13 Guardians ตอน Pannamarine เสียงเพลงแห่งการเพรียกหา

ตอนที่ 8 : บท 7 เอนชานท์เวล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 ม.ค. 56

บท 7 เอนชานท์เวล

 

17 พฤษภาคม ศ.ผ. 6017

มันเป็นคำสาปของครอบครัว

เสียงเครือๆ แหบๆ ดังมาจากที่แสนไกล ทีน่ามองไม่เห็นต้นเสียง แต่เธอจำได้ว่าเสียงนี้เป็นของคุณยายเธอ คุณยายไม่แท้ที่เป็นพี่สาวของคุณยายแท้ๆ อีกทีหนึ่ง

ลูกสาวคนเล็กจะต้องแต่งงานมีลูกสาวสองคน และจะตายทันทีที่คลอดลูกสาวคนที่สองออกมา

เสียงนั้นพูดต่อไปไม่สะดุด ในประโยคที่เธอเองก็จำได้ขึ้นใจ

พี่สาวฉันก็เหมือนกันนะ เธอตายเมื่อคลอดแม่ของหลานออกมา และแม่ของหลานก็เหมือนกัน เธอตายเมื่อคลอดหลานออกมา

เสียงแหบเครือเงียบหายไปแล้ว ทีน่าพบตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางหมอกควันกับความรู้สึกผิด ขณะที่เธอเริ่มรู้สึกกลัวเพราะความเงียบและเดียวดาย พี่สาวของเธอก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า

อย่ากลัว ทีน่า พี่จะดูแลเธอ พี่จะปกป้องเธอ พี่จะมีชีวิตอยู่เพื่อเธอ

พี่จะมีชีวิตอยู่เพื่อเธอ

พี่จะมีชีวิตอยู่เพื่อเธอ

“ไม่ต้องมีชีวิตเพื่อที...” เสียงกึ่งตะโกนดังขึ้นพร้อมกับเจ้าของเสียงรู้สึกตัวตื่น ถ้อยต่อมาจึงเบาลงกลายเป็นเสียงพึมพำ “...ก็ได้นะคะพี่ ไม่ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อทีก็ได้ค่ะ พี่วา”

จบคำละเมอกึ่งหลับกึ่งตื่น ทีน่ายกแขนขึ้นขยี้ตาด้วยท่าทางราวกับเด็กน้อย กระพริบตาสู้แสงแล้วมองไปรอบๆ ก่อนจะสะดุ้งเฮือก ลุกขึ้นนั่งตัวเกร็งทันที

เพราะเธอตื่นขึ้นมาในห้องนอนของใครก็ไม่รู้ บนเตียงของใครก็ไม่รู้ ในชุดนอนของใครก็ไม่รู้อีกต่างหาก ยังดีที่ ใครก็ไม่รู้คนนั้นไม่ได้นอนอยู่กับเธอด้วย ไม่งั้นเธอคงกรี๊ดห้องแตกไปแล้ว ถึงแม้ว่า ใครก็ไม่รู้ คนนั้นน่าจะเป็นผู้หญิงก็เถอะ

ทำไมถึงเดาว่าเป็นผู้หญิงน่ะเหรอ... ก็เพราะของกระจุกกระจิกและตุ๊กตาที่วางอยู่เกลื่อนห้อง (อย่างเป็นระเบียบ) โต๊ะเครื่องแป้งที่ค่อนข้างรก และชุดนอนติดลูกไม้ตัวหนาสีเหลืองโทนเดียวกับผ้าปูที่นอนและผ้าม่านอันสุดจะหวานแหววที่อยู่บนตัวเธอนะสิ

ทีน่ามองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อประเมินสถานการณ์และพบว่าข้างนอกหิมะตก เธอถอนใจเซ็งๆ ...ที่นี่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย ยังไงก็ไม่ใช่ที่ไทย... หรือเราตกท่อแล้วมาโผล่ที่เมืองใต้ดิน แล้วถูกหิ้วใส่กระสอบมาถึงนี่? อืม เพ้อเจ้อแฮะ

ทีน่าละสายตาจากหน้าต่างมาที่ประตู ห้องนี้มีประตูสองบานอยู่ด้านเดียวกัน ห่างกันไม่กี่เมตร มองไปมองมาเด็กสาวก็ตัดสินใจ สำรวจประตูด้านขวาก่อนก็แล้วกัน

ความคิดนั้นทำให้ทีน่าก้าวลงจากเตียง ตรงไปยังประตูบานขวา เธอจับลูกบิดที่ทำจากโลหะซึ่งโผล่ออกมาจากกลางประตูพอดี ค่อยๆ บิดอย่างระวังไม่ให้เกิดเสียง ก่อนจะผลักประตูแง้มออกไป

ไอเย็นพัดเข้ามาตามรอยแง้มของประตูทันที เย็นจนลมหายใจของเด็กสาวกลายเป็นไอ เธอกวาดตาไปรอบๆ แล้วสรุปกับตัวเองว่าเธอคงอยู่บนชั้นสองของบ้านสองชั้น เพราะนอกประตูเป็นโถงทางเดินเล็กๆ และมีบันไดทอดลงข้างล่างแค่ชั้นเดียว ไม่มีลึกไปกว่านั้น

ทีน่าปิดประตูบานขวา แล้วหันมาเปิดประตูทางซ้ายแทน หลังประตูเป็นห้องน้ำแบบแปลกๆ อ่างอาบน้ำมีขาทำจากโลหะมีไอร้อนพวยพุ่ง กำแพงดินมีที่แขวนเสื้อโลหะโผล่ออกมาและมีเสื้อกระโปรงตัวหนาหนักสีน้ำตาลลายดอกไม้เล็กๆ ขลิบลูกไม้แสนหวานแขวนอยู่ ส้วมแบบราดทำจากโลหะ และคนโทบรรจุน้ำวางอยู่ข้างอ่างเล็กๆ เหมือนที่ล้างหน้าสำหรับท่านลอร์ดยุคโบราณในหนัง ใต้คนโทมีกระดาษแผ่นเล็กเสียบเอาไว้ เขียนด้วยภาษาอังกฤษใจความว่า ตามสบายนะจ๊ะสาวน้อย อาบน้ำแล้วลงไปทานข้าวด้านล่าง

 

ทีน่าค่อยๆ ย่องลงบันไดพร้อมกับกระชับเสื้อคลุมตัวหนาเข้าแนบตัวเพราะความหนาว หยุดยืนหันรีหันขวางที่ตีนบันไดซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นห้องนั่งเล่นซึ่งหนาวไม่แพ้กัน ก่อนที่สายตาจะไปปะทะกับบานประตูที่แง้มอยู่ แสงไฟสีส้มกับเสียงเคร้งคร้างทำให้รู้ว่าน่าจะมีคนอยู่ในห้องนั้น เด็กสาวจึงค่อยๆ ย่องตรงไปที่ประตู แนบตากับรอยแง้ม

“ตื่นแล้วเหรอคะคุณหนู เชิญข้างในค่ะ” เสียงหวานดังมาจากร่างโปร่งที่ยืนอยู่หน้าเตา ทีน่ามองไม่เห็นอะไรนอกจากแผ่นหลังของเธอ แต่ฟังจากเสียงแล้ว... น่าจะเป็นหญิงสูงวัยคนหนึ่ง “อาหารเช้ามื้อสายกำลังจะเสร็จค่ะ เข้ามานั่งรอที่โต๊ะเลยก็ได้”

ร่างโปร่งนั้นพูดต่อก่อนจะหันมา เป็นเหตุให้ทีน่าผงะถอยหลังหนีแทบไม่ทัน ปล่อประตูให้เปิดอ้าออก และออกมายืนตั้งหลักที่กลางห้องนั่งเล่นที่หนาวจนขนลุกซู่ (หรือขนลุกเพราะผู้หญิงตรงหน้าก็ไม่แน่ใจ) พร้อมกับตะกุกตะกัก

“คุณเป็น.. เอ่อ... เป็นอะไร หมายความว่า คุณใส่คอนแทกเลนส์แกล้งฉันเล่นใช่มั้ยคะ?”

“ฉันเป็นพวกภูติค่ะ เป็นแม่บ้านของที่นี่ พูดไปตอนนี้คุณหนูคงไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้คุณหนูอยู่ที่แพนเจียค่ะ” ภูติวัยกลางคนตอบพร้อมกับผายมือไปที่โต๊ะอาหารในครัว “เข้ามานั่งตรงนี้ดีกว่าค่ะ ในนี้มีเตา อุ่นกว่าในห้องนั่งเล่น”

“แพนเจียเหรอคะ?” ที่ทางตื่นเต้นและน้ำเสียงที่สดใจขึ้นของเด็กสาวสร้างความแปลกใจให้กับภูติแม่บ้านพอสมควร ก็เธอนึกว่าจะเจออาการหวาดระแวง แตกตื่น หรือโมโหโวยวาย หวาดกลัว

“ค่ะ ที่นี่แพนเจีย เอนชานท์เวล นครที่อยู่ใต้สุด”

“มิน่า ถึงได้หนาวแบบนี้” ทีน่าพึมพำพร้อมกับยอมเดินมานั่งที่โต๊ะอาหารแต่โดยดีจนภูติแม่บ้านต้องมองตามอย่างประหลาดใจ “ทำไมถึงจ้องหนูอย่างนั้นคะ?”

“คุณหนูไม่สงสัยบ้างเหรอคะ?”

“ก็ไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ คุณยายกับป้าแล้วก็พี่สาวหนูพูดถึงแพนเจียอยู่บ่อยๆ ตระกูลหนูเป็นคนของที่นี่ พวกเขาบอกเสมอว่าสักวันหนึ่งพวกเราก็ต้องกลับมาที่นี่ กลับมาที่ บ้าน ” เด็กสาวพูดด้วยเสียงเหมือนท่องกวีก่อนจะเปลี่ยนเป็นสดใส “หนูดีใจค่ะที่เป็นหนูที่ได้กลับมาที่นี่ แล้วก็ไว้ใจคุณด้วย เพราะที่มิติหนูอยู่ก็คงไม่มีคอนแทกเลนส์แบบนี้”

“งั้นเหรอคะ?”

“ค่ะ ยิ่งคุณเป็นภูติหนูก็ยิ่งไว้ใจคุณ เพราะถ้าคุณคิดจะทำอันตรายหนูก็คงจะง่ายมาก” ทีน่าบอก

“ภูติมีหลายแบบค่ะคุณหนู ถ้าเป็นภูติชนชั้นถูกปกครอง หมายถึงพวกภูติประจำบ้านหรือสถานที่จะแทบไม่มีพลังอำนาจอะไรเลย แต่ถ้าเป็นภูติชนชั้นปกครองถึงจะมีพลังควบคุมเวทมหาศาลค่ะ” ภูติแม่บ้านอธิบาย

“งั้นคุณก็ต้องเป็นภูติชนชั้นปกครองแล้วล่ะค่ะ เพราะคุณหูไม่แหลมเลยนี่นา แค่แก้วตาเหมือนแมวเฉยๆ” เล็กสาวเถียง “แปลกจังค่ะที่ภูติอย่างคุณมาเรียกฉันว่าคุณหนู”

“คุณหนูรู้มากจนดิฉันสงสัยขึ้นมาบ้างแล้วล่ะค่ะ คุณหนูชื่ออะไรคะเนี่ย?”

“ทีน่า... วาเลนทีน่า เดอการ์ด ค่ะ ฉันใช้นามสกุลแม่น่ะค่ะ”

“อ้อ มิน่า” ภูติแม่บ้านพึมพำแล้วเงียบไป

“มิน่า...อะไรคะ?”

“มิน่าถึงได้รู้อะไรๆ ดีน่ะสิคะ มาค่ะ ทานอาหารแล้วจะได้ทานยายัดเยียดความทรงจำ ต้องยัดเยียดความทรงจำด้านภาษาแพนเจียให้คุณหนูเดอการ์ดจะได้ไม่ดูมีพิรุทธ์ แล้วหลังจากอาหารคุณหนูอยากทำอะไรก็บอกมาได้เลยนะคะ ยกเว้นอย่างเดียวคือออกไปข้างนอก ช่วงนี้อันตรายน่ะค่ะ”

“เอ้อ...เรียกทีน่าก็ได้ค่ะ” เด็กสาวบอกแล้วทวนคำของอีกฝ่ายอย่างล้อๆ “งั้นหนูขอหนังสืออ่านแล้วกันค่ะ เกี่ยวกับเรื่องพื้นฐานของแพนเจียน่ะค่ะ จะได้มีความรู้พอ ไม่ดูพิรุทธ์”

 

บ้านเทพรังสรรค์มีสมาชิกถาวรแปดคน คือ

สมศักดิ์ นายใหญ่ของบ้าน (ในนาม) ทำงานเป็นทนายของบริษัทใหญ่โต และเป็นคนขับรถของบ้านไปในตัว

แอน ภรรยาของสมศักดิ์ (นายใหญ่ของบ้านตัวจริง) ทำงานเป็นเซลล์ขายยาและอาหารสัตว์ เงินเดือนเหยียบแสน

บอล ลูกชายคนโตของสมศักดิ์และแอน เรียนอยู่ชั้นม. 6 โรงเรียน “เดอะ โนวา”

เบส ลูกสาวคนโต หรือลูกคนรองของบ้าน เรียนอยู่ชั้นม. 2 โรงเรียนเดียวกับพี่ชาย

บาส ลูกชายคนรอง หรือลูกคนที่สามของบ้าน เรียนอยู่ชั้นป. 6 โรงเรียนเดียวกับพี่ๆ

เบล ลูกสาวคนเล็ก เรียนอยู่ชั้นป. 2 ที่เดอะโนวาเช่นกัน

ป้าเรย์ แม่ครัว

และคนสุดท้าย พี่แดง พี่เลี้ยงที่เลี้ยงเด็กๆ บ้านนี้มาตั้งแต่บอลยันเบล

ตอนนี้สมาชิกในบ้านทั้งแปดกำลังประจำที่อยู่ที่โต๊ะอาหาร สมศักดิ์นั่งหัวโต๊ะพลางคุยกับแอน ด้านขวาของเขานั่งไว้ด้วยแอนกับเบสซึ่งกำลังฟังเขาคุย ส่วนด้านซ้ายคือบอล บาส และเบลซึ่งนั่งเงียบด้วยกันทั้งสามคน ป้าเรย์ยืนอยู่ข้างโต๊ะเล็กกำลังคดข้าวให้ทุกคน ส่วนพี่แดงยืนประจำตำแหน่งด้านหลังเบล

แต่จู่ๆ กิจกรรมทั้งหมดก็หยุดชะงักเมื่อแขกของบ้านซึ่งทุกคนกำลังรอเดินเข้ามาให้ห้องด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม ดูกล้าๆ กลัวๆ นิดๆ ด้วยเหตุผลเดียวกันหมดคือ...ชุดคุณเธอ...เริ่ดมาก!

พันนามารีนอยู่ในชุดเกาะอกสีน้ำเงินตัดจากผ้าที่ดูแวววาวเลื่อมพรายเข้ากับผมสีน้ำเงินที่ปล่อยอิสระ ด้านบนของชุดแนบติดกับตัวจนเห็นทรวดทรงชัดเจน บนหน้าอกซ้ายปักตรารูปดอกบัวเจ็ดกลีบ ส่วนกระโปรงเป็นแบบกระโปรงตูตูที่มีจีบเยอะๆ คล้ายกระโปรงบัลเล่ย์ยาวครึ่งแข้ง เวลาเดินกระโปรงจะส่ายเล็กน้อย

เด็กสาวเดินมาหยุดอยู่หลังเก้าอี้ว่างตรงปลายโต๊ะแล้วรีรอ เหลือบมองเจ้าบ้านแต่ละคนที่เอาแต่จ้องเธออย่างประหม่า

แอนเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ เธอกระแอมเบาๆ เพื่อเรียกสติทุกคนจนทั้งหมดสะดุ้งเบาๆ แล้วยิ้มแหยๆ ส่งมาให้พันนามารีนที่ยังยืนทำหน้าเก้อไม่รู้จะนั่งดีไม่นั่งดี

“นั่งเลยจ้ะ ไม่ต้องเกรงใจ” แอนบอก พอเห็นเด็กสาวนั่งลงแล้วเธอจึงกระแอมอีกรอบก่อนจะถามเข้าประเด็น “นั่นชุดนักเรียนโรงเรียนหนูเหรอลูก?”

“ค่ะ” พันนามารีนตอบงงๆ เหมือนไม่เข้าใจว่าจะถามทำไม

“หมายความว่าเด็กทั้งโรงเรียนลูกแต่งตัวแบบนี้กันหมดเลยเหรอ?” สมศักดิ์ถามบ้าง พยายามจินตะนาการภาพขึ้นในใจ คงเหมือนโรงเรียนเจ้าหญิงในการ์ตูนเด็กแหงๆ

“ก็ใช่ เอ่อ หมายถึง... เฉพาะผู้หญิงน่ะค่ะ...?” พันนามารีนตอบน้ำเสียงมี่แน่ใจพร้อมกับทำตาโตเล็กน้อยเป็นการตั้งคำถาม

“อย่างกับชุดไปงานเลย” เบสพึมพำ ดังพอให้ทุกคนได้ยินชัดเจน พี่แดงแอบพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วย ส่วนพันนามารีนก็หน้าเสียไปนิด

“เอ่อ แม่ว่า...ลูกใส่ชุดนักเรียนของเบสไปแทนจะดีกว่านะลูก แล้วเดี๋ยวเย็นนี้ให้บอลพาไปซื้อชุดนักเรียนใหม่ เพราะถ้าแต่งแบบนี้ไปโรงเรียนจะเด่นมากไปหน่อยน่ะจ้ะ”

“ก็ได้ค่ะ” เด็กสาวตอบงงๆ พลางก้มลงมองชุดตัวเองแล้วขมวดคิ้ว

“แล้วพี่พันนามารีนจะใส่ชุดหนูได้เหรอ?” เบสถามพลางขมวดคิ้วใส่พันนามารีนที่ได้แต่นั่งนิ่ง

“แล้วจะให้ใส่ชุดเบลหรือไง คงไม่ไหวมั้ง” บอลแย้งเสียงเรียบ บาสพยักหน้าเห็นด้วยอย่างขรึมๆ

“สรุปก็ชุดเบสนั่นแหละ” คนเป็นแม่อย่างแอนเป็นคนตัดสิน

“ค่ะ” พันนามารีนรับคำ

“พ่อก็นำสวดสิ เดี๋ยวก็ไปส่งลูกเรียนไม่ทันหรอก” แอนหันไปดุสามี

 

เสื้อผ้าของเบสหลวมโพรกเมื่อมาอยู่บนร่างเล็กของพันนามารีน ประกอบด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวที่ต้องพับแขนขึ้นซ่อนไว้หลังเสื้อสูทรสีเหลืองอ๋อยที่หลวมจนดูไม่เป็นทรง เน็คไทร์สีเดียวกับสูทรยาวจรดเอว และกระโปรงลายสก๊อดสีเหลืองพอๆ กับสูทรที่ยาวเลยเข่ามานิดหน่อย แถมหลวมมากจนต้องรัดเข้มขัดเข้าจนแน่นกระโปรงจึงดูย่นๆ แปลกๆ เธอก้มลงมองมันแล้วก้มลงมองอีกอย่างข้องใจว่าใส่ชุดแบบนี้แล้วมันแปลกน้อยกว่าชุดนักเรียนของเธอเองตรงไหน แต่แล้วก็ทำท่าปลงๆ ก่อนจะผินหน้าออกไปมองวิวนอกหน้าต่างรถแทน

รถอเนกประสงค์คันใหญ่มีสมศักดิ์เป็นคนขับจอดติดไฟแดงอยู่แถวสถานีรถไฟฟ้า พันนามารีนที่ไม่คุ้นเคยกับโลกในมิตินี้สักเท่าไหร่มองคนที่เดินขึ้นเดินลงสถานีรถไฟฟ้าอย่างสนใจระคนสงสัย ก่อนจะหันมาหาคนที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ เธอพลางย่นคิ้วถาม

“นี่บอล เด็กพวกนั้นเรียนโรงเรียนเดียวกันหมดเลยเหรอ?”

“หืม???” บอลหันกลับจากหน้าต่างรถมามองหน้าเด็กสาวด้านข้างมึนๆ

“ก็ฉันเห็นเด็กใส่ชุดนักเรียนแบบนั้นตั้งเยอะนี่” ว่าแล้วร่างเล็กก็ยืนมือไปยังเด็กผู้ชายคนนึ่งในชุดเสื้อแขนสั้นสีขาวลงครามกับกางเกงขาสั้นสีดำที่กำลังเดินถือกระเป๋าสีดำแบนๆ ขึ้นไปบนสถานีรถไฟฟ้า

“อ่อ...” คนถูกถามนิ่งไปนิดอย่างพยายามเรียบเรียงคำพูด “นั่นมันชุดนักเรียนมารตรฐานนะ พวกเด็กโรงเรียนรัฐฯ เขาก็ใส่แบบนั้นทุกโรงเรียนแหละ แต่โรงเรียนเดอะโนวานี่เป็นโรงเรียนเอกชน ก็เลยมีชุดนักเรียนที่แปลกออกไป...นิดหน่อย”

“งั้นก็น่าจะใส่ชุดของฉันได้ดิ มันก็แค่ชุดนักเรียนที่แปลกออกไป” พันนามารีนเถียงอย่างข้องใจ

“คือ...” เด็กหนุ่มเบ้หน้า นึกถึงเด็กสาวในฝันของเขาที่แม้หน้าตาจะเหมือนคนตรงหน้าไม่มีผิดแต่ดูจะเข้าใจอะไรๆ ได้ดีกว่าเจ้าหล่อนมาก (ไม่ดื้อนั่นแหละ) “ชุดเธอมันแปลกออกไปมากเกินไง”

“พ่อว่าจะถามนานแล้ว หนูพันนามารีนดูเหมือนคนไม่เคยมาเมืองไทย ทำไมพูดภาษาไทยชัดจัง?” สมบัติที่ทำหน้าที่เป็นโชเฟอร์ถามเด็กสาวทั้งที่ตายังจับจ้องอยู่ที่สัญญาณไฟถนนที่เปลี่ยนจากแดงเป็นเขียว

คนถูกถามนิ่งไปนิดหนึ่ง น้อยมากจนไม่มีใครทันเห็นนอกจากบอลที่กำลังมองเธออยู่พอดี ก่อนที่เธอจะตอบอย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ

“พอดีหนูมีญาติเป็นคนไทยน่ะค่ะ แกเลี้ยงหนูมา เวลาแกคุยกับหนูแกจะพูดภาษาไทย แกว่าคนเราพูดได้หลายภาษาเท่าไหร่ก็ได้เปรียบเท่านั้นน่ะค่ะ (ความจริงคือกินยายัดเยีบดความทรงจำเข้าไป กับฝึกอีกนิดๆ หน่อยๆ)”

“อ้อ แล้วนี่หนูเป็นคนประเทศไหนล่ะจ้ะ?”

บอลที่มองหน้าเด็กสาวอยู่เห็นเธอแอบปาดเหงื่อ เขาก็วิตกเหมือนกัน หวังว่าเธอจะไม่พูดความจริงออกไปนะ ไม่งั้นมีหวังรถคว่ำเพราะพ่อตกใจแหง

“อังกฤษน่ะค่ะ ก็เดอะโนวารับเด็กแลกเปลี่ยนจากอังกฤษประเทศเดียวนี่คะ” อีกครั้งที่เธอตอบอย่างลื่นไหลจนบอลต้องแอบถอนใจออกมาอย่างโล่งอก

ดีที่หลังจากนั้นสมศักดิ์ก็ไม่ได้สงสัยอะไรเพิ่มเติม ช่วยให้พันนามารีนหายใจได้ทั่วท้อง ส่วนบอลก็ได้แต่ขมวดคิ้ว เก็บคำถามที่มีเป็นกระบุงโกยเอาไว้ในใจจนรถมาจอดอยู่หน้าโรงเรียน

 “เธอไม่ใช่เด็กแลกเปลี่ยนตัวจริง แล้วจะไปเอาชื่อกับห้องเรียนมาจากไหนเนี่ย?” บอลถามขึ้นทันทีที่เห็นน้องๆ ทั้งสามคนแยกย้ายกันไปตามทางแยกเพื่อไปยังโซนตึกเรียนของตัวเองเรียบร้อย

“ฉันจัดการไว้หมดแล้วน่า คิดว่าฉันโง่นักหรือ” เด็กสาวตอบเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาก่อนจะขมวดคิ้วอย่างเป็นกังวล “นายว่าฉันควรเปลี่ยนศาสนาเป็นศาสนาคริสต์แล้วไปสารภาพบาปดีมั้ย โกหกพ่อนายไปตั้งสองรอบอ่ะ แล้วนี่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องโกหกใครเพิ่มอีกรึเปล่า”

“เธอนี่” เด็กหนุ่มถอนใจเบาๆ ด้วยท่าทีเคร่งขรึมเหมือนเคย แม้ว่าในใจจะอยากตบหัวเพื่อนใหม่คนนี้ดูสักทีให้หายซ่าก็ตาม

“ฮ่า ฮ่า เอาเถอะ ถ้าจำเป็นต้องโกหกก็คงไม่ผิดมากหรอกมั้ง” พันนามารีนเออออกับตัวเองเมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่นิ่ง

“ว่าแต่ยัยนี่...เอาเวลาที่ไหนไปจัดการเรื่องโรงเรียน” เด็กหนุ่มพึมพำเบาๆ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า เพราะจะยังไง ในความคิดของเขา ผู้ใช้มนตราอย่างพันนามารีนน่าจะมีทางของเธออยู่แล้ว

“ฉันก็มีเพื่อนที่เก่งพอจะทำเรื่องพวกนี้น่ะสิ...อ้ะ นั่นห้องน้ำนี่ ขอเวลาเดี๋ยว” เด็กสาวเปลี่ยนเรื่องกระทันหันแล้วรีบวิ่งไปทางห้องน้ำใต้ตึก ด้วยท่าทางที่ทำให้บอลอึ้ง... ยัยนี่ไม่มีความสง่างามหรืออ่อนช้อยเหมือนเด็กสาวในความฝันของเขาสักนิด ยิ่งมาอยู่ในชุดหลวมๆ ไม่เป็นทรงแบบนี้ยิ่งแล้วใหญ่

ไม่ถึงหนึ่งนาที อันที่จริงไม่กี่วิด้วยซ้ำ ไม่ทันที่เขาจะนินทาเธอในใจจบเลย พันนามารีนก็วิ่งออกจากห้องน้ำ ตรงมาหาเขาพร้อมกับยิ้มกว้าง แต่ที่เปลี่ยนไปมากก็คือ ชุดที่เธอสวม

เธอกลับมาในชุดนักเรียนของเดอะโนวาแบบพอดีตัว ยกเว้นกระโปรงที่ดูจะสั้นไปนิดในสายตาของบอล รูปทรงเหมือนกับชุดของเบสแต่เปลี่ยนจากสีเหลืองสำหรับเด็กม. ต้นมาเป็นสีเขียวแก่ของเด็กม.ปลาย แม้แต่รองเท้าผ้าใบที่บาสให้ยืม (ของเบสเบอร์ใหญ่จนใส่ไม่ได้) ก็กลายเป็นรองเท้านักเรียนมันปลาบขนาดพอดีเท้า

“ต้องเปลี่ยนให้ดูปกติหน่อยน่ะ คนมองฉันกันตรึม” เด็กสาวบอก แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่จ้องเธอด้วยสายตาพิศวงเธอเลยยกมือขึ้นโบกตรงหน้าเขา “เฮ้”

บอลกระพริบตาปริบๆ ยังคงมองหน้าเด็กสาวอย่างทึ่งๆ ก่อนจะเปรย

“มีเวทมนต์มันดีอย่างนี้นี่เอง”

“ชู่ว์ นายจะประกาศให้โลกรู้หรือไง เดี๋ยวฉันก็ถูกเอาไปเผาทั้งเป็นหรอก” เด็กสาวเขย่งขาขึ้น ยื่นหน้ามากระซิบเตือนเสียงเขียว

“โทษที ไม่ชินน่ะ แล้วนี่ก็ไม่ใช่ยุคมืดแล้วด้วย จะได้เอาพวกแม่มัดไปโยนลงกองไฟอ่ะ” บอลกระซิบตอบพลางกระพริบตาปริบๆ “แล้วนี่ทำไมเธอเพิ่งมาใช้เวทเอาตอนนี้ล่ะ?”

“ฉันไม่อยากทำให้ครอบครัวนายแตกตื่นน่ะสิ” พันนามารีนของเสียงห้วนๆ “แล้วนายกะจะยืนอยู่หน้าห้องน้ำไปอีกนานมั้ย นี่จะแปดโมงแล้วนะ คนที่นี่เขาต้องเข้าแถวร้องเพลงทุกเช้าไม่ใช่หรือไง?”

“เขาเรียกเคารพธงชาติ” บอลอธิบายก่อนจะเริ่งฝีเท้าออกเดิน (วิ่ง) ไปยังลานหน้าเสาธง “และเรากำลังจะสายแบบที่เธอบอกแล้วด้วย”

“เฮ้ รอด้วยสิ” พันนามารีนร้องไล่เสียงดังพร้อมกับวิ่งตามมาดึงหลังเสื้อบอลเอาไว้

“เธอรู้มั้ยว่าถ้าเราไปสายเราจะโดนอะไรมั่งอ่ะ มานี่เลย” บอลหันมาบ่นแล้วคว้ามือเล็กที่กำเสื้อเขาไว้มาจับพร้อมกับดึงอีกฝ่ายให้ออกวิ่งไปพร้อมๆ กับเด็กนักเรียนคนอื่นแถวๆ นั้น

“...” เด็กสาวร่างเล็กวิ่งไปก็มองมือหนาที่จับมือเธอไว้ไป สัมผัสแบบนี้ เหมือนเดิมเลยนะ เหมือนแบบที่เธอโหยหามาตั้งนาน

บอลเองก็เช่นกัน เขามองดูมือตัวเองอย่างประหลาดใจ แน่ละ เขาไม่ได้ตั้งใจจะเอื้อมไปจับมือเพื่อนผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักกันอย่างพันนามารีนเลย แต่มือมันไปเอง เหมือนชินที่จะทำอะไรแบบนี้

9 ความคิดเห็น