(seventeen) two one same

ตอนที่ 2 : CHAPTER 01 : ฮงราอนและอีฮาจิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    16 มี.ค. 63



01




     เธอไม่ได้คิดว่ามันจะลงเอยแบบนี้...

     แบบที่ต้องมาจบชีวิตทั้งที่ไม่ได้เต็มใจ

     มันพลาดไปตั้งแต่ตอนไหนกันนะ

     ตั้งแต่แรกที่เกิดมาเลยหรือเปล่า คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตกสักที

     
     ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว


     "นี่ราอน"

     เจ้าของชื่อไม่ได้ตอบกลับอะไร แต่หันไปมองคนที่นั่งยกเท้าพาดโต๊ะเรียนที่มองเธออยู่ก่อนหน้า อดจะเอ่ยปากบ่นไม่ได้เมื่อเห็นท่านั่งของเพื่อนสนิทตัวเอง เจ้าตัวยิ้มแหยก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้กับโต๊ะ แล้วยกมือพลางกอดอก 
     
     "วันนี้เข้าเวรสี่โมงครึ่งไม่ใช่หรอ" เวอร์นอนเอ่ยปากถามเมื่อเห็นเจ้าตัวยังคงกวาดพื้นห้องเรียนอย่างไม่หยี่ระต่อสิ่งใด ถ้าเป็นปกติคงรีบวิ่งแจ้นแล้วทิ้งทุกอย่างเพื่อรีบปั่นจักรยานไปทำงานแล้ว ทันทีที่เวอร์นอนเอ่ยทัก ราอนก็ก้มดูนาฬิกาที่ข้อมือก่อนจะเห็นความว่างเปล่าที่ข้อมือแล้วนึกได้ว่าปกติแล้วเธอไม่ใส่นาฬิกา โดยให้เหตุผลว่ามันดูเกะกะมือ เวอร์นอนหลุดขำพรืดเมื่อเห็นท่าทางสุดแสนประหลาดเหล่านั้น

     น่าเอ็นดูเสียจริง
     
     "เวอร์นอน กี่โมงแล้วอะ" ราอนหันมาถามเพื่อนสนิทที่มองมาอย่างขำขัน เธอดันลืมไปสะได้ว่าทุกวันศุกร์จะต้องเข้าเวรเร็ว ถึงแม้วันปกติเธอจะเข้าเวรตอนห้าโมงก็ตาม แล้วไหนวันนี้อาจารย์ก็ดันปล่อยช้าด้วยเหตุผลที่ว่าใกล้จะสอบแล้ว เลยเร่งเอาเนื้อหาทุกอย่างยัดใส่สมองนักเรียนทุกคนจนทำเอาเธอแทบอ้วกออกมา

     "สี่โมงสิบสองแล้ว เธอไปเหอะ เดี๋ยวฉันทำที่เหลือให้เอง" เวอร์นอนพูดพลางลุกจากเก้าอี้บิดขี้เกียจ ก่อนจะหยิบกระเป๋าเป้ของเพื่อนตัวเล็กให้ ราอนเดินไปหลังห้องแล้วรับกระเป๋าเป้ของตัวเองมาสะพาย

     "ขอบใจนะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าว" เวอร์นอนจับราอนหันหลัง รูดซิปกระเป๋าแล้วยัดหนังสือเรียนกับประเป๋าปากกาใส่กระเป๋าให้ แล้วรูดซิปปิดดังเดิมพลางพูดไปด้วย
     
     "ไม่ต้องเลย ถ้าอยากตอบแทนนัก พรุ่งนี้ไปนิทรรศการภาพถ่ายที่ฉันกับซออกมินชวนคราวก่อนด้วยกันสิ"

     "โห่ เลี้ยงข้าวไม่ได้หรอ พรุ่งนี้ฉันต้องทำงานนะ" ราอนหันหน้ามามองเพื่อนตัวสูงด้วยใบหน้าถอดสี พรุ่งนี้เธอต้องเข้างานตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง แล้วไหนนิทรรศการภาพถ่ายที่ว่าก็ดันเริ่มตอนแปดโมง แถมงานนิทรรศการยังเลิกก่อนที่เธอจะเลิกงานเสียอีก

     "ลาไม่ได้หรอ ซอกมินมันงอนเธอนะ มันอุตส่าห์ไปหาบัตรเข้ามาตั้งสามใบ แต่เธอดันปฏิเสธ จะไม่ง้อมันหน่อยหรอ ถ้าพรุ่งนี้มันเห็นเธอนะหายงอนชัวร์" เวอร์นอนจับแขนเล็กทั้งสองข้างโยกซ้ายขวาไปมาราวกับเด็กงอแง ราอนยู่ปากอย่างขบคิด ลาสักวันคงไม่เป็นอะไร ที่ผ่านมาเธอเองก็ตั้งใจทำงานมาโดยตลอด...

     แต่ถ้าลาที ต้องลาทั้งสองที่เลยนะ

     "โอเคๆ" เวอร์นอนหยุดแกว่งแขวนคนตัวเล็กไปมา มองอีกฝ่ายตาแป๋วตั้งใจฟังคำตอบที่ดูก็รู้แล้วว่าเธอจะต้องใจอ่อนยอมเป็นแน่

     "ฉันลางานก็ได้" เวอร์นอนอุทานออกมาอย่างดีใจ ให้เพื่อนคนนี้ลางานเพื่อมาเที่ยวนี่มันไม่ใช่ง่ายๆ แต่เธอก็ยอมลางานมาจนได้ เวอร์นอนยกมือขึ้นมาขยี้หัวราอนเบาๆพอให้หัวรั้นนั่นยุ่งพอประมาณ พอได้สายตาส่งค้อนของอีกคนมาก็ยิ้มแหยแล้วจัดทรงผมให้เข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม

     "ไม่อยากไว้ผมยาวบ้างหรอ" เวอร์นอนเหมือนจะเล่นผมเธอเพลินถามขึ้น
     
     "ไม่อะ"

     "แล้วผมม้าอะ" เวอร์นอนยังคงตื๊อถามต่อ

     "ไม่อะ รำคายลูกตาจะตาย ผู้หญิงพวกนั้นไว้เข้าไปได้ไง" ราอนหยิบโทรศัพท์ตัวเองที่วางแหมะอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะเห็นว่าเวลาล่วงมาจนสี่โมงยี่สิบแล้ว ขืนช้ากว่านี้ต้องสายแน่ๆ แล้วเธออาจจะโดนผู้จัดการแซะก็ได้ มาช้าแล้วยังจะขอลางานอีก

     "เวอร์นอน สายแล้วอะ ฉันไปก่อนนะ" ราอนเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากระโปรง ก่อนจะโบกมือลาเพื่อนสนิทตัวเองแล้วรีบวิ่งไปที่จอดจักรยานทันที



     "ซอกมิน บาย"

     ระหว่างที่วิ่งลงบันไดก็สวนกับซอกมินเพื่อนสนิทอีกคนของตนพอดี  แต่ด้วยความเร่งรีบเพราะกลัวว่าจะไปทำงานไม่ทัน จึงทำให้ทักทายแค่นั้นแล้ววิ่งลงบันไดต่อ

     "นี่ยัยบ้า! อย่าวิ่งเดี๋ยวก็ล้มหรอก"



     ราอนปั่นจักรยานบนฟุตบาทไปสักพักหางตาก็สังเกตเห็นกระบะสีดำขับคู่ขนานกับเธออยู่บนถนน พอหันไปมอง กระจกก็ถูกลดลง ใบหน้าคุ้นเคยปรากฏแก่สายตา ราอนตกใจที่เห็นพวกเจ้าหนี้ขับรถตามเธอ มันเลยกำหนดที่ต้องจ่ายไปสักพักแล้ว แต่ว่าเธอยังเก็บเงินได้ไม่พอจึงเบี้ยวนัดยังไม่จ่าย เอาเงินเธอกับพี่ชายมารวมกันก็ยังไม่พอจ่ายงวดนี้อยู่ดีเลยเมินไม่สนใจไป ผ่านมาตั้งอาทิตย์กว่าแล้วใครจะไปคิดว่าพวกนั้นจะตามเธอมาจนได้ ราอนเร่งฝีเท้าถีบจักรยานให้เร็วขึ้นกว่าเดิม แต่เมื่อเทียบกับความเร็วของรถยนต์แล้วเธอก็ยังเร็วไม่พออยู่ดี เมื่อมองตรงไปสุดสายตาก็เห็นร้านอาหารที่ทำพาร์ทไทม์ตั้งตระหง่านอยู่ อีกแค่นิดเดียวเท่านั้นเธอก็จะรอด แต่ปัญหาคือร้านอาหารที่ทำงานดันอยู่ฝั่งตรงข้าม เมื่อสายตาหันไปเห็นที่จอดจักรยานซึ่งอยู่ใกล้กับทางม้าลาย ราอนจึงลงจากจักรยานอย่างเร่งรีบและจอดให้เข้าที่โดยไม่สนใจที่จะล็อคล้อแม้แต่น้อย มือบางจับสายกระเป๋าเป้บนหลังให้แน่น ทันทีที่สัญญาณไฟขึ้นเป็นสีเขียวสำหรับทางคนเดิน เธอก็รีบวิ่งสุดกำลัง แต่ทว่ารถยนต์ที่ควรจอดรอคนข้ามดันเร่งความเร็วสูงพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

     ราวกับถูกมนตร์สะกด อยู่ดีๆขาที่กำลังวิ่งก็ชะลอลงจนหยุดนิ่ง มันน่าใจหายตรงที่เห็นกระบะสีดำพุ่งมาทางเธออย่างหมายจะชน
ทั้งๆที่รู้แบบนั้น แต่ก็ยังหยุดนิ่งแล้วมองมันพุ่งเข้ามา

     เพียงเวลาสั้นๆ

     แค่ชั่ววินาที
     
     แต่สำหรับเธอแล้ว มันนานจนปวดใจไปหมด

     เพียงพริบตา ร่างกายถูกกระแทกอย่างแรงจนลอยขึ้นเหนือพื้น เสียงของกระจกที่ร้าวแตกดังกระทบหู จนเมื่อร่างกายตกกระทบกับพื้นถนนเย็นเชียบอีกครั้ง เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าพื้นถนนจะเย็นเสียดกระดูกถึงเพียงนี้ สายตาพร่ามัวเห็นกลุ่มคนหลายคนมารายล้อม เสียงอึกทึกวุ่นวายดังเข้ามาในโสตประสาทจนน่าปวดหัว ราอนหลับตาลงอย่างช้าๆ

     แล้วใบหน้าถมึงทึงของซอกมินปรากฏขึ้นมา

     จริงสิ เธอยังไม่ได้ง้อซอกมินเลย
     
     ซอกมินงอนเธอมาสามวันแล้วนะ

     อยากคืนดีด้วยจะแย่แล้ว

     ไหนจะเวอร์นอนอีก อุตส่าห์สัญญาไว้แล้วว่าพรุ่งนี้จะไปงานนิทรรศการด้วยกันแท้ๆ

     ต้องผิดสัญญาหรอ

     เวอร์นอนจะงอนไปอีกคนไหมนะ

     แล้วพี่จีซูล่ะ คงทำงานหนักอยู่แน่ๆ

     ถ้าต่อจากนี้ต้องอยู่คนเดียวจะเศร้ามากไหมนะ

     คงต้องลำบากมากกว่าเดิมแน่ๆ

     เมื่อตอนเที่ยงก็เพิ่งเจอกันไปแค่แปปเดียวเอง

     อดทนหน่อยนะ อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น อีกแค่ไม่กี่งวดหนี้ก็จะหมดแล้ว

     อดทนนะ ถึงจะเหนื่อยก็อดทนนะ

     ตอนนี้เธอก็อดทนอยู่เหมือนกัน





     ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เธอเห็นคือพื้นเพดานสีขาว ทุกอย่างรอบข้างสว่างไปหมดจนแสบตา ราอนหลับตาลงแน่นเพื่อปรับโฟกัสก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เธอสอดส่องไปรอบห้อง องค์ประกอบทุกอย่างภายในห้องทำให้เธอรู้ว่าที่นี่คือโรงพยาบาล สายระโยงระยางเต็มไปหมดจนอดรู้สึกรำคาญไม่ได้ เครื่องช่วยหายใจทำให้เธอรู้สึกเกะกะยิ่งกว่าเดิม เธอจึงยกมือขึ้นถอดเครื่องช่วยหายใจออกอย่างเนิบนาบ ค่อยๆพยุงดันตัวขึ้นมานั่งได้สำเร็จ หางตาหันไปเห็นกองผ้าห่มบนโซฟาบ่งบอกว่ามีคนนอนอยู่ก่อนหน้า เลื่อนสายตาใกล้เข้ามาอีกก็เห็นของเยี่ยมของฝากอยู่เต็มโต๊ะที่ตั้งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย มือซีดเซียวเอื้อมไปหยิบโพสอิทที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วอ่านมัน

     'หายไวๆนะฮาจิน!!!'

     ถ้าให้เธอเดาโพสอิทใบอื่นๆคงมีข้อความไม่ต่างกันมากนัก เธอแปะโพสอิทกลับไปที่เดิม ทวนประโยคที่อ่านเมื่อสักครู่ในใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้ชื่อฮาจิน คงเป็นของใครสักคนที่อาจจะอยู่ร่วมห้องกับเธอ แต่เมื่อมองไปรอบห้องแล้วก็มีเพียงแค่เตียงของเธอเพียงเตียงเดียว

     ถ้าอย่างนั้นของใคร

     ไม่มีทางเป็นของเธออยู่แล้ว เธอไม่ได้ชื่อฮาจินสักหน่อย

     แน่นอนอยู่แล้วเพราะเธอชื่อ

     กึก!

     เธอชื่ออะไร?

     อะไรนะ ชื่ออะไรนะ ไม่ๆ ก็เธอชื่อ...

     เธอไม่รู้

     มือเล็กทั้งสองข้างยกขึ้นมาทึ้งหัวตัวเองอย่างแรง ไม่สนใจผ้าพันแผลที่หัวเลยแม้แต่น้อย เกิดอะไรขึ้น เธอไม่รู้ มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกับเธอ เครื่องวัดหัวใจแผดเสียงดังขึ้นจนน่ารำคาญ เธอหอบหายใจแรง พยายามนึกแต่นึกเท่าไหร่มันก็นึกไม่ออก ขาทั้งสองข้างเริ่มชันขึ้น กระจกที่ตั้งอยู่ตรงหน้าทำให้เธอเห็นใบหน้าที่เต็มใบด้วยรอยแผลของใครสักคนที่เธอไม่รู้จัก สายระโยงระยางต่างๆเริ่มทำเธอรำคาญมากกว่าเดิมจนเธอต้องปัดไปมาจนมันหลุดออกไป ไหนจะสายน้ำเกลือที่เจาะที่ข้อมือช่างกวนใจยิ่งนัก เธอเอาขาลงจากเตียงแล้วดึงสายน้ำเกลือให้หลุดออกจนเลือดพุ่งออกมาเล็กน้อย

     ทันทีที่ลุกออกจากเตียงภาพตรงหน้าก็ค่อยๆมืดพร้อมกับอาการเวียนหัวจนทรงตัวไม่อยู่ เธอล้มพับลงไป อาการปวดหัวเริ่มรุนแรงขึ้นจนต้องนั่งกุมหัวแล้วหลับตาแน่น เธอล้มตัวลงนอนขดตัวอยู่ที่พื้นเย็นเฉียบ จนเสียงเปิดประตูดังขึ้น ภาพตรงหน้าปรากฏแก่สายตาชาน เขาปล่อยของในมือทิ้งลงพื้นทุกอย่างแล้วรีบปรี่เข้าไปหาผู้หญิงตัวเล็กที่ขดตัวนอนดิ้นไปมาบนพื้นด้วยความทรมาน

     "พี่ฮาจิน!" ชานพยุงคนที่ตัวเล็กกว่าเขามาไว้ในอ้อมกอด มองอีกคนแล้วเรียกชื่อซ้ำๆ ทั้งที่ก็บอบบางขนาดนี้ ร่างกายก็เหมือนจะบุบสลายไปให้ได้ ต้องทนความเจ็บปวดมาตั้งนาน แค่คิดชานก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาให้ได้เลย ชานอุ้มพี่สาวขึ้นมา อีกคนยังคงดิ้นไปมาด้วยความเจ็บปวด ชานวางคนตัวเล็กลงบนเตียงอย่างทะนุดถนอมที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วกดปุ่มเรียกหมอให้มาที่ห้องทันที มือหนาจับมือทั้งสองข้างของพี่สาวที่ทึ้งหัวตัวเองแน่นแล้วคอยพูดว่าไม่เป็นไรซ้ำไปซ้ำมา คนตัวเล็กไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงเลยทำเอาใจชาวาบ ชานกดปุ่มรัวอีกครั้งจนหมอและพยาบาลสามสี่คนปรี่เข้ามาในห้อง เมื่อเห็นว่าคนไข้ฟื้นแล้วแถมยังนอนดิ้นด้วยความเจ็บปวดก็พุ่งเข้าไปหาทันที เมื่อเริ่มคุมคนไข้ไม่ไหวคนเป็นหมอเลยฉีดยาสลบให้คนบนเตียงทันที

     เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่ชานยังคงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง มือหนากุมมือของพี่สาวตนเองเอาไว้แน่น ยิ่งเห็นสภาพของพี่สาวและอาการที่หมอแจ้งให้เขาทราบยิ่งทำเขาอารมณ์โกรธพุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว น้ำตาทั้งสองข้างร่วงหล่นลงมากระทบกับผิวขาวซีดของคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง

     มันทั้งโกรธ ทั้งโมโห ทั้งเสียใจ ทั้งเป็นห่วง

     พี่สาวของเขาต้องมานอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลจะฟื้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ในขณะคนที่ขับรถชนไม่มีแม้แต่จะออกรับผิดชอบ หายไปราวกับไม่เคยมีไรเกิดขึ้น เมื่อเดือนก่อนเขาแทบเป็นบ้า บุกไปสถานีตำรวจแล้วอาละวาดอย่างไร้สติ พยายามไปหามาให้ได้ว่าใครมันมาทำแบบนี้กับพี่สาวของเขา จนสุดท้ายเขาถึงได้สติ ทำไปก็ไม่มีประโยชน์ หายไปเป็นเดือนมันคงไม่โผล่หัวมาให้เห็นเป็นแน่ เผลอๆคงใช้ชีวิตสุขสบายแล้วลืมเรื่องทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อนไปหมด แต่สำหรับเขา ทุกอย่างมันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทรมานจนแทบขาดใจ พี่สาวเขาเป็นเพียงสิ่งล้ำค่าสิ่งสุดท้ายที่เขาหลงเหลืออยู่ มือหนายกมือเล็กขึ้นมาประทับจูบแน่นแล้วค้างไว้อย่างนั้นราวกับจะสลักมันลงไปให้ได้ ก่อนจะเอาหน้าผากแนบไป ชานร่ำร้องภาวนาแก่พระผู้เป็นเจ้าให้เห็นใจเขาที และเขาก็ได้รู้

     คำอธิษฐานในโรงพยาบาลต่อพระผู้เจ้าเป็นคำอธิษฐานที่จริงใจมากที่สุดแล้ว

     เพราะมันช่างเป็นคำอธิษฐานที่แสนเหนื่อยและไร้สิ่งยึดเหนี่ยวต่อสิ่งใดเป็นที่สุด





     "ชาน ลุกไปนอนบนโซฟาดีๆไป"

     ชานขยี้ตาเบาก่อนจะเห็นว่าผู้มาใหม่เป็นใครก่อนจะเอ่ยทักทายรุ่นพี่ทั้งสองแล้วหันกลับมามองพี่สาวที่ยังคงนอนหลับอยู่บนเตียง

     "ไอโดคยอม ลุกขึ้นให้น้องมันนอน" เจ้าตัวยู่ปากเล็กน้อยแล้วลุกขึ้นพิงกับกำแพงแทน

     "พี่ฮาจินฟื้นแล้วนะครับ" ทันทีที่ชานพูดจบทั้งสองก็อุทานขึ้นมาพร้อมกันเสียงดัง ก่อนจะร่ายคำถามไปมาจนชานเลือกตอบไม่ทันเลย เลือกที่จะตอบที่พอตอบได้ไปก่อน

     "ฟื้นเมื่อตอนบ่ายๆ พอตื่นมาแล้วก็ปวดหัวหนักจนหมอต้องให้ยาสลบ ละก็หลับมาตั้งแต่ตอนนั้น"

     "แล้วได้คุยไรกันไหม" ฮันโซลถามน้องชายตรงหน้าอย่างใครรู้

     "ไม่ได้คุยไรกันครับ พี่ฮาจินไม่มีสติเลย พี่ฮาจินดู..." ทั้งห้องต่างเงียบ คำถามที่สงสัยมากมายถูกลดลงไปดื้อๆ ได้แต่รอฟังสิ่งที่น้องชายตรงหน้าจะพูดต่อ

     "...เจ็บปวดมากๆเลยครับ" ถึงจะดูโตกว่าฮาจินที่นอนไม่ได้สติอยู่แค่ไหน แต่ชานก็ยังเป็นเพียงเด็กที่ต้องการพี่สาวเขามาปลอบอยู่ดี น้ำสีใสไหลลงมาจากตาครั้งแล้วครั้งเล่า ฮันโซลที่ยืนอยู่ตรงหน้าจึงเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้แล้วดึงเด็กที่ตัวเล็กกว่าตนนิดหน่อยเข้ามากอดแน่นพลางลูบหลังไปด้วย

     เขาที่เป็นเพียงเพื่อนสนิทยังเจ็บปวดขนาดนี้

     มันเทียบไม่ได้เลยกับชานที่เป็นพี่น้องในสายเลือด

     ชานจะต้องทนเจ็บปวดมามากขนาดไหนกัน วันที่เขาตามไปห้ามชานที่สถานีตำรวจพอได้เห็นคนเป็นน้องที่ยิ้มแย้มร่าเริงตลอดอาละวาดทำเอาเขาแน่นิ่งไปพักนึง ตลอดเดือนกว่าๆที่ต้องทนอยู่คนเดียวมันจะเหงามากแค่ไหนกันเขาคิดภาพไม่ออกเลย

     พอเห็นว่าเด็กผู้ชายตรงหน้าแน่นิ่งไปก็พบว่าชานหลับคาไหล่เขาแล้วสะงั้น เลยค่อยๆพยุงอีกคนมานอนที่โซฟาดีๆแล้วห่มผ้าให้ อดไม่ได้ที่จะลูบหัวอีกคนแล้วบอกไปว่าเก่งมากๆแล้ว

     ที่ผ่านมาเก่งมากๆเลย

     เก่งมากๆที่ทนมาได้ถึงขนาดนี้
     
     โดคยอมเดินไปนั่งบนเก้าอี้พลางสำรวจใบหน้าของเพื่อนสาวคนสนิทของเขา ผ้าพันแผลที่มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย และรอยขีดข่วนตามใบหน้าจางๆทำเขาถอนหายใจ

     "เดือนนึงแล้วนะ ทำไมยังไม่หายไปอีก"

     โดคยอมพูดออกมาเบาๆ มือหนายกขึ้นไปลูบหัวคนที่ยังนอนไม่ได้สติ เงยหน้าขึ้นไปมองฮันโซลที่เดินมาขนาบข้างแล้วก็ลากสายตากลับไปที่คนตัวเล็กเหมือนเดิม

     "ปกติแข็งแรงจะตายฮาจิน ป่วยแค่วันสองวันก็กลับมาวิ่งเล่นแล้ว ทำไมคราวนี้เธอนอนนานจังวะ"

     "ให้เธอพักให้เต็มที่ ที่ผ่านมาก็คงเหนื่อยมามากเหมือนกัน" ฮันโซลตบบ่าเพื่อนสนิทเบาๆ

     "ฉันจะลงไปซื้อน้ำ เอาไรไหม" ฮันโซลเอ่ยถามโดคยอม

     "ไส้กรอกเหมือนเดิม" คำตอบที่ได้รับกลับมาทำให้ฮันโซลฟาดมือไปกลางกระบาลคนที่นั่งอยู่ทีนึง

     "บอกว่าจะลงไปซื้อน้ำ ไม่ได้จะแวะร้านค้า"

     "ก็แวะซะ จะกินไส้กรอก" ฮันโซลถอนหายใจออกมาเนือยๆแล้วหันหลังเดินออกจากห้องไป

     "รีบตื่นซะฮาจิน ไอบ้าฮันโซลมันตบหัวฉัน เธอรีบตื่นมาตบมันคืนเลยนะ ฉันไม่ยอม"









ที่ผ่านมา
เก่งมากแล้ว
เธอเก่งที่สุดเลย

#tbc



TB
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น