แบล็ค (Yaoi)

ตอนที่ 2 : แบล็ค...กับโลกที่เปลี่ยนไป 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    28 พ.ย. 61

แบล็ค

The magic





หลังจากตั้งสติได้ สมองประมวลผลอย่างเร็วจี๋...เรื่องบางอย่างมันก็ยากที่จะยอมรับในความเป็นจริง... นี่ไม่ใช่หนังหรือละคร แบล็คอยากจะบอกว่าตัวเองนั้นตาฝาดหรือสมองเบลอจากการนอนน้อยจริงๆ 

 

 



แต่พอมองซองจดหมายในมือตัวเองแล้วก็อดที่จะใจสั่นไม่ได้ สั่นเพราะตื่นเต้น... 

 




 

เวทมนต์เหรอ? เหาะได้เหรอ? อย่างกับฝัน? หรือเขาจะฝันอยู่ ถ้าฝันอยู่ก็คงเป็นฝันที่แทบไม่อยากตื่น... ความฝันที่อยากลองมานาน... ความฝันเกิดในสมัยเด็กหลังจากอ่านนิยายจบไปหลายเล่ม... มันชั่งหน้าอัศจรรย์...

 

 



เพี๊ยะ!

 




 

“โอ้ย! เจ็บโว้ย... ไม่ได้ฝันเหรอว่ะ?”ชายหนุ่มเอ่ยเบาๆ ติดสินใจวางซองจดหมายไว้ที่เตียงไม้สีเข้มขนาด3.5ฟุต ก็จะเปิดประตูห้องแล้วเดินลงไปข้างล่าง..




 

 

เสียงประตูลั่นเอี๊ยดอ๊าดเมื่อถูกผลักออก สองเท้าค่อยๆก้าวลงไปตามบันไดพื้นไม้ที่ตรงขอบๆยังคงมีฝุ่นเกาะบางๆส่วนตรงกลางกลับไร้ฝุ่นบ่งบอกว่ามีการใช้งานอยู่เสมอแต่ไม่ค่อยได้ทำความสะอาดเท่าไร ภายในบ้านเงียบเชียบ ข้าวของทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือเขาจะคิดมากแล้วหลอนไปเอง? อาจจะใช่เพราะเมื่อคืนนอนไม่พอแน่เลย

 




 

“พี่แบล็ค!..”

 

 



 

“เฮ้ย!?”แบล็คที่กำลังยืนมองรอบตัวอย่างงงๆสะดุ้งตกใจเมื่ออยู่ๆก็มีเสียงแหลมใส ดังขึ้นที่ข้างหลัง..

 


 

“ตกใจหมดเลยยัยอ้วนอี๊ด!”เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็ถอนหายใจเล็กๆ ก่อนจะหันไปเอ็ดเล็กๆ ใส่ลูกพี่ลูกน้องสาวตัวอ้วน..

 




 

“เอ้า..ก็พี่แบล็คมายืนทำอะไรลับๆล่อๆตรงนี้ แล้วก็อย่ามากเรียกอ้วนอี๊ดด้วย ไม่ชอบเข้าใจไหม? อย่าได้ให้ไปฟ้องแม่” ใบหน้ากลมๆ ผมสั้นเท่าติ่งหูตัดหน้าม้า ยู่หน้าอย่างไม่พอใจ ยัยหมูอ้วนอี๊ดในชุดเดรสคอปกสีเข้ม เอ่ยเสียงแข็ง

 

 

“ไม่ได้ลับๆล่อๆอะไร แล้วก็เพราะแกอ้วนจริงๆไงถึงเรียก...ไปลดหุ่นได้แล้ว”แบล็คเอ่ยตอบ ก็ไม่อยากจะว่าอะไรมันนักหรอกแต่อยากให้ลดหุ่นได้แล้วสุขภาพก็ยิ่งไม่ดีอยู่

 

 

“แล้วนี่ไม่ไปโรงเรียนหรือไง?”แบล็คถาม

 

 

“ก็จะไปอยู่นี่ไง หลบสิ! ขวางทางจริงพี่แบล็คเนี่ย...”ว่าจะก็ใช้ท่อนแขนอันอวบอ้วนดันลูกพี่ลูกน้องของตัวเองออกให้พ้นทาง ยัยหมูอ้วนเดินไปหยิบไม้กวาดคล้ายไม้กวาดทางมะพร้าวแต่ไม่ใช่ ความยาวขนาดเท่าตัว สีน้ำตาลเข้ม ก่อนที่จะเดินออกไป..

 

 



แบล็คที่เห็นอย่างนั้นก็รีบเดินตามออกไป ทันเห็นญาติผู้น้องขึ้นค่อมไม้กวาด ทำปากขมุบขมิบสองสามคำก่อนที่ไม้กวาดจะค่อยๆลอยขึ้นอย่างอืดๆ แล้วค่อยๆเพิ่มความเร็วออกไปพ้นสายตา แบล็คอ้าปากค้าง? เมื่อมองออกมาข้างนอก ไม่ใช่แค่น้องสาวตัวเองที่ขี่ไม้กวาดออกไป แต่เขาเห็นหลายคนที่ขี่ไม้กวาดผ่านไป นี่มันเรื่องจริงเหรอเนี่ย?

 

 

แบล็คอยากจะตะโกนถามทุกคนจริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ๆโลกถึงได้เปลี่ยนไป...

 

 

 




ชายหนุ่มเดินกลับเข้ามานั่งที่โซฟาเก่าๆที่กลางบ้านก่อนจะปรับสภาพจิตใจให้คงที่ ตอนนี้โลกที่เคยอยู่กลายเป็นโลกเวทมนตร์ไปแล้ว? ยัยอ้วนอี๊ดขี่ไม่กวาดออกไปต่อหน้าต่อตาเขาเลย... ทุกคนดูเหมือนจะใช้เวทมนตร์ได้งั้นก็แปลว่าเขาก็ต้องใช้มันด้วยได้งั้นสิ!?

 

 

 

หัวใจที่เคยสั่นเพราะเรื่องที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น กลายเป็นเต้นระรัวอย่างหนักเมื่อคิดว่าเขาก็ต้องใช้เวทมนตร์ได้เช่นกัน ใครล่ะจะไม่อยากมีเวทมนตร์? ก่อนที่จะต้องชะงักอีกครั้งเมื่อคิดได้ว่า เขาใช้เวทมนตร์ไม่เป็น!

 

 

 

“ไม่ได้การ...”ชายหนุ่มเอ่ยเบาๆก่อนจะกลับขึ้นไปบนห้องรีบจัดการตัวเอง คนที่น่าจะให้คำตอบเขาได้ก็น่าจะมีแต่เจ้าซื่อ ที่ซื่อสมชื่อจริงๆ

 

 

 


 

 

 

แบล็คเดินออกจากบ้านมาเงียบๆ ผู้คนยังเดินขวักไขว่กันไปมาอยู่เป็นปกติ นึกว่าจะมีแต่คนขี่ไม้กวาดหรือพรมซะอีก แบล็คกวาดสายตาสังเกตรอบๆทุกที่ที่เขาเดินผ่าน...

 

 

ผู้คนยังใส่เสื้อผ้าเหมือนปกติ นึกว่าจะใส่ชุดแบบเสื้อคลุมพ่อมดแม่มดซะอีก ชายหนุ่มส่ายหัวให้กับความคิดแบบเด็กๆ มองไปรอบๆก็ไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเท่าไร ผู้คนเดินขวับไขว่ ใช้ชีวิตตามปกติชาวบ้าน รถยนต์ รถมอเตอร์ไซ แม่ค้าแผงลอง ร้านอาหาร วิถีชีวิตยังคงปกติ ไม่ได้ตื่นเต้นกับเวทมนตร์เลยเหรอ? มองไปทางไหนก็ไม่เห็นมีใครใช้เวทมนตร์ ไม่มีคนขี่ไม้กวาด ไม่มีพรมเหาะได้ เอะ!... หรือว่าเราหลอนไปเองว่ะ?

 

 

พรึบ แปะ

 

 

ใบปลิวใบเล็กๆกับรูปวาดแปลกๆลอยมาแปะที่หน้าชายหนุ่ม แบล็คดึงออกมามองใบอะไรว่ะมีแต่รูปมั่วๆมุ่นๆ  ก่อนจะละความสนใจกับมัน...

 

 

 

เดินไปอีกนิดก็เห็นเด็กน้อยตัวเล็กๆ2คนกำลัง ฝึกสั่งท่อนไม้เล็กๆให้ลอยขึ้น ไม้ท่อนเล็กๆขยับขึ้นประมาณ2เซน ก่อนจะล่วงลงเด็กน้อยยิ้มกว้างกับเพื่อนสองคนอย่างดีใจ ... เห็นแล้วต้องยิ้มตามเลยแฮะ... แปลว่าไม่ได้หลอน สงสัยเขาไม่ใช้เวทมนตร์พร่ำเพรื่อกัน

 

 

 

หวืดดดด...

 

 

“หลบหน่อย...หวืดดด...”เสียงหวืดเบาๆดังขึ้นจากข้างหลังทำให้แบล็คขยับหัวหลบ แมลงสีดำมะเมื่อมแต่หัวและขาสีขาว หน้าประหลาดๆ ตัวเท่าหนึ่งกำปั้นบินข้ามเฉียดหัวชายหนุ่มไปใต้ขาเล็กๆของมันมีกล่องพัสดุขนาด10นิ้วห้อยอยู่บินผ่านไป พลางร้องหวืดๆ กับหลบหน่อยตลอดทาง

 

 

“อะไรน่ะ?”แบล็คเอ่ยอย่างตกใจเบาๆก่อนชะเง้อคอมองมันอีกครั้งอย่างสนใจ

 

 

“มอนช็อปน่ะ แล็ปบัคผสมกับขาของเหยี่ยวแต่ฉับปรับแต่งให้มันเป็นแมลงที่ดูน่ามองขึ้นมาหน่อย”เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นจากข้างหลัง

 

 

“ห๊ะ?..”

 

 

“ฉันสร้างมันเองเลยนะ ลองผิดลองถูกตั้งนานเจ๋งใช่ไหมล่ะ?^^”แบล็คมองชายหนุ่มตัวโตกว่าเขาเล็กน้อยใบหน้าสวมกรอบแว่นทรงกลมทำให้ตาเขาดูโตขึ้นมาเล็กน้อย ผ้าคุมสีดำบางๆคลุมอยู่ที่ไหล่ของเขา นี่มันพ่อมดชัดๆ พ่อมดของแท้เลยล่ะ นึกว่าจะไม่เห็นคนใส่ชุดคลุมแล้วซะอีก

 

 

“เฮ้...ไม่เชื่อเหรอ? ฉันเป็นคนทำจริงๆนะ”หนุ่มแว่นในชุดคลุมสีดำ เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นคนตรงหน้าไม่พูดอะไร ทำหน้าอึ้งๆเหมือนไม่เชื่อคำที่เขาพูด

 

 

“เอ่อ..เปล่า...มันเรียกว่าอะไรนะ?”แบล็คเอ่ยถามขึ้นอีกครั้งเมื่อกี้ไม่ทันได้ฟัง

 

 

“มอนช็อป มันเป็นแมลงส่งของฉันเอาตัวของแล็ปบัคผสมกับขาของเหยี่ยวให้มันเกี่ยวของหนักๆได้มาผสมกัน”แบล็คได้แต่อึ้ง แมลงแล็ปๆอะไรของมันอ่ะ ไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ขนาดคนมีเวทมนตร์ได้ แค่แมลงตัวเล็กๆคงไม่แปลก

 

 

“อ่า...เจ๋งดีนะ”ได้แต่ชมไปอย่างไม่รู้ว่าจะเอ่ยว่าอะไร

 

 

“ใช่ไหมล่ะ.. ว่าแต่นายจะไปไหนเหรอ ไปตรอกต้องมนตร์เหมือนกันใช่ป่ะ?”แบล็คยืนทำหน้างง ตรอกต้องมนตร์? อะไรของเจ้านั่น?

 

 

“ก็ในมือนายไง ตั๋วเข้าตรอกต้องมนตร์ ฉันก็มีน่าไม่แย่งนานหรอก”ชายหนุ่มตรงหน้าพูดขึ้น ใบหน้าคมพยักเพยิดหน้าไปที่มือของเขาที่กำบางอย่างอยู่อย่างไม่รู้ตัว.. ก่อนจะหยิบของตัวเองขึ้นมาโชว์ กระดาษใบปลิวเล็กๆที่วาดรูปมั่วๆมุ่นๆที่ปลิวมาแปะหน้าเขาเมื่อสักครู่นี่เอง สงสัยติดมือมาตอนนั้น..

 

 

“ว่าแล้วก็รีบเก็บเข้ากระเป๋าดีๆเลยนะ ยิ่งหายากๆอยู่แพงก็แพง”ชายหนุ่มใส่แว่นเอ่ย แบล็คพยักหน้าก่อนจะยัดเข้ากระเป๋ากางเกงเออออไปตามก่อน ตามน้ำไอ้แว่นนี่ไปก่อนเผื่อจะรู้อะไรมากขึ้น..

 

 

“ว่าแต่นายชื่ออะไร? ฉันจิณ”หนุ่มแว่นชุดดำตรงหน้าเอ่ยขึ้นอย่างสดใส

 

“ฉันแบล็ค...”

 

“โอเคแบล็ค ฉันจิณ จากนี้เราคือเพื่อนกัน”จิณเอ่ยอย่างอารมณ์ดี

 

“เฮ้ยง่ายอย่างนั้นเลยเหรอ?”แบล็คท้วงอย่างงงๆ

 

“แล้วจะทำให้มันยากทำไมเล่า? เป็นๆไปเถอะน่า เนี่ยไหนๆก็ไปทางเดียวกันแล้วก็เดินไปเป็นเพื่อนกันไง”จิณเอ่ย

 

“เออๆ เป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อน”ดีเหมือนกัน ไอ้ตรอกที่ว่าจะให้เขาไปเองก็คงไปไม่ถูก

เผื่อไปแล้วเขาคงจะได้รู้อะไรหลายๆอย่าง

 

“ว่าแต่นายคงไม่ใช่คนแถวนี้หรอกใช่ไหมทำไมฉันถึงไม่เคยเห็นหน้า..แล้วทำไมแต่งตัวแปลกๆอย่างนี้เนี่ย?”แบล็คเอ่ยถามเมื่อมองหน้าไอ้หมอนี่ยังไงก็ไม่รู้สึกคุ้น เพราะถ้าคนแถวนี้ยังไงเขาก็ต้องคุ้นเคยอยู่บ้าง

 

“ฉันไม่ใช่คนแถวนี้หรอกพอดีพึ่งย้ายมา แล้วก็แปลกตรงไหน?มีอะไรที่ฉันแต่งตัวแปลก”จิณถามอย่างงงๆ

 

“ก็ชุดคลุมนี่ไง แปลกคนอื่นก็ไม่เห็นใส่กันเลย”แบล็คลองตะล่อมถาม

 

“นายสิแปลก ถามแปลกๆ ก็คนอื่นไม่ได้มีเวทย์มนจะใส่ทำไมล่ะ นี่มันชุดสำหรับคนที่มีเวทย์ไง...แต่จะว่าไปนายก็ไม่ได้ใส่ชุดคลุมนี่... แต่นายมองเห็นฉัน?...อ่า....เฮ้ไม่เป็นไรนะถ้านายฝึกฝนบ่อยๆแล้วไปสอบวัดอีกรอบอาจจะได้ก็ได้เดี๋ยวฉันช่วยเทรนเอง”จิณว่าอย่างอารมณ์ดี ยิ้มปลอบใจน้อยๆเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ใส่ชุดคลุม สงสัยเจ้านี่จะยังสอบไม่ผ่าน

 

 

แบล็คตาเป็นประกายเมื่อได้ยินอีกฝ่ายบอกว่าจะช่วยเทรนเขา จะไม่ให้เป็นประกายยังไง เขากำลังจะมีคนสอนใช้เวทย์แล้ว คนที่ไม่รู้อะไรเลยไปเรียนรู้เองมันจะไปดีกว่ามีคนมาช่วยสอนได้ไงล่ะ ดีล่ะ งั้นเขาจะเกาะติดไอ้แว่นจิณนี่แหละ 

 

แต่เดี๋ยวน?! เมื่อกี้....คนอื่นไม่ได้มีเวทมนตร์จะใส่ทำไมล่ะ...คนอื่นไม่ได้มีเวทมนตร์จะใส่ทำไมล่ะ...คนอื่นไม่ได้มีเวทมนตร์จะใส่ทำไมล่ะ.... อ่า....... คนไม่มีเวทมนตร์ก็มีงั้นเหรอ? หรือว่าผมจะไม่มีเวทมนตร์กันนะ ถึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย...เออว่ะ...แถมชุดก็ไม่ได้เป็นชุดคลุมอีก

 

 

"จิณ... ฉันว่านายไม่ต้องสอนฉันแล้วล่ะ...ฉันอาจไม่มีเวทมนตร์ก็ได้นะ"แบล็คเอ่ยขึ้นเมื่อนึกได้...

 

"ไม่มีเวทมนตร์เนี่ยนะ?"จิณทำหน้าแปลกใจกับคำพูดของคนตรงหน้า ชายหนุ่มตรงหน้าเขาเล่นมุขหรืออะไร?

 

"ใช่...ฉันคิดว่าฉันอาจจะไม่มีเวทมนต์ก็ได้..."แบล็คตอบด้วยสีหน้าสลด จากที่ในใจพองโตคิดว่าจะได้ลองใช้เวทมนตร์ดูสักครั้ง คงจะไม่มีโอกาสแล้วใช่ไหมเนี่ย น่าเสียดายจังแฮะ

 

"อะไรของนาย... ถ้านายไม่มีเวทมนตร์จะมองเห็นฉันได้ไง ไปหลอกเด็กอนุบาลยังไม่เชื่อเลย..."จิณว่าอย่างรู้ทัน

 

"คนมีเวทมนตร์ถึงจะมองเห็นนายเหรอ?"

 

"ก็ใช่น่ะสิเมื่อนายใส่ผ้าคลุมหรือขี่ไม้กวาด ขี่พรม หรือใช้ของที่มีเวทมนตร์ประกอบ มนตราจะเริ่มทำงานของมัน ผู้ที่ไม่มีสายเลือดพ่อมด แม่มด หรือไม่มีเวทมนตร์จะไม่สามารถมองเห็นพวกเราได้.... อ่า...นี่นายไม่รู้...ถึงว่าสิ...นายนี่มันจอมขี้เกียจจริงๆเลยเรื่องง่ายๆของพวกเรานายยังไม่รู้ นายไม่เคยแตะตำราหรือฟังกฏของพวกเราเลยใช่ไหม ถึงว่าสิ..ถึงว่า....ยังสอบวัดไม่ผ่านไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นพ่อมดสักทีเฮ้อ... ต่อไปนี้เดี๋ยวฉันจะเทรนให้นายเองไม่ต้องห่วงเจ้าเพื่อนยาก ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้น"จิณเหลือบมองหน้าคู่สนทนาที่ทำหน้ายังกับโลกจะทลายเสียให้ได้

 

“จริงเหรอ?....ขอบใจนะ...แต่บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่เก่งสักนิด..แบบว่าไม่เก่งเลย”แบล็คเอ่ยตอบเสียงอ่อน แต่ในใจนี่แทบจะเต้นทะลุอก ให้ตายเถอะ เขามีเวทมนตร์ล่ะ... โอ้พระเจ้า...ฮ่าๆๆ ได้แต่หัวเราะในใจ 

 

 

“เอาน่า เดี๋ยวฉันช่วยนายเองอย่างนายก็น่าจะพอมีพื้นฐานอยู่แล้วเดี๋ยวฉันช่วยสอนทริกเล็กๆน้อยๆเอง ช่วงนี้ฉันไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว...”จิณเอ่ยในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินไปไปเรื่อยๆ มีเพียงแบล็คที่ยิ้มแหยๆ พื้นฐานอะไรล่ะ ความรู้สักนิดก็ยังไม่มีไอ้แว่นเอ้ยยย....

 

 

"เออว่าแต่การสอบวัดเลื่อนขั้น..."แบล็คลองเปิดประเด็นขึ้นขณะเดินตามหลังเพื่อนคนใหม่หมาดๆเล็กน้อย

 

"อ่า... อีก2เดือนก้จะมีการสอบวัดแล้วสินะ ว่าแต่นายได้สมัครไว้หรือยัง อย่าบอกนะว่ายังอ่ะ"จิณพรึมพรำเบาๆเหมือนกับพูดกับตัวเอง ก่อนจะหันมาถามชายหนุ่มร่างบางที่เดินตามหลังอยู่เสียงเข้า

 

"เอ่อ..ก็ยัง..."

 

"ให้ตายเหอะ... เดี๋ยวเข้าตรอกต้องมนตร์แล้วสมัครเลยนะ ที่นั่นมีสภาศึกษา สาขารองอยู่"

 

"แต่..."

 

"ไม่มีแต่แบล็ค นายจะผ่าน"จิณเอ่ยขัดเมื่อเห็นสีหน้ากังวลของอีกคน มือเรียวตบไหล่เบาๆอย่างให้กำลังใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"เอ่อจิณ...นี่น่ะเหรอตรอกต้องมนตร์..."แบล็คเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจเมื่อมองไปที่รถเข็นขายกล้วยทอดป้าแจ่มตรงหน้า

 

"เป็นอีกหนึ่งทางเข้าน่ะ นี่ใกล้สุดแล้ว"จิณว่าพลางยักไหล่ พลางเอาใบปลิวหรือบัตรเข้าตรอกออกมาแล้วเอ่ยคำว่า...

 

"มนตรา...เวลา...พาข้าเข้าตรอกต้องมนตร์..."ก่อนจะก้มตัวลงคลานเข้าไปในล้อรถเข็นแบล็คที่ยืนมองอยู่แทบจะช็อก เหลือเชื่อเกินไปแล้ว ให้ตายเถอะคนเข้าไปในล้อรถเข็นขายกล้วยทอด มันไม่มีที่ดีกว่านี้แล้วหรือไง

 

"ด..เดี๋ยว..."แบล็คมองซ้ายขวาอย่างกังวลมันโจ่งแจ้งเกินไปแล้ว คนจะไม่ตกอกตกใจเอาเหรอ? โชคดีที่ไม่มีคนผ่านมาทางนี้เท่าไรและป้าแจ่มก็ไม่ได้สนใจพวกเขาด้วย มัวแต่ฝานกล้วยไว้ทอดอยู่ แต่แบล็คคงลืมไปว่าเมื่อใช้เวทย์คนธรรมดาก็ไม่มีใครเห็นพวกเขาอยู่ดี

 

 

 

"ตามฉันมาอ่านมนตร์ตามบัตรเข้าแล้วก็คลานเข้ามา..."เสียงจิณเริ่มเบาหายไปตามร่างกายที่หายไปด้วย

 

 

 

แบล็คมองล้อรถเข็นแล้วชั่งใจอยู่นาน... เขาจะทำได้เหรอ เขาเนี่ยนะ

 

"เอาวะ...ลองดู..."ว่าแล้วก็หยิบบัตรเข้าตรอกออกมาอ่านตามที่จิณบอกไว้ จากบัตรที่เคยมีรูปภาพมุ่นๆกันอยู่ก็ค่อยๆหมุนไปมา กลับสภาพเป็นตัวหนังสือเรียงอย่างสวยงาม...

 

 

 

"มนตรา...เวลา...พาข้าเข้าตรอกต้องมนตร์..."เมื่อเอ่ยจบก็เหมือนเห็นแสงสินน้ำเงินเล็กๆกระพริบที่ตรงกลางล้อ แบล็คกลั้นหายใจ หลับตาปี๋คลานตรงไปช้าๆ เพียงเสี้ยววิความรู้สึกเหมือนมีฟองสบู่ขนาดยักมาครอบตัวทำให้รู้สึกจักจี้น้อยๆ ก่อนจะแตกโพล๊ะ... 

 

 

 

เสียงจ็อกแจ๊กจอแจที่ค่อยๆดังขึ้น ทำให้ชายหนุ่มค่อยๆลืมตาขึ้น....

 

 






 

100%

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




















Talk:

ภาษาเขียนอาจจะยังไม่ดี แต่จะพยายาม ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน ขอบคุณกำลังใจตั้ง1เม้นท์แหนะ ที่ทำให้เราลุกมาเขียนต่อ555 (1ตอนเราจะเขียน10หน้ากระดาษนะ) 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น