๐ FIC Detective Conan ๐ UMEBOSHI [OC]

ตอนที่ 1 : ๐ prologue ๐ ความทรงจำกลิ่นเหล้าบ๊วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,735
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 154 ครั้ง
    22 มิ.ย. 63

 

ความทรงจำกลิ่นเหล้าบ๊วย

 

เมื่อ 3 ปีก่อน...

 

ณ โรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งในประเทศไทย

 

พิธีจบการศึกษา

 

" บัดนี้เป็นเวลาอันสมควรแล้ว!@$%^%^** " เสียงของผู้อำนวยการของโรงเรียนกล่าวขึ้นในวันสำคัญของนักเรียนชั้นมอหกหนึ่งร้อยกว่าชีวิต ทุกคนนั่งที่มีสีหน้าและสภาพที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก

 

ง่วงนอน

 

นั่นคงบ่งบอกถึงอารมณ์ตอนนี้ได้ดีที่สุด รวมไปถึงเด็กสาวเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนดุจดั่งผลโอ๊คคนนี้ ดวงตาสีน้ำตาลชมพูอ่อนคู่นั้นสะลึมสะลือได้ที่ และอีกไม่นานคงได้ฟุบหน้านอนหลับลงไปกับเก้าอี้ข้างหน้าแน่ถ้าสายตาของเพื่อนที่นั่งข้างๆไม่เหลือบไปเห็นอาจารย์เดินมาทางนี้ซะก่อน

 

" บ๊วยๆ อ.ปรีดามา--- "

 

ทันใดนั้นเจ้าของชื่ออย่างบ๊วยก็สะดุ้งตัวโยนเมื่อได้ยินเพื่อนบอกแบบนั้น ตาคู่สวยมองใบหน้าโหดๆนั่นเข้ามาใกล้และทำทีนั่งยืดอกหลังตรงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลางเหงื่อตกไปด้วยเมื่ออาจารย์คนเดิมส่งสายตาที่คาดโทษเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ดูเหมือนพองานจบเธอคงจะต้องรีบเผ่นกลับบ้านพร้อมแม่ก่อนอันดับแรกสินะ...

 

ฉันชื่อโชติกานต์ พิชญเนตรนารา อยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายชั้นปีที่ 6 เป็นลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นค่ะ จริงๆแล้วพิธีจบการศึกษาวันนี้คุณพ่อก็ควรจะมาด้วยอยู่หรอก แต่ท่านให้เหตุผลว่าไม่สามารถลางานมาได้จริงๆ ซึ่งถึงมันจะเป็นแบบนั้นก็ตามแต่ฉันก็ไม่ได้โกรธท่านหรอกนะ เพราะดูเหมือนงานที่คุณพ่อทำค่อนข้างจะหนักหนาเอาการเลยล่ะ เพราะขนาดนานๆทีถึงจะกลับมาไทยนี่สิ

 

เพราะแบบนั้นตอนนี้ฉันก็เลยอาศัยอยู่กับคุณแม่ที่ไทยสองคนค่ะ พูดถึงความหมายของชื่อฉันเองคุณพ่อกับคุณแม่เป็นคนบอกฉันว่าท่านทั้งสองได้นำเอานามสกุลของพ่อมาเรียงใหม่ให้เป็นภาษาไทยโดยการตัดตัว i ออกไปหนึ่งตัว เพราะฉะนั้น kinoshi-ta ก็เลยกลายเป็น Shotikan ยังไงล่ะ

 

ชื่อเล่นบ๊วยเองก็ได้มาจากงานอดิเรกของคุณตาคุณยายที่อยู่ที่ญี่ปุ่น เห็นว่าท่านทั้งสองหมักเหล้าบ๊วยใส่ไหไว้หลังบ้านเต็มไปหมด ทุกๆปีใหม่เองก็จะนำไปแจกจ่ายให้คนในหมู่บ้านได้กินกัน

 

คุณพ่อของฉันชื่อ คิโนชิตะ คาซึมะ ท่านเป็นเด็กบ้านนอกที่อาศัยอยู่บนเขาและใช้ชีวิตประดุจลิงลม เพราะถ้าไม่ไปปีนต้นไม้เล่นบ้างก็จะวิ่งไปรอบๆหมู่บ้านจนคุณปู่คุณย่าต้องไปลากกลับบ้านมาช่วยงานบ้านอยู่เสมอๆ อาชีพปัจจุบันเองก็เป็นตำรวจนี่แหละค่ะ แต่ไม่ค่อยแน่ใจนักหรอกนะว่าตำรวจอะไรเพราะพ่อไม่เคยเล่าเรื่องที่ทำงานให้ฟังเลยสักนิด ถามไปเท่าไหร่ก็มักจะบ่ายเบี่ยงเสมอจนฉันยอมแพ้ไปเอง

 

ปกติแล้วคนเป็นพ่อธรรมดาต้องพาลูกไปเที่ยวสวนสนุกในวันหยุดบ้าง พาเล่นบ้านบอลในห้างเหมือนกับผู้ปกครองทั่วๆไปใช่มั้ยล่ะ แต่สงสัยคำว่าธรรมดากับพ่อฉันจะใช้ไม่ได้ผลกับเค้าเสียแล้ว

 

มีอย่างที่ไหนกลับบ้านมาทีไรก็ชอบพาไปเล่นยิงปืนตามตู้ยิงซอมบี้บ้างล่ะ ไปเล่นbounceบ้างล่ะ พอโตขึ้นมาหน่อย ก็เริ่มพาไปสนามยิงปืนที่ไปรษณีย์กลาง เริ่มให้เล่นอะไรก็ได้อ่ะที่มันไม่สมกับเป็นผู้หญิงเลยสักนิด แต่มีหรือที่ฉันจะขัดอะไรเค้าได้ แม่เองก็ไม่ช่วยกันห้ามเลยสักนิด...

 

ส่วนคุณแม่ของฉันชื่อ อรัชพร พิชญเนตรนารา หรือ แม่แก้ว คุณแม่ผู้เป็นลูกคุณหนูเก่า ตัดสินใจตัดขาดจากชีวิตหรูหรา เพราะรำคาญพ่อตัวเองที่คอยยัดเยียดคู่ดูตัวมาให้และหาเลี้ยงตัวเองจนได้ผันตัวมาเป็นตำรวจจราจร ก่อนจะพบรักกับพ่อ...ไม่สิจะเรียกว่าพบรักก็ไม่ถูก เรียกว่ารักแรกของกันและกันน่าจะดีกว่า

 

บอกแล้วใช่มั้ยว่าคุณแม่เป็นลูกคุณหนูเก่า พอถึงปิดเทอมหน้าร้อนของคุณแม่ท่านจึงได้ไปที่ญี่ปุ่นเป็นของตอบแทนที่สอบได้ที่1ไงล่ะ เห็นว่าไปปีนเขาแต่เกิดหลงป่านี่แหละ จนกระทั่งเกือบพลัดตกเขาจนในที่สุดก็ได้พ่อในสมัยนั้นช่วยเอาไว้ได้ทันเวลา แต่สุดท้ายจนแล้วจนรอดด้วยความยังเป็นเด็กอยู่เรี่ยวแรงจึงมีไม่มากจึงกลับมาสะบักสะบอมกันทั้งคู่ เพราะยังดีว่าตรงที่ตกลงไปนั้นมันเป็นปากถ้ำที่ยื่นออกมา

 

พ่อเป็นคนญี่ปุ่นแบบนี้แน่นอนว่าต้องหนีไม่พ้นในเรื่องที่ว่าต้องมีชื่อญี่ปุ่นเป็นของตัวเอง ด้วยความที่ชื่อบ๊วยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คุณพ่อก็เสนอชื่อง่ายๆอย่างอุเมะออกมา ซึ่งคุณแม่เองก็เห็นดีเห็นงามอีกเช่นเคยนั่นแหละ ก็เลยกลายมาเป็นคิโนชิตะ อุเมะ อยู่ทุกวันนี้ไงล่ะ

 

ขนาดเจ้าของชื่อเองยังไม่มีสิทธิ์ที่จะเถียงเลยด้วยซ้ำก็เลยปล่อยไปเลยตามเลยล่ะนะ...

 

" นี่ บ๊วย สรุปแกจะไปต่อมหาลัยอะไรวะ? ต่อที่ไทย หรือไปนู่นอ่ะ? " เพื่อนของฉันที่ชื่อว่าส้มเอ่ยขึ้น เธอเป็นเพื่อนที่กล้าเข้ามาคุยกับฉัน ในขณะที่คนอื่นๆมักจะมีความกังวลบางอย่างที่ไม่ค่อยกล้าพูดกับฉัน จนเหมือนรู้สึกโดนแอนตี้อยู่หน่อยๆ แต่ว่าก็ว่าเถอะวีรกรรมแต่ละอย่างมันก็สมควรอยู่หรอก

 

ฉายาที่ว่าบ๊วยแค่ชื่อเพราะผลการเรียนดีบ้างล่ะ หรือไม่ก็เป็นยัยเถียงคำไม่ตกฟากเพราะบ๊วยเด็กลูกครึ่งญี่ปุ่นคนนี้เคยยืนเถียงกับอาจารย์ฉอดๆมาแล้วน่ะสิ

 

เธอเป็นคนตรงๆคิดอะไรก็พูดออกมาเลย เรียกว่าเถรตรงก็คงจะไม่ผิด อีกทั้งยังมีความอดทนต่ำ แต่กลับเก็บซ่อนสีหน้าและความรู้สึกได้เก่งจนหน้าตกใจเชียวล่ะ แต่ในภายใต้ใบหน้านิ่งตึงนั้นข้างในน่ะยิ่งกว่าคนบ้าซะอีก

 

ส้มที่รู้ถึงเรื่องนี้ดีอยู่แล้วแต่ก็ไม่ถืออะไร แถมยังเข้ากับบ๊วยได้เป็นอย่างดีด้วยนิสัยเถรตรงเหมือนๆกันจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการเป็นเพื่อนกันสักนิด

 

" ก็คงจะต่อที่ไทยนี่แหละ ถ้าเกิดไปต่อที่นู่นจริงๆถึงตอนนั้นก็อาจจะต้องย้ายไปญี่ปุ่นแบบถาวรเลยน่ะ แต่อะไรๆมันยังไม่เข้าที่เนี่ยสิ..ถึงคุณพ่อจะมีบ้านอยู่ที่นู่นแต่มันก็อยู่ต่างจังหวัดน่ะ มหาลัยที่คิดว่าถ้าได้ไปต่อที่ญี่ปุ่นเองก็อยู่ในตัวเมืองด้วย ทางเลือกนี้ก็ต้องตัดไปแบบช่วยไม่ได้น่ะ " บ๊วยกล่าวด้วยสีหน้าเซ็งๆ

 

" อ้าวหรอ อืม...ฉันนึกว่าจะมีเพื่อนที่ไปเรียนต่างประเทศด้วยกันซะอีก น่าเสียดายนะ~ " ส้มว่าด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง จนฉันนึกแปลกใจ

 

" ห๊ะ...หมายความว่ายังไง? " บ๊วย

 

" ฮิๆ ฉันได้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกาน่ะ! เพราะเป้าหมายต่อจากนั้นของฉันคือการเป็นCIAนี่นา " ส้มกล่าวพลางชูสองนิ้วทำท่าตะเบ๊ะแบบที่ฉันต้องหัวเราะแห้งๆออกมา

 

" นั่นสินะ ฉันนี่ถามอะไรกันนะก็เธอเล่นพูดกรอกหูอยู่ทุกวันเลยนี่นา... " บ๊วยคิดไปถึงเมื่อก่อนที่ส้มชอบมาพูดให้ฟังบ่อยๆว่าตนนั้นอยากเป็นCIAมาก เพราะอินจัดจากการดูหนังสืบสวนสอบสวน แต่ก็ไม่นึกว่าเจ้าตัวจะทำได้จริงๆซะด้วย

 

" ว่าแต่บ๊วยเถอะ อนาคตอยากเป็นอะไรล่ะ? ได้ข่าวว่าที่บ้านเธอเป็นตำรวจกันทั้งบ้านเลยนี่ " ส้มเอ่ยพลางนึกไปถึงพ่อแม่ของเธอ คนนึงก็เป็นตำรวจอยู่ที่ญี่ปุ่น อีกคนก็เคยเป็นตำรวจราจรมาก่อน...แต่เพราะความรถติดของกรุงเทพที่ขึ้นชื่อบวกกับแดดที่ราวกับอยู่ในนรกทำให้แม่บ๊วยยอมแพ้และกลายมาเป็นแม่บ้านเต็มตัวแทน

 

" ไม่รู้สิ แต่คิดไว้ว่าจะเรียนนิติศาสตร์น่ะ ส่วนเรื่องของอนาคตต้องดูอีกที " บ๊วยว่า

 

" ใช่สิ กับคนที่เก็บหน่วยกิตเรียนพรีดีกรีของคณะรัฐศาสตร์ แผนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครบแล้วแบบเธอก็พูดได้น่ะสิ~ " ส้มเอ่ยแซวเพื่อนของตนที่ทำหน้าตายไม่รู้ไม่ชี้และหันไปมองผู้อำนวยการที่เอ่ยคำอวยพรเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วและสั่งให้อาจารย์ที่นั่งข้างๆเตรียมใบประกาศณียบัตรเอาไว้เพื่อขานชื่อให้นักเรียนขึ้นมารับ

 

" แบบนี้เหงาแย่เลยนะที่เธอต้องไปอเมริกาน่ะ... " บ๊วยพูดเสียงเบาและหันหน้าไปทางอื่นด้วยสีหน้าเลิ่กลั่ก

 

" หืมม เมื่อกี้เธอว่าไงนะ พูดดังๆให้ชื่นใจหน่อยสิ นะๆ " ส้มที่ได้ยินตั้งแต่ครั้งแรกแล้วแต่ก็อยากจะแกล้งหยอกเธอก็เอ่ยถามอีกรอบ แต่หารู้ไม่ว่ากำลังมีออร่าดำทะมึนที่โผล่มาจากด้านหลังของพวกเธอ

 

" โชติกานต์ พิชญเนตรนารา...อมลกานต์ วีระกิจตญาภรณ์ "

 

เฮือก!

 

หมับ

 

" หลังจบงานมาหาครูที่กิจการนักเรียนด้วยนะ " อาจารย์คนเดิมเพิ่มเติมคือยิ้นหวานและแฝงไปด้วยความน่ากลัวที่ปิดไม่มิด จับไหล่พวกเราสองคนพลางบีบน้อยๆเพื่อเป็นการตักเตือนว่าให้หยุดคุยกันได้แล้ว ก่อนจะเดินจากไปอย่างผู้ชนะ(?) อีกสองคนที่รู้ชะตากรรมของตนแล้วนั้นก็ได้แต่ร้องโอดครวญในใจและนึกไปถึงภาพของไม้เรียวอันสั้นที่พันเทปสีส้มไว้ตรงปลายเพื่อเพิ่มเดเมจแบบอาจารย์เอาไว้

 

แค่คิดก็แอบซีดปากเบาๆแล้วค่ะ...

 

" เฮ้ออ " ทั้งสองต่างพากันถอนหายใจพร้อมๆกันในขณะที่งานยังดำเนินต่อไป

 

หลังจากจบพิธีีพวกเราสองคนก็ต้องตามอาจารย์ไปที่ห้องกิจการนักเรียนด้วยสภาพปลงๆและออกมาด้วยความเจ็บก้น1ea ก่อนจะไปร่วมงานเลี้ยงที่ทางโรงเรียนจัดเอาไว้ให้เป็นครั้งสุดท้ายในฐานะนักเรียนมัธยยมปลายชั้นปีที่6

 

ด้วยความที่บ๊วยกับส้มอยู่ชมรมดนตรีสากล จึงต้องทำการแสดงสดเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะรุ่นพี่ในชมรมตามธรรมเนียมของชมรมแห่งนี้ เมื่อสิ้นเสียงบรรเลงเพลงโน๊ตสุดท้าย บ๊วยกับส้มและคนอื่นๆก็ลงมาจากเวทีก่อนจะส่งมอบกีตาร์ให้กับรุ่นน้องคนนึง

 

" เอ้า ต่อไปนี้เธอเป็นเจ้าของกีตาร์ตัวนี้นะ ดูแลมันให้ดีๆล่ะ " เอาตามตรงก็ตั้งใจจะขายอยู่แล้วแหละ แต่ให้เก็บเอาไว้เป็นทรัพย์สินของโรงเรียนดูท่าจะมีประโยชน์กว่า บ๊วยจึงยื่นให้รุ่นน้องคนนึงที่ดูหน่วยก้านดีเป็นคนรับช่วงต่อ อีกฝ่ายทำสายตาเป็นประกายและหน้าขึ้นสีนิดๆก่อนจะรับเอาไว้ด้วยความเต็มใจ

 

" แหมๆสเน่ห์แรงเหลือเกินนะคะคุณอุ-เมะ " ส้มเอ่ยแซวเพื่อนสาวด้วยชื่อญี่ปุ่นของเธอ เหตุผลก็คงจะหนีไม่พ้นว่าอยากจะแซวเธอที่ร้องเพลงเมื่อครู่ด้วยอารมณ์ศิลปินอย่างเต็มที่และดีดกีตาร์จนปิ๊กหักไปกลางทาง แต่บ๊วยก็คว้าปิ๊กอันใหม่มาดีดได้ทันเวลานั่นเอง

 

ถึงนั่นจะเหมือนกับลางร้ายบางอย่างก็เถอะ...

 

" ยุ่งน่า! อ๊ะ...แม่แก้ว " บ๊วยบอกปัดก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นแม่ของตนที่กำลังเดินมาทางนี้ด้วยสีหน้าหม่นหมองลงไปจนสังเกตุได้ชัดเจน

 

" บ๊วย...ฉันว่าแม่แก้วแกดูแปลกๆนะ เกิดอะไรขึ้นเปล่าวะ? " ส้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงแปลกใจ เพราะปกติแม่แก้วเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสผิดกับคนลูกที่ออกซึนๆ คนเป็นลูกอย่างบ๊วยที่เป็นห่วงแม่จึงรีบเดินเข้าไปหาทันทีพร้อมๆกับเพื่อนของตน

 

" สวัสดีค่ะแม่แก้ว " ส้มว่าพร้อมกับยกมืือไหว้ อีกฝ่ายทำเพียงฝืนยิ้มน้อยๆกลับมาจนผิดสังเกตุ

 

" ...เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าคะแม่ แม่ดูแปลกๆไปนะ? หรือว่าทะเลาะกับป้าข้างบ้านมาอีกแล้วก็เลยอารมณ์ไม่ดี? " บ๊วยเอ่ยถามพลางนึกหาสาเหตุที่แม่ของตนอารมณ์ไม่ค่อยจะดีตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว

 

" อ๊ะรู้แล้ว! โดนหวยกินใช่มั้ยคะ? " ส้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงทะเล้นผิดกับหน้าตาของแม่แก้วที่เริ่มหม่นหมองลงทุกที ทำให้บ๊วยต้องรีบอุดปากเพื่อนตัวเองเอาไว้โทษฐานเล่นอะไรไม่รู้เวลา

 

" แม่คะ? " เมื่อเห็นแม่ของตนไม่พูดอะไรออกมาสักทีจึงเร่งเร้าให้อีกฝ่ายรีบพูดออกมาเร็วๆ

 

" บ๊วย...ฟังแม่ให้ดีนะ " แม่แก้วเอ่ยออกมาอย่างเชื่องช้าจนทำให้อีกสองคนที่รอฟังอยู่ลอบกลืนน้ำลายด้วยความตื่นเต้น

 

" พ่อน่ะ...ฮึก " ทันทีที่แม่แก้วเอ่ยถึงพ่อพร้อมกับเสียงสะอื้นเล็กๆ มันทำให้ใจของบ๊วยตกไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที เพราะกลัวว่าเรื่องที่แม่จะพูดออกมามันอาจจะไม่ใช่ข่าวดีนัก

 

เหงื่อเม็ดเล็กๆเริ่มผุดออกมาตามกรอบใบหน้าสวย ใจดวงน้อยๆที่เต้นระรัวไม่หยุดตั้งแต่ที่เอ่ยถึงพ่อเมื่อครู่ ลมหายใจเริ่มติดๆขัดๆไม่ต่างจากเพื่อนของตนที่คอยลุ้นอยู่ข้างๆ

 

 

" พ่อน่ะ... "

 

 

 

" ตายแล้วนะลูก "

 

 

สิ้นเสียงผู้เป็นแม่บ๊วยก็ไม่ได้ยินอะไรอีกเลย ทั้งเสียงเฮฮาและเครื่องดนตรีที่กำลังดังอยู่รอบข้างด้วยความยินดีกับการเรียนจบของเด็กม.6 ทั้งเสียงโห่ร้องเชียร์เพื่อนของตนที่กำลังสารภาพรักกับรุ่นพี่และอื่นๆอีกมากมายที่กำลังเกิดขึ้น.....

 

เกิดมาบ๊วยก็พึ่งเข้าใจคำว่าหน้าชาก็วันนี้นั่นแหละ ร่างของแม่ที่ทรุดลงไปหลังพูดจบพร้อมกับเสียงร้องไห้และร่างของเพื่อนสาวที่เข้าไปช่วยพยุงเอาไว้

 

ความรู้สึกที่อยากจะร้องไห้แค่ไหนแต่ก็ร้องไม่ออก มันรู้สึกจุกอกไปหมดจนเปล่งเสียงอะไรออกมาไม่ได้ แต่กำมือที่สั่นเทาระบายอารมณ์ออกมา

 

ก่อนที่จะพาร่างของตนเข้าไปโอบกอดคนเป็นแม่ด้วยความรู้สึกที่ไม่ต่างกัน

 

ไม่มีน้ำตาออกมาสักหยด มีแต่ความเงียบสงบที่เข้าปกคลุมจิตใจของเธอ

 

ภาพความทรงจำในวันจบการศึกษาที่ควรจะมีแต่ความสุข กลับกลายมาเป็นวันตายของพ่อ

 

ตลกร้ายดีมั้ยล่ะ?

.

.

.

.

3 วันต่อมา

 

ณ สนามบินขาออก

 

หลังจากที่ทราบข่าวเมื่อวันนั้นบ๊วยกับแม่ก็เตรียมตัวที่จะไปญี่ปุ่นทันทีเพื่อกลับไปร่วมงานศพที่บ้านเกิดของพ่อ โดยมีส้มตามมาส่งและมาดูอาการของสองแม่ลูกที่ดูน่าเป็นห่วง

 

" บ๊วย...ฉันจะไม่ถามว่าแกโอเคมั้ยนะ..แต่แกต้องเข้มแข็งนะเว้ย " ส้มจับไหล่ของบ๊วยและบีบเบาๆเป็นเชิงให้กำลังใจ

 

" อือ จะพยายามนะ " ซึ่งบ๊วยก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่สู้ดีนัก เมื่อส้มเห็นแบบนั้นก็ทำได้แค่กอดเพื่อปลอบใจเท่านั้น สามวันหลังจากนั้นมาบ๊วยก็ดูเหมือนจะช็อคไปเลย

 

ไม่หือไม่อือไม่ยอมกินข้าวจนน่าเป็นห่วง ถามว่ารู้ได้ยังไงน่ะหรอ?

 

ก็เพราะว่าเธอไปนอนที่บ้านบ๊วยมานี่นา เพราะกลับบ้านตัวเองไปยังไงๆก็ต้องอยู่คนเดียวอยู่ดี...เธอเคยมีประสบการณ์การสูญเสียมาก่อนเลยเข้าใจบ๊วยเป็นอย่างดี

 

คำถามที่ชวนให้อึดอัดแบบนั้นไม่สมควรถามเป็นอย่างมาก ถามไปก็รังแต่จะทำให้แย่ลงไปอีก เธอเลยพยายามให้กำลังใจอีกฝ่ายอยู่นี่ไงล่ะ

 

" บ๊วยได้เวลาแล้วนะ " เสียงของแม่แก้วดังขึ้นเมื่อถึงเวลาต้องไปที่เกทเพื่อเตรียมตัวขึ้นเครื่องแล้ว

 

" ค่ะ...ไว้เจอกันใหม่นะ ส้ม " บ๊วยตอบรับแม่แก้วก่อนจะหันมาหาเพื่อนของตนเป็นครั้งสุดท้าย บ๊วยอ้ำอึ้งอยู่นานเพราะไม่รู้จะพูดว่ายังไงดี

 

กลับมาจากญี่ปุ่นก็อาจจะไม่ได้เจอเธออีกเลยก็ได้เพราะใกล้วันที่อีกฝ่ายจะบินไปอเมริกาแล้วด้วยซ้ำ

 

" อืม ว่างๆก็โทรมาหาได้นะ ฉันรอรับสายอยู่ " ส้มทำมือเป็นรูปโทรศัพท์ด้วยท่าทีเล่นๆเหมือนเคยเพื่อคลายกังวลให้อีกฝ่าย บ๊วยเองก็ยิ้มรับน้อยๆแต่นั่นก็เป็นการฝืนยิ้มดีๆนี่เอง

 

ทั้งสองคนเดินหันหลังให้กันเพื่อเดินไปตามทางของตัวเอง แต่ใครจะไปรู้ว่าทางข้างหน้านี้จะมีอะไรรอพวกเธออยู่...

.

.

.

.

งานศพของคิโนชิตะ คาซึมะถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายบนภูเขาแถบคิวชูที่เป็นบ้านเกิดของพ่อ ตามพิธีกรรมที่คล้ายๆกับของไทย บรรยากาศภายในงานมีแต่ความเงียบเชียบและยิ่งอยู่บนเขาด้วยแล้วก็ยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่ มีแต่เสียงของกระทบกันจากการหยิบจับสิ่งของเท่านั้น

 

เมื่อบ๊วยตั้งสติได้ไม่นานหลังจากขึ้นเครื่องมาก็ถามแม่แก้วเกี่ยวกับสาเหตุการตายของคนเป็นพ่อด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีชีวิตชีวาเหมือนเมื่อก่อนจนแม่แก้วเป็นห่วง

 

แม่แก้วเล่าให้ฟังว่าได้รับโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ แต่เมื่อทางปลายสายพูดออกมาก็จับใจความได้ว่ามันเป็นภาษาญี่ปุ่นทางตำรวจญี่ปุ่นโทรมาบอกว่าพ่อของเธอได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุทางรถยนต์และบอกรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับการจัดการศพเท่านั้นก่อนจะวางสายไป

 

แปลก...

 

มันแปลกเกินไปเพราะอย่างน้อยๆก็ต้องพูดแสดงความเสียใจกันบ้างสิ แต่นี่รีบรายงานและวางสายไปเลยแบบนี้มันดูมีพิรุธมากเกินไป

 

หรือว่าเธอจะคิดไปเองกันแน่นะ...

 

เพราะอย่างน้อยคนที่มาร่วมงานเองก็มีคนรู้จักของคุณพ่อที่คาดว่าน่าจะเป็นตำรวจอยู่เยอะเหมือนกัน

 

เมื่อเสร็จพิธีและส่งแขกกลับบ้านกลับเรียบร้อย บ๊วยกับแม่ก็มานั่งเล่นดูวิวตรงที่เคยมานั่งกับพ่อบ่อยๆเมื่อนานมาแล้ว ต่างกันตรงที่ว่าตอนนี้คนเป็นพ่อไม่ได้มานั่งด้วยกันอีกแล้ว

 

แม้แต่คำบอกลาก็ไม่ได้พูดเลยสักคำ...

 

ขี้โกงนี่คะคุณพ่อ...

 

" อย่าทำหน้าแบบนั้นเลยบ๊วย พ่อเค้าไปสบายแล้วนะลูก ต่อจากนี้เราสองคนต้องทำตัวไม่ให้พ่อเค้าเป็นห่วงนะ " เด็กคนนี้ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่เคยร้องไห้แล้วก็พูดจาน้อยลงอีกด้วยจนน่าเป็นห่วงว่าเธอจะไม่กลับมาเป็นบ๊วยคนเดิมอีกเลย

 

" หนูรู้ค่ะแม่...หนูแค่ยังทำใจไม่ได้...ครั้งสุดท้ายที่เจอหน้าแล้วคุยกันตามประสาพ่อแม่ลูกคือเมื่อครึ่งปีก่อนเลยนะคะ...มันเร็วเกินไป " บ๊วยกล่าวพลางดึงฮูดของเสื้อฮูดสีดำมาปกปิดใบหน้าเอาไว้และก้มหน้าลงเรื่อยๆราวกับตัวเองหมดความอดทนและพร้อมที่จะร้องไห้ได้ทุกเมื่อ แม่แก้วที่เห็นท่าทีของลูกตัวเองแบบนั้นก็ดึงตัวลูกสาวตัวเองเข้ามากอด แต่ว่า...

 

ราวกับยมทูตยังไม่พอใจกับการสูญเสียของเธอ

 

เพล้ง!

 

กรี๊ดดดด!! ปังๆ!

 

เสียงของโหลแก้วตกแตกหลายใบ ไม่นานนักก็มีกลิ่นเหล้าบ๊วยที่คุณปู่คุณย่าดองเอาไว้โชยมาตามลม ก่อนจะตามมาด้วยเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งครั้งพร้อมกับกรีดร้องของคุณย่าก่อนที่เสียงปืนนั้นจะดังขึ้นอีกครั้ง...

 

เสียงร้องของคุณย่าหายไปแล้ว...

 

" แม่คะ... " บ๊วยที่ยกมือกำเสื้อของแม่ไว้แน่นด้วยความกลัวที่เกาะกุมจิตใจ

 

งานศพของพ่อพึ่งจะจบไป คราวนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกล่ะ?

 

เธอยังสูญเสียไม่พออีกหรือไงกัน?

 

แม่ที่กอดเธอเอาไว้แน่นเมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้นและพาฉันลุกขึ้นยืนเพื่อจะหนีตามสัญชาตญาณทันที เพราะเสียงปืนนั่นกับเสียงร้องของคุณย่าเป็นสิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า คนในบ้านอาจสิ้นลมหายใจไปแล้วเป็นแน่ แต่ทว่า...

 

แม่แก้วที่กอดฉันเอาไว้แน่นก็ต้องชะงักฝีเท้าเมื่อพวกเราโดนชายชุดดำสองคนเข้าล้อมซ้ายขวาและด้านหลังก็เป็นหน้าผาด้วยทำให้หมดทางหนีทันที

 

ชายร่างท้วมที่ใส่หมวกพร้อมแว่นตากันแดดสีดำ และชายผมสีเงินยาวสลวยที่ใส่หมวกและชุดเหมือนๆกันทั้งคู่ก้าวเท้าเข้ามาใกล้สองแม่ลูกขึ้นทุกทีๆ บ๊วยที่ทนแรงกดดันไม่ไหวจึงเหลือบสายตากลับไปมองคนผมยาวกว่าภายใต้ฮูดสีดำนี่ด้วยท่าทีกล้าๆกลัวๆ ก่อนที่จะเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มเย็นเยียบพร้อมที่จะเชือดเหยื่อตรงหน้า มองไปได้ไม่เท่าไหร่แม่แก้วก็ต้องจับหัวเธอเข้าหาอกตัวเอง

 

' คุณคาซึมะ...ไม่ต้องห่วงนะคะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...ฉันจะต้องปกป้องลูกของเราเอาไว้ให้ได้ค่ะ ' แม่แก้วเอ่ยในใจด้วยสายตามุ่งมั่นเต็มที่ก่อนจะทำใจกล้าถามสองคนตรงหน้าออกไป

 

" พวกคุณเป็นใครกัน! ต้องการอะไรกันแน่ถึงได้ฆ่าสองคนนั้น! " แม่เอ่ยถึงสองคนในบ้านที่ไม่มีเสียงอะไรเล็ดลอดออกมาจากบ้านอีกเลยตั้งแต่เสียงปืนดังขึ้น

 

" หึ...รู้จักSlivovitz(สลิโววิตซ์)รึเปล่า? " ชายร่างท้วมเอ่ยขึ้น

 

" ... " แม่แก้วทำเพียงเงียบและไม่ตอบอะไร

 

" มันเป็นบรั่นดีผลไม้ที่ทำมาจากบ๊วยยังไงล่ะ " เมื่อชายร่างท้วมพูดจบ ชายผมยาวก็ปลดเซฟตี้ปืนและยกขึ้นมาเล็งตรงหัวของแม่แก้วทันที

 

" แม่... " บ๊วยกอดแม่ไว้แน่นราวกับไม่อยากจะให้คนตรงหน้าหายไปอีกคนเมื่อรู้ชะตากรรมของตัวเองและคนในอ้อมกอดของเธอ แม่แก้วลอบกลืนน้ำลายก่อนจะถามต่อว่า...

 

" แล้วมันยังไงล่ะ? มันก็แค่บรั่นดีนี่ " เธอถาม

 

" เห้ย เจ้าเด็กตรงนั้นน่ะแกฟังไว้ให้ดีๆล่ะ...คนที่ทำให้แกต้องมีชีวิตแบบนี้ก็คือพ่อของแกนั่นแหละ " ชายผมยาวเอ่ยขึ้นพร้อมๆกับร่างของแม่แก้วที่เบี่ยงตัวเธอไปไว้คนละด้านกับวิถีกระสุนปืน

 

' มันรู้จักพ่อด้วยหรอ? ' บ๊วยคิด

 

" อยากรู้มั้ยว่าสาเหตุการตายของพ่อแกคืออะไร? " เค้ายิ้มเย็นและเดินเข้ามาอีกก้าว

 

" ....นี่แกจะพูดอะไรกันแน่ " เสียงของแม่แก้วที่ดูเหมือนจะมีน้ำโหดังขึ้น น้ำเสียงของแม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่ต้องเดาก็คงจะรู้ว่าสายตาของแม่เธอในตอนนี้แข็งกร้าวยิ่งกว่าตอนไหนๆเป็นแน่

 

" ก็ฉันนี่แหละเป็นคนฆ่ามันเองยังไงล่ะ "

 

อึก!

 

" แม่! ปล่อย! ปล่อยหนูนะ! หนูจะฆ่ามัน!! " ทันทีที่มันพูดจบฝางเส้นสุดท้ายในใจของบ๊วยก็ขาดลงพร้อมกับดิ้นอยู่ในอ้อมกอดของแม่เพื่อจะให้อีกฝ่ายปล่อย แต่พละกำลังของแม่ที่มากกว่าเนื่องจากเป็นตำรวจเก่าทำให้เธอไม่สามารถสู้ได้เลยแม้แต่นิด แต่ชายตรงหน้าก็หาสนใจไม่และพูดต่อไปเรื่อยๆ

 

การทรมาณที่ดีที่สุดคือคำพูด

 

" คิโนชิตะ คาซึมะ ไอ้ตำรวจสันติบาลนั่น เหอะ มันแอบเข้ามาสืบเรื่องในองค์กรของพวกเรา ฉันก็เลยจัดการปิดปากมันไปยังไงล่ะ โชคไม่ดีที่มันดันมีครอบครัวที่มันหวงนักหวงหนาอยู่ด้วย " เค้าว้าและเริ่มก้าวเท้าเข้ามาเรื่อยๆ

 

สีหน้าสิ้นหวังของเจ้าหนูโสโครกก่อนตายและคำพูดอ้อนวอนขอร้องของมัน ยิ่งเห็นมันก็ยิ่งทำให้เค้ารู้สึกอยากจะหัวเราะออกมา

 

" พูดมาขนาดนี้ก็คงจะรู้ชะตากรรมของตัวเองแล้วสินะ? " วอดก้าเอ่ยพลางยิ้มอย่างชอบใจ

 

" กับหนูโสโครกอย่างพวกแกแค่ฉันลดตัวมาอธิบายให้ฟังก่อนตาย ก็ถือว่าใจดีมากแล้วนะจะบอกให้...เพราะงั้น ลาขาดล่ะ " สิ้นเสียงของชายผมยาวเค้าก็ลั่นไกปืนทันทีโดยไม่รีรอ ตำแหน่งที่เล็งมาก็คือส่วนหัวของบ๊วย...

 

ปัง! ปังๆๆๆ!

 

กระสุนถูกยิงออกมาจนหมดแม็กนั่นก็เป็นเพราะว่า...

 

แม่แก้วหันหลังกลับเพื่อปกป้องบ๊วยเอาไว้

 

กระสุนนัดแรกพลาดไปโดนกลางหลังของแม่แก้ว แต่อีกฝ่ายก็ไม่รอช้าสบถด้วยความหัวเสียเล็กน้อยก่อนจะยิงกระสุนนัดที่สองที่เล็งไปที่หัวของแม่แก้วแทน

 

ซึ่งมันก็เข้าเป้าแบบHeadshotเสียด้วย..

 

กระสุนนัดต่อๆมาเป็นการยิงเพื่อหวังจะให้มันทะลุมาถึงตัวบ๊วยนั่นเอง แต่ก็ไม่เป็นผลถึงกระสุนนัดต่อๆมาจะโดนเข้าที่แขนทั้งสองข้างของบ๊วยก็จริงแต่กระสุนก็หมดก่อนจึงทำให้ยิงต่อไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นชายผมเงินก็ต้องแสยะยิ้มออกมาเพราะสองแม่ลูกคู่นั้นพากันเอนตัวไปทางหน้าผาจนในที่สุด...

 

ก็ตกลงไปด้วยกันทั้งคู่

 

" หึๆ เสร็จงานแล้วสินะลูกพี่ " วอดก้าเอ่ยหลังจากที่ร่างของสองแม่ลูกตกหน้าผาจนลับตาไป

 

" อา รีบไปกันได้แล้ว ก่อนที่พวกตำรวจจะพากันแห่มาที่นี่ " ยินว่าก่อนจะก้าวเท้าเดินนำออกไปโดยไม่สนใจอะไรอีก โดยมีกลิ่นของเหล้าบ๊วยที่ลอยโชยมากับอากาศก่อนที่ร่างของชายชุดดำจะหายไปแบบไร้ร่องรอย

.

.

.

.

.

ตุบ!!

 

" อึก! "

 

เสียงหวานดังขึ้นความเจ็บปวดได้แล่นเข้าสู่ร่างกายเพราะแรงกระแทกที่เธอกับแม่ตกลงมาจากหน้าผาเมื่อครู่ เมื่อลองกวาดสายตาไปรอบๆถึงได้รู้ว่าตรงที่นอนอยู่ตอนนี้มันคือปากถ้้ำที่แม่เคยเล่าให้ฟังนั่นเอง ก่อนจะหันกลับมาสนใจแม่แก้วอีกครั้ง

 

" แม่....แม่คะ!...แม่แก้ว! แม่ได้ยินหนูมั้ย!? แม่--แก้ว " บ๊วยตัดสินใจเขย่าเพื่อเรียกให้แม่ของเธอตื่น แต่อนิจจาเมื่อบ๊วยประคองหัวของเธอขึ้นมาก็ต้องสัมผัสกับความเปียกชื้นก่อนที่กลิ่นคาวเลือดจะลอยตามมา บ๊วยมองมือของตัวเองที่เลือดของแม่แก้วติดออกมา ซึ่งนั่นมันก็หมายความว่า...

 

" ไม่..ไม่นะ...ไม่เอานะ...อย่าทิ้งหนูไว้คนเดียวนะคะ....แม่แก้ว...ถ้าไม่มีแม่แล้วบ๊วยจะอยู่ยังไงล่ะคะ..ตื่นขึ้นมาสิคะ...ฮึก! "

 

 

 

 

" แม่แก้ว!!! "

.

.

.

.

ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นเสียงรถหวอของตำรวจและรถพยาบาลก็เข้ามาใกล้ ฉันถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีด้วยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นำตัวฉันขึ้นไปบนหน้าผาพร้อมๆกับร่างของแม่แก้วที่แน่นิ่งสนิทไม่ไหวติงใดๆ

 

ภาพของแม่ที่เข้าปกป้องฉันจนตัวตายมันทำให้ฉันช็อคจนพูดอะไรไม่ถูก

 

วันจบการศึกษากลายเป็นวันตายของพ่อ

 

ถัดจากงานศพพ่อ ทั้งแม่ คุณปู่ คุณย่าก็ต้องมาตายอีก

 

ฉันไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจหรือไง?

 

หลังจากเข้ารับการรักษาตัวได้หนึ่งเดือนกว่า ทางตำรวจสันติบาลที่ชื่อคาซามิ ยูยะก็เข้ามาสอบปากคำฉัน แต่ทันทีที่ได้ยินว่าเค้าเป็นตำรวจสันติบาลก็เอ่ยปากตะโกนไล่เค้าออกไปเป็นภาษาไทยด้วยความลืมตัว

 

ถ้าไม่ใช่เพราะทางสันติบาลให้พ่อไปทำงานนั้นล่ะก็..

 

ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเค้าทั้งพ่อกับแม่ แล้วก็คุณตาคุณยายก็ไม่ต้องมาตายแบบนี้หรอก!!

 

" ไสหัวไปให้พ้นๆหน้าฉันเลยนะไอ้พวกสันติบาล! " บ๊วยเริ่มปาข้าวของใส่สันติบาลหนุ่มคนนั้นจนพยาบาลที่อยู่ใกล้ต้องรีบเข้ามาจับตัวฉันอาไว้ไม่ให้อาละวาดไปมากกว่านี้ ทางคุณหมอที่รู้เรื่องก็ต้องขอเชิญให้ตำรวจสันติบาลกลับไปก่อนทันที เพราะตอนนี้สภาพจิตใจของบ๊วยยังไม่พร้อมที่จะเล่าอะไรให้ฟังทั้งนั้น

 

ผ่านมาแค่เดือนเดียวแท้ๆแต่กลับมาเพราะจะสอบปากคำเรื่องที่เกิดขึ้นงั้นน่ะหรอ?

 

แล้วความรู้สึกของฉันที่ต้องมานั่งเล่าย้อนภาพเหตุการณ์ทั้งหมดจะเป็นยังไงก็ไม่สนงั้นสินะ!?

 

วันเวลาผ่านไปบ๊วยแอบหนีออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับสัมภาระเล็กน้อยของเธอและไม่รีรอที่จะบินกลับไทยไปทันที โดยไม่บอกกล่าวอะไรใครทั้งสิ้น ทำให้ทั้งโรงพยาบาลวุ่นวายกันไปหมด แน่นอนรวมถึงตำรวจสันติบาลเองก็ด้วย เพราะคดีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ตัวของคิโนชิตะ คาซึมะที่แฝงตัวเข้าไปอยู่ในองค์กรชุดดำเองก็เป็นคนสำคัญมากอยู่เหมือนกัน

 

เพราะครั้งล่าสุดก่อนที่เค้าจะตายได้ข่าวว่าเค้าได้ล่วงรู้ความลับมาจากองค์กรนั่นก็คือ...

 

ชื่อที่แท้จริงของหัวหน้าผู้ก่อตั้งองค์กรชุดดำนั่นเอง

.

.

.

.

หลังจากที่บ๊วยแอบหลบหนีกลับมาประเทศไทยเพียงลำพัง แน่นอนว่าที่แรกที่เธอต้องไปก็คือบ้านตัวเองที่อยู่ในกรุงเทพ แต่ก็ต้องชะงักฝีเท้าเมื่อพบเห็นร่างของชายชุดดำ แต่ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นคนล่ะคนกันกับเมื่อตอนนั้นจึงรอดูท่าทีให้มันกลับไปก่อนและเพื่อความปลอดภัยจึงเลือกที่จะเข้าประตูหลังบ้านแทนหน้าบ้าน

 

กุญแจสำรองที่ซ่อนเอาไว้ใต้แผ่นกระเบื้องหินปูทางเดินถูกงัดขึ้นมาใช้ไขเข้าบ้าน บ๊วยเปิดประตูด้วยความระมัดระวัง ถ้าเป็นแบบในหนังสายลับทั่วๆไป เครื่องดักฟังและรอยนิ้วมือที่หลงเหลือคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด แน่นอนว่าเพื่อการนั้นเธอจึงใส่ถุงมือที่ซื้อมาจากร้านทุกอย่างยี่สิบบาทเอาไว้ก่อนแล้ว และเพราะบันไดบ้านของเธอเป็นบันไดไม้คล้ายๆกับบ้านเรือนไทยที่ซึ่งถ้าเดินด้วยแรงเท้าปกติไม้จะลั่นทันที ทำให้บ๊วยติดเดินแบบเขย่งเท้ามาแต่เด็กๆ เพราะถ้าขึ้นบันไดบ้านเสียงดังตึงตังมีหวังโดยแม่พิโรธแน่ๆ จึงทำให้ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาเลยสักนิด

 

บ๊วยไม่คิดที่จะอยู่ที่นี่นานนักเพราะมันอันตรายเกินไป อนาคตต่อจากนี้ก็คงจะต้องไปหาห้องเช่าถูกๆอยู่ไปก่อน ถึงคาดว่าเงินประกันภัยของของพ่อกับแม่ที่ทำเอาไว้จะตามมา แต่ถ้าเป็นไปได้เธอก็อยากจะใช้มันให้น้อยที่สุด เพราะรู้สึกไม่ดีที่จะต้องใช้เงินส่วนนี้ยังไงล่ะ

 

เงินที่ได้มาจากการตายของพ่อแม่

 

' ฮึก...ไม่ได้นะบ๊วย เธอจะร้องไห้ไม่ได้นะ เธอต้องเข้มแข็งเหมือนที่ส้มบอกไง ' ทั้งๆที่งานศพพ่อยังไม่ร้องเลยด้วยซ้ำ มาตอนนี้พึ่งจะมาร้องไห้รึไงกันไอเจ้าน้ำตาทรยศ จะร้องออกมาตอนนี้ไม่ได้ ถ้าเกิดพวกมันรู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่แล้วยังอยู่ในบ้านนี้ล่ะก็...

 

เราจะไม่มีโอกาสที่จะได้แก้แค้นพวกมันอีก

 

ของบางส่วนถูกหยิบออกมาทีละเล็กทีละน้อยเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต ขากลับก็เลือกที่จะกลับทางเดิมและในระหว่างที่ปิดประตูอยู่นั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นเข้ากับบ้านสุนัขหลังเล็กๆเข้า

 

บ้านของสุนัขพันธุ์โกลเด้นที่เธอเลี้ยงไว้ ป๊อกกี้

 

มีเพียงแค่ตัวบ้านที่ว่างเปล่า เจ้าป๊อกกี้หายไป...

 

' ขนาดสุนัขก็ไม่เว้นงั้นหรอ...เอ๊ะ...เดี๋ยวก่อนนะ! '

 

ขณะที่ร่างบางละความสนใจออกไปจากบ้านสุนัขหลังเล็กนั่นก็ต้องหยุดชะงักลง เพราะความทรงจำวัยเด็กตอนที่คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่มันผุดขึ้นมา ทำให้เธอต้องรีบสาวเท้าเข้าไปที่บ้านสุนัขหลังเล็กนั่นทันที

 

"พ่อคะทำอะไรอยู่น่ะ?"


"หึๆเรื่องนี้เป็นความลับนะ ที่พ่อมาเก็บของสำคัญไว้ตรงนี้น่ะ"


ตรงนี้ที่ว่าเนี่ย..ในบ้านสุนัขเนี่ยนะ?

 

บ๊วยมองพ่อของตนที่กำลังยัดกระดาษหลายแผ่นเข้าใต้หลังคาของบ้านสุนัขเล็กๆนั่นด้วยความแปลกใจ


"ทำไมต้องไปเก็บไว้ตรงนั้นด้วยล่ะคะ?"ที่เก็บอื่นไม่มีรึไงนะ อย่างพวกซองเอกสารน่ะ...


"ก็นะ~เกิดพ่อเป็นอะไรขึ้นมาแล้วพวกมันตามมาเอาเอกสารมันก็คงคิดไม่ถึงหรอกว่าพ่อจะเอามาซ่อนไว้ในที่แบบนี้น่ะจริงมั้ย?"


"พ่อพูดอะไรหนูไม่เห็นเข้าใจเลย?"


"ฮ่าๆๆสักวันลูกคงเข้าใจเองแหละ สักวันนะ...บ๊วยสัญญากับพ่อหน่อยสิ ถ้าพ่อเป็นอะไรไปล่ะก็ ถึงตอนนั้นลูกต้องเป็นคนจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองนะ ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกใครเป็นอันขาด เป็นความลับระหว่างเราสองคนนะเข้าใจมั้ย? ไม่ว่าจะเป็นใครก็ห้ามไว้ใจเป็นอันขาด คนที่เราไว้ใจได้น่ะ.."


"มีแค่เราตัวคนเดียวนะลูกพ่อ"

 

มือบางเอื้อมไปแกะส่วนของแผ่นไม้ที่เชื่อมกับหลังคาบ้านทันที ก่อนที่เอกสารที่วางกองกันไว้หนาประมาณ1นิ้วได้จะปรากฏสู่สายตาเธอพร้อมกับแท็บเล็ตเครื่องเล็กๆอีกหนึ่งเครื่องและ...

 

ปืนพก Beretta 92F พร้อมกระสุนและใบอนุญาต

 

มันถูกวางเอาไว้อย่างดีราวกับว่า...คนเป็นพ่อรู้ว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก

 

ใบหน้าสวยเบะปากออก น้ำตาใสได้ไหลรินออกมาอีกครั้ง บ๊วยร้องไห้ออกมาแบบไม่มีเสียง

 

ก็บอกแล้วไงว่าพ่อเธอน่ะขี้โกงเกินไปแล้วนะ...

 

 

 

3 ปีต่อมา

 

บ๊วยเลือกที่จะเรียนต่อคณะนิติศาสตร์แบบที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก เพราะมันเป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่การเป็นเจ้าหน้าที่DSIได้นั่นเอง

 

เจ้าหน้าที่DSIไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรมและจะมีบทบาทคล้ายกับตำรวจ

 

เธอใช้ความแค้นเป็นแรงผลักดันจนในที่สุดก็เก็บหน่วยกิตจนครบและจบก่อนคนอื่นๆในรุ่น เพื่อนในมหาลัยก็ไม่ได้คบค้ากับใครเป็นพิเศษเพราะกลัวจะซ้ำรอยเหมือนกับคนในครอบครัวและเธอก็ได้เป็นเจ้าหน้าที่DSIแบบที่หวังไว้ เรื่องส้มเธอไม่ค่อยเป็นกังวลมากนักเพราะอีกฝ่ายก็ส่งข่าวมาบอกว่าตัวเองสามารถเป็นCIAได้ดั่งใจหวังแล้ว

 

บ๊วยเองก็ไม่ได้ส่งเมลตอบกลับไปแต่เลือกที่จะลบมันทิ้งทันทีที่อ่านมันเสร็จเพราะกลัวว่ามันจะทิ้งร่องรอยเอาไว้ โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยว่า3ปีที่ผ่านมานี้เกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอบ้าง ทั้งๆที่ตอนนั้นก็รับปากเอาไว้แล้วแท้ๆว่าจะโทรหา

 

เป็นเพื่อนที่ใช้ไม่ได้เลยจริงๆว่ามั้ยล่ะ?

 

ไม่นานหลังจากที่ได้เป็นเจ้าหน้าที่DSIทั้งๆที่อายุเพียง21ปีเท่านั้น จากการทำงานของเธอและผลงานที่เป็นเลิศจึงทำให้ได้รับการยอมรับเป็นที่กว้างขวาง

 

และแล้วในที่สุดวันเวลาที่เธอจะได้แก้แค้นก็มาถึง

 

เบื้องบนก็ได้มีคำสั่งมาถึงเธอ...

 

' แฝงตัวเข้าไปในองค์กรชุดดำที่ประเทศญี่ปุ่น '

 

นั่นคือ...งานที่เธอต้องการมาโดยตลอดนั่นเอง

 

 

 

 

 

***************************************************

Talk With Writer

ค่ะ บทนำที่แสนจะยาวมาเสิร์ฟแล้วค่ะะ5555555

-ปูเรื่องอยู่นานมากค่ะ แก้แล้วแก้อีก หมายเหตุเรื่องDSIนั้นเป็นการหยิบยกมาพูดเฉยๆ ไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นจริงที่มีอยู่แม้แต่น้อย อนึ่งเป็นการพูดถึงใน conan universe หรือโลกโคนันเท่านั้นค่ะะ

-จริงๆแล้วชื่อบรั่นดีโค้ดเนมของคูมพ่อคาซึมะนั้นมันควรจะเรียกว่าslivovicaนะคะ คำว่าslivovitzนี่เหมือนจะไม่ถูก แต่ไรท์ขออนุญาตใช้คำว่าslivovitzนะคะ เพราะมันเรียกกระชับกว่าน่ะค่ะ

-เกี่ยวกับเรื่องนามสกุลของน้องที่ต้องเขียนkinoshi-ta แบบนี้น่ะค่ะ มันไม่มีอะไรหรอกนะคะแค่เพราะว่าทางเว็บมันตีว่าเป็นคำหยาบไรท์ก็เลยต้องขีดคั่นชื่อน่ะค่ะ ฮืออ

-timelineของเรื่องนี้ ถ้าอิงตามอนิเมะตอนที่บ๊วยอายุได้18ปีคืออยู่ในช่วงเดียวกันกับตอนที่สก็อตพึ่งตายหมาดๆเลยค่ะ ตัดมาอีกทีtimelineปัจจุบันตอนน้องอายุ22เลยค่ะ/อากาอิ32/อามุโร่29 ตามนี้ค่ะ (เครดิตข้อมูลtimeline:บ้านของอากาอามุ)

อย่าลืมเม้นเพื่อเป็นกำลังใจหรือส่งคำแนะนำมาได้เลยนะคะ ผิดพลาดตรงไหนก็ต้องขอโทษไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะะ

 

1st 11/05/63 22.28น. 100%

2nd 22/06/63 16.12น. แก้คำคุณปู่คุณย่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 154 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

166 ความคิดเห็น

  1. #160 icesupicha (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 16:32

    น้องทำงานเดียวกะพ่อเลย

    #160
    0
  2. #116 kpmsi (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 16:21
    เนื้อเรื่องน่าสนใจค่ะ เราสงสัยเรื่องนึง คุณตาคุณยายนี่น่าจะต้องเป็นปู่กับย่ารึป่าวคะ เป็นพ่อแม่ของคุณพ่อน้องบ๊วยนี่ เราเข้าใจถูกมั้ยนะ อ่านแล้วเลยงงๆ นิดหน่อยน่ะค่ะ
    #116
    1
    • #116-1 Himawari Yukino(จากตอนที่ 1)
      22 มิถุนายน 2563 / 02:16
      จริงด้วยค่ะ มันต้องเป็นปู่กับย่าค่ะ5555555 ไรท์เบลอเองค่ะ ตอนแรกวางพล็อตไว้อีกแบบนึงเลยไม่ได้ดูให้ดีก่อน ขอบคุณมากๆนะคะที่เตือนไรท์(^^;) เดี๋ยวจะไปแก้ให้ทีหลังนะคะ~
      #116-1
  3. #50 Caramel_Mustard (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 14:52

    ตามมาอ่านค่ะ เริ่มมาก็ดราม่าแล้วฮืออ หน่วงมาก
    #50
    1
    • #50-1 Himawari Yukino(จากตอนที่ 1)
      1 มิถุนายน 2563 / 15:14
      แงงง เอาใจช่วยน้องด้วยนะคะะ ไรท์ชอบแกงนางเอกตัวเองอยู่ค่ะ ฮาา
      #50-1
  4. #10 xxpiccye (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 18:00

    มาตามอ่านด้วยคนแล้วนะคะ แอบชอบนามสกุลน้องเพราะเป็นนามสกุลของดาราที่ชอบพอดีเลยค่ะ ^3^

    #10
    1
    • #10-1 Himawari Yukino(จากตอนที่ 1)
      14 พฤษภาคม 2563 / 02:55
      วรั๊๊ยยย ดีใจจจ ไรท์น้องโยมาอ่านด้วย//กอดด//ขอบคุณที่ชอบนะคะะ
      #10-1
  5. #9 ct1234 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 15:48

    ดีงามมากค่า มาอัพเยอะๆนะ รออยู่ อัพบ่อยๆด้วย

    #9
    1
    • #9-1 Himawari Yukino(จากตอนที่ 1)
      14 พฤษภาคม 2563 / 02:53
      ขอบคุณที่รอกันนะคะะ ช่วงนี้เครื่องติดเพราะโดนอามุฉุดเอาไว้อยู่ค่ะ!
      #9-1
  6. #8 ขุนนน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 14:37
    ยาวมากก ปูเรื่องให้น้องมาดีมากเลยค่ะ ;-; แงงงง
    #8
    1
    • #8-1 Himawari Yukino(จากตอนที่ 1)
      14 พฤษภาคม 2563 / 02:52
      ยาวจริงค่ะะ พิมพ์เพลินเกินไป เรื่องของน้องก็เลยดราม่าแบบจุกๆไปเลยค่ะะแงง
      #8-1
  7. #6 gurengesan (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 00:35
    โอ้โห.....อยากจะเอาเชิงเทียนไล่ฟาดยินจังเลยคะ55555*หัวเราะแบบนิ่งๆ*
    #6
    1
    • #6-1 Himawari Yukino(จากตอนที่ 1)
      13 พฤษภาคม 2563 / 01:24
      ฟาดเลยค่ะ! ไรท์สนับสนุนน//ยิ้มกริ่มโทษฐานพรากครอบครัวน้อง
      #6-1
  8. #5 polytome (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 23:50
    ฮืออออน้องงง จะรออ่านค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ เรื่องนี้ใครเป็นพระเอกหรอค่ะ
    #5
    2
    • #5-2 Himawari Yukino(จากตอนที่ 1)
      13 พฤษภาคม 2563 / 01:23
      ฮั่นแน่~คุณเรย์แน่นอนค่ะะ แต่เรือผีก็มีเหมือนกันนะะ
      #5-2
  9. #4 Yamitsuki Yu (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 23:19

    ฮือๆๆๆ สงสารมากอะT^T รอตอนต่อไปอยู่น้า
    #4
    1
    • #4-1 Himawari Yukino(จากตอนที่ 1)
      13 พฤษภาคม 2563 / 01:22
      รอโอ๋น้องด้วยนะคะะ
      #4-1
  10. #3 Ploy Parita (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 22:59

    สงสารบ๊วยอะ
    #3
    1
    • #3-1 Himawari Yukino(จากตอนที่ 1)
      13 พฤษภาคม 2563 / 01:22
      ให้กำลังใจน้องด้วยนะคะะ
      #3-1
  11. #2 This is my life (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 22:53
    มาตอนแรกก็ปวดตับเลย ฮือออ
    #2
    1
    • #2-1 Himawari Yukino(จากตอนที่ 1)
      13 พฤษภาคม 2563 / 01:21
      กินยาบำรุงตับดีๆนะคะะ เรื่องนี้ดราม่ามาไม่บ่อย แต่มาทีนึงก็ปวดตับมากหน่อยน่ะค่ะ555555
      #2-1