13 Guardians ตอน Pannamarine เสียงเพลงแห่งการเพรียกหา

ตอนที่ 7 : บท 6 การปรากฏตัวของเทวีแห่งสายน้ำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 ม.ค. 56

บท 6 การปรากฏตัวของเทวีแห่งสายน้ำ

 

“ฉันก็คือพันนามารีน วารีกระจ่างใจผู้พิทักษ์คนที่ 9 องค์เทวีแห่งสายน้ำที่วิญญาณถูกผูกติดกับเสียงเพลงของนายน่ะสิ” เสียงตอบดังกังวานเป็นจังหวะจะโคนราวกับคนตอบกำลังท่องกวี

“พันนามารีน องค์เทวีแห่งสายน้ำเนี่ยนะ?” บอลถามเสียงสูง “หมายถึงเธอเป็นราชินีแห่งสายน้ำเนี่ยนะ? เอ๊ะ หรือว่าเธอเป็นพรายน้ำอะไรแบบนั้นเหรอ?”

พอถามถึงประโยคสุดท้ายเด็กหนุ่มก็อดแอบเหงื่อตกไม่ได้ พรายน้ำก็คือผีไม่ใช่เหรอไง ถึงเขาจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องอะไรพวกนี้ แต่ก็ไม่มีใครยืนยันได้นี่ว่าผีไม่มีในโลก เขาอาจจะมีโชค (ร้าย) ได้เจอของดี

“บ้า ฉันก็เป็นคนเนี่ยแหละ นายก็น่าจะรู้นี่ว่าพวกพรายจะมีแก้วตาเป็นเส้นเดียวอ่ะ”

“ฮะ เธอหมายถึงตาแมวรึเปล่า? นี่เธอกำลังบอกว่าผีมีจริงเหรอ?” เด็กหนุ่มรัวคำถามด้วยความรู้สึกอยากเป็นลมมากกว่าเดิม

“พรายน้ำไม่ใช่ผีซักหน่อย” พันนามารีนตอบพลางย่นจมูก “ดูเหมือนเรากำลังหลุดประเด็นนะ กลับมาเข้าเรื่อง ฉันไม่ใช่พรายหรือผี ฉันเป็นคน เพียงแต่วิญญาณของฉันถูกผูกติดกับเสียงเพลงของนายเท่านั้น”

“บอกตรงๆ ว่าไม่เข้าใจอ่ะ” บอลยกมือขึ้นทำท่ายอมแพ้นิดหนึ่งก่อนจะรีบลดมือลงก่อนที่จะรู้สึกว่าตัวเองปัญญาอ่อนมากจนเกินไป

“อืม งั้นเอาง่ายๆ นายเชื่อเรื่องกรรมแล้วก็การกลับมาเกิดใหม่มั้ยล่ะ?” พันนามารีนถามพร้อมกับอมยิ้มปริศนา

บอลนิ่งคิด เขาไม่ใช่คนพุทธ ครอบครัวเขาเป็นคาทอลิก ดังนั้นเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ชดใช้กรรมอะไรพวกนี้ดูเหมือนจะไกลตัวเขาอยู่สักหน่อย แต่ในเมื่อเขาอยู่ในเมืองพุทธที่คนรอบๆ ตัวดูเหมือนจะเชื่อเรื่องแบบนี้กันหมดก็อดมีอิทธิพลกับความคิดไม่ได้ แต่จะให้สรุปจริงๆ ก็คงต้องบอกว่า เขาไม่เคยวิเคราะห์เรื่องนี้มากจนบอกได้ว่าตัวเองเชื่อหรือไม่เชื่อกันแน่

“ไม่รู้สิ ไม่น่าจะนะ”

“อืม...ฉันก็ไม่ได้จะบอกให้นายเชื่อหรืออะไรหรอกนะ เพราะฉันก็ยืนยันไม่ได้เหมือนกันว่าเรื่องแบบนี้เกิดได้กับทุกคน หรือว่ามันเกิดจากกรรม แต่ฉันบอกนายได้นะ ว่าทั้งฉันและนาย เรากลับมาเกิดใหม่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

“ฮะ?” เด็กหนุ่มได้แต่ทำหน้าเหลอหลา เขาเนี่ยนะ กลับมาเกิดใหม่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ว่าแต่นี่มันชาติที่เท่าไหร่แล้วล่ะ อ้ะ เลิกฟุ้งซ่านเหอะ

“ใช่ นายกับฉัน แล้วก็คนอื่นอีกสิบเอ็ดคน” พันนามารีนพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะบ่นกับตัวเอง “อย่าบอกนะว่านายจำฉันไม่ได้เลยอ่ะ นี่เราเกิดมาเจอกันและรักกะ...เอ่อ... เอาเป็นว่าเกิดมาเจอกันตั้งหลายชาติแล้วแท้ๆ”

“เห?” บอลคราง นึกถึงเรื่องความฝันขึ้นมาทันที อย่าบอกนะว่าที่เขาจำเรื่องที่ (คิดว่าตัวเอง) ฝันถึงพันนามารีนได้แม่นก็เพราะมันไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นความทรงจำต่างหาก ความทรงจำจากชาติก่อน

“ฉันไม่โทษนายหรอกนะที่ยังจำไม่ได้ ขนาดพวกฉันยังต้องถูกกระตุ้นเลยถึงจะจำได้” พันนามารีนพูดเหมือนปลอบตัวเองมากกว่า ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องกระทันหัน  “นายสงสัยไม่ใช่เหรอว่าใครเขียนเพลงพันนามารีนขึ้นมาน่ะ เพราะว่ามันแตกต่างจากเพลงอื่นในยุค...”

“ใช่” เด็กหนุ่มรีบสวนกลับทันที ใช่ เขาอยากรู้ และตอนนี้ความอยากรู้นั่นก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าแล้วด้วย ไม่ใช่แค่เพราะดูเหมือนว่าเรื่องประหลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเขาจะมีโน๊ตเพลงเก่าๆ หลายแผ่นนั้นเป็นต้นเหตุ แต่มันคงไม่บังเอิญหรอกนะ ที่ผู้หญิงตรงหน้าเขาชื่อเหมือนชื่อเพลงอ่ะ

พันนามารีนพ่นลมหายใจออกทางปากเล็กน้อยกับความอยากรู้ของอีกฝ่ายก่อนจะวาดมือไปทางโน๊ตเพลงในมือชายหนุ่มพร้อมกับพึมพำ

“อักษรที่ซ่อนเร้นจงปรากฏ”

ดวงไฟสีฟ้าเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วเรียวก่อนจะลอยเข้าหากระดาษสีเหลืองกรอบในมือเด็กหนุ่ม ก่อนจะซึมหายเข้าไปในแผ่นกระดาษบริเวณมุมบนทางขวา แล้วอักษรภาษาอังกฤษกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงนั้น เด็กหนุ่มจ้องดวงไฟนั้นเขม็งอย่างไม่เคยชินแล้วเลยไปจ้องตัวอักษรที่เพิ่งปรากฏขึ้นมากลุ่มนั้นอย่างระแวง

“ทำไมต้องซ่อนด้วยล่ะ?” เขาถามพลางเดินเข้าไปใกล้เพื่ออ่านชื่อคนแต่ง

“เพราะว่าเขาคนนั้นไม่มีตัวตนอยู่บนโลกนี้ มิตินี้...ไง หรือว่านายรู้จัก?” เด็กสาวถามกลับ ซ่อนความตื่นเต้นดีใจไว้ในน้ำเสียง

บอลก้มลงมองตัวอักษรเหล่านั้น มันเขียนเอาไว้ด้วยลายมือตวัดสวยงามคล้ายลายเส้นที่ใช้เขียนโน๊ตเป็นใจความว่า

‘Composed by Brimes P. Tolker’

เขาทวนชื่อนั้นในใจ ใช่ เขาไม่รู้จักคอมโพสเซอร์คนนี้ แต่พอพึมพำชื่อนี้ออกมา มันกลับคุ้นลิ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ที่พูดว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่บนมิตินี้นี่มัน...? คิดแล้วก็หันไปส่งสายตาถามเด็กสาวผมน้ำเงิน เป็นเหตุให้เธอทำหน้าคว่ำแบบว่า...ตื่นเต้นสูญเปล่าเลย

“บรามส์คนนั้น ก็คือนายไง นี่ อย่าทำหน้าไม่เชื่ออย่างนั้นสิ บรามส์คนนั้นเป็นนายจริงๆ นายเขียนเพลงนี้ขึ้นมาตอนอายุ...ซักร้อยปีละมั้ง แล้วร่ายมนตราผูกวิญญาณของฉันเข้ากับบทเพลง กันความผิดพลาดน่ะ แบบว่าเราจะได้หากันเจอถึงแม้จะอยู่กับคนละโลกก็ตาม อย่างตอนนี้ไง แล้วพอหากันเจอ เราก็จะ...” คนอธิบายต้องหยุดพูดเมื่ออีกฝ่ายยกมือห้ามพร้อมทำหน้าซีดเหมือนอยากจะเป็นลม

“รู้มั้ยพันนามารีน ตั้งแต่ตอนที่เธอเดินเข้าประตูมา เธอพูดเรื่องประหลาดที่ไม่น่าจะเป็นไปได้กี่เรื่องแล้ว” บอลครางพลางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้คอมฯ ตัวใหญ่อย่างหมดแรง

“เรื่องจริงทั้งนั้น แต่นายไม่เคยชินต่างหาก แต่ยังไงเรื่องพวกนี้นายก็ต้องรู้ไว้” คนตัวเล็กที่นั่งอยู่บนโต๊ะก้มหน้าลงมาเถียง

“ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากเจอเธอนะ แต่ว่า เธอมาที่นี่ทำไม” บอลถามด้วยสายตาประมาณว่า ฉันอยากได้ชีวิตธรรมดาของฉันคืน เธอกลับไปอยู่แค่ในฝันของฉันก็พอ

“ก็นายเรียกฉันมาเองนี่” เด็กสาวขึ้นเสียงเล็กน้อย

“เธอควรจะรู้ดียิ่งกว่าใครนะว่ามันเป็นแผน เพื่อนฉันคนนั้นที่ให้โน๊ตเพลงนี้กับฉันตอนวันเกิดต้องสมรู้ร่วมคิดกับเธอแน่...ถ้าเพลงที่ฉันเล่นเรียกเธอมาจริงๆ อ่ะนะ” เขาบอกเสียงขรึม

“อ้าว รู้แล้วเหรอว่าเป็นแผนน่ะ” เด็กสาวทำหน้าแหย “แต่จะบอกให้นะ นี่มันก็แผนของนายทั้งนั้น”

“ฉันเมื่อชาติที่แล้วสิ” บอลต่อให้อย่างปลงๆ “แต่ยังไงมันก็ต้องมีเหตุผลสิ ทำไมฉันในชาติที่แล้วถึงอยากเจอเธออีกในชาตินี้ นี่ไม่นับที่เธอบอกว่าเราเกิดมาเจอกันตั้งหลายชาติแล้วหรอกนะ จะบ้าตาย ฉันเกิดมาชาติที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย”

แวบหนึ่ง บอลคิดว่าตัวเองเห็นความเจ็บปวดฉายวูบขึ้นในดวงตาสีน้ำเงินของอีกฝ่ายแล้วจางหายไปอย่างรวดเร็วจนเขาไม่แน่ใจว่าตัวเองตาฝาดไปรึเปล่า เพราะต่อมายังนั้นก็หันมายิ้มให้เขาอย่างเหนือกว่า

“ที่นายต้องเขียนเพลงนี้ขึ้นมาก็เพราะ เมื่อชาติก่อนเกิดความผิดพลาดขึ้นกับบุปผาพิสวาศ ผู้พิทักษ์คนที่สิบเอ็ดและเราไม่ต้องการให้เกิดปัญหาแบบนั้นขึ้นอีก เงาราตรีผู้พิทักษ์คนที่สิบสองก็เลยเสนอให้นายแต่งเพลงนี้ขึ้นมา เพราะการที่เราสามารถกลับมาเกิดไม่ใช่เพราะเพื่อเรา แต่เพราะเรามีหน้าที่ และถ้ามีใครสักคนไม่สามารถระลึกถึงหน้าที่นั้น อีกคนก็จะต้องเป็นคนตามหาและถ่ายทอดไง” เด็กสาวแถลง “วู้ ไม่ต้องทำท่าข้องใจ จุดประสงค์ที่ฉันมาที่นี่ก็เพื่อยื่นข้อเสนอให้นาย และทำให้นายพร้อมที่จะตัดสินใจ”

“ข้อเสนออะไร?”

“เมื่อไหร่นายพร้อมที่จะตัดสินใจ นายก็จะรู้เองว่าข้อเสนอคืออะไร” เด็กสาวบอกอย่างเป็นปริศนาพร้อมกับยิ้มอย่างเหนือกว่า (อีกครั้ง)

“โอเค งั้นเธอจะเตรียมพร้อมฉันยังไงล่ะ?” บอลถาม พยายามทำท่ากระตือรือล้น

“ไม่รู้สิ ก็ทำยังไงก็ได้ให้นายสามารถมีชีวิตอยู่ได้ไม่ว่านายจะเลือกอย่างไหน” เด็กสาวยักไหล่ประมาณว่ายังไม่ได้คิด

“เธอพูดเหมือนฉันจะตายได้ถ้าถึงเวลาเลือก”

“ไม่ใช่จะตายได้ แต่ฉันว่าตายแหงๆ ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องทำท่าตกใจแบบนั้นหรอกน่า ก็ฉันบอกอยู่นี่ไงว่าจะทำให้นายสามารถมีชีวิตอยู่ได้อ่ะ” เด็กสาวยิ้มสนุก

“อย่างเช่น?”

“ก็ให้นายปกป้องตัวเองได้เป็นอันดับแรกละ มนตราป้องกันตัวขั้นต้น และการจู่โจมกลับด้วย แล้วก็พวกประวัติศาสตร์แพนเจียกับความจริงที่ว่านายเป็นใครกันแน่นั่นไง” พันนามารีนร่ายยาว “ที่ถามเนี่ย นายพร้อมลุยแล้วใช่มั้ย?”

“ลุยอะไร?”

“ก็ลุยคอร์สฝึกร่ายเวทแบบรวบรัดไง”

“จะไม่ให้เวลาทำใจหน่อยหรือไง?”

“ทำใจบ้าอะไร ฉันไม่โหดหรอกน่า จะบอกให้นะว่านายโชคดีแล้วที่มาเจอฉัน เพราะฉันใจเย็นเป็นน้ำเลยถ้าเทียบกับผู้พิทักษ์คนอื่นๆ”

“ไม่ใช่ทำใจแบบนั้น ฉันหมายถึงทำใจเชื่อเรื่องทั้งหมดที่เธอพูดมาต่างหาก” เด็กหนุ่มประท้วง พยายามยืดเวลา (ตาย) ให้กับตัวเอง

“อ๋อ ถ้างั้นก็แล้วแต่นายแล้วกัน เมื่อไหร่ทำใจได้ก็บอกด้วย รีบหน่อยล่ะ เราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นอีกเมื่อไหร่ ต้องเตรียมตัว ยิ่งเตรียมพร้อมเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี” พันนามารีนพูดต่อด้วยท่าทางทีเล่นทีจริง “อีกอย่าง ฉันไม่ได้มีเวลาอยู่กับนายที่นี่ทั้งชีวิต ยังมีมารีเนสต์อีกทั้งเมืองให้ฉันกลับไปดูแล”

พูดจบ ร่างเล็กของคนพูดก็ลื่นไถลลงจากโต๊ะทำงานก่อนจะเคลื่อนไปยังประตูห้อง มือเรียวเล็กจับลูกบิดประตูเปิดออก ก่อนจะพาตัวเองลับหายไปหลังประตูที่ปิดลงเบาๆ ทิ้งให้ร่างสูงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าลำบากใจ

นั่งนิ่งอยู่นาน มือขวาของเด็กหนุ่มถูกยกขึ้นพร้อมกับกำแน่น ก่อนจะทุบลงบนฝ่ามือซ้ายของตัวเองอย่างแรงอย่างมีความหวัง

...เจ็บแฮะ...เด็กหนุ่มคิด แปลว่าคราวนี้เราไม่ได้ฝันไปเหมือนทุกที โชคดีหรือโชคร้ายล่ะเรา ที่จู่ๆ คนที่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดก็มีชีวิตขึ้นมาแบบนี้

ทำไมกันนะ ทำไมโชคชะตาถึงเล่นตลกกับเขานัก ทำไมไม่ให้เขาเดินสวนกับพันนามารีนที่โรงเรียนหรืออะไรทำนองนั้น ทำไมไม่ให้พันนามารีนเป็นคนธรรมดาที่เกิดและอยู่ในโลกเดียวกับเขา ทำไมต้องให้เธอเป็นผู้ใช้เวทมนต์ และทำไม ทำไมถึงต้องถึงเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่ทำใจเชื่อยากแบบนี้ด้วย

เสียงถอนใจจากคนเพียงคนเดียวหยุดชะงักลงเมื่อคนที่เพิ่งเดินออกจากห้องเปิดประตูยื่นหน้าเข้ามามองเขาพร้อมกับรอยยิ้มแบบที่เขาเห็นบ่อยๆ ในความฝัน

“บางครั้งสิ่งที่คนบางคนเรียกว่าพรจากสวรรค์ ก็เป็นคำสาปของคนอีกคน นายก็อย่าตัดพ้อโชคชะตาไปเลย เพราะนายได้เลือกแล้วว่าจะทำแบบนี้เอง เลือก...เมื่อนานมาแล้ว”

ประตูปิดลงอีกครั้ง ทิ้งให้คนห้องถอนเอาลมหายใจที่กลั้นไว้เมื่อครู่ออกมาจนเกลี้ยงปอดก่อนจะพึมพำอยู่คนเดียว

“เลือกบ้าอะไร ไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

 

มังกรนิลหรือเฟรย์ใช้พลังจิตมหาศาลซึ่งเป็นคุณสมบัติทางพันธุกรรมของมังกรนิลสร้างช่องกาลเวหาซึ่งคล้ายประตูมิติของเตชิน ลักษณะเป็นอุโมงเชื่อมต่อถึงจุดหมายที่ทำให้ระยะทางลดลงโดยใช้หลักการเดียวกับหลุมดำ ก่อนจะบินผ่าเข้าไปตามช่องกาลเวหาที่สร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วจนทาเรดิเอเฟโอน่าต้องสร้างบาเรียขึ้นครอบตัวเองและบุคคลแห่งโชคชะตาเอาไว้ไม่ให้ลมตีหน้าจนตายไปเสียก่อน

เป็นเวลาเกือบเช้าแล้ว เฟรย์จึงชะลอความเร็วลงจนเป็นหยุดนิ่งอยู่เหนือยอดไม้ที่ปกคลุมด้วยหิมะ บาเรียสีดำถูกสลายไปแล้ว ทาเรดิเอเฟโอน่าก้าวลงมายืนอยู่กลางอากาศพร้อมกับเก็บเฟรย์เข้าไปในลูกบอลกลมอย่างเดิม เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต เธอจึงร่อนลงบนพื้นในดงต้นสน ก่อนจะพาร่างในบาเรียของบุคคลแห่งโชคชะตาเดินออกไปที่ถนน ตรงไปยังบ้านหลังน้อยสุดถนนสายหนึ่ง

เสียงเปิดประตูบ้านและเสียงย้ำเท้าไล่หิมะหน้าประตูเรียกให้ร่างโปร่งของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นจากในครัวพร้อมกับเสียงทักทายอ่อนโยน

“กลับมาแล้วหรือคะคุณหนู”

“ค่ะแม่ เอาตุ๊กตาตัวใหม่มาให้แม่ดูแลด้วยละ” ทาเรดิเอเฟโอน่าหัวเราะคิกแล้วเดินนำขึ้นบันไดไป โดนมีหญิงวัยกลางคนเดินตามไปติดๆ

ในห้องนอน บาเรียสีดำใสถูกปลดออก ปล่อยให้ร่างของบุคคลแห่งโชคชะตาร่วงลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา

“ไม่น่าเชื่อ นี่ถึงขนาดหลับอยู่ในถุงที่อยู่บนหลังมังกรเลยหรือเนี่ย” ทาเรดิเอเฟโอน่าพึมพำ “บุคคลสำคัญที่แปลกประหลาดอีกคนแล้วสิ”

“แต่หน้าตาสวยน่ารักเชียวนะคะคุณหนู” หญิงวัยกลางคนตั้งข้อสังเกต

“นั่นสิคะแม่” เด็กสาวคล้อยตาม “ยังไงก็ผากแม่ดูแลเธอหน่อยแล้วกันนะคะ เธอเป็นคนสำคัญ จะให้ดีก็... ให้อยู่แต่ในบ้านเราก็พอ”

“แล้วคุณหนูล่ะคะ?”

“จะไปหาเตชินซักหน่อยน่ะค่ะแม่ ต้องส่งข่าวถึงพันนามารีน”

“ขึ้นเหนือเนี่ยนะคะ? เดินทางจากใต้สุดไปเหนือสุดของแพนเจียเลยน่ะหรือคะ?” หญิงวัยกลางคนทำท่าตกใจ

“อืม” ทาเรดิเอเฟโอน่ารับคำพลางยักไหล่เป็นความหมายว่าไม่มีทางอื่นแล้ว “จะไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะแม่ ใช้เฟรย์ไป เย็นๆ วันพรุ่งนี้น่าจะกลับมาถึง”

“จะเดินทางสองวันหนึ่งคืนโดนไม่พักเลยเหรอคะ?”

“เรเป็นใครกันคะแม่ แค่นี้น่ะสบายมาก” ทาเรดิเอเฟโอน่าหัวเราะพร้อมกับเดินไปที่ประตูแล้วทำแก้มป่อง “อีกอย่าง เตชินก็คงไม่อยากให้เรค้างด้วยนักหรอก”

“ไม่ต้องค้างที่วินด์เฟรี่กับท่านเตชินก็ได้นี่คะคุณหนู แต่ว่าไปพักแถวๆ ทางเหนือ อย่างโรงแรมในวินด์เฟรี่หรือฮวาซาน”

“ตกลงค่ะ งั้นจะกลับมาเช้าวันมะรืน” ทาเรดิเอเฟโอน่ายิ้มบาง “ไปก่อนนะคะแม่ ฝากดูแลบุคคลแห่งโชคชะตาด้วย” 

9 ความคิดเห็น