(seventeen) two one same

ตอนที่ 3 : CHAPTER 02 : เศษเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    20 มี.ค. 63




02




          "...ตอนนี้อาการก็คงที่แล้ว ถ้าไม่มีปัญหาอะไร อีกสองวันก็กลับบ้านได้ครับ" ชายร่างท้วมในชุดกาวน์หันมาบอกกับเด็กชายในชุดนักเรียนที่ยืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย ชานยิ้มรับและก้มหัวขอบคุณคุณหมอยกใหญ่ หันไปมองคนที่นอนหลับอยู่บนเตียงครู่หนึ่งแล้วก็เดินมาส่งคุณหมอกับพยาบาลออกไป พอดีกับฮันโซลและโดคยอมที่เดินสวนกับคุณหมอเข้าห้องมา

          "มาแล้วหรอครับ"

          "อืม ฉันซื้อข้าวมาให้ ยังไม่ได้กินไรใช่ไหม" โดคยอมยกถุงข้าวให้คนเป็นน้องแล้วแทรกตัวเดินเข้ามาในห้อง

          "ขอบคุณครับ"
          
          ชานว่าและนำถุงข้าวไปวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง

          "หมอว่าไง" ทันทีที่นั่งลงบนโซฟา ฮันโซลก็เอ่ยถามคนเป็นน้องถึงอาการของฮาจิน

          "ดีขึ้นแล้วครับ อีกสองวันก็กลับบ้านได้"

          "ละนี่หลับไปนานยัง" ฮันโซลถามต่อ

          "ก่อนหมอจะเข้ามาแปปนึงเองครับ" ชานนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงผู้ป่วย ในมือมีกล่องข้าวที่โดคยอมซื้อมาฝาก ก่อนจะตักข้าวเข้าปากคำโต จนฮันโซลอดไม่ได้ที่จะยื่นน้ำในมือให้เด็กตรงหน้า

          เดี๋ยวก็สำลักกันพอดี

          "ยัยนี่ชักเหิมเหริมใหญ่แล้วนะ มากี่ทีๆก็ชิงหลับก่อนทุกครั้งไป" โดคยอมว่าปาวๆก่อนจะเดินไปนั่งข้างฮันโซลบนโซฟา

          "ละวันนี้เป็นไง จำไรได้บ้างไหม" ฮันโซลถามออกไปอีกครั้ง ชานชะงักมือที่ถือช้อนลงเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าแล้วเอาข้าวเข้าปากต่อ ฮันโซลพยักหน้าเล็กน้อยเป็นอันว่าเข้าใจ

          เมื่อสองวันก่อนหลังจากที่ฮาจินฟื้นขึ้นมาแล้ววันนึง ชานบอกกับเขาว่าฮาจินจำอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นน้องชายอย่างชาน เพื่อนสนิทสองคนอย่างฮันโซลและโดคยอม หรือแม้แต่ชื่อของตัวเองก็จำไม่ได้ หมอบอกว่าเป็นผลกระทบจากอุบัติเหตุและสภาพจิตใจของตัวฮาจิน บางทีมันอาจจะหนักเกินจนเธอเองก็รับไม่ไหว

          เขาได้แต่มองเพื่อนสนิทตัวเองอย่างคิดสงสาร บางทีการถูกลบความทรงจำอาจเป็นเรื่องที่ดีสำหรับฮาจินแล้วก็ได้

          เพราะบางทีฮาจินเองก็ไม่ได้อยากจดจำมันเหมือนกัน...









          สองวันผ่านไป

          "พี่ฮาจิน พี่ฮันโซลกับพี่โดคยอมมาถึงแล้วนะ เอาไรไหม พวกพี่เขาแวะซื้อน้ำอยู่ข้างล่าง" ชานเงยหน้าขึ้นไปถามคนตัวเล็กที่นั่งห้อยขาบนเตียงผู้ป่วย อีกฝ่ายส่ายหน้าเป็นอันว่าไม่เอา หลังจากที่ฮาจินเอาแต่ชิงหลับไปก่อนทุกครั้งจนฮันโซลและโดคยอมไม่มีโอกาสได้คุย ในที่สุดเมื่อวานก็เป็นครั้งแรกที่ทั้งสามได้คุยกัน ฮาจินที่นั่งขัดสมาธิบนเตียงและดื่มนมช็อคโกแลตอยู่ พอเห็นผู้ชายแปลกหน้าสองคนพุ่งมานั่งบนเตียงคนละฝั่งและจ้องหน้าทำเธอตกใจจนเขวี้ยงขวดนมในมือใส่หัวฮันโซลจนได้ กว่าจะคุยกันได้อย่างสงบก็ทำเอาชานเหนื่อยจนแทบสลบ

          หลังจากนั่งรอได้สักพัก ประตูหน้าห้องก็ถูกเปิดออกพร้อมกับผู้มาใหม่สองคน ฮันโซลและโดคยอมในชุดไปรเวททำให้ทั้งสองดูแปลกตาในสายตาฮาจิน ก็เมื่อวานมันยังเป็นชุดนักเรียนอยู่เลย ชานเอ่ยสวัสดีพี่ชายทั้งสองแล้วยกกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลัง พากันเดินออกจากห้องผู้ป่วยไป ตลอดทางมีแต่เสียงพูดคุย โดยส่วนใหญ่จะมาจากโดคยอมซะมากกว่า ฮันโซลและโดคยอมมีบุคคลิกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนจนทำให้ฮาจินเกิดสงสัยว่าทั้งสองมาเป็นเพื่อนกันได้อย่างไร

          ก็ดูไม่น่าจะเข้ากันได้เลยนี่นา

          ฮันโซลจะมีบุคคลิกเป็นผู้ใหญ่ ออกจะพูดน้อย พูดแต่ที่จำเป็นซะมากกว่า ใบหน้าฝรั่งและผมสีน้ำตาลสว่าง ไม่รู้ว่าเป็นสีผมธรมชาติหรืออีกคนย้อมมันกันแน่ แต่ว่าดูดีไม่หยอกเลย ถ้าให้เดาคงเป็นสีผมธรรมชาติซะมากกว่าเพราะสีตากับสีผมของฮันโซลมันเหมือนกันเป๊ะ สิ่งหนึ่งที่ฮาจินชอบในตัวฮันโซลเลยก็คือ ถึงแม้จะพูดน้อย เอาแต่ฟังคนอื่นพูดเสียมากกว่า แต่สายตาและการกระทำอ่อนโยนที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นห่วงเป็นใยทำให้ฮาจินประทับใจเพื่อนคนนี้เป็นอย่างมาก

          ส่วนโดคยอมจะออกแนวพูดเยอะพูดได้ตลอดเวลา เป็นคนที่คอยสร้างบรรยากาศให้มันครึกครื้นและไม่ดูเงียบจนเกินไป ผมสีน้ำตาลเข้มช็อคโกแลตมันดูเข้ากับเพื่อนคนนี้เป็นอย่างมาก จนฮาจินนึกภาพที่โดคยอมจะทำผมสีสว่างไม่ออกเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฮาจินแปลกใจในตัวโดคยอมก็คือ พอถึงเวลาที่ต้องจริงจัง หรือเวลาที่โดนโดคยอมดุเข้าให้ มันดูน่ากลัวมากจนน่าใจหาย แต่อีกคนดันเปลี่ยนโหมดได้อย่างรวดเร็วและนั่นคือสิ่งที่น่าทึ่งในตัวเพื่อนคนนี้เป็นอย่างมาก

          "หิวไหม" ฮันโซลหันมาถามคนตัวเล็กข้างๆ

          ฮาจินนิ่งไปแปปนึง ยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมท้อง ก่อนจะเงยหน้าไปมองฮันโซลแล้วพยักหน้าให้ ฮันโซลพอเห็นแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขำเล็กน้อย ต่างกับโดคยอมที่หันมามองก็ขำพรืดออกมาซะเสียงดังจนทำให้คนรอบข้างหันมามอง

          "นี่ แค่ถามว่าหิวไหมเธอต้องไปถามท้องตัวเองอีกต่อด้วยหรอ ทำไม ถ้าท้องเธอมันบอกว่าไม่หิวเธอก็จะไม่กินหรือยังไง"

          ฮาจินยู่หน้าให้โดคยอมที่หัวเราะจนตาปิด หมั่นไส้จนอดไม่ได้ที่จะง้างมือฟาดลงที่กลางหลังของอีกคนที่เดินนำหน้าอยู่

          "โอ๊ย ยัยบ้านี่" พอโดนคนตัวเล็กที่เดินตามหลังมาตบหลังเข้าให้ก็หยุดเดินทันที แต่ยังไม่ทันได้ว่าอะไรต่อ ฝ่ามือหนาของคนรุ่นน้องก็เผลอฟาดเข้าที่กลางหัวของคนเป็นพี่อย่างลืมตัว

          "เห้ย ไอ่ชาน แกอยากมีเรื่องกับฉันใช่ไหม" โดคยอมหันไปต่อว่ารุ่นน้องตัวเองอย่างไม่จริงจังนัก

          "อย่าเรียกพี่สาวผมแบบนั้น ไม่งั้นโดนผมตบอีกแน่" ชานแยกเขี้ยวใส่คนเป็นพี่เสร็จก็หันหน้ากลับไปเหมือนเดิม









          "รถหรอ?" ฮาจินพึมพำเบาๆกับตนเอง มองฮันโซลที่เดินอ้อมขึ้นไปนั่งบนฝั่งคนขับ และโดคยอมที่เปิดประตูฝั่งข้างคนขับ ฮาจินเผลอเอื้อมมือไปจับชายเสื้อเชิ้ตของชานที่กำลังเปิดประตูด้านหลัง เจ้าตัวพอถูกดึงรั้งก็หันไปมองพี่สาวตัวเล็กด้านหลังทันที ใบหน้าซีดและริมฝีปากที่ขบกันแน่นทำชานแปลกใจ ก่อนจะเอะใจขึ้นได้ว่าพี่สาวของตนคงเข็ดกับรถยนต์ไปอีกนาน มันไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง พอนึกถึงอดีตที่พี่สาวตนเคยเจอ ครั้งนี้ถือว่านับว่าเป็นครั้งที่สามแล้วที่อุบัติเหตทางรถยนต์ส่งผลกระทบต่อจิตใจของฮาจิน

          "พี่ฮันโซล พี่โดคยอม เดี๋ยวผมกับพี่ฮาจินกลับกันเองดีกว่าครับ" พอเห็นว่าพี่สาวของตนมีทีท่าไม่ดีนัก และคงไม่สามารถนั่งรถยนต์ไหวเป็นแน่ เลยเปิดประตูหลังแล้วบอกกับพี่ชายทั้งสองในรถ

          "อ้าว มีไรเปล่า" โดคยอมเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่าสองคนพี่น้องยังไม่ขึ้นรถกันสักที

          "พี่ฮาจินน่าจะขึ้นไม่ได้อะครับ" ทันทีที่ชานบอกเหตุผลที่ตนไม่สามารถนั่งรถไปด้วยได้ ทั้งสองก็ลากสายตาไปมองคนตัวเล็กด้านหลังชานที่กำชายเสื้อของน้องชายแน่น

          "แล้วจะกลับกันยังไง" ฮันโซลถาม

          "ลองดูก่อนว่าจะขึ้นรถประจำทางได้ไหม ถ้าขึ้นได้ก็คงกลับรถประจำทางแหละครับ"

          "งั้นเอากระเป๋าเสื้อผ้ามา เดี๋ยวพี่เอาไปให้ที่บ้าน ละจะกินไรกัน เดี๋ยวแวะซื้อให้ด้วย" พอได้ยินดังนั้น ชานเลยถอดกระเป๋าสะพายออกจากหลังและวางไว้เบาะหลัง ก่อนจะหันมาถามคนเป็นพี่ว่าอยากกินไรเป็นพิเศษไหม

          "พี่ฮาจินครับ อยากกินไรไหมครับ" ชานย่อตัวลงก้มหน้าให้ตรงกับใบหน้าของพี่สาวแล้วถามขึ้น
          
          ฮาจินไม่ได้ตอบอะไรแต่ส่ายหน้าช้าๆให้แทน ชานพยักหน้าเข้าใจแล้วหันไปตอบฮันโซล

          "พวกพี่อยากกินไรซื้อมาเลยครับ แต่ขอของจืดๆให้พี่ฮาจินหน่อย ผมยังไม่อยากให้กินอาหารหนักเท่าไหร่" ฮันโซลพยักหน้าให้ชานเป็นอันว่าเข้าใจ ชานปิดประตูหลังให้ สักพักรถยนต์สีดำก็ขับออกไปเหลือแค่สองพี่น้องที่ยังยืนอยู่ที่เดิม

          "ถ้าขึ้นรถประจำทางจะได้ไหมครับพี่ฮาจิน" ชานหันหลังมาคุยกับฮาจินต่อทันที ถ้าพี่สาวตรงหน้าเขาไม่สามารถขึ้นรถประจำทางได้คงเป็นปัญหาหนัก เพราะระยะทางระหว่างบ้านเขากับโรงพยาบาลไกลกันมากโข ถ้าต้องเดินเท้าก็เกรงว่าจะไม่ไหวเป็นแน่

          ฮาจินพยักหน้าให้ชาน พอเห็นดังนั้นชานก็ยิ้มโล่งใจที่อย่างน้อยเขาและพี่สาวไม่ต้องเดินกลับบ้าน อาจจะต้องลงเดินนิดหน่อยพอถึงป้ายที่ต้องลง แต่ระยะทางก็ไม่ได้ไกลเท่าไหร่เลยไม่ได้เป็นปัญหาอะไรนัก









          สองวันผ่านไป

          วันนี้เป็นวันแรกที่ฮาจินต้องไปเรียนหลังจากไม่ได้ไปเรียนนานร่วมเดือนกว่าๆ อีกทั้งเมื่อสอบกลางภาคคราวก่อนก็ไม่ได้สอบ และอีกไม่กี่สัปดาห์การสอบปลายภาคก็เริ่มใกล้เข้ามาแล้ว ทำให้ตลอดสองวันที่หยุดอยู่บ้าน ต้องทบทวนบทเรียนของเทอมก่อนอย่างหนักหน่วง โดยอาศัยสมุดโน๊ตและการติวของฮันโซลเป็นซะส่วนใหญ่ ส่วนโดคยอมก็ทำได้แค่นั่งเล่นเกม และส่งกำลังใจมาให้เท่านั้น

          หน้ากระจกบานใหญ่ตรงหน้าสะท้อนภาพของเด็กสาวผมยาวถึงหน้าอก และผมหน้าม้าบางๆที่เริ่มยาวจนเลยคิ้ว ฮาจินรวบผมขึ้นแล้วมัดมันอย่างไม่ตั้งใจนัก ส่วนผมม้าด้านหน้าเธอจัดการหากิ๊ฟมาติดให้มันไม่ปรกหน้า เธอรู้สึกขัดใจกับทรงผมของเธอมาสักพักแล้ว ไม่ว่าจะผมที่ยาวจนรู้สึกหนักหัว และผมม้าบางๆที่คอยทิ่มตาเธอตลอดจนอดไม่ได้ที่จะหากิ๊ฟมาติดอยู่ตลอดเวลา  เห็นทีเย็นนี้จะต้องแวะร้านตัดผมให้ได้ซะแล้ว

          ทันทีที่ลงมาจากชั้นสอง ภาพของชานที่ใส่ผ้ากันเปื้อนก็ปรากฏสู่สายตา บางทีเธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาตัวเอง ก็น้องชายคนนี้เพอร์เฟคไปซะทุกอย่าง จนบางครั้งเธอก็เริ่มรู้สึกหวงขึ้นมาพอนึกถึงช่วงเวลาที่ชานจะต้องไปทำแบบนี้ให้กับคนพิเศษของตนด้วย

          ก็แน่ล่ะ เธออยากเป็นคนพิเศษเพียงคนเดียวของชานนี่นา

          เธอล่ะอยากให้ชานเป็นเด็กไม่ดีกว่านี้สักนิดนึง เธอจะได้เบาใจลงว่าจะไม่มีผู้หญิงที่ไหนมายุ่งกับน้องชายของเธอ

          "ลงมาแล้วหรอครับ" ชานเอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นอีกคนเดินลงมาจากบันได มือหนาเอื้อมหลังไปดึงปลายเชือกที่มัดไว้ให้หลุดออกแล้วถอดพาดไว้ที่พนักเก้าอี้

          "ไม่กินผักหรอครับ?" มือเล็กเอาแต่ใช้ช้อนเขี่ยผักสีเขียวที่ลอยอยู่บนข้าวต้มให้พ้นทาง ปกติคนข้างหน้าเขากินได้ทุกอย่างยกเว้นแค่อาหารทะเลเท่านั้น ฮาจินพอโดนทักก็พยักหน้าให้น้องชายทันที ชานได้แต่มองตามแต่ก็ไม่ได้เอ่ยท้วงอะไรอีก




          "ชาน อย่าเขี่ยอาหารเล่น"

          "ผมไม่ได้เขี่ยสักหน่อย ก็ผมไม่กินอะ ขมจะตายไป" เด็กผู้ชายตัวเล็กในชุดประถมขมวดคิ้วอย่างขัดใจ เขาไม่ได้เล่นอาหารสักหน่อย เขาก็แค่เขี่ยสิ่งที่เขาไม่กินออกไปให้พ้นทางก็แค่นั้น ไม่เห็นจะต้องดุเลย เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อชอบหนีมานอนห้องเขาบ่อยๆ ก็แม่น่ะ เหมือนกับแม่เลี้ยงใจร้ายในการ์ตูนที่พี่สาวเขาชอบเปิดดูบ่อยๆเลย

          "ชาน อ้าปากเร็ว" ชานหันหน้าไปตามเสียงเรียก ปากเล็กอ้าตามที่พี่สาวบอก ทันทีที่พี่สาวป้อนขาวในชามให้ เขาก็เคี้ยวและกินมันทันที ขาเล็กที่ยังแตะไม่ถึงพื้นแกว่งเล่นไปมาราวกับเพลิดเพลินในการกินเป็นที่สุด เขาเห็นพ่อที่นั่งตรงกันข้ามก้มหน้าไหล่สั่นไปมา อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วสงสัย

          พ่อเป็นอะไรไป

          "เป็นไงอร่อยไหม" พ่อที่นั่งตรงข้ามเขาเงยหน้าขึ้นถามอย่างกลั้นขำ ชานมองอย่างไม่เข้าใจแต่ก็พยักหน้ากลับไป ไม่วายยังตอบกลับอีกว่า

          "พี่ฮาจินป้อน ยังไงก็อร่อยอยู่แล้วครับ"

          "มันมีผักด้วยนะ" ทันทีที่พูดจบปากเล็กที่กำลังเคี้ยวข้าวหนุบหนับก็ชะงักลงทันที หันหน้าไปมองพี่สาวที่เป็นคนป้อนอย่างไม่เชื่อ พออีกฝ่ายพยักหน้าลงมาทั้งบ้านก็ระเบิดหัวเราะกันทันทีไม่เว้นแม้แต่แม่ที่เฝ้าดูอยู่ตลอด

          "เห๊อะ ไม่เห็นจะขมตรงไหนเลย กินได้สบายๆอยู่แล้ว" ชานกลับมาเคี้ยวต่อด้วยใบหน้าทะเล้นอย่างคนมีชัย ราวกับว่าผักแค่นี้ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก

          ก็แค่ลูกกระจ๊อก




          ก็แน่ล่ะ เธอเป็นคนสอนเขากินผักนี่นา

          "ชาน ปกติเราไปโรงเรียนกันยังไง" เธอนั่งขบคิดมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ในเมื่อตอนนี้เธอเองก็ไม่มีทางนั่งรถยนต์ไปโรงเรียนแน่ๆ ประจวบกันเมื่อวานตอนเย็นๆก็เห็นจักรยานสองคันจอดคู่กันอยู่ แต่เธอเองก็ไม่รู้ว่าระยะทางระหว่างบ้านกับโรงเรียนไกลกันแค่ไหน ถึงแม้มันจะมีอยู่เศษเสี้ยวความรู้สึกที่บ่งบอกว่าแต่ก่อนชีวิตการเดินทางไปโรงเรียนของเธอคือต้องปั่นจักรยานไปแน่นอน

          แต่ไม่ใช่แฮะ

          "ก็นั่งรถประจำทางกันครับ"
          
          ชานเงยหน้าขึ้นมาตอบ จริงๆจะปั่นจักรยานกันไปก็ได้ แต่ว่าฮาจินปั่นจักรยานไม่เป็น เพราะงั้นพ่อแม่เลยตกลงที่จะให้สองพี่น้องเดินไปขึ้นรถประจำทางที่ป้ายโดยสารกันแทน อีกอย่างก่อนจะถึงบ้านมันมีซอยอยู่ซอยหนึ่งที่สามารถขี่จักรยานเลาะไปจนถึงโรงเรียนได้ แต่ว่าพอออกจากซอยได้แล้วต้องเดินข้ามสะพานลอยกันไปเพราะโรงเรียนจะอยู่ฝั่งตรงข้าม

          "มันมีจักรยานสองคันที่โรงรถนี่ ทำไมเราไม่ปั่นไปโรงเรียนกันอะ" ชานเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวอีกครั้งก่อนจะตอบอย่างไม่หยี่ระ

          "ก็พี่ปั่นจักรยานไม่เป็นนี่ครับ" ฮาจินหน้าสลดลงทันทีที่ได้ยินคำตอบ

          ให้ตายเถอะฮาจิน

          นอกจากจะเป็นภาระแล้วทำอย่างอื่นอีกไม่ได้หรือยังไง









          "พี่เรียนปีสองห้องดีนะ เอกดนตรี อยู่ชั้นสองตรงปีกซ้าย ส่วนผมเรียนปีหนึ่งห้องอี เอกวาดรูป ผมเรียนอยู่ชั้นสาม ปีกขวานะ" ฮาจินพยักหน้าตามอย่างไม่ใส่ใจ เธอแทบจะไม่ได้ฟังในสิ่งที่ชานพูดกับเธอเลย คุณหมอบอกกับเธอว่าถึงแม้จะความจำเสื่อม จดจำอะไรไม่ได้ก็ตาม แต่สัญชาตญานและร่างกายของเธอมันจะคุ้นเคยกับสิ่งที่เคยทำเป็นอยู่ประจำหรือเห็นอยู่ทุกวัน น่าแปลกที่เธอยังไม่รู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณเลยแม้แต่นิดเดียว ยกเว้นก็แต่ที่เธอรู้สึกว่าแต่ก่อนจะต้องขี่จักรยานไปโรงเรียน แต่ผิดคาดเมื่อสิ่งที่เธอคิดมันผิด เธอไม่แม้แต่จะขี่จักรยานเป็นเลยด้วยซ้ำ

          "มีอะไรโทรหาผม-" ชานชะงักลงพลางนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้พี่สาวเธอเลย

          "เอาเป็นว่า มีอะไรบอกพี่ฮันโซลกับพี่โดคยอม ผมไปก่อนนะ" ฮาจินพยักหน้าและยิ้มจางๆให้น้องชาย เธอมองชานที่เดินไปแต่ก็ไม่วายหันหลังกลับมามองเธออยู่ตลอด จนเธออดไม่ได้ที่จะโบกมือไล่ให้น้องชายเลิกสนใจเธอ

          พอชานเดินไปจนลับสายตาเธอก็พิงกำแพง ยกมือขึ้นกุมกลางอก สูดหายใจเข้ากอบโกยอากาศให้ได้มากที่สุด ใจที่เต้นแรงอย่างหวาดหวั่นทำมือเธอเริ่มชื้น สายตาเธอกวาดไปทั่วเพื่อควานหาฮันโซลกับโดคยอม

          ให้ตายเถอะ

          ยอมรับเลยว่านี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาแล้วอยากให้ตัวเองหายตัวได้ สายตาคู่อื่นๆที่จับจ้องเธอตั้งแต่ก้าวขาเข้าโรงเรียนทำเธอประหม่า พอตอนนี้ชานไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วยิ่งทำเธอไม่สงบนิ่ง มือที่ชื้นเหงื่อทั้งสองข้างสั่นไปมาอย่างหนัก พยายามอย่างมากที่จะทำให้มือทั้งสองข้างหยุดนิ่ง ฮาจินประสานมือทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันอย่างแน่นจนขึ้นข้อขาว ตราบใดที่ยังไม่เห็นฮันโซลหรือโดคยอมเธอคงจะไม่ยอมเข้าห้องเรียนคนเดียวเป็นแน่

          ...!

          เสียงออดที่ดังขึ้นทำใจเธอเต้นแรงยิ่งกว่าเก่า ยิ่งเห็นนักเรียนชายหญิงหลายคนต่างพากันวิ่งเข้าห้องยิ่งพาเธอเข้าสู่ความเป็นจริงมากขึ้น

          มันให้ความรู้สึกเหมือนเธอเป็นเด็กใหม่ที่ย้ายโรงเรียนกลางเทอม

          เธอไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับที่นี่เลย

          "ก็แค่ก้าวออกไป ฮาจิน ก็แค่ก้าวออกไป" ในที่สุดขาเรียวก็ก้าวออก มองไปรอบๆยังคงเห็นนักเรียนบางคนเดินอย่างไม่เร่งรีบนัก เธอคาดว่าอาจารย์คงยังไม่เข้าสอน แต่เป็นออดเตือนว่าใกล้เวลาเข้าเรียนแล้วให้นักเรียนเตรียมตัว เธอเดินมาเรื่อยๆจนถึงหน้าห้องที่มีป้ายบอกข้างบน Yr.2-D

          ฮาจินสูดหายใจกอบโกยอากาศเข้าไปอีกครั้ง คราวนี้เธอยกมือขึ้นแล้วเลื่อนบานประตูให้เปิดออกอย่างช้าๆ เสียงโวกเวกภายในห้องยืนยันว่าเธอได้ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว สายตาสอดส่องไปรอบห้อง ถึงจะเปิดประตูแล้วแต่ขาทั้งสองข้างยังไม่แม้แต่จะเฉียดพื้นห้องด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าเสียงโวกเวกทั้งหมดนั่นหยุดลงตอนไหน ทุกสายตาตอนนี้จับจ้องไปที่บานประตูหลังห้องที่มีใครที่คุ้นตายืนค้างอยู่
          
          ฮันโซลที่หัวเราะพูดคุยอยู่กับโดคยอมพอได้ยินเสียงเปิดประตูและเห็นร่างที่คุ้นเคยก็นิ่งอึ้ง ก่อนจะได้สติแล้วลุกจากเก้าอี้เตรียมเดินไปหาฮาจิน แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเดิน หัวโจกของห้องก็ตะโกนพูดขึ้นอย่างเสียงดัง

          "ดูซิ ใครกลับมา ฮู้ว!!"

          หลังจากนั้นพอคนอื่นเริ่มได้สติต่างก็พากันปรบมือยินดีต้อนรับให้ฮาจินกันยกใหญ่ ทุกคนต่างไปห้อมล้อมคนตัวเล็กแล้วพาเธอเข้ามาในห้องจนได้ เพื่อนในห้องหลายคนต่างพากันยิงคำถามใส่คนที่ยืนนิ่งอึ้งจนเธอตอบแทบไม่ทัน โดคยอมที่เห็นวงใหญ่นั่นเริ่มห้อมล้อมมากขึ้นจนกลัวว่าเพื่อนสนิทของตนจะหายใจไม่ออกก็แทรกเข้าไปกลางวงและลากเธอออกมา โดคยอมพาฮาจินมานั่งที่โต๊ะของเธอซึ่งอยู่ข้างหน้าเขาและฮันโซลที่อยู่แถวหลังสุดของห้องตรงริมหน้าต่าง แต่ก็ไม่วายยังคงมีพวกเจ๊าะแจ๊ะถลามาห้อมล้อมโต๊ะเธออีกจนโดคยอมอดจิ๊ปากไม่ได้

          "เอ้าๆ มุงอะไรกัน ทุกคนนั่งที่" ทันทีที่เสียงอาจารย์ดังมาจากหน้าห้องทำให้ทุกคนสลายวงและกลับไปนั่งที่ของตน









          "ฮาจินเธอแย่แล้วล่ะ"

          ควอนซูนยองขำออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีเก้ๆกังของเพื่อนสาวตรงหน้า คาบนี้เป็นคาบที่สี่ของช่วงเช้าซึ่งเป็นคาบปฏิบัติตามที่ลงเรียนไว้ ผู้หญิงส่วนใหญ่ในห้องต่างเลือกลงเต้นมากกว่าเครื่องดนตรี จริงๆเราสามารถลงได้มากกว่าหนึ่ง แต่ทว่าหญิงสาวตรงหน้าเขากลับลงเรียนเพียงแค่อย่างเดียวคือเปียโน

          และใช่ เธอกำลังจะแย่

          เธอไม่แม้แต่จะวางมือถูกเลยด้วยซ้ำ ท่าทีเก้ๆกังๆทำเอาเขาและคนอื่นๆในห้องซ้อมเปียโนเริ่มเครียด ไม่แม้แต่โดคยอมที่ลงเรียนไวโอลินกำลังยืนกอดไวโอลินและไม้คันชักอยู่ในอกที่มองเธออยู่ด้วย ถึงแม้ท่าทีเหล่านั้นมันจะดูน่าขันเล็กน้อยแต่ว่านั่นมันคือปัญหาใหญ่

          เธอเล่นเปียโนไม่เป็น!!!

          แต่ก่อนเธอเล่นได้แค่เปียโนเพียงอย่างเดียว นั่นเลยทำให้เธอเล่นเปียโนได้เก่งที่สุดในระดับชั้น แต่ตอนนี้แค่วางมือให้ถูกเธอยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ซูนยองมองฮาจินที่หน้าเริ่มบึ้งราวกับขัดใจที่ไม่ว่าจะเล่นยังไงนิ้วมันก็พันกันไปมาจนฟังไม่เป็นเพลงเลย

          ฮันโซลที่นั่งบนเก้าอี้ข้างกันกับฮาจินก็ค่อยๆสอนฮาจินอย่างช้าๆ ปากก็คอยพร่ำบอกว่าไม่เป็นไร ค่อยๆเป็นค่อยๆไปทีละนิด

          "ฉันว่าเธอไม่ไหวว่ะ มานั่งพักก่อนเหอะ" อูจีแนะนำทุกคนที่ล้อมเปียโนให้มานั่งพักกันก่อน เขามองสถานการณ์อยู่นาน ในฐานะที่เขาเองก็เรียนเปียโน และเท่าที่เห็นฮาจินไม่มีท่าทีว่าจะคุ้นเคยกับสัมผัสบนคีย์บอร์ดราวกับคนไม่เคยจับเปียโนมาก่อนเลยด้วยซ้ำ

          ฮาจินนั่งขัดสมาธิกับพื้นและถอนหายใจออกมาจนเสียงดัง ใครๆต่างก็บอกว่าเธอเล่นเปียโนเก่งที่สุดแล้ว แต่ทำไมตอนนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตรราวกับว่าเธอไม่เคยเรียนมันมาก่อน มือที่ไม่รู้จะวางไว้ตรงหน้า นิ้วที่ต้องวางไว้เฉยๆแต่ก็เผลอกดลงไปทุกครั้งอย่างกะน้ำหนักมือไม่ถูกทำเอาเธอหงุดหงิด

          นี่ใครโกหกเธอหรือเปล่าเนี่ย

          ฮาจินเงยหน้าขึ้นไปมองเปียโนหลังที่เธอเพิ่งเล่นไป พลางถอนหายใจอีกครั้ง จนสายตาลากไปสะดุดกับสิ่งที่โดคยอมกอดไว้ในมือ

          "ขอไวโอลินหน่อย" โดคยอมมองหน้าฮาจินอย่างสงสัยว่าเธอจะเอาไวโอลินไปทำไม แต่เพราะสติไม่ค่อยอยู่กับตัวนักจึงยื่นให้เธออย่างง่ายดาย ก่อนจะนึกได้ว่าเมื่อปีก่อนเธอเคยทำไวโอลินเขาพังไปครั้งนึง มันหักเป็นสองส่วนเลยก็ว่าได้ ปากอ้าเตรียมกำลังจะท้วงแต่พอเห็นท่าทะมัดทะแมงทำโดคยอมปิดปากแล้วมองเธอนิ่งๆแทน

          ปลายสัมผัสทันทีที่นิ้วทั้งสี่วางลงบนสายมันคุ้นเคยจนเธออดนึกสงสัยไม่ได้ว่าจริงๆแล้วคนพวกนี้หลอกแกล้งเธอหรือเปล่า มือซ้ายจับคันชักวางนิ้วลงอย่างถูกต้องทำให้โดคยอมร้องอุทานอย่างแปลกใจ ก็ไม้คันชักไม่ใช่ว่าจะจับตามใจยังไงก็ได้นี่นา แล้วคนตรงหน้าเขาก็ค่อยๆยืนขึ้น ขาทั้งสองข้างกางออกให้เสมอไหล่เล็ก ท่าที่สบายๆทำพวกเขาที่นั่งอยู่ต้องลุกขึ้นมองตาม ฮันโซลขมวดคิ้วแล้วหันไปสบตากับโดคยอม โดคยอมส่ายหน้าให้ราวกับรู้ว่าฮันโซลจะถามอะไร

          "เธอเล่นเป็นหรอ" โฮชิเอ่ยถามผู้หญิงตรงหน้าที่อยู่ดีๆก็จับไวโอลินละยืนขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

          "ไม่รู้" ฮาจินตอบตามนั้นจริงๆ เธอไม่รู้ว่าเธอเล่นเป็นหรือเปล่า แต่เพราะมันคุ้นเคยจนน่าประหลาด มือซ้ายยกคันชักวางลงบนสายไวโอลิน นิ้วชี้กดลงที่สายแรกอันล่างสุด ส่วนนิ้วกลางกับนางกดลงบนสายที่สองซึ่งอยู่บนสายแรก สุดท้ายกดนิ้วก้อยลงบนสายเดียวกับนิ้วชี้ มือซ้ายขยับให้คันชักสีลงอย่างช้าๆและสีขึ้นทันใด นิ้วมือที่สลับเปลี่ยนตำแหน่งของสายไปเรื่อยๆและคันชักที่สีขึ้นลงจนเกิดทำนองเพลง

          ใช่แล้ว เธอเล่นเป็น

          "เธอเล่นเป็นนี่!!"









          "พวกนายไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม" ฮาจินหยุดเดินและหันหน้ามาอย่างกะทันหัน ทำให้ผู้ชายตัวโตทั้งสองที่เดินตามหลังพากันสะดุ้งตกใจ

          "พวกฉันไม่ได้โกหก เธอเล่นเปียโนจริงๆ เล่นเป็นแค่อย่างเดียวด้วย รู้ไหม เมื่อปีก่อนเธอทำไวโอลินลูกรักของฉันหักเป็นสองท่อน ฉันงอนเธอไปหลายวันเลย" ฮาจินขมวดคิ้วงงให้ เบนสายตาไปหาฮันโซลเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้พูดเพ้อเจ้อแต่อย่างใด ซึ่งฮันโซลก็พยักหน้ายืนยันอีกเสียง

          "เห็นมั้ย ตัวก็เล็กนิดเดียวไม่รู้ไปเอาแรงจากไหนมาพังของได้" ฮาจินแยกเขี้ยวใส่โดคยอมเมื่ออีกฝ่ายพูดจาไม่เข้าหู ทั้งสามเดินตรงไปเข้าแถวเพื่อรับอาหาร ข้างหน้าฮาจินคือโดคยอมและข้างหลังฮาจินคือฮันโซล ยิ่งเห็นว่าคนตรงหน้าฮึมฮัมเพลงอย่างอารมณ์ก็อดไม่ได้ที่จะฟาดมือเล็กลงกลางหลัง

          หมั่นไส้นัก

          "โอ๊ย ยัยบ้าตีฉันทำไม"

          ฮาจินแลบลิ้นให้เป็นคำตอบแทน เธอไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไรดี ถ้าบอกว่าแค่อยากตี อีกฝ่ายก็คงหันมาดีดหัวอย่างที่ชอบทำเป็นแน่ และเพื่อนตัวดีก็ไม่เคยออมแรงเลยด้วย









          "แต่ว่าฉันสงสัย ฉันมั่นใจว่าไม่เคยเห็นเธอเล่นไวโอลินมาก่อนเลยนะ ไม่มีทางที่เธอจะเล่นได้แน่ ทำไมถึงได้เล่นเป็นอะ แอบไปหัดเล่นมาตอนที่พวกฉันไม่รู้ใช่ไหม" ฮาจินยกช้อนปัดตะเกียบในมือโดคยอมที่ชี้จ่ออยู่ตรงหน้าเธออย่างเอือมระอา

          "แต่ขนาดเปียโนที่เธอเล่นมาทั้งชีวิตเธอยังเล่นไม่ได้เลยนะ" ฮันโซลแย้งขึ้นมา โดคยอมเองก็พยักหน้าเห็นด้วย

          "เลิกจ้องฉันได้แล้ว กลืนข้าวไม่ลงเลยเนี่ย" ในที่สุดทั้งสองก็เลิกจ้องเพื่อนสาวแล้วกลับไปก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ

          "ว่าแต่กี่โมงละ ฉันต้องไปห้องโสทก่อน เขามีนัดประชุม ลืมเลยเนี่ย" โดคยอมเงยหน้าขึ้นมาถามเพื่อนทั้งสอง แต่สายตาที่มองมาที่ฮาจินพอดีทำให้เธอก้มลงดูนาฬิกาข้อมืออัตโนมัติ ก่อนจะพบกับความว่างเปล่าที่ข้อมือ โดคยอมที่มองตามก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเมื่อเห็นใบหน้าเหวอที่ปรากฏขึ้น

          "ซื่อบื้อเสียจริงฮาจิน"




          "เธอนี่ติดนิสัยชอบดูนาฬิกาข้อมือตลอดเลยนะ" ผู้ชายผมสีน้ำตาลสว่างหัวเราะขึ้นเบาๆและพูดกับอีกคนที่นั่งเรียนอยู่ข้างหน้าเขา เธอที่เขาพูดถึงหันมาเบะปากให้เมื่อดันมีคนเห็นท่าทางประหลาดเมื่อกี้จนได้

          อุตส่าห์คิดว่าจะไม่มีใครเห็นแล้วสะอีก

          "เธอไม่ไปหาซื้อนาฬิกามาใส่ล่ะราอน" ผู้ชายผมสีน้ำตาลเข้มอีกคนทักขึ้น ความจริงแล้วเขาก็ไม่ได้เห็นเหตุการณ์เมื่อกี้หรอก แต่ก็เดาได้ไม่ยาก เพื่อนคนนี้ชอบก้มดูนาฬิกาข้อมือบ่อยๆแต่ก็พบกับความว่างเปล่าทุกครั้งเมื่อเห็นว่าตัวเองไม่ได้ใส่นาฬิกาข้อมืออย่างที่คิด

          "ก็พอลองใส่แล้วมันรู้สึกเกะกะนี่ซอกมิน"

          "ให้ตายเถอะ ใจคอเธอจะรู้สึกเกะกะทุกอย่างที่มันอยู่บนร่างกายเธอเลยไหม" ซอกมินท้วงออกไป แต่เพราะเสียงที่ติดหงุดหงิดนั่นเริ่มดังขึ้นทำให้อาจารย์ที่สอนอยู่หน้าห้องตักเตือน

          "ถ้าไม่เรียนก็เชิญนอกห้องค่ะ"

          "ขอโทษครับ/ค่ะ" ซอกมินและราอนกล่าวขอโทษอาจารย์ออกมาพร้อมกัน เห็นดังนั้นอาจารย์เลยหันหลังกลับไปเขียนบนกระดานต่อ

          "เพราะนายเลย เสียงดัง" ไม่วายราอนยังคงหันมาโทษซอกมินที่นั่งอยู่ข้างหลัง มือหนายกขึ้นตั้งท่าเตรียมจะดีดหน้าผากมนนั่นแต่ผู้ชายผมสีน้ำตาลสว่างที่นั่งมองอยู่ก็กลัวว่ามันจะวุ่นวายไปกว่าเดิมเลยยกมือคั่นกลางระหว่างผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างหน้าเขาและซอกมินที่นั่งข้างกันกับเขา

          "พอเลย ทะเลาะกันเป็นเด็ก"

          "เวอร์นอน นายก็ดูยัยนี่ดิ"

          ...!

          เสียงไม้กระทบกับโต๊ะดังสนั่นอยู่หน้าห้องทำให้ทั้งสามหยุดชะงักลง ทั้งห้องมองมาที่พวกเขาทั้งสามเป็นจุดเดียวกัน บ้างก็ทำหน้าขำขัน บ้างก็ทำหน้ารำคาญที่เอาแต่เล่นกันในห้อง

          "อีซอกมิน ฮงราอน เชิญนอกห้องค่ะ" ราอนหันหน้ากลับมา ไหล่ทั้งสองข้างห่อเล็กลงอย่างอับอายที่ถูกไล่ออกนอกห้อง เธอเดินขนาบข้างกับซอกมินออกไปทางประตูหลัง เวอร์นอนเมื่อเห็นท่าทางของคนทั้งคู่ก็ลอบยิ้มออกมาอย่างอดสมน้ำหน้าไม่ได้ เขาห้ามแล้วก็ไม่ฟังดีนัก

          "ชเวเวอร์นอนด้วยค่ะ" อีกคนที่คิดว่าลอยตัวกลับถูกหางเลขไปด้วย ในใจอดต่อว่าทั้งสองคนนอกห้องไม่ได้ที่พาเขาซวย ก็เขาไม่ได้คุยเล่นกับสองคนนั้นนี่นา ทำไมต้องถูกทำโทษด้วยล่ะ

          รอเขาออกไปก่อนเถอะ โดนแน่เจ้าพวกตัวแสบทั้งสอง




          "ฮาจิน"

          "ฮาจิน อีฮาจิน!!"

          "ห้ะ เมื่อกี้ว่าไงนะ" เจ้าตัวที่เพิ่งได้สติสะบัดหัวเล็กน้อยไล่ความมึนงงออกไป

          เมื่อกี้มันอะไรกัน ภาพหลอน?

          "เธอเป็นไรไป อยู่ๆเธอก็นิ่ง เรียกก็ไม่ตอบ" ฮันโซลเอ่ยถามคนตรงหน้า เขากับโดคยอมที่กินข้าวอยู่ดีๆ เมื่อเห็นว่าอีกคนไม่ยักจะตักข้าวเข้าปากสักคำก็ทักขึ้น แต่ก็ไม่มีการตอบรับใดเลย

          ฮาจินส่ายหน้าให้เป็นคำตอบ แต่ในใจยังคงขบคิดเรื่องที่เธอเห็นก่อนหน้า เมื่อกี้มันคืออะไร ในนั้นเธอเห็นโดคยอมและฮันโซล ทั้งสองมองมาที่เธอแล้วก็กำลังคุยกับเธอ มันไม่ใช่การมองดูเหตุการณ์เหล่านั้น แต่เธอเป็นคนๆนั้น คนที่ถูกเรียกว่าราอน

          แต่ว่า...

          "ราอนคือใคร" น้ำเสียงแผ่วเบาที่เปล่งออกมาเรียกความสนใจจากทั้งสอง โดคยอมและฮันโซลเงยหน้าขึ้นมองอีกคนที่เหมือนกำลังพูดอยู่กับตัวเอง

          "ราอน? ใคร" โดคยอมที่นั่งตรงข้ามกับเธอเอ่ยถามขึ้น

          "นายไม่รู้จักหรอ" ฮาจินขมวดคิ้วมองอีกคน

          "ฉันจะไปรู้จักได้ไง ทำไม ราอนไรนั่นคือใคร เธอจำใครได้ด้วยหรอ" โดคยอมยังคงถามต่อ

          "ฮันโซลนายรู้จักไหม คนที่ชื่อราอน" ฮาจินหันไปถามเพื่อนตรงหน้าอีกคน แต่อีกฝ่ายก็ส่ายหน้ากลับมาให้แล้วถามต่อ

          "ทำไมอะ เธอจำอะไรได้งั้นหรอ"

          "...ไม่มีอะไรหรอก กินข้าวต่อเถอะ" ฮาจินนิ่งไปพักหนึ่งแต่ก็เลิกสนใจแล้วกลับมากินข้าวต่อ แต่ยังไม่ทันได้เอาข้าวเข้าปากก็เงยหน้ามองโดคยอมที่รีบลนรวบช้อนแล้วลุกขึ้น

          "สายแล้วอะ ฉันมีประชุมกับพวกที่ห้องโสท ไปก่อนนะ" โดคยอมโบกมือลาให้กับเพื่อนทั้งสองที่ยังนั่งอยู่ เมื่อที่ที่โดคยอมนั่งก่อนหน้าว่าง ฮันโซลเลยขยับไปนั่งแทนที่

          ...!

          "เห้ย เธอ เราขอโทษ เราขอโทษจริงๆ เราไม่ทันระวังอะ" น้ำเปล่าในแก้วที่วางอยู่บนถาดข้าวก่อนหน้าคว่ำลงใส่หลังของฮาจินที่คว่ำอยู่ อย่างน้อยยังถือว่าโชคดีที่มันไม่ได้หกใส่หัวเธอ และก็ยังโชคดีอีกอย่างที่เป็นเพียงแค่น้ำเปล่า ไม่ใช่น้ำหวานที่จะทำให้เหนียวตัว

          "ไม่เป็นไรๆ" อีกฝ่ายยังคงก้มหัวขอโทษไม่หยุดและพยายามปัดเช็ดตามตัวเธอ

          "เป็นไรไหมฮาจิน" ฮาจินหันมาส่ายหน้าให้กับฮันโซลที่ตอนนี้ยืนขึ้นและกำลังเดินมาหาเธอ

          "ขอโทษอีกครั้งจริงๆนะ เราไม่ได้ตั้งใจอะ ขอโทษนะ" ฮาจินส่ายหน้าและยิ้มเล็กน้อยเพื่อให้รู้ว่าเธอไม่เป็นอะไรจริงๆ









          "มองอะไรมินกยู" ซูนยองถามขึ้นและลากสายตาไปมองตามที่เพื่อนตนเองกำลังให้ความสนใจอยู่ ก่อนจะเห็นเพื่อนในห้องเรียนของตนสองคนที่กำลังงุ่นง่านวุ่นวายอะไรกันสักอย่าง

          "เออใช่ จำที่ฉันเคยเล่าให้ฟังได้ปะว่ามีเพื่อนที่ห้องคนนึงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ละไม่ฟื้นอะ" ตอนแรกซูนยองก็เผลอลืมเรื่องนี้ไปแล้วแต่พอหันไปเห็นเจ้าตัวก็นึกขึ้นได้พอดีและเริ่มปริปากเล่าให้เพื่อนในกลุ่มฟัง

          อูจีเมื่อเห็นเพื่อนที่นั่งเยื้องฝั่งตรงข้ามเริ่มพูดประเด็นที่เขาเองก็รู้เรื่องเลยเงยหน้าฟังอีกคน

          "จำได้ๆ เธอชื่ออะไรนะ อีจินอะไรสักอย่างนะ"

          "อีฮาจิน" อูจีพูดแก้ให้มยองโฮที่พยายามนึกชื่อแต่ก็พูดผิดๆถูกๆ

          "เออใช่"

          "ทำไมอะ" วอนอูที่เงียบอยู่นานเอ่ยถามขึ้น

          "เธอฟื้นแล้ว เพิ่งกลับมาเรียนวันนี้วันแรก" มินกยูเองที่นั่งเงียบมาตั้งแต่ต้นก็มองมาที่โฮชิอย่างตั้งใจฟัง

          "นายพูดเล่นปะ เห็นบอกกันว่าเธอไม่ฟื้นไปเดือนนึงเลยนี่ เกือบจะเป็นเจ้าหญิงนิทราแล้ว" มยองโฮทำหน้าเหมือนไม่เชื่ออีกฝ่าย

          "ฉันจะพูดเล่นไปทำไม ไม่เชื่อนายก็ถามอูจี" อูจีที่ถูกพาดพิงก็พยักหน้าให้ยืนยันอีกเสียง

          "ฉันเพิ่งเคยเห็นคนความจำเสื่อมครั้งแรกในชีวิตเลยอะ ในละครที่ว่าต่อให้ความจำเสื่อมแต่ร่างกายยังจดจำเรื่องราวอยู่โคตรไม่จริง วันนี้ฉันได้รับการพิสูจน์แล้ว พวกนายรู้ปะ เมื่อคาบที่แล้วฉันกับอูจีเรียนดนตรีปฏิบัติกัน แต่ฮาจินเธอเล่นเปียโนไม่ได้ แม้แต่วางนิ้วก็วางไม่เป็นเลย ราวกับคนที่ไม่เคยเล่นเคยเรียนอย่างนั้น" ซูนยองยังคงเล่าต่ออย่างตื่นเต้น เพื่อนในกลุ่มทั้งสี่คนมองมาที่เขาอย่างตั้งใจฟังไม่เว้นแม้แต่อูจีที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

          "แต่น่าแปลกอยู่อย่างนะ เธอเล่นเปียโนไม่ได้ แต่กลับสีไวโอลินเป็นซะอย่างนั้น" อูจีเสริมต่อเมื่อนึกถึงตอนที่เพื่อนร่วมห้องของตนสีไวโอลินอย่างคล่องมือซึ่งต่างกันมากเมื่อเทียบกับเปียโนที่ยังคงนิ้วสลับกันพัลวัน

          "เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าจะบอกว่าร่างกายเธอจำเรื่องราวก่อนหน้าไม่ได้ อีกทั้งยังจำการเล่นเปียโนไม่ได้ แล้วทำไมถึงเล่นไวโอลินได้ล่ะ ในเมื่อถ้าร่างกายจำอะไรไม่ได้จริงๆ เปียโนเองก็เล่นไม่ได้ ไวโอลินก็ไม่ควรจะเล่นได้สิ" วอนอูแย้งกลับมาเมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งสองจากเพื่อนสนิท

          "ก็นั่นน่ะสิ"

          มินกยูตักข้าวเข้าปากหนึ่งคำ ไม่คิดจะสนใจเสียงพูดคุยของคนในกลุ่มต่อ สายตายังคงเพ่งมองคนที่หลังเปียกน้ำจนเสื้อบางทะลุ แต่เดี๋ยวก่อน อย่างเพิ่งเข้าใจเขาผิด เขาไม่ใช่โรคจิตที่คิดจะมองเนื้อหนังของหญิงสาว เขาก็แค่สงสัยเท่านั้น

          ก็เปียกน้ำหนิ

          แล้วทำไมเขาถึงไม่เห็นอะไรเลย

          ภาพนิมิตที่ว่านั่น

          ทำไมเขาถึงมองไม่เห็นกันล่ะ




น้ำเป็นสื่อกลาง
เขา ปัจจุบัน และอนาคต

#tbc


TB
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น

  1. #1 Silverfox809 (@Silverfox809) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 18:30
    พลอตน่าติดตามมากๆเลยค่ะ ชอบนะคะ
    #1
    0