13 Guardians ตอน Pannamarine เสียงเพลงแห่งการเพรียกหา

ตอนที่ 9 : บท 8 ปิดฉากพันธะสัญญา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ก.พ. 56

 

“เธอร้องเพลงชาติไทยได้ด้วย?” บอลถามอย่างสงสัยทันทีที่เจอตัวเพื่อนสาวคนใหม่กำลังยืนเมียงมองอยู่ข้างลานหน้าเสาธง

“นายอยู่ห่างจากฉันเป็นโยชน์จะรู้อะไร ฉันก็แค่ลิปซิ้งหรอกน่า” คนตัวเล็กตอบพร้อมกับหัวเราะคิกคัก “ดีนะที่เพลงไม่ยาว ไม่งั้นฉันอายตายเลย”

“ความจริงพวกเด็กแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่จะไปอยู่ห้องธรรมดานะ แต่ไม่รู้พวกอาจารย์ผีเข้าหรือไงถึงได้ส่งเธอมาเรียนห้องเดียวกับฉัน” บอลออกความเห็น เปลี่ยนเรื่องกระทันหัน

“คนมันเตรียมการมาดี” พันนามารีนยิ้มจางๆ อย่างสบายใจ “อีกอย่าง อย่าคิดว่าฉันสู้เด็กห้องคิงอย่างนายไม่ได้นะ  แต่ถ้าจะให้ไปนั่งอยู่ท่ามกลางใครก็ไม่รู้ที่เอาแต่มองฉันประหลาดๆ อยู่คนเดียวในห้องเรียนตั้งไม่รู้กี่ชั่วโมง ยังไงก็ไม่เอาด้วยหรอก อยู่กับนายนั่นแหละดีที่สุดแล้ว”

บอลอมยิ้ม เขารู้ ว่าถึงจะดูไร้เหตุผล แต่พอเธอพูดออกมาอย่างนั้นเขาก็อดรู้สึกดีไม่ได้ ที่เธอถือว่าเขาเป็นหลักยึด เป็นคนที่อยากให้อยู่ข้างๆ ที่เขาทำให้เธอไม่รู้สึกว่ากำลังอยู่คนเดียวบนโลกแปลกประหลาดใบนี้ (แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกแบบนั้นดีนัก) แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพียงแค่เดินนำเธอไปยังตึกเรียนเงียบๆ พยายามบังคับมือไม่ให้เอื้อมไปจับมือเธออีก

“ข้องใจนะเนี่ย ทำไมคนอื่นจ้องฉันกันนัก” พันนามารีนถามขึ้นอย่างทนไม่ได้ขณะเดินออกจากลิฟท์ เพราะคนทั้งลิฟท์เมื่อครู่ต่างจ้องเธอเขม็งอย่างไร้มารยาท

“ก็เพราะผมเธอนั่นแหละ สีน้ำเงินออกขนาดนั้น เธอไม่ได้ยินที่พวกผู้หญิงโอดเหรอ” เสียงผู้ชายที่เธอไม่คุ้นดังขึ้นทำให้เธอต้องเหลียวหน้าไปมองอย่างระแวงนิดๆ และก็พบกับคนพูด หน้าตากวนบาทาที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าดูดี เขาสืบเท้าก้าวมาเดินเคียงข้างเธอพร้อมกับยิ้มแป้นแล้น

“ว่า?” เด็กสาวเลิกคิ้ว ถามเพียงสั้น

“ว่าอยากไปเรียนอังกฤษ จะได้ย้อมผมแบบเธอได้น่ะสิ” อีกเสียงดังขึ้น พร้อมกับเจ้าของเสียงซึ่งเดินมาขนาบข้างเธออีกด้าน โดยดันบอลออกไป “ฉันว่าก็เจ๋งนะ ถ้าโรงเรียนให้ทำสีผมได้เมื่อไหร่ ฉันจะย้อมเป็นสีเขียวมาแข่งกับเธอเลย”

บอลที่เดินนำอยู่ข้างหน้าหันมานิ่วหน้าเป็นเชิงปรามกับถ้อยนั้น แต่คนพูดก็เพียงแต่สบตากลับอย่างท้าทายพร้อมกับเปิดยิ้มอย่างเหนือกว่า ส่วนเด็กสาวก็ได้แต่คิดในใจว่า... ไม่ว่าจะในมิติไหนๆ คนหล่อก็ยังจับกลุ่มคบกันเองอยู่ดี

“ห้องพวกนายไปทางโน้นไม่ใช่เหรอ?” จู่ๆ บอลก็ถามโพล่งออกมาเสียงเย็นๆ แบบที่ทำให้เพื่อนหนุ่มทั้งสองหันมามองอย่างแปลกใจพลางยิ้มกว้างขึ้นไปอีก

“แตะไม่ได้เว้ยคนนี้” หนุ่มหน้ากวนพูดขึ้นเหมือนเปรยพลางเดินถอยหลังไปทางห้องของตัวเองโดยที่ไม่ละสายตาไปจากพันนามารีน

“หรือว่าจะไปใช่เด็กแลกเปลี่ยนธรรมดา” อนาคตผลเขียวเปรยขึ้นบ้าง ก่อนจะเอื้อมมือมาลูบหัวพันนามารีนหนึ่งทีเหมือนจะเช็กว่าผมสีน้ำเงินนี่ของจริงหรือวิก แล้วหันหลังวิ่งเหยาะๆ จากไปพร้อมกับเพื่อนหน้ากวนเมื่อเห็นสายตาเข้มๆ ของบอล

“กล้าดียังไงมาลูบหัวฉันเนี่ย” พันนามารีนเข่นเขี้ยวเบาๆ เธอเป็นถึงองค์หญิงรัชทายาทอันดับที่สองแห่งมารีเนสต์เชียวนะ กล้าเล่นหัวคนอย่างเธอเรอะ

“เฮ้อ” บอลถอนใจพลางเหลือบมองตามหลังเพื่อนหนุ่มไปเล็กน้อยก่อนจะหันมาทางเด็กสาว “พวกมันก็ไร้มารยาทอย่างนี้แหละ อย่าไปถือสาเลย”

“อืม ก็ฉันเป็นแค่เด็กอังกฤษธรรมดานี่นะ” เด็กสาวประชดเล็กๆ พลางคิดในใจว่าพรุ่งนี้คงต้องทำผมสีดำมาเรียนจะได้ไม่สะดุดตามากนัก “คาบแรกเรียนอะไรเนี่ย?”

“วิชาโฮมรูมน่ะ”

“ซึ่งคือ?”

“เป็นวิชาที่มีทุกเช้า วิชากิกรรจ แบบอาจารย์ที่ปรึกษาจะจัดให้เล่นเกมส์บ้าง ทำแบบประเมินตนเองอะไรทำนองนี้” บอลตอบอย่างปลงกับคำถามที่ออกจาะไม่น่าถามของอีกฝ่าย

“เล่นเกมส์? เหมือนเด็กอนุบาลอ่ะนะ?” อีกฝ่ายยังคงถามอย่างข้องใจ

“เอาเป็นว่าเดี๋ยวก็รู้เองแหละ อย่างมากเธอก็แค่ออกไปแนะนำตัวหน้าชั้น” เด็กหนุ่มสรุป

 

คาบที่ 2 ของวัน

วิชาภาษาอังกฤษ

Miss Peggy (มิส เพกกี้) ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษที่โหดที่สุดในเดอะโนวา และตอนนี้เธอก็กำลังพิสูจน์ข้อกล่าวหานั้นด้วยการสั่งให้เด็กศิลป์ดนตรีห้องคิงเขียนเรียงความยาว 200 คำเกี่ยวกับปัญหาทางสังคมภายในเวลาครึ่งชั่วโมง ซึ่ง... เท่าที่พันนามารีนได้ยินพวกเด็กที่นั่งอยู่แถวหน้าของเธอพึมพำคุยกัน... ให้เขียนเป็นภาษาไทยยังยากเลย

สิบนาทีผ่านไป พันนามารีนก็วางปากกาลง เหลือบมองร่วมชั้นที่ดูแต่ละคนยังคงเคร่งเครียดอยู่กับงานตรงหน้ากันทั้งนั้นก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจลอยเพื่อรอเวลา

ยังไม่ทันที่ใจของเด็กสาวจะได้ลอยไปไหน เจ้าตัวก็ต้องสะดุ้งขึ้นอย่างตกใจเพราะเสียงหวีดเบาๆ ที่คุ้นเคย ที่ดูเหมือนเธอจะเป็นคนเดียวที่ได้ยิน และนั่นก็ดีมาก

เสียงหวีดนั้นดังขึ้นเมื่ออยู่ๆ โต๊ะนักเรียนของเธอก็ถูกกรีดเป็นร่อง ไม่ใช่ร่องที่ทะลุลงไปใต้โต๊ะอย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็นรูมืดดำ ประตูมิติที่ถูกใครบางคนเรียกให้เปิดออก ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะได้เรียบเรียงความคิด กระดาษแผ่นเล็กแผ่นหนึ่งก็แทรกตัวเองออกมาจากประตูมิตินั้นโดยไร้เสียง

มือเล็กตะครุบกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้อย่างรวดเร็วก่อนที่ประตูมิตินั้นจะจางหายไปอย่างไร้ร่องรอย ดีที่เธอนั่งอยู่ที่มุมห้องด้านหลัง และคนที่นั้นอยู่ข้างเธอก็คือบอล... ที่เธอรั้งเขาไว้ข้างตัวไม่ให้เดินไปนั่งที่ประจำของเขา และเมื่อเธอกวาดดวงตากลมโตสีน้ำเงินสุกใสไปรอบด้าน จึงพบเพียงแววตาอึ้งจัดของเขาเพียงคนเดียว ซึ่งนั่นก็ดีมากสำหรับเธอที่ไม่อยากจะความแตกจนคนทั้งโรงเรียนมีเรื่องประหลาดๆ เกี่ยวกับเธอให้นินทาเพิ่มขึ้นอีก (หลาย) เรื่อง

“ทางโน้นส่งมา” พันนามารีนกระซิบบอก ไขข้อข้องใจในดวงตาคมสวยของอีกฝ่ายก่อนจะต่อท้ายอย่างไม่พอใจ “ทำอะไรไม่เคยคิดหรอกหมอนั่น...”

ลมหายใจของบอลดูจะกระตุกอย่างไร้เหตุผลเมื่อได้ยินคำว่า หมอนั่น ซึ่งตีความไม่ออกว่าเป็นใคร แต่แล้วแววไม่พอใจก็ถูกลบออกไปจากสีหน้าของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดลงฉับพลันของคนตัวเล็กซึ่งก้มลงอ่านข้อความบนกระดาษแผ่นนั้น...แว่บเดียว

มือหนาเอื้อมไปแย่งตัวต้นเหตุออกจากมืออีกฝ่าย กวาดตาอ่านอย่างไม่ทันคิดว่ามันไร้มารยาท ก่อนจะขมวดคิ้วไม่เข้าใจกับข้อความภาษาอังกฤษที่ไม่ได้ชวนให้ตกใจตรงไหน

...Her eye’s on us...

ประโยคที่ไม่น่าจะมีความหมายซ้อน แปลว่าหล่อนจับจ้องมองพวกเราอยู่ แค่นั้น แต่ทำไมถึงทำให้ผู้หญิงที่ดูขี้เล่นและรื่นเริงเกือบตลอดเวลาคนหนึ่งตกใจมากนัก

แต่เมื่อเขาส่งสายตาเป็นเชิงถาม คำตอบของผู้หญิงคนนั้นก็เป็นเพียงแค่อาการโบกมือน้อยๆ พร้อมกับเสียงเบา

“สัญญาณเตือนภัยน่ะ และเป้าหมายที่แท้จริงของเธอคนนั้นก็คงอยู่ที่ชีวิตของนาย” แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ค่อยพอใจกับคำตอบ เธอจึงกระซิบออก “ไม่ใช่ตอนนี้น่า มิสเพกกี้จ้องเราอยู่นะ”

แล้วทั้งสองก็หันหน้าไปคนละทางราวกับนัดกันไว้ ในหัวก็คิดเรื่องเดียวกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

...เรา...งั้นเหรอ...

 

“จะไปเลยใช่มั้ย?” เตชินหันมาถามร่างเล็กหลังจากโบกมือปิดประตูมิติเสร็จ

“ก็ใช่น่ะสิ เสร็จเรื่องแล้วนี่ จะอยู่อีกทำไม” ทาเรดิเอเฟโอน่าที่ซุกตัวอยู่บนเก้าอี้นวมตัวหนาตอบพร้อมกับขยับตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรง

“ความจริงเธอไม่เห็นต้องมาเอง น่าจะอยู่ใกล้ๆ บุคคลแห่งโชคชะตามากกว่าไม่ใช่เหรอไง เด็กนั่นเป็นคนธรรมดาเองนะ ดูแลตัวเองก็ไม่ได้ แล้วเธอก็มีแม่บ้านเป็นภูติอยู่อีกทั้งคน ทำไมไม่ส่งหล่อนมาหาฉันแทน เร็วกว่าด้วย” เตชินออกความเห็นยืดยาวอย่างตำหนิ

“แล้วนายว่าทำไมฉันต้องมาเองล่ะ?” ทาเรดิเอเฟโอน่ายักไหล่พลางลุกขึ้น จัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ก่อนจะล้วงมือเข้าไปควานหาอะไรบางอย่างในกระเป๋าถือใบโตราวกระสอบ

“ไม่ใช่ว่าคิดถึงฉันมากจนต้องมาหา?” เตชินเลิกคิ้วพร้อมกับหัวเราะ ส่งผลให้อีกฝ่ายทำหน้าเบ้อย่างหมั่นไส้

“คิดถึงนายน่ะนะ บ้าสิ ฉันไม่ใช่กวางหวินสักหน่อยนี่” เด็กสาวพ่นลมหายใจออกทางจมูกแรงๆ พร้อมกับดึงสมุดปกหนังออกจากกระเป๋าเป็นผลสำเร็จ “แค่อยากให้นายประทับตราเจ้านี่ให้ด้วยเท่านั้น”

“ไม่เชื่อ ยังไงอีกเดือนพวกเราก็จะเปิดเทอมแล้ว ค่อยไปประทับที่โรงเรียนก็ได้ไม่ใช่เหรอไง?” เตชินโคลงศีรษะ หัวเราะตาหยีอย่างล้อเลียน

“ประทับไปเถอะน่า ฉันจะได้กลับซักที บ้านนายนี่หนาวชะมัด” เด็กสาวร่างเล็กขึ้นเสียงเล็กน้อย ยื่นสมุดปกหนังที่เปิดหน้าไว้ให้แล้วไปตรงหน้าเด็กหนุ่ม

“โอ้โห ดูพูดเข้า ขั้วโลกเหนือเนี่ยอุ่นกว่าขั้วโลกใต้บ้านเธอตั้งเยอะไม่ใช่เหรอไง?” เตชินเถียงพลางรับสมุดปกหนังมาก่อนจะขมวดคิ้ว “นี่มันพันธะสัญญานี่?”

“ใช่ แค่คิดว่าถึงเวลาที่จะต้องประทับตราสักที” ทาเรดิเอเฟโอน่าพยักหน้าตอบ

“หมายความว่าไง? ก็มันยังไม่จบ...” เด็กหนุ่มพูดค้างไว้แล้วเงียบไปก่อนจะหันมาจ้องหน้าเด็กสาวนิ่ง สีหน้าลดแววล้อเล่นลงไปมาก

“ฉันรู้ว่านายจะต้องเข้าใจแน่” ทาเรดิเอเฟโอน่าเปิดยิ้ม

“ถึงเวลาปิดฉากแล้วงั้นเหรอ?” เตชินพึมพำเบาๆ โดยไม่หวังคำตอบ

“ก็เลยคิดว่านายน่าจะพอใจกับค่าตอบแทนของฉันแล้ว กวางหวินเป็นผู้พิทักษ์คู่กับนายตามสัญญา ตอนนี้พวกนายก็เป็นแฟนกันแล้วด้วย ฉันว่าคงไม่ต้องรออะไรอีกแล้ว เพราะฉะนั้นก็จงประทับตรานี่ซะ พันธนาการของนายจะได้หลุดออกเสียที ฉันจะได้หมดหน้าที่ไปอีกหนึ่ง”

“แล้วคนอื่นล่ะ?”

“เดี๋ยวพวกเขาก็ต้องเข้าใจเองนั่นแหละ ทุกคนก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าผู้พิทักษ์จะไม่คงอยู่ตลอดไป” ทาเรดิเอเฟโอน่ายักไหล่ขึ้นสูง

“ตกลง” เตชินพยักหน้าพร้อมกับยิ้มและถอนใจ ทาบมือลงบนช่องที่เว้นว่างไว้บนกระดาษที่เก่าคร่ำคร่าพลางร่ายเวทรัวเร็วอย่างคล่องปาก

แสงสีเทาจางๆ ทะลุผ่านร่องนิ้วของเตชินออกมาเพียงครู่เดียวก่อนจะจางหาย เตชินยื่นสมุดปกหนังคืนให้ทาเรดิเอเฟโอน่า สิ่งที่ต่างไปจากเดิมคือรูปก้อนหอยสีเทาจางที่ปรากฏขึ้นบนช่องว่าง

“แล้วเจอกันที่โรงเรียน ไปละ” เด็กสาวรับสมุดมาเก็บใส่กระเป๋าดังเดิมก่อนจะเดินไปที่ประตู

“ปิดประตูให้ด้วยล่ะ ล็อกให้ด้วยก็ดี” เตชินสั่งไล่หลังมา

“โคตรจะไร้มารยาทเลยว่ะ ไม่มาส่งแล้วยังจะให้เค้ามาปิดประตูให้อีก” ทาเรดิเอเฟโอน่าบ่นพลางเอื้อมมือไปเปิดประตู

“ก็ทำไมจะต้องมีมารยาท นี่มันบ้านฉันนะ” เตชินเถียงอย่างไม่สะทกสะท้าน

“เออ ไอ้ลมพัด” เด็กสาวรับรู้ด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ ก่อนจะปิดประตูตามหลังตัวเองเบาๆ

 

9 ความคิดเห็น