุ้นตาทำให้เขารู้ว่าอีกคนคือบูซึงกวาน รุ่นน้องที่สนิทกับซูนยองเพราะอยู่ชมรมห้องโสทด้วยกันจึงทำให้แวะเวียนมาหากันบ่อยจนพาลให้เขารู้จักไปด้วย ถึงแม้จะไม่ได้สนิทกันก็ตามแต่

               มินกยูกำลังลังเลใจว่าจะเดินตามทั้งสองไปดีไหม หรือจะปล่อยให้เลยตามเลยอย่างที่เคยทำดี มินกยูเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ยังคงสว่างอยู่ถึงแม้ว่าจะมีเมฆครึ้มบดบังบางส่วนก็ตาม

               ...!

               ไม่ทันจะได้ก้าวเดินต่อ ฝนก็ตกลงปอยๆและคาดว่าอีกไม่นานจะต้องเทลงมาหนักแน่ๆ อย่างที่บอก เขาเป็นหมาที่ไม่ถูกกับน้ำสักเท่าไหร่นัก ใบหน้าคมเอาแต่ก้มลงมองพื้น มือทั้งสองข้างพยายามจะบดบังทิวทัศน์ข้างนอก เขาไม่อยากมองหน้าใคร ไม่อยากสบตากับใคร ไม่อยากจะเห็นอะไรก็ตามที่จะดูดพลังชีวิตเขา ฝนที่เริ่มตกลงมาหนักทำให้เขาตัดสินใจละเลยกับนิมิตที่เห็นเมื่อตอนชนกับผู้ชายคนนั้น อะไรจะเกิดก็เกิด ตอนนี้ไม่ว่าใครจะว่ายังไงเขาก็ไม่สนใจ เขาต้องสนใจชีวิตตัวเองก่อน

               มินกยูหันหลังแล้วก้าวเดินอย่างรวดเร็ว กระเป๋าสะพายสีดำถูกยกขึ้นมาเป็นร่มเพื่อบดบังเขาจากสายฝนที่กระหน่ำเทลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน

               ไฟจราจรสำหรับทางคนเดินเมื่อเปลี่ยนเป็นสีเขียวมินกยูก็เริ่มก้าวขายาวเดินต่อทันที จนมาหยุดอยู่หน้าร้านค้า มินกยูตัดสินใจผลักประตูกระจกใสเข้าไป ร่มสำหรับวางขายถูกหยิบก่อนจะนำไปคิดเงิน เสียงกริ่งประตูดังขึ้นเมื่อเขาผลักออก มินกยูยืนนิ่งอยู่หน้าร้านค้า มือซ้ายถือร่มสีเหลืองที่เพิ่งซื้อมากางออกแล้วเริ่มก้าวเดินต่อ

               ก้าวออกมาได้ไม่นานเขาก็ชนเข้ากับใครอีกคนเป็นรอบที่สองของวัน แต่คราวนี้อีกคนตัวเล็กกว่าเขาเป็นอย่างมาก มินกยูก้มมองอีกคน ผู้หญิงผมสั้นสีน้ำตาลสว่าง ส่วนสูงที่อยู่เพียงแค่อกทำให้เขาต้องก้มมอง เธอลูบหน้าผากปอยๆก่อนจะถอยหลังเล็กน้อยแล้วกล่าวขอโทษออกมา

               เขาสบตากับเธอ

               ใบหน้าคุ้นเคยปรากฏขึ้นเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมา เมื่อมินกยูไม่ตอบอะไรกลับเธอจึงเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่ไวกว่าความคิด มินกยูเอื้อมมือไปจับข้อมือบางนั่นไว้ อยู่ดีๆเรื่องที่เขาไม่เคยคิดจะบอกใครกลับอยากบอกให้เธอรู้ อย่างที่เคยบอก น้ำเป็นสื่อกลางที่ทำให้เขาเห็นอนาคตของคนอื่นอยู่เสมอ แต่เธอเป็นคนแรกและเป็นคนเดียวที่เขามองไม่เห็นอะไรเลย ไม่เว้นแม้แต่ตอนนี้

               ตอนที่ฝนตก

               ตัวเธอที่เปียกฝน

               และกำลังยืนอยู่ตรงหน้า

               เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเหมือนเป็นคนปกติ คนปกติที่จ้องตากับใครอีกคนได้ตอนที่ฝนตก ตอนนี้เขาไม่กลัวฝนเลยแม้แต่นิดเดียว

               "ชาน..." เขาเอ่ยปาก

               "รู้จักกับชานหรอ"

               "รถชน" เขาไม่รู้ว่าถ้าพูดไปแล้วอีกคนจะเชื่อหรือเปล่า ไม่รู้ว่าถ้าพูดไปอีกคนจะหาว่าเขาเป็นบ้าไหม แต่เขาอยากพูด ตอนนี้เขาอยากบอกเธอก่อนที่มันจะสาย

               ไม่แน่อนาคตอาจจะเปลี่ยนก็ได้

               "วันนี้ ตอนที่ฟ้ามืดสนิท ฝนกำลังตกหนัก เธอกับชานจะเจอกันระหว่างทาง ชานรถชนเพราะข้ามถนนไปหาเธอ" มินกยูสบตากับอีกคนที่มองเขาอย่างพิจารณา "ฉันรู้ว่ามันอาจฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่ฉันพูดความจริง"

               "นายกำลังเล่นตลกอะไร"

               "ฉันไม่ได้กำลังเล่นตลก"
     
               "แล้วนายไปเอาเรื่องพวกนี้มาจากไหน จะบอกว่าตัวเองเห็นอนาคตหรือไง!"
     
               "แล้วถ้าฉันบอกว่าใช่" คนตัวเล็กกว่าพยายามจะสะบัดมือให้หลุดจากการเกาะกุม แต่มินกยูไม่ยอมอย่างนั้น มินกยูจับข้อมือของอีกคนให้แน่นกว่าเดิม แล้วพูดต่อ "แถบนั้นจะมีป้ายร้านอาหารขนาดใหญ่เขียนว่ามีกุก และถัดมาก็จะมีร้านอะไรสักอย่างเป็นร้านกระจกใสๆ ข้างหน้าร้านจะมีกระต่ายตัวโตใส่แว่นวางตั้งอยู่ และก็ผู้ชายที่ชื่อชาน แล้วก็เธอ"

               มินกยูพูดขึ้นอย่างเสียงดัง มองใบหน้าที่เกาะไปด้วยฝน สูทสีเทาเข้มขึ้นกว่าปกติเพราะฝนที่ตกลงมา มินกยูกระตุกแขนอีกคนให้เข้ามาใกล้กันมากกว่าเดิมเพื่อที่อีกคนจะได้ไม่เปียกฝนไปกว่านี้

               "ได้โปรดเชื่อฉันเถอะฮาจิน"

               มินกยูสบกับแววตาวูบไหวของฮาจิน ใบหน้าลังเลที่เหมือนจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา

               เขาไม่รู้ถึงผลที่จะตามมาหลังจากนี้หรอก เขาไม่เคยช่วยใคร ไม่ว่าจะเห็นอนาคตสักกี่ครั้งต่อกี่ครั้งเขาก็ไม่เคยเข้าไปเอี่ยวด้วยเลยสักครั้งเดียว เพราะมันเป็นเรื่องที่ยังไงก็ต้องเกิด แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขากำลังจะยื่นมือเข้าไปช่วยเกี่ยวกับความเป็นความตายของคนอื่น ทั้งๆที่ผู้ชายคนนั้นเขาก็ไม่ได้รู้จักหรือว่าเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลยแม้แต่น้อย

               มันอาจจะเพราะในนิมิตนั่นเขาเห็นใครอีกคน

               "เพราะว่าในนั้นฉันเห็นเธอ และเธอ..."

               "..."

               "เธอดูเจ็บปวดราวกับใจจะขาดจริงๆ"          









ได้โปรดเชื่อฉัน
เพราะว่าเธอดูเจ็บปวด

#tbc
TB 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น

  1. #2 Kami (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 09:42

    เป็นกำลังใจให้นะคะ แต่งได้น่าติดตามมากจริงๆ แง ชอบนะคะ ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ💖💖

    #2
    0