13 Guardians ตอน Pannamarine เสียงเพลงแห่งการเพรียกหา

ตอนที่ 10 : บท 9 Top Three club

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ก.พ. 56

บท 9 Top Three club

 

พักกลางวัน

บอลเดินนำพันนามารีนมาที่โรงอาหารขนาดใหญ่ของชั้นมัถยมปลาย (อันที่จริงคือพันนามารีนเดินตามบอลมานั่นละ) เขาเดินตรงไปยังโต๊ะอาหารยาวแถวๆ กลางโรงอาหารที่มีเด็กหนุ่มหน้าตากวนประสาทกับอนาคตหัวเขียวที่กล้ามาลูบหัวพันนามารีนเมื่อเช้านั่งรออยู่แล้ว พวกเขามองเด็กสาวที่เดินตามเพื่อนต้อยๆ คนนั้นด้วยสายตาแปลกใจ ไม่ได้แปลกใจที่ตัวเด็กสาวแสนประหลาดผมสีน้ำเงิน แต่แปลกใจเพื่อนเขาต่างหาก

...ปกติบอลไม่ตอบให้ใครตามตื้อ โดยเฉพาะพวกผู้หญิงที่ชอบเดินตามต้อยๆ แล้วงอแงใส่ ถึงจะไม่ได้ไล่กันตรงๆ แต่หมอนั่นก็มีวิธีเลี่ยงหลบผู้หญิงพวกนั้นเสมอ แล้วนี่อะไร ยอมให้ยัยเด็กแลกเปลี่ยนเดินตาม แถมทำหน้าระรื่น ชวนยัยนั่นคุยก่อนอีกต่างหาก...

“เอากระเป๋าวางไว้แล้วไปซื้อข้าวกันเถอะ” บอลบอกเด็กสาวที่ยังเอาแต่ยืนอยู่ที่เดิมเหมือนมีอะไรในใจ พันนามารีนก็วางกระเป๋าลงบนโต๊ะอย่างว่าง่ายแล้วเดินตามบอลต้อยๆ ต่อไปเงียบๆ

“ฉันจะไปร้านข้าวแกงนะ เธอไปดูร้านอื่นก็ได้” บอลหยุดเดินและหันมาบอกเมื่อเห็นเด็กสาวยังเดินตามเขาไม่เลิก เป็นเหตุให้คนที่เดินตามมีอย่างกระชั้นชิดแทบจะจิ้มหน้าตัวเองเข้ากับอกอีกฝ่าย

“...” พันนามารีนไม่พูดอะไรแต่แบมือออก

“อะไร?”

“ฉันไม่มีเงินของโลกนี้ซักบาท” เด็กสาวตีหน้ายุ่งแล้วบ่นพึมพำ “ให้ตาย ทำไมองค์หญิงรัชทายาทอันดับที่สองแห่งมหานครมารีเนสต์ถึงต้องมาแบมือขอตังค์คนอื่นด้วยเนี่ย”

“ฮ่า ฮ่า เธอนี่ ก็ไม่บอกตั้งแต่แรก” บอลเปิดปากหัวเราะขำๆ “งั้นอยากกินอะไรก็บอกแล้วกัน”

ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็เดินนำร่างเล็กไปเรื่อยเพื่อสำรวจโรงอาหารโดยไม่รับรู้ถึงสายตาประหลาดใจหลายคู่ที่จับจ้องมาที่พวกเขาทั้งคู่ เพราะเกือบทุกคนในโรงเรียนรู้จักบอล และทุกคนที่รู้จักเขาต่างรู้ว่าบอลแทบไม่เคยเปิดปากหัวเราะ อย่างมากก็แค่อมยิ้มเท่านั้น นอกจากอยู่กับเพื่อนที่สนิทกันจริงๆ (ซึ่งมีแค่ไม่กี่คนด้วย) และที่แน่ๆ มีสาวๆ เกือบครึ่งโรงเรียนได้มั้งที่อยากเข้าหาบอลเหมือนอย่างสาวร่างเล็กผมน้ำเงินคนนั้น เพียงแต่ไม่มีใครกล้า และถึงกล้า บอลก็มักจะเตะโด่งยัยพวกนั้นออกห่างอย่างนิ่มนวล แต่สาวน้อยผมน้ำเงินคนนั้นกลับทำตัวติดกับบอลได้อย่างเป็นธรรมชาติ (และน่าหมั่นไส้) ยิ่งนัก แถมบอลก็ไม่ได้ทำท่าอยากจะเลี่ยงหรือว่าอะไรเลย แถมยังหัวเราะเสียงดังกับเธอคนนั้นอีกต่างหาก

 

“นี่พันนามารีน เด็กแลกเปลี่ยน มาอยู่บ้านฉันเอง” บอลแนะนำเมื่อเห็นเห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนทั้งสอง ที่เอาแต่จ้องเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างเขาตาไม่กระพริบ

“แต่ตอนนั้นนายไม่ได้ลงชื่อเป็นโฮสต์แฟมิลี่นี่นา” อนาคตผมเขียวแย้ง

“ฉันต้องรายงานแกทุกเรื่องเหรอไง” บอลตอกกลับหน้ามึนๆ แต่เพื่อนๆ กลับเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

“ฉันว่านายปากร้ายขึ้นว่ะ” นายหน้ากวนตั้งข้อสังเกตอย่างสงสัย

“ช่างมันเหอะน่า เราควรจะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษด้วยการแนะนำตัวกับสาวน้อยคนนี้ก่อนนะ จริงมั้ย พันนามารีน” อนาคตหัวเขียวขัดขึ้นพร้อมกับหันมายิ้มหวานให้เด็กสาว (ซึ่งยังฉุนเรื่องโดนลูบหัวแต่มาแสดงออก)

“ก็คงงั้น” เจ้าของร่างเล็กตอบเสียงค่อนข้างห้วน

“อะแฮ่ม เริ่มเลยนะ เธอเพิ่งมาเรียนที่นี่คงไม่รู้ แต่พวกฉันน่ะเป็นกลุ่มที่ดังที่สุดในโรงเรียนเลยน้า เพราะพวกเราเป็นเหมือนตัวแทนสิ่งที่เฟอร์เฟ็ก บอลของเธอน่ะอันดับหนึ่งในพวกเราเลยล่ะ...” เขาจงใจลากเสียงพลางเหล่มองบอลอย่างมีความหมาย

“ยังไงเหรอ?” เด๋กสาวเร่งอย่างสงสัย

“นี่นายจะไม่ปฏิเสธหน่อยเลยเหรอ?” นายหน้ากวนถามบอลขำๆ

“หืม?” คนถูกถามทำหน้างงแบบมีมาด

“ก็ปกตินายไม่ชอบให้ใครพูดว่านายเป็นของใครนี่ แต่คราวนี้ไม่ยักคัดค้าน” อีกฝ่ายขยายความ

“ฉันก็ไม่ได้ค้านทุกครั้งซักหน่อยนี่” บอลเม้มปากหัวเราะ

“ตกลงทำไมคีตะ เอ๊ย บอลถึงเป็นที่หนึ่งในพวกนาย?” พันนามารีนขัดขึ้นอย่างกระทันหันเพราะขี้เกียจฟังพวกผู้ชายเถียงกัน

“อ้อ ก็เพราะหมอนี่หล่อขรึมและเล่นดนตรีเทพมากๆ ฉันไม่รู้นะว่าสาวๆ อังกฤษกรี๊ดผู้ชายที่กล้ามไม่มี กีฬาไม่แตะ แถมพูดน้อยอย่างกับกลัวทองร่วงจากปาก อย่างมากก็แค่อมยิ้มหรือเม้มปากหัวเราะอย่างมันรึเปล่า แต่ผู้หญิงไทยปลื้มมันมากแค่เพราะมันเล่นไวโอลินเพราะอ่ะ คนไทยคิดว่าใครเล่นดนตรีได้ก็ดูเท่และอบอุ่นทั้งนั้นแหละ ทั้งๆ ที่ปกติคนคนนั้นจะเย็นชาหรือนิ่งมากขนาดไหน” อนาคตหัวเขียวพูดไปเรื่อยๆ พลางพยักหน้าไปทางบอลตลอดเวลา ดูแล้วตลกในสายตาของพันนามารีน เธอแย้งขึ้น

“บอลก็ไม่เห็นพูดน้อย...”

“จริงอ่ะ? อยู่ที่โรงเรียนหมอนั่นแทบไม่พูดเลยนะถ้าพวกฉันไม่กระตุ้นมันอ่ะ” นายหน้ากวนถามเสียงสูงอย่างเสแสร้งพร้อมกับเลิกคิ้วสูง

“อย่านอกเรื่อง” เด็กสาวตัวเล็กทำหน้าดุใส่ ตัวกวนเห็นแล้วก็ทำท่าห่อไหล่หน้าหงอย (อย่างกวนๆ อีกนั่นแหละ)

“โอเค ต่อๆ ไอ้กวนนี่ชื่อพีร์ ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าถึงมันจะหน้ากวนแต่ก็ดูดีใช่เล่น” นายเนี้ยบพูดพลางเหล่นายหน้ากวนเป็นความหมายให้เด็กสาวหันไปมองหน้าหมอนั่น

“ก็คงจะต้องเห็นด้วย” พันนามารีนพยักหน้าหงึกพลางเหลือบมองคนถูกเหล่แวบหนึ่ง ดูหยิ่งๆ ปนเหยียดๆ แผ่รังสีไฮโซออกมาอย่างประหลาดจนคนถูกเหลือบสยิว แต่อีกคนกลับไม่สังเกตุ ยังคงพูดต่อไป

“แต่เห็นกวนตีน ขี้เล่น บ้าบอแบบนี้ คะแนนหมอนั่นก็เป็นที่หนึ่งห้องของรุ่นเลยนะ เรียนสายวิทย์ด้วยสิ”

“ไม่ต้องใส่ร้ายฉันขนาดนั้นก็ได้มั้งไอ้เวร” นายหน้ากวนพีร์ติงเบาๆ

“ส่วนฉันพาสเทล เป็นนักกีฬาของโรงเรียน และถึงผู้หญิงที่กรี๊ดฉันจะไม่เยอะเท่าบอล แต่ฉันมีกิ๊กเยอะกว่ามันแน่ๆ เพราะหมอนี่ไม่เคยมีแฟน” ว่าแล้วก็ถือโอกาสให้ข้อมูล

“เรื่องกิ๊กเยอะนี่มันสมควรเอามาอวดด้วยเหรอวะ?” พีร์พึมพำถาม

“ก็มันจริงไง เพราะฉันรู้จักพวกผู้หญิงดีที่สุด เอาใจเก่งที่สุด บวกกับหล่อและรวย ผู้หญิงเลยติดเยอะไง” พาสเทลอธิบายด้วยท่าทางภาคภูมิใจ “พวกเรามีแฟนคลับเต็มโรงเรียน แถมพวกโรงเรียนในละแวกนี้ก็รู้จักพวกเรากันหมดเลย พวกแฟนๆ ตั้งชื่อให้พวกเราว่าท็อปทรีคลับด้วย อลังการมั้ยล่ะ”

“ก็... นายโม้เก่งใช้ได้เลยอ่ะ” เด็กสาวตอบพร้อมกับหัวเราะคิก

“หมายความว่าไงอ้ะ?” พาสเทลโวยพลางทำหน้าเจ็บปวด

“ก็... ไม่มีอะไรหรอก”

“อย่ามาปฏิเสธนะ เธอจะว่าฉันว่ายังไงเมื่อกี๊?” เด็กหนุ่มทำแก้มป่องย่นจมูก เขม่นร่างเล็กอย่างเอาเป็นเอาตาย

“เปล่า แค่รู้สึกแปลกๆ ที่เห็นนายภูมิใจที่ตัวเองดังในหมู่นักเรียนไม่กี่โรงเรียน ในประเทศเล็กๆ แค่ประเทศเดียวบนโลก เพราะที่โลกของฉะ...”

“พันนามารีน” บอลแทรกขึ้นกลางคันจนพันนามารีนต้องรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง โว้ เกือบความแตกแล้วมั้ยล่ะ โลกของฉันบ้าอะไร

“อะไรกันสองคนนี้ มีความลับกันอยู่สองคน” พีร์เปรยตาเป็นประกาย

Her eye’s on us นั่นมันหมายถึงอะไร?” บอลถามเปลี่ยนเรื่องพร้อมกับมองเด็กสาวเพียงคนเดียวของโต๊ะอย่างตำหนิ

“เฮ้ บอล อย่าทำหน้าตาน่ากลัวใส่สาวน้อยสิ” พาสเทลท้วงขึ้น แต่บอลก็ไม่สนใจ ยังคงจ้องคนเกือบทำความแตกต่อไป และได้รับสายตาตำหนิตอบกลับมา

“ไปคุยกันที่อื่นแล้วกัน” พันนามารีนกลอกตาพูดในที่สุดพร้อมกับลุกขึ้นยืน ถือจานข้าวของตัวเองเดินนำไปที่โต๊ะตรงมุมโรงอาหารที่ค่อนข้างเงียบ บอลลุกตามเด็กสาวไปติดๆ ทิ้งให้เพื่อนมองตามอย่างงงๆ

“มันต้องมีอะไรในกอไผ่แน่” พีร์หัวเราะหึๆ อย่างนึกสนุก

“แหงละ” คู่หูอย่างพาสเทลย้ำ

 

“ เรื่องมันซับซ้อนกว่าที่นายคิดน่ะนะ” เด็กสาวร่างเล็กเอ่ยเบาๆ ด้วยท่าทางกระซิบกระซาบกับบอลอย่างสนิทสนมแบบไม่แคร์โลกเมื่อทั้งสองนั่งเรียบร้อยแล้ว นั่นทำให้นทั้งสองกลายเป็นจุดสนใจของ (สาวๆ) ทุกคนรอบบริเวณในทันใด แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะไม่รู้ตัว

“ดูนี่” มือเล็กคลี่สัญญาณเตือนภัย ออกวางบนโต๊ะ นิ้วเรียวชี้ไปตรงคำว่า ‘Her’ ก่อนจะบอกด้วยเสียงเบาที่ทำให้เด็กหนุ่มต้องยื่นหน้าเข้าไปใกล้ถึงจะได้ยิน “ยัยนี่ไม่ใช่คนธรรมดา เธอ...เอ่อ... เป็นน้องสาวคนเดียวของ...เอ่อ...พี่สาวของเธอ”

“เพิ่งรู้ว่าเธอเป็นคนพูดจากวนประสาทนะเนี่ย” บอลเปรยยิ้มๆ

“ก็ไม่กล้าพูดชื่อสองแม่ลูกคู่นั้นนี่ พวกนั้นเก่งเรื่องโกงๆ จะตาย อาจจะโกงเรื่องการข้ามมิติได้ง่ายๆ นี่นะ” พันนามารีนทำหน้ายุ่ง

“ยังไง?”

“ก็เวลาจะข้ามมิติไปที่ไหน เราจะทำตามใจตัวเองไม่ได้หรอกนะ ไม่งั้นทุกมิติคงปั่นป่วนเพราะมีคนนอกเขามาสอดกันหมด แต่เราจะต้องรอให้คนของมิติปลายทางเรียกเท่านั้น ไม่งั้นฉันไม่รอถึงตอนนี้ถึงค่อยมาหานายหรอกนะ รู้มั้ย นายเล่นบทเพลงแห่งการเรียกหาได้ช้ากว่าที่ฉันคิดนะเนี่ย”

“นอกเรื่องแล้ว” เด็กหนุ่มเตือน พยายามรักษามาดไม่ให้ทำหน้าบึ้งออกมา ก็ดูยัยนั่นพูดสิ ดูถูกกันชัดๆ เลยนี่

“ง่ะ นายนี่ บ่นนิดบ่นหน่อยก็ไม่ได้นะ” เด็กสาวทำแก้มป่อง “ฉันก็กลัวว่าถ้าพูดชื่อสองคนนั้นออกมา พวกนั้นจะถือโอกาสข้ามมิติมาเลยเพราะฉันเรียก อย่างงั้นนายก็เตรียมตัวถูกเชือดได้เลย”

“หมายความว่าไง? ยัยนั่นอยากฆ่าฉันเหรอ?” บอลทำหน้าเหวอนิดๆ ส่วนพันนามารีนแอบเบ้หน้าเมื่อได้ยินเสียงกรี๊ดเบาๆ (จากสาวๆ ที่เพิ่งเห็นบอลทำหน้าอย่างนั้นครั้งแรก)

“พี่สาวของยัยนั่นเป็นราชินีแห่งเดินแดนสุดขอบฟ้า บางคนเรียกเธอว่าราชินีมืด คงเข้าใจนะว่าคนน้องก็ไม่ได้ต่างอะไรจากพี่เท่าไหร่”

“แล้ว?”

“แล้วเธอก็เป็นความชั่วร้ายของแพนเจียไงล่ะ” เด็กสาวตอบ มองสีหน้ามึนตึ้บของอีกฝ่ายอย่างยุ่งยากใจ “พสกเธอไม่ใช่คนชั่วร้าย ความจริงแล้วคือเป็นคนที่เสียสละมากๆ เลยละ แต่พวกเธอคือความชั่วร้าย เป็นตัวของความชั่วร้ายเอง ความชั่วร้ายแห่งแพนเจียก็ต้องอยากทำลายความดีงามของแพนเจียสิใช่มั้ย แล้วทีนี้แหล่งกำเนิดความดีงามและความสงบสุขของแพนเจียก็คือสรีรจิตพิศุทธิ์ และผู้พิทักษ์สริรจิตพิศุทธิ์หรือตัวแทนของความดีงาม ก็คือผู้พิทักษ์แห่งแพนเจีย”

“อาฮะ” บอลทำท่าคิด “ฉันจำได้แล้ว ที่เธอบอกว่ามีคนที่กลับชาติมาเกิดอย่างเธอกับฉันอีกสิบเอ็ดคนนั่น เอ๊ะ รวมกันก็สิบสองดิ โอ๊ะ เธออย่าบอกนะว่าฉันเป็น(พิทักษ์อะไรนั่นด้วยอ่ะ จะเป็นไม่ได้ยังไง ฉันไม่ใช่คนแพนเจียด้วยซ้ำ”

“นายเป็นคนแพนเจียแน่ถ้านายพอใจจะเป็น คิดว่านายในชาติก่อนแต่งเพลงพันนามารีนขึ้นมาทำไม เพราะว่ามันเกิดเหตุการณ์ประมาณนี้เมื่อตอนนั้นไง พวกเราตามหาผู้พิทักษ์อีกคนกันให้วุ่นแล้วค่อยมารู้ว่าเขาเกิดมาผิดมิติ ทีนี้นายก็ไม่อยากให้เกิดเหตุกาณ์แบบนั้นกับพวกเรา ก็เลยแต่งเพลงนั่นขึ้นมา” พันนามารีนพูดเป็นชุดแบบไม่หยุดหายใจ “ทีนี้เข้าใจรึยังว่าทำไมยัยนั่นถึงอยากฆ่านาย”

“ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงแน่ใจนักว่าฉันเป็นผู้พิทักษ์มากกว่า”

“เพราะนายมีชิ้นส่วนของกุญแจที่ใช้เปิดหีบแก้วแห่งความดีงามอยู่กับตัวน่ะสิ ความหมายของคำว่าผู้พิทักษ์จริงๆ แล้วหมายถึงผู้พิทักษ์กุญแจแห่งภาชนะที่บรรจุศริรจิตพิศุทธิ์ เพียงแต่มันบิดเบือนไปตามกาลเวลานิดหน่อยกว่าเป็นพิทักษ์แพนเจียแทน” ร่างเล็กโคลงศีรษะเล็กน้อย “อีกอย่าง พนันได้เลยว่านายยังมีร่องรอยของไอมนตราที่ลงเอาไว้อยู่ คล้ายๆ รอยสักรูปหัวนกอินทรีตรงกลางอกด้านหลัง ประมาณกระดูกสันหลังส่วนอกชิ้นที่สามของนายไง”

“เธอ...” บอลทำตาเหลือก ตะกุกตะกักอย่างตกใจ “เธอ...รู้ได้ไง เรื่องรอยสัก เรื่องตำแหน่ง?”

“ฉันเคยเห็นรอยนั่น นานมาแล้ว” พันนามารีนพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ “นายก็น่าจะมีความทรงจำเกี่ยวกับมันแล้วนี่ ชาติก่อนๆ น่ะ”

“แล้ว... เรื่องชิ้นส่วนกุญแจอะไรนั่นล่ะ มันมาอยู่ที่ฉันได้ไง ตอนไหน?” บอลถามหลังจากเงียบไปพักหนึ่ง พยายามทำใจยอมรับเรื่องชาติก่อนหรืออะไรก็ตามที่ทำพันนามารีนรู้จักเขามากมายขนาดนี้

“อยู่ที่นายมาตั้งแต่เป็นตัวอ่อนแล้วล่ะ ในนั้นไง” นิ้วเรียวเล็กจิ้มลงตรงกลางอกของบอล ตรงจุดที่กระดูกหน้าอกของเขาปูดขึ้นมากว่าคนทั่วไป

“ในนี้เหรอ” บอลยกมือขึ้นแตะอกตัวเอง เลยกลายเป็นการวางมือทับลงบนมือบาง และเป็นเหตุให้เด็กสาวคนอื่นที่จ้องมองเหตุการณ์อยู่ถึงกับเข่าอ่อน แต่คนถูกมองทั้งคู่กลับไม่รับรู้

“ก็ใช่น่ะสิ นายคิดว่านายมีอกไก่ไว้เพื่ออะไร”

“ก็คิดว่ามันเป็นกรรมพันธุ์”

“เชอะ” เด็กสาวทำแก้มป่อง 

“โอเค สรุปนะ ยัยน้องสาวความชั่วนั่นจะมาฆ่าฉัน เพราะฉันเป็นผู้พิทักษ์ของแพนเจียที่มีชิ้นส่วนกุญแจ อย่าบอกนะว่านี่เกี่ยวกับทางเลือกอะไรนั่นของเธออ่ะ?”

“นายก็ฉลาดนะ ฉลาดขึ้นป่ะเนี่ย?” พันนามารีนทำตาโตอย่างล้อๆ “เท่าที่ฉันจำได้นายทำอะไรไม่เป็นเลยนะนอกจากเล่นดนตรี”

“แล้วตกลงว่าใช่รึเปล่า?” บอลถามย้ำพลางถอนใจกับคำล้อ

“ความลับ” เด็กสาวแลบลิ้นใส่แล้วหัวเราะเบาๆ “จะรู้ก็ต่อเมื่อนายพร้อมจะเลือกแล้วเท่านั้น เพราะงั้นอย่าเพิ่งกังวลเรื่องนั้นเลย กังวลว่านายจะเอาชีวิตรอดยังไงดีกว่า”

“ก็ไหนเธอบอกว่าสองคนนั้นข้ามมามิตินี้ไม่ได้”

“เดี๋ยวพวกนั้นก็หาทางได้เองแหละน่า” พันนามารีนลากเสียง “เย็นนี้นายตายแน่”

“เธอหมายถึงพวกนั้นจะมาภายในเย็นนี้แล้วเหรอ ไม่เร็วไปหน่อยเรอะ?” บอลพูดเสียงดัง

“เบาหน่อยสิ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” พันนามารีนปรามมองไปรอบๆ อย่างระแวง “ฉันหมายความว่านายต้องเริ่มบทเรียนแรกได้แล้ว และเวทป้องกันตัวขั้นพื้นฐานก็ไม่ได้ง่ายนักสำหรับคนที่ไม่ได้คลุกคลีกับเวทมนต์มาตั้งแต่เกิดอย่างนาย”

“เธอหมายถึงจะสอนฉันร่ายเวทมนต์เนี่ยนะ? มั่นใจเหรอว่าฉันมีเวทมนต์อ่ะ”

“มีอยู่แล้วสิ นายเป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์นี่” พันนามารีนพยักหน้าอย่างมั่นใจก่อนจะเปลี่ยนเรื่องกระทันหัน “ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ”

“ก็... ไปสิ” บอลอนุญาตงงๆ

“นายก็ปล่อยมือฉันซี่” เด็กสาวกระชากเสียงเบาๆ บอลถึงได้รู้ว่าเขายังกุมมือเล็กที่วางอยู่บนหน้าอกเขาไว้แน่น

“โทษที” เด็กหนุ่มปล่อยมือทันที หน้าแดงแข่งกับแอปเปิ้ลเลยทีเดียว

 

ประตูห้องส้วมเปิดออกพร้อมกับร่างเล็กเจ้าของผมสีน้ำเงินที่ก้าวออกมาเพื่อไปยังอ่างล้างมือ แต่เธอก็เจอสิ่งกีดขวางจนไม่สามารถทำตามสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้ ซึ่งสิ่งกีดขวางนั้นก็คือเด็กสาวในชุดนักเรียนเดอะโนวาสีเขียวแบบเดียวกับเธอสี่หรือห้าคนที่ยืนล้อมรอบประตูห้องน้ำที่เธอยืนอยู่ แต่ละคนยืนถือแก้วน้ำอัดลมบ้าง น้ำผลไม้บ้าง คนละอย่างน้อยหนึ่งแก้ว

“หวัดดี” พันนามารีนทักพลางขมวดคิ้วนิดๆ รับรู้บรรยากาศมาคุที่แผ่ซ่านออกมาจากเด็กสาวพวกนั้นได้โดยสัญชาติญาณ ว่าแต่... คนพวกนี้เป็นใคร ทำไมถึงมาหาเรื่องเธอตั้งแต่วันแรกที่เปิดเทอมอย่างนี้

“เธอเป็นใคร กล้าดียังไงมาเกาะแกะบอลของพวกเรา” เด็กสาวที่ยืนประจันหน้าพันนามารีนถามเสียงกร้าวโดยไม่ยอมเสียเวลาทักตอบเลยแม้แต่นิด

“ฉันก็เป็น...” พันนามารีน องค์หญิงรัชทายาทอันดับที่สองแห่งมหานครมารีเนสต์ พ่วงตำแหน่งเทวีแห่งสายน้ำ วารีกระจ่างใจ หนึ่งในสิบสามผู้พิทักษ์ไงล่ะ แย่จังนะที่เรื่องนี้เป็นความลับน่ะ ว่าแต่... ยัยหัวหน้าแก๊งนี่เรียกบอลว่าอะไรนะเมื่อกี๊

“ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไงฮะ?” เด็กสาวหัวโจกตวาดถามอย่างไม่พยายามจะเก็บอารมณ์ พันนามารีนจึงรีบหุบยิ้มเย็นๆ เหยียดๆ แล้วเปลี่ยนเป็นใส่หน้ากากยิ้มหวานแบบผู้ดี

“เปล่าจ้ะ ฉันเป็นเด็กแลกเปลี่ยนไง ชื่อพันนามารีน แล้วที่ฉันกล้าเข้าไปยุ่งกับเขา ก็เพราะเท่าที่ฉันรู้เนี่ย บอลน่าจะไม่ใช่คนของพวกเธอนะ ตัวเขาก็เป็นของตัวเขาเอง และถ้าเขาจะเป็นของผู้หญิงคนไหนจริงๆ เขาก็คงต้องเป็นผู้ชายของฉัน ดังนั้น ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันจะไม่กล้าเข้าไป...อะไรนะ...เกาะแกะเขา ฮ่าฮ่าฮ่า” ร่างเล็กตอบหน้าตาเฉย ทั้งๆ ที่หัวใจเต้นแรงเป็นบ้า ใจในก็คิดว่า โห พันนามารีน เธอนี่กล้าพูดชะมัด ...ผู้ชายของเธอเนี่ยนะ

“...” เด็กสาวที่ยืนล้อมเธออยู่อึ้งไปหลายวินาทีก่อนที่เด็กสาวหัวหน้ากลุ่มจะคำรามลั่น

“ยัยบ้า เธอมัน... สาดมันเลย”

น้ำปนน้ำแข็งหลากสีถูกสาดออกมาจากแก้วเกือบสิบใบพร้อมๆ กันพร้อมกับสีหน้าสะใจ พวกเธอไม่กลัวว่าใครจะเห็นเพราะที่นี่คือห้องน้ำหญิง แถมคนที่โดนพวกเธอรุมก็ตัวเล็กจนพวกเธอบังมิด

“หยุด” เสียงสั่งเบาๆ ดังออกจากปากพันนามารีนเรียกเสียงหัวเราะให้เด็กสาวทั้งกลุ่มได้เป็นอย่างดี แต่แล้วเสียงหัวเราะเหล่านั้นก็จางหายไปแทบจะทันที สายตาที่สะใจปนขบขันเปลี่ยนเป็นหวาดหวั่น สีหน้าก็ซีดลงอย่างหวาดกลัว ทั้งห้องน้ำเปลี่ยนเป็นเงียบสนิทในเสี้ยงวินาที

น้ำทุกหยดหยุดค้างกลางอากาศห่างจากร่างคนตกเป็นเป้าไม่กี่เซ็นต์ตามคำสั่งของเด็กสาว พวกมันค้างเป็นสายอยู่กลางอากาศราวกับเล่นมายากลก่อนจะร่วงพรูลงบนพื้นจนเจิ่งนองรอบร่างเล็ก แล้วเธอก็เดินออกมาจากวงล้อมของคนที่เธอนิยามไว้ในใจว่า แฟนคลับบอล ย่ำลงบนน้ำหวานที่ปนกันมั่วกลายเป็นสีคล้ำๆ เพื่อออกจากประตูห้องน้ำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่คนที่ยังยืนนิ่งอยู่ในห้องน้ำทั้งหมดกลับเห็นว่าน้ำที่พวกเธอเพิ่งสาดออกไปนั้นแหวกออกเป็นรูปรอยเท้าอย่างรู้หน้าที่เพื่อให้คนที่พวกเธอมาหาเรื่องด้วยก้าวผ่าน

“พอดีเห็นเธอเข้าไปนาน เลยมาดูหน่อยน่ะ” บอลที่มายืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าห้องน้ำแก้ตัวเมื่อเห็นเด็กสาวร่างเล็กก้าวออกมา

“อืม พอดีถูกแฟนคลับนายหาเรื่องนิดหน่อยน่ะ ไม่มีอะไรหรอก”

“แล้วเธอเป็นอะไรรึเปล่า ได้ข่าวว่าแฟนคลับไอ้บอลน่ะแรงมากเลยนี่” พาสเทลทำท่าจะเข้ามาตรวจสภาพพันนามารีน แต่ถูกบอลเอานิ้วเกี่ยวปกเสื้อสูทรนักเรียนเอาไว้อย่างรู้ทัน

“ไม่ต้องถือโอกาสเลยไอ้พาส เธอเป็นอะไรรึเปล่า” บอลด่าเพื่อนเบาๆ แล้วหันมาถามเด็กสาวเรียบๆ

“ไม่นี่ นายลืมไปแล้วเหรอว่าฉันเป็นใครน่ะ แค่นี้สบายมะ...”

“กรี๊ด”

เสียงพูด (เยินยอตัวเอง) ของพันนามารีนถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกรีดร้องที่ดังมาจากห้องน้ำของสาวๆ ที่ดูเหมือนจะเพิ่งได้สติ

“เธอทำอะไรที่น่าแตกตื่นรึเปล่า?” บอลกระซิบถาม “ไหนบอกไม่อยากให้ความแตกไง”

“แต่ฉันก็ไม่อยากเปียกด้วยนี่ ยัยพวกนั้นจะสาดน้ำใส่ฉันอ่ะ” พันนามารีนเถียงด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้เบาสักนิด เอาเป็นว่าทั้งสามหนุ่มได้ยินกันหมดแล้วกัน

“แล้วเธอทำยังไงละ...” หนุ่มหน้ากวนอย่างพีร์ถามไม่ทันจบดี สาวๆ ที่ยืนกรีดร้องอยู่ในห้องน้ำเมื่อครู่ก็กระโจนออกมากันใหญ่ แต่เมื่อเห็นว่ากลุ่มคนที่ยืนอยู่หน้าห้องน้ำเป็นใคร พวกเธอก็รีบกระโดดไปเกาะแขนพวกเขาทันที

พันนามารีนมองภาพนั้นอย่างตกใจระคนขำ สามๆ ห้าคนรุมกอดหนุ่มสามคนจนจะแบนตายอยู่แล้ว

“บอลคะ ช่วยพวกเราด้วย...” ยัยหัวโจกกระโดดกอดแขนบอลซะแน่นแบบไม่แคร์สื่อด้วยท่าทางหวาดกลัวเกินจริงนิดๆ (ในสายตาของพันนามารีน)

“ใช่แล้วพีร์ ยัยนั่นเป็นแม่มดอ้ะ” เด็กสาวอีกคนวิ่งไปเกาะเพื่อนในกลุ่มบอลคนที่หน้าตากวนๆ ที่ยังถามคำถามไม่จบคนนั้น... พีร์สินะ พันนามารีนอมยิ้มขำๆ เมื่อเห็นจอมกวนยิ้มอย่างจนปัญญามาให้เธอเมื่อแกะมือปลาหมึกออกจากตัวไม่สำเร็จ

“แม่มดจริงๆ หนึ่งต้องเชื่อพวกเรานะ” อีกคนวิ่งไปฟ้องคู่หูของพีร์อย่างพาสเทล เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะปล่อยก๊ากออกมา หมอนั่นเลยทำท่าอึ้งๆ แทนเพราะถูกจู่โจมกระทันหัน

“กระซิกๆ ช่วยด้วยพาสเทล” เด็กสาวอีกคนถลาไปกอดแขนอีกข้างของพาสเทล พลางซุกหน้ากับอกเขา พาสเทลที่ดูอึ้งในตอนแรกเปลี่ยนเป็นยิ้มพอใจแทยจะในทันที

“ผีหลอกอ่ะ พี่บอล” เด็กสาวคนสุดท้ายเพียงแค่จับชายเสื้อของบอลไว้แน่นเนื่องจากหัวโจกของเธอที่ซุกอยู่กับอกบอลส่งสายตามาประมาณว่าอย่ายุ่ง

“ตอนนี้ใครกันนะที่กล้าไปเกาะแกะผู้ชายที่ไม่ใช่ของตัวเอง” พันนามารีนถามขึ้นลอยๆ ด้วยท่าทางแบบนางมารร้ายนิดๆ ที่บอลเห็นแล้วต้องอึ้ง...ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะมีมุมนี้

“ผู้ชายที่ไม่ใช่ของตัวเอง?” พาสเทลทวนงงๆ

พันนามารีนไม่ตอบคำถาม เพียงแต่เดินเข้าไปแตะไหล่บอล (อีกข้างที่ไม่มียัยหัวโจกซบอยู่น่ะ) พร้อมกับพูดเบาๆด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“ไปเหอะ” พูดจบเด็กสาวร่างเล็กก็เดินนำไปก่อน

ไม่มีใครเดินตามร่างเล็กนั้นไป เพราะทั้งบอล พีร์ พาสเทล ไม่มีใครแกะมือตุ๊กแกออกจากตัวได้สักคน ส่วนต่อ แล้ววินาทีที่สาวๆ ทั้งห้าคิดว่าตัวเองชนะแล้วนั่นเอง จู่ๆ พวกเธอก็รู้สึกเหมือนโดนไฟฟ้าช็อต

เด็กหนุ่มทั้งสี่ได้แต่มองเด็กสาวที่จู่ๆ ก็ปล่อยพวกเขาราวกับพวกเขาเป็นของร้อนอย่างงงๆ

“จะเข้าเรียนแล้วไม่ใช่เหรอ?” เสียงพันนามารีนเร่งมา พวกเขาทั้งหมดจึงหมดความสนใจกับเด็กสาวทั้งห้าคนตรงหน้าแล้วเดินไปหาพันนามารีนโดยไม่สนใจเสียงกรี๊ดอย่างตกใจที่ดังไล่หลังมา (ความจริงก็แอบหันไปดูนิดหน่อยแหละ แต่เห็นว่าพวกเธอไม่เป็นอะไรนี่ แค่ยืนประสานเสียงกันเฉยๆ)

“เชื่อแล้วล่ะว่าพวกนายป๊อปจริง ไม่รำคาญกันบ้างหรือไง” พันนามารีนพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี “ยิ่งนายด้วย บอล เป็นขวัญใจสาวๆ ทั้งโรงเรียนแบบนี้ไม่เบื่อแย่เหรอ?”

“ใครบอกว่าไม่เบื่อ วุ่นวายจะตาย หูจะระเบิดแล้วด้วย แต่พวกนี้ลากฉันเข้ากลุ่มเอง” บอลบ่อนพร้อมกับกวาดนิ้วไปที่เพื่อนๆ อย่างท่วนทั่ว

“ไม่เกี่ยวหรอกพันนามารีน ถึงไม่มีพวกฉัน สาวๆ พวกนั้นก็คงวิ่งตามกรี๊ดบอลอยู่ดี” พีร์ยักไหล่แล้วหัวเราะ “ดีออก มีแต่คนรักน่ะ”

“พวกนั้นไม่ได้รักฉันจริงซักหน่อย” บอลบอกเรียบๆ แต่หางตากลับเหลือบมองร่างเล็กที่เดินอยู่ข้างๆ

“เอ๊ะ หรือว่าจะมีอะไรอยู่ในกอไผ่” พีร์หันไปเลิกคิ้วใส่พาสเทล

“มิน่าหมอนั่นถึงได้ปฏิเสธอยู่ตลอดเวลามีสาวๆ มาสารภาพรัก” เพลบอยอันดับหนึ่งพยักหน้าเห็นด้วย

“นั่นสินะ มีแฟนอยู่แล้วก็ไม่ยอมบอก นี่ขนาดเรียนโรงเรียนเดียวกัน อยู่บ้านเดียวกันอีกต่างหาก” พีร์เริ่มใส่ไฟ

“ไม่ใช่แบบนั้นน่า” บอลรีบแก้โดยไม่สนใจพันนามารีนที่หน้าเสียไปเล็กน้อย “พวกเราเพิ่งรู้จักกันเองนะ จะไปสนิทกันขนาดนั้นได้ไง”

“ใช่ ฉันก็แค่เด็กแลกเปลี่ยน มาอยู่ที่บ้านบอลแค่ชั่วคราวเท่านั้น ไม่นานก็ไปแล้ว” เด็กสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มบอกเสียงเบาเหมือนไม่มีอะไรจริงๆ แต่คำพูดแบบนั้นทำให้ใจของบอลกระตุกเล็กน้อย... นั่นสินะ พอเธอทำหน้าที่ของเธอเสร็จ เธอก็คงกลับ... ไม่ใช่กลับอังกฤษที่พอจะไปหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่กลับไปที่โลกของเธอบนมิติไหนสักแห่ง...

9 ความคิดเห็น