[BTS] Winter with you - Yoonmin ft. Kookmin

ตอนที่ 3 : Winter with you : 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 44
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    10 ก.ย. 63

 

 

Winter with you : 2

 

 

 

 

 

สายลมหนาวพัดโชยมาพรากเอาใบไม้ดอกไม้ที่ติดอยู่บนต้นหลุดลอยออกมาด้วย กลิ่นหอมของดอกไม้ฤดูหนาวลอยคละคลุ้งปะปนไปกับความเหงา

ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ต้นประจำที่เป็นที่พักพิงของเด็กทั้งสองคน ระยะเวลาตลอดทั้งสามปีในรั้วของมัธยมปลายพวกเขาได้สร้างความรักความผูกพันธ์ให้แก่กันในรูปแบบของเพื่อนสนิท แต่เกรดสิบสองปีนี้มันช่างแตกต่างจากปีก่อนๆเพราะนี่อาจเป็นปีสุดท้ายที่จะได้ใช้เวลาร่วมกันและหลังจากนั้นพวกเขาก็ต้องแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตต่อในรั้วมหาลัย 

ร่างของเด็กหนุ่มทั้งสองคนนั่งพิงกายอยู่มุมประจำมือหนาและบางกุมสมาร์ทโฟนของตัวเองเอาไว้ในมือแน่น ความตื่นเต้นปะปนไปกับความกลัว ร่างเล็กกัดริมฝีปากตัวเองอย่างประหม่าคิ้วเรียวขมวดชิดกันจนคล้ายปม เขาไม่คิดเลยว่ากับแค่การดูผลสอบของตัวเองมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นได้ขนาดนี้เชียวหรือ

 

“กูไม่กล้าดูว่ะ” ร่างเล็กพูด สายตาจ้องมองอีกคนที่มีอาการไม่ต่างกันกับเขา

“กูก็ไม่กล้า..งั้นเอางี้” ดูเหมือนว่าคนตัวโตกว่าจะนึกอะไรดีๆขึ้นได้ พูดจบสายตาคมเหลือบหันมองคนตัวเล็กพร้อมกับรอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้าของร่างสูง

“มึงจะทำอะไร” เอ่ยปากถามออกไปด้วยความสงสัย

“กูดูให้มึงแล้วมึงก็ดูให้กูโอเคปะ” 

“สลับกันดูอ่ะหรอ”

 

“เออ มึงกับกูจะได้ไม่ต้องตื่นเต้น” ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจในเจตนาของอีกคนแต่คนตัวเล็กก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย มือเล็กๆของจีมินยื่นสมาร์ทโฟนของตัวเองไปให้ยุนกิ และยุนกิก็ทำตามเช่นเดียวกัน

 

ระหว่างที่แลกสมาร์ทโฟนสัมผัสอบอุ่นจากมือหนากอบกุมมือเล็กที่เย็นยะเยือกและซีดเผือกเพื่อเป็นการมอบกำลังใจ แต่นั่นไม่ได้ทำให้จีมินผ่อนคลายลงแม้แต่นิดมิหนำซ้ำยังยิ่งทวีคูณความตื่นเต้นเพิ่มขึ้นไปอีก ยิ่งมือหนาบีบแรงมากขึ้นเท่าไหร่อัตราการเต้นของหัวใจก็เต้นแรงตามไปด้วย เหมือนกับว่ามันจะหลุดออกมาให้ได้

 

“มือมึงเย็นจังวะจีมิน มึงตื่นเต้นหรือมึงหนาว” 

“กะ ก็ทั้งสองอย่าง” ใบหน้าที่ร้อนผ่าวตรงข้ามกันกับมือขึ้นสีแดงระเรื่อ คนตัวเล็กพยายามปิดบังใบหน้าของตัวเองเพื่อไม่ให้อีฝ่ายได้เห็นเพราะว่าที่หน้าแดงแบบนี้สาเหตุมันก็มาจากคนที่กำลังกุมมือเขาอยู่นั่นแหละ

“พร้อมมั้ย กูจะดูผลแล้วนะ” ยุนกิพูดพร้อมกับกระชับมือเล็กให้แน่นขึ้น

“อื้อ พร้อมแล้ว” จีมินถอนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อรวบรวมสติสมาธิให้มั่นจากนั้นนิ้วเรียวก็กดยืนยันเข้าสู่ระบบของเว็บไซต์คณะที่ยุนกิเลือกสมัคร หน้าจอสมาร์ทโฟนเผยให้เห็นความขาวสว่างจ้า ไม่นานก็ปรากฏตัวหนังสือที่เด่นหลาอยู่กลางหน้าจอจากนั้น..

“เห้ย! // เห้ย!!” 

“มึงติด! // มึงติดจีมิน!” ทั้งสองตะโกนออกมาพร้อมกันหลังจากเห็นผลสอบของกันและกัน ร่างของทั้งสองโผเข้ากอดกันอัตโนมัติ ความดีใจเข้ามาแทรกแทนที่ความกังวลในตอนแรกความรู้สึกเหมือนยกภูเขาลูกใหญ่ออกจากอกไปได้เสียที ยุนกิและจีมินนั่งกอดกันอยู่พักใหญ่เหมือนเป็นการแบ่งปันความสุขให้แก่กัน แรงกอดที่แนบแน่นทำให้ใบหน้าหวานโดนแรงกอดกดจนใบหน้าจมอกอุ่นสัมผัสได้ถึงกลิ่นมิ้นต์อ่อนๆของหมากฝรั่งที่อีกคนชอบเคี้ยว หัวทุยๆที่ว่างเปล่าถูกแทนที่ด้วยคางมนที่เกยอยู่บนหัวของคนตัวเล็กกลิ่นกุกลาบของแชมพูที่จีมินชอบใช้ลอยมาเตะจมูก เขาสูดดมมันเข้าไปอย่างไม่รู้เบื่อ

 

มันเป็นกอดที่เนินนาน แต่มันไม่นานพอที่จะทำให้คนตัวเล็กรู้สึกอิ่มใจกับความอบอุ่นที่ได้รับเพียงเสี้ยวนาที ถึงแม้อยากได้รับอ้อมกอดนี้ตลอดไปแต่เพื่อความถูกต้องเขาต้องปล่อย ปล่อยให้อ้อมกอดนี้เป็นอิสระเพราะเขามิอาจเป็นเจ้าของมันได้

 

“มึงกอดกูแน่นไปละยุนกิ” แต่กูชอบ

“โทษทีกูดีใจไปหน่อย” หัวมึงหอมดี

“ยินดีด้วยนะครับเด็กบริหาร” จากใจจริง

“ยินดีด้วยเช่นกันครับเด็กมัณฑนศิลป์” มึงเก่งเสมอ

 

เปลี่ยนจากกอดกันเป็นนั่งชิดข้างใบหน้าหวานซบลงบนลาดไหล่กว้างเพื่อพักพิง เปลือกตาสีมุกหลับลงช้าๆเพื่อซึมซับความผ่อนคลาย แต่ก็ต้องลืมตาขึ้นอีกครั้งเมื่อแรงกระทบจากหัวทุยๆของยุนกิที่ซบลงมาทำเอาความผ่อนคลายที่มีหายวับไปกับตาเหลือไว้เพียงความตื่นตระหนกที่ทำให้เขาใจเต้น

 

“ถึงจะอยู่กันคนละคณะแต่อย่างน้อยกูกับมึงก็อยู่มหาลัยเดียวกัน” ยุนกิพูด

“อืม อย่ามีเพื่อนใหม่จนลืมกูนะยุนกิ” กลัวความสำคัญจะถูกลดน้อยลงเมื่อพบเจอสิ่งใหม่

“จะลืมได้ไง มึงแม่งคือเพื่อนที่ดีที่สุดของกูเลย” 

“...” ไม่เคยลืมว่าควรอยู่ตรงไหนในฉากชีวิตของเธอ

“กูไม่ยอมให้ใครมาแทนที่ตำแหน่งเพื่อนรักของกูหรอกจีมินนี่” 

 

เธออาจจะโกรธถ้าเธอได้รู้ว่าเราส่งความรู้สึกไปให้เธอในแบบเพื่อนมันไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ หากตัดความสัมพันธ์ที่ชื่อว่าเพื่อนออกไป ความรู้สึกที่ส่งไปให้เธอนั้นมันคือความรัก

 

“ไปฉลองกันหน่อยมั้ย” จีมินพูดขึ้นเพื่อทำลายความขุ่นมัวในใจ

“เอาดิที่ไหนดีล่ะ ร้านราเมนของคุณโยโกะมั้ย”

“ร้านประจำกินไม่เบื่อหรอ”

“ไม่หรอกไปกับมึง”

“...”

“จะได้เก็บไว้เป็นความทรงจำว่าเราจะไปร้านคุณโยโกะในทุกๆเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเราสองคนไง” เขาจะรู้มั้ยว่าหัวใจของจีมินกำลังนุ่มฟู

“กูจะอ้วกนะยุนกิมึงพูดเหมือนคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกัน” ถึงอยากจะให้เป็นแบบนั้นจริงๆก็เถอะ 

“เออจริงของมึงกูพูดอะไรออกมาวะ”

“ฮ่าๆ//ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะที่เปร่งออกมาจากใจจริงและแสร้งหัวเราะประสานเสียงกันดังก้องกังวาล ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ให้เป็นที่พักพิงแก่เด็กชายที่มีแต่ความเจ็บปวดและเด็กชายที่มีแต่ความสุข 

 

ยุนกิเหมือนหมอกที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่สัมผัสไม่ได้ คว้าเอามาได้แต่ความว่างเปล่าค่อยๆจางหายออกไป ทำได้เพียงแค่เฝ้ามองว่าหมอกมวลนี้จะลอยไปในทิศทางใด 

 

 

——————————————————

 

 

 

ฤดูหนาวในปีถัดไปหมุนเวียนกลับมาอีกครั้งลมหนาวพัดโชยหอบเอากลิ่นหอมของดอกไม้ฤดูหนาวที่คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นของความเหงาลอยกระทบปลายจมูกให้ได้สูดดมกลิ่นหอมหวานปนเหงาอย่างทุกครา หนึ่งปีในรั้วมหาลัยให้อะไรกับผมมากมาย เพื่อน สังคม ความเหนื่อยจาก งาน การบ้านที่กองโตเท่าภูเขา มหกรรมสอบไฟนอลที่ต้องอดหลับอดนอนอ่านหนังสือเพื่อให้รอดพ้นจากF แต่มีสิ่งเดียวที่ผมไม่ได้อะไรจากมันเลยก็คือความรักจากมินยุนกิ หัวใจรอการเติมเต็มของใครสักคนที่ไม่ใช่ใครก็ได้ ผมหวังให้เป็นเขาแค่คนเดียว

 

“คิดอะไรอยู่จีมิน” ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากคนข้างๆ แทยง เพื่อนสมัยม.ปลายพ่วงด้วยเพื่อนร่วมคณะเดียวกันกับผม เขาสะกิดแขนผมเบาๆเพื่อเรียกสติให้กลับคืน

“คิดว่ากูผ่านปีหนึ่งมาได้ยังไง” มันเป็นความจริงเพียงแค่เสี้ยวหนึ่ง เพราะที่เหลือผมคิดเรื่องของเขาล้วนๆเลย

“มึงโกหกไม่เก่งรู้ตัวปะ” แทยงจ้องตาผมเพื่อเค้นหาคำตอบที่แท้จริง

“มึงรู้แล้วจะถามทำไม” เบือนสายตาหนีเพราะผมรู้ว่าตัวเองสู้สายตาของเขาไม่ได้

“เหนื่อยมั้ย” 

“...”

“เหนื่อยมั้ยที่มึงต้องแบกความรู้สึกที่มันแทบจะล้นออกมาไว้คนเดียว”เหนื่อยแล้วผมทำอะไรได้บ้าง

“มันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว”

“มันกำลังจะบอกรักพี่จีอึน”

“รู้แล้ว รู้ก่อนมึงอีกฮ่าๆ” ผมพูดพรางหัวเราะ มันไม่ได้ออกมาจากใจแต่ผมทำไปเพื่อให้ผมดูเข้มแข็งทั้งๆที่ในใจผมอ่อนแอ

“ใจมึงเป็นแผล”

“ลึกมากด้วยเผื่อมึงไม่รู้” แม้ความรู้สึกรักที่มีอยู่เต็มหัวใจแต่มันมีเศษซากความเจ็บปวดแทรกแซงอยู่ทุกอณู มันกลายเป็นร่องรอยแผลลึกที่มิอาจซ่อมแซมได้

“มึงจะบอกมันมั้ยจีมิน” หากบอกได้ทำไมผมจะไม่ทำ

“มึงก็รู้ว่ามันขีดเส้นให้กูไว้แล้ว”

“...”

“ถ้าล้ำเส้นแล้วต้องเสียมันไปกูไม่เอาด้วยหรอก” เพราะมินยุนกิคือทุกอย่างของผม

“แต่มึงกำลังจะพัง”

“ถึงพังก็ไม่มีใครซ่อมกูได้ แต่มีคนเดียวที่ซ่อมกูได้”

“...”

“คือคนที่ทำกูพัง”

“มากอดมา” แทยงพูดจบก็ดึงผมเข้าไปกอด ผมกอดตอบ แรงกอดของแทยงแน่นขึ้นราวกับว่ากำลังส่งมอบกำลังใจที่ดีมาให้ผม เหมือนเขากำลังฮีลสภาพจิตใจให้ผมรู้สึกดีขึ้นซึ่งมันก็ช่วยผมได้บ้างนิดหน่อย 

“อะแฮ่ม ทำอะไรกันวะกูหึงมึงได้ปะจีมิน” แจฮยอนเอ่ยแซว ผมผละตัวออกจากอ้อมกอดของแทยงเพราะเกรงใจแรงหึงปลอมๆของมัน แจฮยอนเป็นเพื่อนต่างคณะของผม เขาเป็นเพื่อนร่วมคณะเดียวกันกับยุนกิ พวกเราได้รู้จักกันช่วงรับน้อง แจฮยอนตกหลุมรักแทยงและตามตื้อตามจีบอยู่สามเดือนจนได้ตกลงคบหาเป็นแฟนกันจนถึงปัจจุบัน

“หวงอะไรนักหนาจีมินมันเพื่อนกู” แทยงบ่นอุบอิบจากนั้นก็ฟาดฝ่ามือลงบนไหล่ของแจฮยอน

“โอ้ยยเธอเราแกล้งเล่น” แจฮยอนลูบหัวไหล่ตัวเองปอยๆพร้อมกับพาตัวเองมานั่งข้างๆแทยงแฟนหนุ่มของเขา

“แล้วกอดกันทำไม” เป็นยุนกิเองที่พูดขึ้นหลังจากที่เงียบอยู่นาน ร่างกายที่สูงกว่าผมเล็กน้อยเดินมาหาแล้วหย่อยตัวลงนั่งข้างๆผม

“จีมินมันหนาวอ่ะกูเลยกอดมัน” 

“อืมกูหนาว” เราทั้งสองโกหกกันคำโต

“มึงเนี้ยตลอดเลยกูบอกกี่ครั้งแล้วให้พกเสื้อกันหนาวมาด้วยมันเข้าหน้าหนาวแล้ว” ฟังแล้วผมก็นึกอยากจะหัวเราะ ผมฟังมันบ่นแบบตั้งแต่ม.ปลายจนจำได้ขึ้นใจ หากวันนึงผมหรือมันที่หนีหายไปจากชีวิตของกันและกัน ผมจะไปหาฟังประโยคบ่นแบบนี้จากไหน

 

คิดแล้วก็ใจหายแต่ผมก็อยากให้เขาอยู่เคียงข้างผมตลอดไป 

 

“อ่ะกูให้ยืม” ยุนกิพูดพร้อมกับถอดเสื้อโค้ทสีสำสนิทมาคลุมร่างกายผมไว้เหมือนกับปลายฝนต้นหนาวในทุกๆปี

 

ราวกับภาพทับซ้อนฉากคลุมเสื้อโค้ทภายใต้ต้นไม้ใหญ่ผุดขึ้นมา พาเอารอยยิ้มที่คิดว่ากว้างที่สุดออกมาด้วย

 

“ขอบใจ เออแล้วงานเป็นไงพวกมึงจัดกันเสร็จแล้วหรอ” ผมชิงถามเพื่อกลบเกลื่อนรอยยิ้มแห่งความสุขของผม 

“เออ เสร็จละตื่นเต้นว่ะบายเนียร์ปีแรก” เป็นแจฮยอนที่ตอบ 

“ไปหาไรกินกันเถอะ พวกมึงต้องมาเตรียมตัวไปงานอีก” แทยงกล่าว

“อืมกินอะไรกันดีปิ้งย่างดีปะ” มื้อเที่ยงมันควรเป็นมื้อหนักๆ ผมคิดอย่างนั้น

“ตามใจมึงกูยังไงก็ได้” ยุนกิก็ยังคงเป็นยุนกิ ตามใจผมเสมอในทุกๆเรื่องแต่ก็เว้นไว้เรื่องเดียวนั่นแหละ 

 

ตามใจแต่ไม่เคยได้ใจ

 

“งั้นก็ปิ้งย่าง ไปเหอะกูหิวมาก” แทยงบ่นตามภาษาคนหิว พวกเราทั้งสี่คนลุกออกจากโต๊ะม้าหินอ่อนเตรียมมุ่งหน้าไปยังร้านปิ้งย่างที่อยู่บริเวณหน้ามหาลัย ผมกับยุนกิเดินรั้งท้ายโดยมีแจฮยอนกับแทยงวิ่งไล่ตีกันอยู่ข้างหน้า ผมมองภาพตรงหน้าแล้วยิ้มออกมา ถึงจะตีกันบ่อยแต่พวกเขาก็รักกัน

 

“ยังหนาวอยู่มั้ย” 

“ไม่แล้วเสื้อมึงอุ่นกำลังดี” ผมพูดพรางกระชับเสื้อโค้ท กลิ่นมิ้นอ่อนๆยังคงติดอยู่เฉกเช่นเดิม

“กูคอยถอดให้มึงไม่ได้ตลอดเวลาหรอกนะจีมิน พยากรณ์อากาศยังดูอยู่มั้ย” 

“ดูค้าบวันนี้กูลืมจริงๆอย่าบ่นกูเลยยุนกิ” 

“มึงมันดื้อเสมอต้นเสมอปลายจริงๆเลยว่ะ” ไม่พูดเปล่า มือใหญ่เอื้อมมาเขกหัวผมเบาๆอยู่3-4ทีเหมือนเป็นการทำโทษ

“มึงต้องทนต่อไปนะยุนกิเพราะกูจะดื้อแบบนี้ตลอดแบร่ๆ” ผมแลบลิ้นปริ้นตาใส่และอีกไม่กี่วินาทีต่อไปนี้มันจะเขกหัวผมอีก คิดว่าผมจะให้มันทำอีกหรอ ไม่มีทางซะหรอก ผมออกตัววิ่งหนีหลบกำปั้นของยุนกิและยุนกิก็วิ่งไล่ผมเช่นกัน

 

ภาพตรงหน้ากลายเป็นภาพของคนที่สี่วิ่งไล่กันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะร่วนที่ดังกึกก้องเป็นเครื่องหมายการันตีว่าพวกเขากำลังมีความสุข 

 

ผมภาวนา

 

ภาวนาให้ความสุขในเวลานี้ได้มาฝังกลบรอยร้าวที่อยู่ภายในใจเพื่อมาทดแทนความเจ็บปวด หากผมยังอยากได้รับความสุขมากลบร่องรอยร้าว ผมยิ่งต้องรักษาเขาเอาไว้ให้นานที่สุด

 

ความสุขอย่าเพิ่งหายไปได้โปรดอยู่กับผมก่อน

 

 

——————————————————

 

 

 

20:10 น. 

 

ผืนฟ้าสีดำสนิทมีเพียงพระจันทร์ดวงกลมโตสุขสว่างเด่นหลาอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิดไร้ดาวดวงระยิบระยับที่เคยเทียบเคียงข้างพระจันทร์ 

 

คืนนี้พระจันทร์โดดเดี่ยว

 

แสงสีจากดวงไฟหลากสีกระพริบระยิบระยิบสลับกันไปมา ภายใต้ลานกว้างที่มีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ห่วงยางรูปลักษณ์ต่างๆลอยคลออยู่บนผืนน้ำพร้อมกับนักศึกษาบางคนที่กำลังสนุกกับการเล่นน้ำ เพลงEDMที่ถูกเปิดโดยคิมโดยองปี3ดีเจประจำคณะ นักศึกษาปี1-4มารวมตัวกันเต้นโยกหัวไปมาอยู่ลานเต้นข้างหน้าหน้าดีเจ งานบายเนียร์ของคณะบริหารในธีมฮาวาย กำลังเริ่มต้นขึ้น อาหารและเครื่องดื่มมีเติมให้อย่างไม่จำกัด

 

มินยุนกิอยู่ในชุดกางเกงยีนส์ขาสั้นคลุมเข่าด้านบนถูกปกปิดด้วยเสื้อกล้ามสีขาวและคลุมด้วยเสื้อเชิ้ตฮาวายสีฟ้าทะเลลายต้นมะพร้าว สายตาคมมองไปรอบๆงานและคิดในใจว่า บายเนียร์ในต้นหนาวแต่ใช้ธีมฮาวายมันดูย้อนแย้งนิดหน่อย อากาศเย็นกับสระน้ำมันไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ 

 

“เห้ยมึงกูจะไปเอาของกินมึงไปปะ” แจฮยอนเดินมาตบไหล่ยุนกิพลางชวนไปหาของกิน

“ไม่อ่ะเดี๋ยวกูรออยู่โต๊ะ” เขายังไม่อยากกินอะไรในตอนนี้ 

“เออๆเดี๋ยวกูมา” จากนั้นก็เดินจากไปทิ้งไว้เพียงยุนกิที่อยู่บนโต๊ะอาหารเพียงคนเดียว สายตายังคงสอดส่องมองหารุ่นพี่ที่เป็นรักแรกพบในรั้วมหาลัยของเขา ระหว่างไล่สายตามองหา มือหนาก็เอื้อมไปหยิบแก้วคอกเทลสีสวยที่วางเรียงกันอยู่ เขากระดกดื่มเพียงรวดเดียวหมดและแก้วที่สองที่สามก็ตามมาอีกเรื่อยๆ

“เห้ยมึงจะเมาแต่หัววันเลยหรอวะ” เป็นแจฮยอนที่หอบเอาอาหารมากมายมาวางไว้บนโต๊ะ เขาเอ่ยถามเพื่อนตัวดีที่เพิ่งกระดกคอกเทลแก้วที่สามเข้าไปหมด

“เออเอาหน่อยจะไปบอกรักพี่เขาทั้งที”

“...”

“เผื่อเขาปฏิเสธกูจะได้ไม่เจ็บมาก” เมื่อมันจางเขาอาจไม่เจ็บปวด

 

 

——————————————————

 

 

 

21:12 น.

 

เวลาล่วงเลยมามากกว่าหนึ่งชั่วโมงตั้งแต่ที่เขาทั้งสองมาถึงงาน แก้วเปล่าที่บรรจุของเหลวที่ชื่อว่าคอกเทลวางเกลื่อนหลายสิบแก้ว ยุนกิรู้สึกว่าตัวเขาเองเริ่มเมาเล็กน้อยแต่ถึงอย่างก็ยังประคองสติและการมองเห็นได้อย่างดีไม่บกพร่อง ตาคมยังคงมองหาร่างของรุ่นพี่จีอึนที่ยังไม่แม้แต่จะเข้างานมา 

 

“พี่เขาไม่มาหรอวะไอ้แจ” 

“ต้องมาดิพี่เขาก็ปีสุดท้ายแล้ว” เขาขอให้มันเป็นแบบนั้น

“เห้ยนั่นไงอยู่ตรงสระน้ำ” แจฮยอนยื่นมือชี้ไปทางสระน้ำ 

 

ตาคมเป็นประกายเมื่อมองไปตามทิศทางที่เพื่อนตัวดีชี้ออกไป ปรากฏเห็นร่างเล็กของหญิงสาวในชุดเดรสยาวสีขาวที่แต่งแต้มด้วยลวดลายดอกชบาสีแดงอยู่หลายจุด ผมดำสลวยถูกดัดเป็นลอนใหญ่กำลังดีบวกกับมงกุฏดอกไม้ที่อยู่บนหัวยิ่งเพิ่มความน่ารักเข้าไปอีก

 

“กูไปเลยดีมั้ย” เอ่ยปากถามเพราะรู้สึกประหม่า ยุนกิยกมือขึ้นเซตผมตัวเองให้ดูดี จัดเสื้อเชิ้ตให้ดูเป็นระเบียบ

“มึงพร้อมรึยัง” 

“ก็ไม่ค่อยว่ะ” นั่งรอมาตั้งนานพอถึงเวลากลับไม่พร้อมซะงั้น

“อ่ะ ดกอีกแก้วแล้วเดินไปบอกเลย” แจฮยอนหยิบแก้วคอกเทลมาให้เพื่อนตัวขาวที่ทำท่าทีลนลานเป็นเด็กที่หาแม่ไม่เจอยามต่อคิวจ่ายเงินในซุปเปอร์มาเก็ต

“เอาวะ” พูดจบก็สูดหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่พร้อมกับกระดกของเหลวที่เรียกว่าคอกเทลเข้าไปรวดเดียวหมด 

 

ปึก 

 

เขาวางแก้วคอกเทลลงจากนั้นก็รวบรวมความกล้าแล้วเดินออกไปจากโต๊ะทันที แจฮยอนมองตามด้วยความรู้สึกที่หวาดหวั่น เขาสงสารจีมิน 

 

ใช่เขารู้

 

แม้แทยงไม่มาบอกเขาเองก็มองเห็น

 

สายตาที่ใช้มองเพื่อนอย่างยุนกิมันไม่เหมือนมองเพื่อนทั่วๆไป มันมีอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่นและเขารู้ดี มันเป็นสายตาเดียวที่เขาใช้มองแทยง

 

รัก มันคือ รัก

 

 

 

ปลายฝนต้นหนาว..

ลมหนาวพัดโชยมานำกลิ่นชื้นของฝนที่คุ้นเคยลอยเข้ามา ใต้แสงจันทร์สาดส่องลงมายังผืนน้ำ เผยให้เห็นเงาสะท้อนสีทองสว่างเด่นหลาไม่แพ้บนท้องฟ้า สองขายาวก้าวเข้าไปช้าๆจนมาหยุดยืนอยู่ที่ด้านหลังของรุ่นพี่จีอึน หญิงสาวที่เป็นรักแรกพบในรั้วมหาลัย หัวใจที่เต้นรัวแรงแต่แรกมันเต้นแรงกว่าเดิมยามเมื่อมาถึงตัวหญิงสาว ยุนกิตื่นเต้นเต็มทน เสียงอื้ออึงจากสิ่งเร้ารอบข้างค่อยๆหายไปเหลือเพียงแต่เสียงหัวใจของตัวเองที่ดังที่สุดในตอนนี้

 

“พี่จีอึนครับ” เขารวบรวมความกล้าอยู่ชั่วครู่และตัดสินใจเรียกอีกคนออกไป 

“หื้ม อ่าวยุนกิมีอะไรรึป่าว” หญิงสาวที่อยู่ขอบสระหันมาตามเสียงเรียก เมื่อเห็นว่าเป็นใครหญิงสาวจึงลุกขึ้นยืนประจันหน้า ใบหน้าหวานยามไร้แสงไฟดูงดงามเมื่ออยู่ใต้แสงจันทร์

“คือ ผม”

“ฮ่าๆเป็นอะไรเมารึป่าวเนี้ย” เขานึกขำกับท่าทางของอีกคน

“คือผม”

“ผมอะไรหื้ม” 

“ผมชอบพี่ครับพี่จีอึน” พูดออกไปแล้ว 

“ขอบคุณนะที่ชอบพี่” เอ่ยด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง ดวงตาคู่สวยจดจ้องไปที่ยุนกิ ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันเพราะรู้สึกไม่สบายใจ

“แต่พี่มีคนที่ชอบแล้ว ขอโทษด้วยนะยุนกิ” สิ้นเสียงของจีอึน เขารู้สึกว่าตัวของเขามันชาไปทั้งตัว เหมือนโดนของแข็งฟาดลงมาที่หัวอย่างแรง

 

ครั้งแรกก็พังไม่มีชิ้นดี

 

“พี่จะขอโทษผมทำไม ผมดิต้องขอโทษพี่ทำเสียบรรยากาศหมด” เขาหัวเราะ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันรู้แค่ว่าต้องทำแบบนั้น

 

มันอาจกลบเกลื่อนความเศร้าในใจได้

 

“นายโอเคนะ” 

 

ไม่หรอก ไม่โอเค

 

“โอเคดิพี่แค่นี้จิ๊บๆฮ่า” 

 

เขาหัวเราะทั้งน้ำตา

 

“งั้นผมขอตัวนะไม่กวนพี่แล้ว” ไม่ทันได้ฟังเสียงของอีกคนพูด ยุนกิก็รีบพาร่างที่บอบช้ำของตัวเองออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด ขายาวๆกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อให้มาถึงโต๊ะของเขาและเพื่อนรักโดยเร็วที่สุด

 

“เป็นไง”

“ไม่จางเลย”

“...”

“ความเจ็บไม่จางเลยทั้งๆที่ก็เผื่อใจไว้แล้ว”

“จะเอายังไงต่อ”

“ไปต่อกับกูที กูอยากเมาให้ลืม”

“...”

“แค่เวลาสั้นๆก็ยังดี”

 

 

 

——————————————————

 

 

 

 

00:21 น.

 

 

ท่ามกลางความเงียบในยามวิกาลร่างเล็กที่ขดตัวอยู่ในผ้าห่มผืนใหญ่บนเตียงขนาดคิงไซร์ คนนอนหลับผ่อนลมหายใจออกมาอย่างสม่ำเสมอ คิ้วเรียวเริ่มขมวดเป็นปม ใบหน้าหวานส่ายไปมาอย่างกระวนกระวาย เป็นสัญญาณบอกว่าเขากำลังฝันร้าย

 

อย่าหายไปนะยุนกิ’

‘กลับมาก่อน’

 

 

ครืด ครืด ครืด 

 

“กลับมา!!”

 

เฮือก 

จีมินสะดุ้งเฮือกพร้อมกับดีดตัวออกจากเตียงแทบจะทันทีหลังละเมอตะโกนร้องเรียก ดวงตารีเล็กเบิกกว้างเพราะความตกใจสุดขีด 

 

ผมฝันไปหรือนี่ ผมหอบหายใจเหนื่อยเหมือนคนที่วิ่งรอบสนามฟุตบอลมาสิบรอบ

 

แค่ฝันไป ขอให้มันเป็นแค่ฝัน

 

ครืด ครืด ครืด 

 

ผมหันไปมองสมาร์ทโฟนที่อยู่บนโต๊ะข้างเตียง มันสั่นอยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ผมไม่ได้สนใจมันเพราะมัวแต่ตกใจกับฝันนั่น ผมยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูก็ปรากฏชื่อบนหน้าจอ

 

แจฮยอน’

 

“แจฮยอนโทรมาทำไมป่านนี้” ถึงจะสงสัยแต่ผมก็กดรับโทรศัพท์มัน

“ฮัลโหล” 

“ฮัลโหลจีมิน มึงมารับไอ้ยุนกิหน่อยดิมันเมาสลบไปแล้วเนี้ย” จบประโยคมือไม้ผมอ่อนไปหมด ทำไมยุนกิถึงอยู่ในสภาพแบบนั้น

“มึงอยู่ไหนเดี๋ยวกูออกไปเดี๋ยวนี้”

“เดี๋ยวกูส่งโลเคชั่นให้ รบกวนหน่อยนะมึงกูไม่รู้จักคอนโดมัน” 

“อืมๆแค่นี้น่ะ รีบส่งโลเคชั่นมา” ผมวางสายเสร็จ ผมก็รีบไปหยิบเสื้อโค้ทและกุญแจรถทันที

 

ติ๊ด

 

เสียงแจ้งเตือนของแอพพลิเคชั่นแชทสีเขียวดังขึ้น ผมรีบกดเข้าไปดูโลเคชั่นที่แจฮยอนส่งมา เมื่อได้คำตอบของสถานที่แล้ว ผมจึงรีบออกจากห้องโดยทันที

 

“อย่าเป็นอะไรนะ”

 

 

——————————————————

 

 

 

ติ้ด

เสียงคีย์การ์ดถูกแตะผ่านเครื่องสแกนที่หน้าประตูห้อง ผมพยุงร่างของยุนกิเข้าห้องมาอย่างทุลักทุเลเพราะอีกคนตัวหนักเอาเรื่อง

 

พรึ่บ 

ผมเปิดไฟห้องของยุนกิจนไฟสว่างครบทุกดวงจากนั้นก็พยุงตัวของยุนกิต่อเพื่อให้เข้าไปนอนสบายๆในห้อง 

 

ตุบ

ผมเหวี่ยงร่างของยุนกิลงบนเตียง เท้าเอวมองสภาพของคนเมาที่หลับไม่รู้เรื่อง ผมยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้า ไม่คิดว่าการแบกยุนกิขึ้นมาแบบนี้จะทำให้ผมเสียเหงื่อได้ 

 

“ตัวมึงโคตรหนักเลยยุนกิ” ผมบ่น แต่ก็เดินไปในห้องน้ำและออกมาพร้อมกับผ้าและน้ำในกะละมังใบเล็ก ผมบิดน้ำออกจากผ้าให้มันเปียกหมาดๆจากนั้นก็เริ่มเช็ดใบหน้าหล่อที่ผมหลงใหลมันมาสามปี 

“อื้ออ” เมื่อถูกรบกวนจากการนอนยุนกิก็เริ่มส่งเสียงท้วงและส่ายหน้าไปมาเพื่อหนีความเปียกชื้นที่กำลังกวนใจเขาอยู่

“อยู่นิ่งๆสิวะกูจะเช็ดตัวให้” 

“ไม่ อื่ออ ทำไม” คนเมากำลังละเมอพูด ผมอยากจะหัวเราะสภาพของยุนกิตอนนี้ดูได้ที่ไหนกัน

“ฮ่าๆ มึงตลก” 

“ทำไม พี่ปฏิเสธผมทำไม”

“...”  ร่างกายผมหยุดชะงักและชาวาบไปทั้งตัว 

 

บอกไปแล้วหรอ 

 

“พี่แม่ง...ใจร้ายว่ะ” 

 

มึงก็ใจร้าย 

 

“จีมินกูอกหักมึงอยู่ไหนจีมิน” มือหนาปัดป่ายไปทั่วทั้งๆที่ยังไม่ลืมตา ยุนกิเหมือนจะคลำหาสิ่งยึดเหนี่ยวและคว้าเอาแขนของผมไปกอดในขณะที่ผมกำลังช็อคกับสิ่งที่ได้ยิน

 

“จีมินหรอ อื่ออ เขาไม่ได้ชอบกู”

 

มึงก็ไม่ได้ชอบกู

 

ดวงตาผมร้อนผ่าวมวลน้ำตาเริ่มคลอออกมาจนแทบจะเอ่อล้น ผมภาวนาให้มันไม่ไหลลงมา

 

“...”

“ถ้ามึง อึก เป็นแบบพี่เขาก็ดีสิวะ” 

 

มันมากเกินไป

แล้วกูเป็นแบบนี้กูผิดหรอวะ 

 

ผมเม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาที่กักเก็บเอาไว้เอ่อล้นออกมาจากดั่งสายฝน มันไหลลงพร้อมกับประโยคที่เฉือนลงกลางใจ ความปวดหนึบในใจแล่นเข้ามาทั่วทุกอณู มันเป็นความผิดผมหรอ เพราะผมไม่ได้เป็นผู้หญิงเหมือนเขา ผมมันผิดมากเลยหรอ

 

“กูเป็นให้ไม่ได้หรอกยุนกิ”

 

ให้ตายต่อหน้าก็เป็นไม่ได้

 

“พี่จีอึนรักผมไม่ได้หรอ”

 

รักเขามากเลยหรอ

 

ผมไม่อยากรับรู้อีกต่อไป หยาดน้ำตาไหลลงอีกครั้ง ผมหลับตาลงไล่มวลน้ำตาที่คลั่งคลออยู่ตรงเบ้าให้ออกมาจนหมด ผมกัดปากกลั้นเสียงสะอื้นเพื่อไม่ให้ยุนกิต้องตื่นมาเห็นสภาพที่น่าเกลียดของผมแบบนี้ 

 

“แล้วมึงมารักกูไม่ได้หรอ”

 

เพราะความน้อยเนื้อต่ำใจถึงทำให้ผมสติขาดพรึง คิดว่าตัวเองรู้สึกเจ็บอยู่คนเดียวหรือไง คนตรงนี้ก็เจ็บไม่แพ้กันหรอกนะหัดเข้าใจกันบ้างซิ

 

“...”

“หากทั้งโลกมีแค่เราสามคนเธอก็คงจะเลือกเขาแต่ว่าเราเลือกเธอนะ”

 

เหตุผลมีเพียงหนึ่งเดียว

 

 

“เพราะกูรักมึงไงยุนกิ”

 

 

 

 

 

 

 

 

“มึงพูดว่าไงนะ”

 

 

 

_________________________________
 

ตู้มมมเกิดเป็นโกโก้ครั้นนนนน 

มาแล้วนะคะขอโทษที่หายไปนานเพราะหลงเสน่ห์น้องจีมอยู่ออกมาไม่ได้>< 

ตอนนี้ไรท์เป็นพาร์ทอดีตทั้งหมดเลยนะคะ จะได้รู้ว่ายุนมินนั้นมีความเป็นมายังไง สงสารน้องจีมมาค่ะแม่จะกอดหนูเองแล้วเอาพี่ยุนกิไปทอด ตัดใจซะพี่ยุนกิคุณลีจีอึนเค้ารักยอจินกู (ยังคงอิน hotel del luna)

อย่าลืมสกรีมแท็ก #วินเทอร์วิทยู ในทวิตกันด้วยนะงับ เป็นกำลังใจ + เม้นต์ให้ไรท์ตัวน้อยกระจิดริดด้วยนะจ้ะ จุ้บๆ

@iamcreamland ทวิตเตอร์เค้าแวะมาชงยุนมินด้วยกันได้นะงับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น

  1. #1 Lelia Lynn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2563 / 10:36

    เราเพิ่งมาอ่าน ชอบ mode and tone มากค่ะ อยากรู้เลยว่าจะเป็นไงต่อ
    #1
    0