13 Guardians ตอน Pannamarine เสียงเพลงแห่งการเพรียกหา

ตอนที่ 6 : บท 5 โชคชะตาแห่งการแลกเปลี่ยน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 ม.ค. 56

บท 5 โชคชะตาแห่งการแลกเปลี่ยน

 

16 พฤษภาคม ศ.ผ. 6017

บอลลองเล่นเพลงพันนามารีนจบครบทั้งสี่ท่อนในรวดเดียวก่อนจะลดไวโอลินลงพลางพลิกโน๊ตกลับไปยังหน้าแรกพร้อมยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะยกเครื่องดนตรีไม้ในมือซ้ายขึ้นหนีบที่คางอย่างเดิม

เสียงครวญโหยของไวโอลินดังขึ้นอีกครั้งจากต้นเพลงพันนามารีน ก่อนจะเล่นไปเรื่อยๆ ตลอดจนจบแล้ววนกลับไปเริ่มใหม่อีกครั้งเพราะคนเล่นเห่อเพลงที่เพิ่งเล่นได้ใหม่ๆ หลังจากใช้เวลาซ้อมมา (เกือบๆ) หนึ่งเดือนเต็ม

หลังจากเล่นพันนามารีนจบไปสี่รอบ บอลก็ตัดสินใจหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดไวโอลินก่อนจะเก็บลงในกล่อง เอื้อมมือไปปิดโน๊ตแล้วหันหน้าไปทางประตู ก่อนจะก้าวถอยหลังอย่างตกใจไปชนมิวสิคสแตนด์ของตัวเองจนล้ม แล้วทำหน้าแหยเมื่อรู้ตัวว่าหลุดฟอร์ม

แม่ของเขายืนอยู่หน้าประตูกับเด็กสาวร่างเล็กคนหนึ่ง และเขาจะไม่ตกใจขนาดนี้ถ้าเธอคนนั้นจะไม่มีดวงตาสีน้ำเงินกลมโต ไม่แก้มป่องหน้ากลมอย่างน่ารัก และไม่มีผมสีน้ำเงินจัดอย่างนี้ นั่นแหละ เข้าใจถูกแล้วล่ะ ผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างแม่ของเขาคือคนที่เขาฝันเห็นทุกคืนคนนั้น

“บอล” แม่ทำเสียงปรามเมื่อเห็นลูกชายทำท่าเหมือนเห็นผีใส่แขก “นี่เด็กแลกเปลี่ยนที่จะมาอยู่กับเราไง... บอลจ้ะ เป็นอะรึเปล่า?”

“...” เด็กหนุ่มยังคงอึ้ง

“นี่ บอล” คุณแม่เรียกเสียงเข้ม

“ครับ...?” เด็กหนุ่มครางรับหน้ามึนๆ

“ดูแลแขกหน่อยสิลูก”

“...” คราวนี้ไม่มีสัญญาณตอบรับ แถมคนเป็นลูกยังยืนนิ่งอีกต่างหาก

“เอ่อ เป็นไรหรอกค่ะ” เด็กสาวร่างเล็กหันไปบอกหญิงวัยกลางคน “คงไม่คุ้นกับคนแปลกหน้า”

“อ๋อ จ้ะ” รับคำไปก็คิดในใจไปว่า... ไม่คุ้นกับคนแปลกหน้าเนี่ยนะ...ฟังแล้วไม่เหมือนปฏิกิริยาของคนง่ะ “งั้นแม่ไปจัดห้องนอนให้หนูก่อนนะ แหม บอลก็ไม่บอกกันก่อนเลย แม่เลยไม่ได้เตรียมตัว”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ งั้นหนูคุยกับบอลไปก่อนนะคะ” เด็กสาวพูดกับคนเป็นแม่ แต่สายตากลับจับจ้องไปที่เด็กหนุ่ม พร้อมกับเปิดยิ้มอ่อนๆ ส่งไปให้

“จ้า” หญิงวัยกลางคนหันมายิ้มให้แขกร่างเล็ก ก่อนจะหันหลังออกจากห้องดนตรีไปโดยไม่ลืมปิดประตูตามหลัง หวังว่าสองคนนั้นจะคุยกันรู้เรื่องนะ

“นายนี่ เหมือนเดิมเลยนะ” เจ้าของผมสีน้ำเงินพึมพำกับร่างที่ยังนิ่งค้างไม่ได้สติ เธอก้าวเข้าใกล้ร่างนั้นช้าๆ มือเล็กยื่นออกไปอย่างไม่รู้ตัว “ทั้งตา จมูก คิ้ว สีผมด้วย ฉันจำได้ว่านายก็สูงประมาณนี้...”

เสียงพูดเหมือนเพ้อๆ ชะงักเมื่อเด็กหนุ่มผงะหน้าหนีจากมือของเธอก่อนที่ปลายนิ้วของเธอจะสัมผัสถูกใบหน้าที่ไม่ได้เห็นมานานดวงนี้ มือเล็กรีบหดลงข้างตัวเหมือนเดิมอย่างได้สติ

 “เธอ...” บอลครางออกมาเบาๆ แล้วเงียบไป กระพริบตาเพื่อเรียกสติ ก่อนจะสำรวจมองเด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างละเอียดและพบว่าเธอไม่ใช่คนคนเดียวกับผู้หญิงในฝันของเขา เพียงแต่เหมือน... ไม่สิ... คล้ายกันมากเท่านั้น

คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเขาตอนนี้ดูเด็กกว่า และมีผิวสีแทน ไม่ใช่ขาวกระจ่างอย่างผู้หญิงในฝันคนนั้น เพียงแต่บนพวงแก้มของเธอมีกระจางๆ กระจายอยู่ซึ่งพอจะบอกได้ว่าเธอเป็นคนขาวที่โดนแดดมากไป ไม่ใช่คล้ำมาแต่กำเนิด และที่สำคัญ โคนผมของเธอเป็นสีดำ ดูเหมือนคนผมดำที่ย้อมผมให้เป็นสีน้ำเงินมากกว่าจะเป็นคนผมสีน้ำเงินธรรมชาติ...ซึ่งนั่นก็สมเหตุสมผลอยู่หรอกนะ ถ้าพูดกันตามเหตุผลของมนุษย์โลก

“หวัดดี” เด็กสาวทักพร้อมกับกวาดกระดาษโน๊ตที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะทำงานของเจ้าของห้องซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล ก่อนจะกระโดดขึ้นไปนั่ง ถ้าเป็นปกติบอลคงต้องขมวดคิ้วไม่พอใจ แต่เสียงพูดของสาวผมน้ำเงินทำให้เขาผงะไปอีกรอบ เพราะมันเหมือนเสียงของผู้หญิงในฝันของเขาคนนั้นอย่างกับออกมาจากกล่องเสียงเดียวกัน

“เธอเป็นใคร?” บอลถามเสียงเข้มหลังจากตั้งสติได้ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นคนถูกถามหยิบกระดาษโน๊ตที่เขาแต่งค้างไว้ขึ้นมาดูอย่างถือวิสาสะแต่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร

“ฉันเป็นใคร?” เด็กสาวผมน้ำเงินย้อนเสียงสูงพร้อมกับเบ้หน้าอยู่หลังกระดาษโน๊ตที่จงใจยกขึ้นบัง บอลรู้สึกแปลกๆ เล็กน้อยกลับท่าทางแบบนั้นของเธอ เขาจำได้ว่าเธอไม่เคยตวัดเสียงสูงแบบนั้น ไม่สิ เขาจะจำได้ได้ยังไง เขาไม่รู้จักเธอซักหน่อย ไม่สิ ยังไงเขาก็รู้สึก... ไม่คุ้นเคยกับหน้าตาแบบนี้ของเธอ อ่า สับสนชะมัด

“อืม...เธอเป็นใคร?” เขาถามย้ำพร้อมกับสลัดหัวไล่ความสับสน

“อะไรเนี่ย นายเป็นคนเรียกฉันมาแต่กลับไม่รู้ว่าฉันเป็นใครเนี่ยนะ” เสียงวีนๆ ของเธอก็เหมือนกันที่เขาไม่คุ้น มันน่าจะเป็นแบบตอนแรกที่เธอพูดไม่ใช่เหรอ ใสๆ อ่อนๆ แบบนั้นน่ะ โอ๊ย แน่ละ เธอต้องไม่เหมือนคนในฝันของเขาอยู่แล้วแหละ ไม่สิ เอ่อ... (งง)

“ฉันเนี่ยนะเรียกเธอมา?”

“เมื่อเสียงเพลงแห่งการเพรียกหาดังครบสาม องค์เวทีแห่งสายนํ้าจักตอบรับ

เมื่อเจ้าของแห่งบทเพลงหวนคืนกลับ จักขับขานท่วงทำนองพันนามารีน... ไง” เด็กสาวบอกอย่างรำคาญก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายไม่รู้เรื่อง “หมายความว่าเพลงที่นายเล่นเมื่อกี๊ผูกติดกับวิญญาณของฉัน ถ้านายเล่นติดต่อกันครบสามรอบ มันก็จะเรียกฉันมาหานายไง”

“เดี๊ยว” บอลขัดเสียงสูง “ฉันตามไม่ทัน เธอพูดเรื่องบ้าอะไรของเธอ”

คนถูกถามทำหน้าเซ็งแต่ก็ยอมตอบ

“โอเค เอาใหม่นะ โลกของนายที่เรียกตามภาษากลางว่าเอิร์ธ พลาเน็ตเนี่ย เป็นเพียงมิติหนึ่งของดาวเคราะห์ใบนี้เท่านั้น ซึ่งเป็นโลกแบบไหนนายน่าจะรู้ดีอยู่แล้ว ส่วนโลกของฉันก็เป็นอีกมิติหนึ่งของดาวเคราะห์ใบนี้ ชื่อว่าแพนเจีย เป็นดินแดนแห่งมนตรา และที่นั่น การแต่งเพลงให้ผูกติดกับวิญญาณก็ไม่ได้แปลก... ซักเท่าไหร่อ่ะนะ” ปลายเสียงแผ่วลงเหมือนไม่อยากให้อีกฝ่ายได้ยิน แต่บอลก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก

“ดินแดนแห่งมนตรา”

“อือ แบบนี้ไง” พูดจบเด็กสาวก็หันไปสั่งม่านหน้าต่างเป็นการยืนยันคำพูดของเธอ “ปิด”

เชือกที่ผูกม่านอยู่คลายตัวเองออก ผ้าม่านสีอ่อนเคลื่อนตัวปิดบังหน้าต่างห้องทำงานเอาไว้ บอลมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตาค้าง ก่อนจะหันมาถาม

“แล้วที่เธอพูดว่า มิติ? ภาษากลาง?”

“มิติก็คือมิติการคงอยู่ที่ทำให้โลกของฉันกับนายมาอยู่บนโลกเดียวกันได้น่ะสิ ส่วนภาษากลางก็คือภาษาอังกฤษของนายนั่นแหละ เอาไว้ติดต่อกันระหว่างมิติ เพราะมิติของนายชอบคิดว่ามิติอื่นไม่มีจริง ภาษากลางของมิติเลยต้องเป็นภาษาของโลกนายเพื่อตัดปัญหาอ่ะ นายคงไม่คิดว่าคนจากแต่ละมิติของโลกจะพูดกันไม่รู้เรื่องหรอกนะ”

“ไม่คิดว่ามีมิติอะไรนี่เลยต่างหาก” บอลบอกอย่างไม่อยากเชื่อ

“นั่นไง ฉันว่าแล้ว” เด็กสาวผมน้ำเงินพึมพำพลางพยักหน้าหงึกๆ อธิบายอย่างจนใจ “ยังไงก็ตาม ตอนนี้นายคงต้องคิดแล้วก็รับรู้แล้วแหละ อย่างน้อยก็มีมิติของโลกของฉันแล้วก็นายไง มิติของพวกเราทับซ้อนกันอยู่ เป็นมิติการคงอยู่ บนเวลาเดียวกัน (เว้นวรรคเล็กน้อย) ถึงแม้คนของโลกนายที่เข้าไปในโลกของฉันจะชอบคิดว่าหลุดเข้าไปในอีกมิติเวลาก็เถอะ เพราะพวกนายก็มีทฤษฎีแพนเจียอยู่นี่ ที่ว่าเมื่อหลายล้านปีก่อนโลกของพวกนายเคยเป็นเหมือนโลกของฉัน แผ่นดินใหญ่ผืนเดียว”

“เธอกำลังบอกว่ามีคนของฉันเคยเข้าไปในแพนเจียของเธอเหรอ แล้วคนพวกนั้นกลับออกมาได้รึเปล่า?” บอลถามนิ่งๆ อย่างรักษามาดเอาไว้ได้...อย่างยากลำบาก

“ถามแบบนี้แปลว่าเชื่อแล้วใช่มั้ย” เด็กสาวยิ้มอย่างพอใจ “คำตอบก็คือได้อยู่แล้วสิ โชคชะตาแห่งการแลกเปลี่ยนน่ะ ถ้ามีคนจากมิติไหนมา ก็ต้องมีคนจากมิตินี้ไป พอคนหนึ่งกลับมิติตัวเอง อีกคนก็ต้องกลับด้วย”

“อ้าว แล้วอย่างนี้เธอมา ก็ต้องมีคนไปน่ะสิ แล้วอย่างนี้คนคนนั้นไม่งงตายเหรอ อยู่ๆ ก็หลุดไปอยู่ในโลกเวทมนต์อะไรนั่นของเธอ” เด็กหนุ่มถามพลางจ้องมองม่านหน้าต่างที่ปิดตัวเองได้อย่างไม่ไว้ใจ โลกแพนเจียคงแปลกดีพิลึกละ แค่สั่งๆ ทุกอย่างก็จัดการตัวเองหมด

“คิดถึงแต่เรื่องคนอื่นนะนาย แต่ฉันบอกไม่ได้หรอกว่าใครถูกส่งไปครั้งนี้ ถ้าเป็นคนของประเทศนายก็คงต้องบอกว่าแล้วแต่กรรมของแต่ละคนอ่ะนะ แต่ถ้าพูดตามภาษาของฉันก็ต้องบอกว่า โชคชะตาจะนำคนที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดไป ไม่ต้องห่วงใครคนนั้นหรอกน่า” เด็กสาวตอบยิ้มๆ (อันที่จริงคือหัวเราะคิกๆ เลย)

เงียบกันไปพักหนึ่ง คนหนึ่งกำลังรอให้อีกคนถามต่อ ส่วนอีกคนก็กำลังทบทวนบทสนทนาก่อนหน้านี้ ก่อนจะถามขึ้นอย่างคาใจ

“แล้วตกลงว่าเธอเป็นใครกันล่ะเนี่ย?”

“นี่ฉันต้องเฉลยจริงๆ ใช่มั้ย?” เด็กสาวทำหน้าบึ้ง แต่พออีกฝ่ายพยักหน้าเธอเลยจำใจต้องตอบ “ฉันก็คือพันนามารีน องค์เทวีแห่งสายน้ำ วิญญาณญาณถูกผูกติดกับเสียงเพลงของนายน่ะสิ”

 

ฟ้ามืดแล้ว เป็นเวลาประมาณสองทุ่มของวันที่ 16 พฤษภาคม ปิดเทอมหน้าร้อนกำลังจะสิ้นสุด ช่วงเวลานี้ เด็กนักเรียนเกือบทุกคนคงจะทำในสิ่งเดียวกัน นั่นคือกอบโกยเวลาแห่งความสุขไว้ให้ได้มากที่สุด

ฟรีด้าก็เช่นกัน เธอเพิ่งกลับจากห้างใหญ่ใจกลางเมืองซึ่งเป็นสถานที่นัดดูหนังกับเพื่อนในวันนี้ และกำลังเดินทอดน่องเข้าไปในหมู่บ้านจัดสรรค์ขนาดกลางเพื่อกลับเข้าบ้านด้วยร้อยยิ้ม เธอสวมเสื้อยืดสีเทาตัวหลวมกว้าง คอปาดเปิดไหล่ทั้งสองข้าง กับกางเกงรัดรูปสีดำ ทำให้เห็นสัดส่วนของขาสวยสมส่วนได้อย่างชัดเจน กระเป๋าสะพายใบใหญ่พาดอยู่บนไหล่ขวาจนเกิดรอยแดงเป็นปื้น สายหูฟังสีขาวโผล่จากในกระเป๋า และเสียบอยู่กับหูของเธอทั้งสองข้าง แต่เด็กสาวก็ไม่ได้สนใจจะฟังเพลงมากนัก เพราะในสมองเธอกำลังนึกวางแผนสิ่งที่จะทำคืนนี้

อย่างแรกต้องหาอะไรใส่ท้องก่อน เพราะถึงจะกินข้าวเย็นกับเพื่อนมาแล้ว แต่พอนั่งรถไฟฟ้า ต่อด้วยมอเตอร์ไซค์ แล้วยังต้องเดินเข้ามในหมู่บ้านอีกอย่างนี้ (ยามไม่ยอมให้มอเตอร์ไซค์เข้าหมู่บ้าน เป็นกฏที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพวกครอบครัวรวยๆ แถวบ้านหรูริมทะเลสาบ) ตอนนี้ก็หิวขึ้นมาอีกแล้ว

หลังจากนั้นก็ต้องไปเปิดคอมฯ และแอร์ทิ้งไว้แล้วไปอาบน้ำ ก่อนจะกลับมานั่งหน้าจอเพื่อเล่นอินเตอร์เน็ต และสุดท้ายก็นอน... นั่นแหละ แผนสำหรับคืนนี้

แต่ก่อนที่ฟรีด้าจะได้ทำตามแผนที่วางไว้ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเสียก่อน นั่นคือ ฟรีด้าหัวทิ่มลงไปในท่อน้ำทิ้ง

ในวินาทีนั้น ความคิดหลายอย่างผ่านวูบเข้ามาในสมองของเด็กสาว อย่างแรก ทำไมฝาท่อถึงเปิดทิ้งไว้ อย่างที่สอง เธอไม่ได้ก้าวพลาด เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นขาก็ต้องลงท่อไปก่อนหัว สาม เธอไม่ได้สะดุดก้อนหินแล้วบังเอิญหัวทิ่มลงไปตรงจุดที่ท่อเปิดฝาไว้พอดีแน่ๆ อย่างที่สี่ เธอรู้สึกถึงแรงดึงที่ดึงเธอเข้าไปในท่อ และห้า น้ำในท่อต้องสกปรกมากแหงๆ แต่เธอกำลังจพเอาหน้าไปจุ่มมันเร็วๆ นี้

ยังดีที่โชคเข้าข้างฟรีด้า เธอจึงไม่ได้ตกลงไปในน้ำสกปรกเหม็นเน่าอย่างที่คิด อันที่จรงท่อน้ำทิ้งท่อนี้ลึกเกินท่อไปมาก เพราะเด็กสาวรู้สึกว่าตัวเองเอาหัวดิ่งพสุธามานานพอดูแล้ว รอบข้างมืดสนิทเหมือนบรรยากาศในท่อน้ำก่อนจะเปิดกว้างออก เธอพบว่าตัวเองลอยอยู่กลางอากาศ ข้างบนเป็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ข้างล่างเป็นท้องทะเลกว้างสุดสายตา

แต่แล้วในวินาทีถัดมา เธอก็ลงไปอยู่ในถุง...

 

16 พฤษภาคม ศ.ผ. 6017

เหนือยอดปราสาทโอนอลล่า ทาเรดิเอเฟโอน่าถอนหายใจออกมาเบาๆ ตลบหมวกฮู๊ดสีดำขึ้นมาคลุมศีรษะ ซ่อนดวงหน้าขาวไว้ในเงามืดจนมิด มือเล็กถูกซ่อนไว้ในเสื้อคลุมสีเดียวกับหมวกฮู๊ด เธอจึงกลายเป็นเพียงเงาร่างสีดำท่ามกลางความมืด เด็กสาวถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนจะออกเดิน เหยียบลงบนฟองคลื่น ก้าวสู่ความมืดของเงาราตรี โดยไม่รู้สึกถึงประกายตาสีม่วงที่มองตามเธอไปจนลับสายตา...จากพื้นถนนของเมืองใต้น้ำเบื้องล่าง...

แต่ก้าวไปยังไม่ถึงสิบก้าว ลับหายจากสายตาสีม่วงนั้นเพียงแวบเดียว ทาเรดิเอเฟโอน่าก็เดินย้อนกลับมา ด้วยท่าทางที่ไม่ได้สงบหรือเศร้าเหงาอย่างเมื่อครู่อีก

ท่าทางย่ำเท้าปึงปังจนน้ำแตกกระจายของทาเรดิเอเฟโอน่าสื่ออารมณ์ออกมาทำนองว่าอยากตบหัวตัวเองยิ่งนัก และการกลับมาของเธอก็ทำให้เจ้าของดวงตาสีม่วงอยากจะช่วยตบหัวเธอให้เหลือเกิน เพราะทั้งที่ก่อนหน้านี้ทำท่าจะปล่อยให้ชุบมือเปิบไปได้แท้ๆ ยังจะอุตส่าห์กลับมาอีก...เพื่อ...?

ส่วนทาเรดิเอเฟโอน่าก็ยังบ่นกับตัวเองไม่เลิก ยังไงนะทาเรดิเอเฟโอน่า มัวแต่ประชดชีวิตจนลืมเรื่องสำคัญ... ค่อนว่าตัวเองมาถึงตอนนี้เด็กสาวก็ต้องทำหน้าเบ้ออกมาเพราะเห็นหน้าใครบางคนลอยมาในความคิด เตชิน หรือคนที่เพื่อนสาวของเธอเอาชื่อสองพยางค์ของรายนั้นมาผสมกันมั่วๆ กลายเป็นชื่อใหม่ว่า “ติช” นั่น ถ้าหมอนั่นรู้ ซึ่งก็คงต้องรู้ว่าเธองี่เง่ายังไง เธอคงโดนยำและเหยียบย่ำด้วยถ้อยคำไปทั้งปีทั้งชาติแน่

ทาเรดิเอเฟโอน่ายืนแช่งตัวเองอยู่เหนือยอดปราสาทได้ไม่นาน ณ จุดที่เพื่อนผมน้ำเงินของเธอหายตัวไปก็ปรากฏช่องดำขึ้นดื้อๆ ก่อนที่ร่างหนึ่งจะร่วงพลั่กลงมา ร่างของคนที่โชคชะตาแห่งการแลกเปลี่ยนส่งมาอยู่ที่นี่แทนพันนามารีน

บาเรียสีดำจากมือทาเรดิเอเฟโอน่าห่อหุ้มร่างนั้นไว้รวมกับถุงใบใหญ่ก่อนที่ร่างนั้นจะร่วงลงแตะผิวน้ำ ถุงสีดำใสที่มีร่างซึ่งโชคชะตาแห่งการแลกเปลี่ยนส่งมา ลอยเท้งเต้งอยู่กลางอากาศและลอยตามทาเรดิเอเฟโอน่าไปเมื่อเธอออกเดินอีกครั้ง เดินเข้าสู่ความมืดของเงาราตรี

“ถ้าจะจับกุมหรืออ่านใจใครต่อใคร ก็ให้เนียนกว่านี้หน่อยนะคะ ท่านหญิงษิริยา” เสียงใสแต่เย็นชาดังมาจากความมืดเมื่อเจ้าของเสียงพาร่างในบาเรียสีดำเดินห่างออกไปพร้อมกับคิดในใจ... คงต้องไปบอกเตชินให้ส่งสัญญาณเตือนภัยไปให้พันนามารีนแล้วล่ะ

ส่วนเจ้าของตาสีม่วง คนที่ถูกเรียกอย่างนอบน้อมปนประชดว่า “ท่านหญิงษิริยา” ก็กำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเจ็บใจ ทั้งๆ ที่เธอลงมือไวที่สุดแล้ว แต่สุดท้ายยัยนั่นก็ชิงตัว “เหยื่อ” ของเธอไปก่อนจนได้...

9 ความคิดเห็น