THE WAYS : JACKBAM #เส้นทางจบ

ตอนที่ 2 : The Ways 01 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 197
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    10 พ.ย. 61

THE WAYS 01




วันนี้นับว่าเป็นวันที่อากาศดีที่สุดในรอบเดือน แสงแดดอ่อนยามเช้ากับอากาศเย็นสบาย คงทำให้หลายคนอยากจะซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนนุ่ม กลิ้งไปมาอยู่บนเตียงหลังใหญ่ ใช้เวลาทอดสายตามองท้องฟ้าสีครามที่มีหมู่นกบินผ่านเสียมากกว่าจะลุกขึ้นมาดำเนินชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายเช่นทุกวัน


แต่สภาพอากาศที่สดใสในวันนี้ยังไม่สามารถส่งผลต่อความรู้สึกของกันต์พิมุกต์ได้ ในเมื่อเขายังมีอีกสิ่งหนึ่งที่หลงไหลมากกว่าการนอนอย่างเกียจคร้านในวันที่อากาศดีๆแบบนี้


ตอนนี้ร้านหนังสือแห่งนี้เป็นสิ่งที่เขาหลงไหลมากที่สุด


ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะใช้เวลาเช้าตรู่ของวันไปกับการจัดหนังสือและเช็ดถูกระจกหน้าร้าน กันต์พิมุกต์รักสถานที่แห่งนี้มาก ดังนั้นเขาจึงอยากให้มันดูสะอาดสะอ้านอยู่เสมอ


“อรุณสวัสดิ์ กันต์พิมุกต์”เสียงร้องทักนุ่มหูเรียกให้เจ้าของร้านหนังสือที่กำลังเช็ดกระจกหน้าร้านของตนเองอย่างขมักเขม่นต้องชะงัก เหลียวหลังกลับไปมองตามเสียงทักถึงได้เห็นชายหนุ่มในชุดเชิ๊ตสะอาดตาคนหนึ่งยืนอยู่ตรงประตูร้านด้านข้าง ดูท่าว่าเขาคงพึ่งมาถึง

กันต์พิมุกต์ยิ้มรับ มองใบหน้าหล่อเหลาของตรงหน้า รอยยิ้มสุขุมราวกับโอบกอดโลกทั้งใบยังคงอยู่บนใบหน้าของบุคคลนี้เสมอ


“อรุณสวัสดิ์ครับคุณคิม”คุณคิมเป็นหนุ่มโสดสุดหล่อเจ้าของร้านดอกไม้ที่เปิดอยู่ข้างร้านหนังสือของเขา คุณคิมอายุมากกว่าเขาไม่กี่ปี มีภาพลักษณ์ที่สุภาพใจดี ถือว่าเป็นหนุ่มหล่อแสนอ่อนโยนตามอุดมคติของหญิงสาวหลายๆคนเลยทีเดียว


ด้วยความที่คุณคิมเป็นเจ้าของร้านดอกไม้ที่ตั้งอยู่ด้านข้างกัน ดังนั้นไม้ประดับเล็กๆตรงหน้าร้านของเขาก็ได้รับความอนุเคราะห์ดูแลจากคุณคิมอยู่เสมอ


“วันนี้ก็ยังทำความสะอาดเองสินะ คริสยังไม่กลับมาเหรอ”คุณคิมถามพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนแบบที่ในช่วงแรกที่รู้จักกันเขามักจะสงสัยเสมอว่ามีคนที่ยิ้มได้แบบนี้อยู่บนโลกด้วยเหรอ


รอยยิ้มอ่อนโยนที่ดูจริงใจแบบนี้เป็นสิ่งที่เขาในหลายปีก่อนไม่คุ้นชินนัก


กันพิมุกต์ยิ้มรับ ถอนหายใจบางเบาเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยถึงพนักงานหนึ่งเดียวในร้านของเขาที่ขอลาหยุดไปราวสองอาทิตย์ได้แล้ว


“ครับ ดูเหมือนช่วงนี้การเรียนจะทำเอาเจ้าคริสหัวหมุนไม่น้อยเลยล่ะครับ”


“เหนื่อยแย่เลยนะ”


“ไม่หรอกครับ ก็สนุกดี”กันต์พิมุกต์ปฏิเสธ ได้ยินเสียงหัวเราะตามมาแผ่วเบา


“ก็คงมีแต่เราที่บอกว่าการวิ่งไปทั่วร้านทั้งวันมันสนุกนั่นแหละ กันต์”


ได้ยินคนแซวดังนั้นก็แสร้งตีหน้าเศร้าก่อนเอ่ย


“ก็ยังสนุกไหวอยู่ครับ ย่านนี้ร้านหนังสือไม่ได้เป็นที่นิยมในหมู่สาวๆแบบร้านดอกไม้จนได้แนะนำลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นนี่ครับ”เอ่ยไปเท่านั้นก่อนทิ้งระยะสัมทับ “เอ หรือเป็นเพราะเจ้าของร้านดอกไม้ก็ไม่รู้นะครับ คุณคิม”


“หวา แซวมาแบบนี้พี่ก็แย่สิ”


กันต์พิมุกต์หัวเราะออกมาเล็กน้อย มองคนที่ยกมือขึ้นเกาศีรษะตนแก้เขินก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเอ่ยถึงไม้ประดับที่อยู่หน้าร้านเขาว่าควรฉีดปุ๋ยสักหน่อย


กันต์พิมุกต์ยอมตามน้ำ ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มหยอกเย้าเล็กน้อย จากนั้นพวกเขาคุยกันอีกครู่หนึ่งถึงได้พากันแยกย้ายไปเปิดร้านของตน




หลังจากเช็ดกระจกเรียบร้อยดีแล้ว กันต์พิมุกต์ใช้เวลาช่วงเช้าไปกับการจัดหนังสือเสียส่วนใหญ่ เพราะช่วงเวลาแบบนี้ลูกค้าจะน้อยหรือแทบไม่มีเป็นปกติอยู่แล้ว หลังจากจัดหนังสือเสร็จ เขาตัดสินใจบดกาแฟเพิ่มเก็บไว้เตรียมสำหรับลูกค้าในปลายสัปดาห์นี้


กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟที่ถูกบดลอยคละคลุ้งในอากาศ ผสมไปกับกลิ่นหอมอ่อมของขนมปังปิ้งที่เขานำมาทำเป็นแซนวิชสำหรับมื้อเช้าง่ายๆ หลังจากบดกาแฟได้จำนวนหนึ่งแล้วกันต์พิมุกต์จึงชงกาแฟให้ตัวเองพร้อมกับนำแซนวิชมานั่งทานที่โต๊ะอาหารเล็กๆตรงครัวหลังร้าน


จริงๆแล้วตึกนี้เขาใช้เป็นที่พักอาศัยด้วย บริเวณชั้นล่างของตึกเปิดเป็นร้านหนังสือ ด้านหลังมีส่วนเก็บของ ครัวเล็กๆสำหรับทำอาหารและชงกาแฟ ตรงส่วนครัวถูกจัดให้มีที่นั่งพักและโต๊ะอาหารเล็กๆ ทั้งยังเชื่อมกับบริเวณสวนหลังร้านที่ลูกค้าสามารถมองเห็นจากหน้าต่างในร้านได้ด้วย


กันต์พิมุกต์ชอบมานั่งเล่นมุมนี้เวลาพัก ยามได้นั่งจิบชากาแฟอุ่นๆ พรางมองสวนเล็กๆสีเขียวไปด้วย บรรยากาศที่ทิ้งตัวสงบต่างจากท้องถนนด้านนอกทำให้มันเป็นอีกหนึ่งมุมโปรดของเขา


ชายหนุ่มทอดสายตามองสวนเล็กๆที่ประกอบไปด้วยไม้พุ่ม ไม้ดอกและไม้ประดับ มีเก้าอี้นั่งชุดเล็กๆอยู่ในสวน และเพราะบริเวณนี้ค่อนข้างแคบ มันถูกล้อมด้วยกำแพงสูงจากตึกรอบด้านทำให้ไม่สามารถปลูกไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ได้ แม้จะเสียดาย เพราะเขาอยากลองปลูกต้นไม้ใหญ่ให้มันแผ่กิ่งคลุมไปทั่วดูบ้าง แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา


จริงๆแล้วกันต์พิมุกต์ไม่ใช่พวกที่จะดูแลสิ่งมีชีวิตสีเขียวพวกนี้ได้ดีนัก ที่มันยังรอดมาได้ขนาดนี้ก็เพราะได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าของร้านดอกไม้ข้างเคียงทั้งนั้น


ไม่อย่างงั้นเจ้าต้นสแตติสคงคืนสภาพสู่ผืนดินตั้งแต่อาทิตย์แรกที่เขาเอามาปลูก


กันต์พิมุกต์ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ฟังเสียงนกร้องแผ่วเบาอีกหูก็เงี่ยฟังเผื่อมีเสียงกระดิ่งจากประตูร้านที่เขาติดตั้งไว้


ช่วงนี้ยังไม่มีหนังสือเข้าใหม่ ทำให้เขาไม่ต้องลงไปจัดการกับข้อมูลหนังสือต่างๆ ชั้นหนังสือก็จัดเรียบร้อยแล้ว ร้านก็ทำความสะอาดแล้ว นี่ก็พึ่งจะสิบโมง ช่วงนี้คงยังไม่มีลูกค้ายาวๆจนเข้าช่วงบ่ายนั่นแหละ


และความคิดนั้นทำให้กันต์พิมุกต์เริ่มขี้เกียจ


เขาเอนตัวราบไปกับโต๊ะ สัมผัสเย็นๆเล็กน้อยจากพื้นผิวไม้ทำให้เขารู้สึกดี ร่างโปร่งยืดแขนสองข้างเหยียดตรง คางเกยตั้งบนโต๊ะ ตาเหลือบมองท้องฟ้าโปร่งจนเห็นเป็นสีครามสดใส ลมเย็นพัดเอากลิ่นหอมจางๆของดอกไม้ตรงสวนผ่านประตูครัวที่เปิดทิ้งไว้เข้ามาภายใน


เขาปิดเปลือกตาลง


อา วันนี้อากาศดีจริงๆแฮะ


ดีจังเลย


กันต์พิมุกต์ชอบความเงียบสงบ อันที่จริงต้องบอกว่าเขาชอบที่ๆเขาอยู่แล้วสบายใจ เมื่อสบายใจ เขาจึงรู้สึกสงบ และร้านหนังสือแห่งนี้เป็นทั้งบ้านและสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ครอบครัวของเขาทิ้งไว้ให้


แม้จะใช้เวลานานหลายปีกว่าเขาจะค้นพบมันก็ตามที


และนับจากนี้เขาคงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับมัน


กันต์พิมุกต์เคยคิดไว้แบบนั้น



เวลาผ่านไปชั่วครู่กว่าที่เปลือกตาคู่นั้นจะลืมขึ้น


ร่างโปร่งหยัดตัวขึ้น ตัดสินใจเดินไปหยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้มานั่งอ่านที่เดิม เขาใช้เวลาพักใหญ่จมอยู่กับเนื้อหาในหนังสือเล่มเล็ก จนกระทั่งไล่อ่านจนบรรทัดสุดท้ายของเล่ม มือเรียวกรีดนิ้วไล่ไปตามหน้าหนังสือเพื่อดูเนื้อหาในแต่ละหน้าคร่าวๆเป็นการซึมซับเรื่องราวครั้งสุดท้ายก่อนจะปิดหนังสือลง


กันต์พิมุกต์ขยับตัวเหยียดแขนแก้เมื่อย ขณะที่สมองกำลังคิดว่าจะทำอะไรต่อจากนี้ พลันนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่ได้ชงกาแฟให้คุณคิมเพื่อเป็นการตอบแทนที่มาฉีดปุ๋ยให้ต้นไม้หน้าร้านเมื่อเช้านี้เลย


คุณคิมน่ะ ชอบกาแฟของเขาพอๆกับชอบดอกไม้ในร้านตัวเองนั่นแหละ


กันต์พิมุกต์แพ็คแก้วกาแฟใส่ที่หิ้วพร้อมบิสกิสอีกเล็กน้อยสำหรับเจ้าของและพนักงานในร้านดอกไม้ เขาเดินออกมาจากหลังร้าน ตั้งใจว่าจะแวบไปส่งกาแฟครู่หนึ่ง แต่ก่อนที่เขาจะได้ผลักบานประตูออกไป ประตูร้านกลับถูกเปิดออกก่อนพร้อมกับเสียงกระดิ่งที่ดังขึ้น


กริ๊ง—


กันต์พิมุกต์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูพอดีสบตากับบุรุษผู้มาใหม่ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูเรียบเฉย ดวงตาคู่คมที่มองสบมายังเขายังคงไม่ฉายแววใดๆเช่นวันก่อน เชิ๊ตที่ถูกคลุมทับด้วยเบลเซอร์สีเรียบยังดูดีอยู่เสมอเช่นเดียวกับรองเท้าที่ยังคงเงาปราบดูแพงยับ กันต์พิมุกต์มองโดยรวมแล้วก็ได้แต่ลงความเห็นว่า


ก็ดูเหมือนเมื่ออาทิตย์ก่อน


ใช่ ชายหนุ่มกับเพื่อนของเขาที่ต้องการจะซื้อกาแฟในร้านหนังสือ ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเจีย


กริ๊ง—


ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยทักทายดี ประตูก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง คราวนี้เป็นชายสองคนที่กันต์พิมุกต์จำได้ว่าถูกเรียกว่า เบนและแดน


เห็นทั้งสามมาพร้อมหน้ากันอีกครั้งก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วแปลกใจ ครู่หนึ่งก่อนที่เจ้าของร้านจะคลี่รอยยิ้มบาง เอ่ยทักทายคนทั้งสาม


“สวัสดีครับ Treasure Book ยินดีต้อนรับครับ” สองคนที่ตามมาทีหลังชะงักไปเล็กน้อย พวกเขาทั้งสองก็ไม่รู้ถึงเหตุผลที่เจียเลือกใช้เส้นทางอ้อม สั่งให้จอดรถที่นี่แล้วเดินนำเข้ามาทีร้านนี้เหมือนกัน


กันต์พิมุกต์เมื่อเห็นทั้งสามคนนิ่งไปเล็กน้อย จึงเลิกคิ้วถามด้วยรอยยิ้มสุภาพเช่นเคย


“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ” แต่ก่อนที่ใครจะได้ตอบอะไร ชายที่ชื่อเบ็นกลับทำตาโต ชี้มายังเขาแล้วร้องลั่น


“นั่นไง! กาแฟ! ไหนนายบอกเป็นร้านหนังสือไม่ขายกาแฟไง!”ชายคนนั้นร้องลั่น ท่าทีสงสัยกึ่งเอาเรื่องของเขาทำให้กันต์พิมุกต์ต้องลอบถอนหายใจ


เป็นคนที่แอบเจ้าคิดเจ้าแค้นแฮะ


ถ้าเลือกได้เขาก็ไม่อยากตอบ แต่แก้วกาแฟแบบTake awayพร้อมถาดกระดาษหิ้วที่ใช้สำหรับร้านกาแฟก็ทำเอาเขาแก้ตัวไม่ได้เหมือนกัน


“ครับ ร้านหนังสือ คุณก็เห็น”กันต์พิมุกต์ว่าพรางมองไปรอบร้าน เชิงบอกกลายๆว่าถึงจะกลับหัวมองก็เป็นร้านหนังสืออยู่ดี และเขาไม่รอให้อีกฝ่ายแย้งกลับ บอกเหตุผลไปตามตรงที่คราวก่อนอีกฝ่ายมาซื้อกาแฟที่ร้านหนังสือแล้วไม่ได้กาแฟกลับไป


“ปกติผมมีชงกาแฟขายลูกค้าที่ร้านหนังสือบ้างครับ แต่คราวก่อนที่คุณมาเมล็ดกาแฟผมหมดแล้ว ดังนั้น..”ลากเสียงทิ้งท้ายเล็กน้อยให้อีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม สายตามองจ้องไปยังคนตรงหน้าที่ยังคงยืนนิ่ง


“ก็เลยโกหก”เสียงทุ้มที่ค้านขึ้นมาเป็นของชายที่ชื่อเจีย กันต์พิมุกต์เบือนสายตาไปสบกับคนตรงหน้า


“ผมคิดว่าทางคุณคงตีความผิดเสียมากกว่า แต่วันนั้นผมไม่ได้ขายกาแฟจริงๆครับ”กล่าวค้านพร้อมรอยยิ้มสุภาพที่ไม่เคยจางไปจากใบหน้า “ต้องขอโทษที่ทำให้เข้าใจผิดด้วยครับ”


เกิดความเงียบขึ้นอยู่ชั่วครู่


“เข้าใจแล้ว”และเป็นเจียที่ตอบรับคำ ถึงคราวนี้เบ็นที่อยากจะแย้งอะไรกลับก็ต้องยอมเงียบไว้ก่อน


บรรยากาศคล้ายนิ่งไปอีกชั่ววูบก่อนที่เจ้าของร้านจะเริ่มบทสนทนาขึ้นอีกครั้ง


“แล้วไม่ทราบว่าคราวนี้มาซื้ออะไรเหรอครับ”เขาเว้นจังหวะ “หนังสือ หรือกาแฟ?”


เบ็นกับแดนขมวดคิ้ว ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าคำถามที่ดูปกตินั้นเป็นมีอะไรแอบแฝงหรือไม่  ในเมื่อรอยยิ้มและน้ำเสียงของเจ้าของร้านคนนั้นยังดูสุภาพเป็นปกติเช่นเคย


แต่ทำไมพวกเขาตะหงิดใจยังไงชอบกล


“หึ”เสียงคล้ายหัวเราะในลำคอดังขึ้นจากชายหนุ่มตรงหน้ากันต์พิมุกต์ ใบหน้าเรียบเฉยยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย


เล็กน้อยเสียใจคนเห็นแบบเขาไม่แน่ใจนักว่าจะเรียก ยิ้ม ได้หรือไม่


กันต์พิมุกต์เลิกคิ้ว และยังคงไม่ลืมรอยยิ้มที่ยังคงอยู่บนใบหน้า เขาไม่ได้เอ่ยถามอะไรต่อ คราวนี้เขาอยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรต่อไปเสียมากกว่า


“แล้วกาแฟนั่น จะเอาไปไหน”คำถามที่ไม่แปลก แต่กลับไม่ได้อยู่ในความคิด ทำให้กันต์พิมุกต์เผลอขยับหัวคิ้วเล็กน้อย ก่อนตอยพร้อมส่งรอยยิ้ม


“ส่งให้ร้านข้างๆครับ”


คราวนี้ความเงียบทิ้งตัวลงอีกครู่หนึ่ง กันต์พิมุกต์นิ่ง เจียนิ่ง แต่เบ็นและแดนเริ่มอยู่ไม่สุข


พวกเขาเริ่มสงสัยแล้วว่าบทสนทนาที่กำลังเกิดขึ้นนี่มันคืออะไรกัน แดนและเบ็นไม่แน่ใจว่าเจียรู้จักกับเจ้าของร้านหนังสือหน้าละอ่อนนี่หรือไม่ แต่หากจะบอกว่ารู้จักกัน พวกเขาก็ไม่แน่ใจนัก เพราะท่าทีเรียบเฉยเหมือนคนไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนทั้งชีวิตนี่มันทำให้พวกเขาไขว้เขว


แต่ถ้าหากจะบอกว่าทั้งไม่รู้จักกัน… แล้วไอ้บทสนทนาที่เว้นจังหวะคล้ายลองเชิงกันอยู่นี่มันอะไรกัน ทั้งยังความรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างตงิดๆในใจพวกเขา ใครจะแถลงไขให้ฟังได้บ้าง


แดนและเบ็นอยู่กับเจียมานาน พวกเขารู้ว่ามีบางอย่างที่คนที่เขานับเป็นทั้งบอสและเพื่อนแปลกไป ถ้าจะนึกให้ดีมันก็คงเริ่มต้นเมื่ออาทิตย์ก่อน


วันนั้นที่ร้านหนังสือแห่งนี้


ความเงียบของบทสนทนายังคงดำเนินต่ออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเจ้าของร้านยังยืนนิ่งพร้อมรอยยิ้มเช่นเดิม ส่วนอีกคนก็ยังคงสีหน้าเรียบเฉยได้ดี ดวงตาสองคู่สบกันนิ่งจนคนที่เหลือไม่กล้าขยับหรือเอ่ยปาก


“ไม่รีบไปส่งกาแฟหรือไง”เป็นเจียที่เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบพร้อมส่งสายตามายังแก้วกาแฟที่เขาถืออยู่ กันต์พิมุกต์เลิกคิ้ว มองแก้วกาแฟในมือ


“ครับ”เขาเอ่ยรับคำ “งั้น ขอตัวครู่เดียวนะครับ คุณลูกค้าจะเดินชมหนังสือก่อนก็ได้นะครับ เผื่อเจอเล่มที่ถูกใจ”เขากล่าวทิ้งท้ายไว้แบบนั้นพร้อมร้อยยิ้ม ก่อนที่จะเดินเบี่ยงตัวผ่านทั้งสามคนไปยังประตูร้าน


ชั่วจังหวะที่เขาเดินผ่านร่างของชายหนุ่มอีกคนไป เอื้อมมือผลักบานประตู


กริ๊ง—


“ไม่มีหรอก หนังสือที่ถูกใจน่ะ”

และจังหวะนั้นเองที่เสียงทุ้มของใครบางคนลอยตามหลังมาแผ่วเบา



.


.


“นายนี่ชอบอ่านหนังสือจังเลยนะ”


“สนุกนะ ไม่ลองอ่านบ้างเหรอ”


“ฉันไม่ชอบเรื่องแนวนี้”


“ฉันมีหลายเล่ม สนใจลองดูเรื่องอื่นหน่อยไหม”


“ฉันไม่ชอบหนังสือนายก็รู้ ยกเว้น—”


“ยกเว้นแต่ฉันจะอ่านให้ฟัง”




“นี่ คิดมากอะไรอยู่เหรอ”เสียงนุ่มคุ้นหูของคุณคิมดังขึ้นดึงเขาออกจากภวังค์ กันต์พิมุกต์เหลือบตาขึ้นมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าเคาท์เตอร์ร้าน ในมือถือตะกร้าฟ็อกกี้ปุ๋ย อีกฝ่ายกำลังถอดถุงมือทำสวนใส่ตะกร้าเล็กๆของเจ้าตัว


เห็นดังนั้นเขาก็เข้าใจได้ว่าอีกฝ่ายคงดูแลต้นไม้ที่สวนหลังร้านของเขาให้เรียบร้อยแล้ว


กันต์พิมุกต์หัวเราะเบาๆส่งให้


“เปล่าครับ พอดีคิดอะไรเพลินๆ”


เพลินจนย้อนไปหลายปีเลยทีเดียว


คนอายุมากกว่าเลิกคิ้วแปลกใจก่อนยกยิ้ม


“นานๆทีถึงเห็นเราคิดอะไรเรื่อยเปื่อยแบบนี้ ไม่ได้เห็นนานแล้วเหมือนกันนะ”


“ไม่ได้เห็นนานเหรอครับ?”เขามุ่นคิ้วเอ่ยถาม


“อื้อ ถ้าเห็นบ่อยๆก็ช่วงแรกๆที่เจอกันนั่นแหละ”ร่างโปร่งนิ่งไปเล็กน้อย พยายามนึกตามคำว่าช่วงแรกของอีกฝ่าย


“ช่วงที่ผมกลับมาเปิดร้านหนังสือแรกๆสินะครับ”


“ใช่”คิมรับคำ ก่อนจะถามเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อถึงความทรงจำในอดีต “แล้วตอนนี้ก็คิดเรื่องเดียวกับเมื่อตอนนั้นหรือเปล่า”


คำถามที่ไม่มีคำตอบ


รอยยิ้มยังค้างอยู่บนใบหน้า แต่ความคิดกลับวิ่งวุ่นมากมายอยู่ในสมอง 


เขามองสบกับคนตรงหน้าที่มักยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเขาตามประสาหนุ่มหล่อมีน้ำใจอยู่เสมอ ใบหน้าหล่อเหลานั้นมีแววสงสัยเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาเงียบไป แต่รอยยิ้มนุ่มนวลอันเป็นเอกลักษณ์นั้นยังคงฉายบนใบหน้า


แต่กันต์พิมุกต์ยังคงไม่มีคำตอบให้ 


เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตอนนี้กำลังคิดถึงเรื่องอะไรอยู่ และไม่มั่นใจว่าเมื่อหลายปีที่แล้วเขาคิดเรื่องอะไร เพราะในตอนนั้นมันมีเรื่องราวมากมายเหลือเกิน


และมันจะเป็นเรื่องเดียวกันไหม นั่นเป็นคำถามที่ยากเกินกว่าจะหาคำตอบได้


แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมาของใครบางคนเมื่ออาทิตย์ก่อน ทำให้เขารู้สึกว้าวุ่นเล็กน้อย


จริงๆก็ไม่ถึงกับว้าวุ่น


แต่ก็นั่นแหละ มันมีบางอย่างให้เผลอคิดโดยที่เขาไม่รู้ตัวอยู่เรื่อย


การมาครั้งแรกของชายคนนั้น กันต์พิมุกต์ยังพอเข้าใจได้ว่าคงเป็นเรื่องบังเอิญ การบังเอิญที่ไม่ควรเกิดขึ้น และเป็นการบังเอิญที่ทำให้อีกฝ่ายรู้ถึงสถานที่ของเขา


และการปรากฏตัวในครั้งที่สองนั้น เขาชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่าอีกฝ่ายมาถึงที่นี่ด้วยเหตุผลใด เพราะหลังจากที่เขากลับมาจากร้านดอกไม้ข้างๆ ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ


พอเขากลับมา อีกฝ่ายพร้อมพวกพ้องก็จากร้านเขาไปเสียแล้ว


และการมาเยือนทั้งสองครั้งนั้น มันทำให้เขามีเรื่องที่จะต้องขบคิดอยู่ตลอดเวลา


แต่มันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว


หลายปีแบบที่เวลาทำให้เขาเปลี่ยนไปได้


เช่นเดียวกับที่อีกฝ่ายก็คงเปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน


เหมือนที่เขาเคยตอบอีกฝ่ายไป

“หนังสือเปิดอ่านกี่รอบก็คงเหมือนเดิม เสียดายที่ชีวิตคนเราไม่ใช่หนังสือ”


และถึงจะเปรียบคนเราเป็นหนังสือ แต่เขาก็คงไม่ใช่หนังสือเล่มเดิมอีกต่อไป และเขาก็ไม่ปราถนาหนังสือเล่มเก่าในยามนี้เช่นกัน




[100%]


#เส้นทางจบ




------------------------------------------------------------------------------------------------------

ชาตินึงมาต่อบทนึงค่า แงงง 55555 

ใครที่เคยอ่านตอนที่แล้วไปแล้ว รบกวนกลับไปอ่านใหม่ด้วยนะคะ เพราะเราเขียนเพิ่มเล็กน้อยและมันไม่แจ้งเตือน 55555

อาจจะมีอะไรผิดsinvอะไรแปลกๆไปนิด เดี๋ยวค่อยกลับมากรองทีหลังเน่อ 5555

เรื่องนี้ก็เรื่อยๆค่า ฝากไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยค่า

รัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #14 NTUAM (@siazao) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 09:36
    แง ยังไงเนี่ย รู้จักกันมาก่อนเหรอ เรื่องนี้หน่วงกว่าแน่แน่เลย
    #14
    0
  2. #12 gotJB (@gotJB) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 01:34
    เหงาเลยค่ะ
    #12
    0
  3. #11 patnaree_mook (@patnaree_mook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 23:51
    โหชอบบรรยากาศแบบนี้จังเลยค่ะ เหมือนลมเย็นๆก่อนฝนจะตกดีจังค่ะ55
    #11
    0