THE WAYS : JACKBAM #เส้นทางจบ

ตอนที่ 1 : The Ways 00 [120%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 313
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    8 พ.ย. 61

THE WAYS 00




เพราะโลกของเราต่างกัน


ทุกๆวัน คุณตื่นมาในทุกๆเช้า เดินไปบนเส้นทางเดิม กับคนๆเดิม เส้นทางของพวกคุณมันไม่ได้ประสานกัน แต่มันอยู่คู่ขนานข้างกันไปจนเกิดเป็นความเคยชินในทุกวัน มันเป็นชีวิตประจำวันของคุณ จนกระทั่งวันหนึ่งที่คุณรู้สึกว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่ของคุณอีกต่อไป


และในเช้าวันหนึ่ง คุณพบว่าเส้นทางที่เคยเดินนั้นมันต่างออกไป


โดยที่คุณไม่รู้ตัว


โลกของคุณกับเขาก็ต่างกัน



“หนังสือเล่มนี้เนื้อเรื่องมันเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า”


“ครับ หนังสือเล่มเดิม เปิดอ่านกี่ครั้งก็คงเหมือนเดิม.. บางครั้ง มันน่าเสียดายนะครับ ที่ชีวิตคนเราไม่ใช่หนังสือ”


“อือ น่าเสียดายจริงๆนั่นแหละ”


#เส้นทางแจ็คแบม

อาคารยาวทรงยุโรปประยุกต์กลางเก่ากลางใหม่สวยงามบนถนนแห่งหนึ่ง พื้นที่หนึ่งคูหาของอาคาร ไม่กว้างและไม่แคบ ด้านหน้าเป็นประตูและกระจกไม้สีเข้ม เหนือประตูมีป้ายห้อยบอกชื่อร้าน มองผ่านๆจากหลายๆร้านที่ตั้งในอาคารเดียวกันคงพอสังเกตุได้ว่าเป็นร้านหนังสือ ภายในเป็นพื้นที่สีเหลี่ยมขนาดกลางค่อนไปทางเล็ก ชั้นหนังสือเรียงรายอยู่สี่ถึงห้าแถว  ทุกๆชั้นถูกอัดแน่นไปด้วยหนังสือหลากหลายที่ถูกจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่อย่างดี


ผนังแถบหนึ่งถูกสร้างเป็นกำแพงชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน การตกแต่งภายในดูดิบจากของวัสดุพื้นและผนังที่บางส่วนเป็นปูนเปลือย ผนังด้านอื่นๆถูกฉลุเป็นหน้าต่างสูงเปิดช่องให้แสงส่องผ่านเข้ามาทำให้แม้พื้นที่จะเล็กแต่กลับไม่ให้ความรู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย อีกทั้งยามแสงสอดผ่านเข้ามากระทบกับวัสดุอื่นที่เป็นไม้ ทำให้บรรยากาศภายในร้านดูอบอุ่นขึ้นหลายส่วน


พื้นที่ข้างหน้าต่างถูกจัดเป็นที่สำหรับอ่านหนังสือเล็กๆ มีเพียงโต๊ะกลมกับอาร์มแชร์สองตัวตั้งอยู่ มองมองไปด้านนอกจะเห็นสวนสีเขียวเล็กๆที่เป็นพื้นที่ปิดของหลังร้าน ซึ่งพื้นที่ในมุมนี้หากได้นั่งอ่านหนังสือพรางจิบกาแฟร้อนๆในช่วงอากาศหนาวเย็น นั่งแช่แสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่างมาคงให้ความรู้สึกที่ดีไม่น้อย ด้านข้างกันเป็นมุมว่างถูกวางหนังสือสองสามตั้งที่สูงขึ้นมาเกือบถึงหัวเข่า ซึ่งกองหนังสือพวกนี้นอกจากลดการวางพื้นทีหลังร้านแล้วยัง ถือเป็นการตกแต่งร้านไปในตัว


บรรยากาศภายในร้านหนังสือแห่งนี้สงบเรียบง่าย กลิ่นหอมอ่อนภายในร้านผสมไปกับกลิ่นหนังสือจำนวนมากให้ความรู้สึกชวนเคลิบเคลิ้มอย่างน่าประหลาด มันเป็นร้านหนังสือที่ให้ความรู้สึกคล้ายห้องสมุดเก่าๆที่น่าสนใจเสียมากกว่าบรรยากาศของการค้าขาย คงพูดได้ว่าหากใครเป็นคอหนังสือคงตกหลุมรักพื้นที่เล็กๆแห่งนี้ได้ไม่ยาก


และกันต์พิมุกต์ก็ตกหลุมรักพื้นที่แห่งนี้สุดหัวใจ


อย่าพึ่งเข้าใจผิด เขาไม่ใช่ลูกค้า แต่เป็นเจ้าของร้านต่างหาก ดังนั้นคงไม่ผิดที่เขาจะชื่นชมจนถึงเข้าขั้นอวยร้านหนังสือเล็กๆแห่งนี้ แม้ยอดขายร้านเขาไม่สูงถล่มทลาย เพราะหนังสือภายในร้านเขาเป็นหนังสือต่างประเทศเสียครึ่ง อีกครึ่งก็เป็นหนังสือเก่าที่เขาหาซื้อมาไว้อ่านเองเสียมากกว่าตั้งใจจะขาย ดังนั้นลูกค้าส่วนมากจึงเป็นคนที่รักการอ่าน เข้ามาค้นหาสมบัติภายในร้านมากกว่าจะเป็นการหาซื้อหนังสือทั่วไป


รายได้หลักของที่นี่ก็มาจากการขายหนังสือทั้งใหม่และเก่า อีกส่วนเล็กๆคงมาจากการขายเครื่องดื่มกาแฟภายในร้านเวลามีลูกค้ามานั่งอ่านหนังสือที่ร้าน ไม่รู้ว่าเขาชงอร่อยถูกปากหรืออย่างไร บางครั้งลูกค้าไม่มีเวลามาอ่านหนังสือที่ร้านก็จะแวะมาซื้อกาแฟกลับไปจนเขาเกิดรายได้เล็กๆขึ้นมาจากส่วนนี้ และที่บอกว่าเป็นรายได้เล็กๆ เพราะเขารักหนังสือ แค่การขายหนังสือเขาก็พอใจแล้ว ดังนั้นการขายกาแฟจึงขึ้นอยู่กับอารมณ์เขาเป็นหลัก หากวันไหนวัตถุดิบหมดหรือแก้วแบบTake homeหมด เขาก็ไม่ได้มุ่งมั่นที่จะขายมันหรือหาซื้อวัตถุดิบต่างๆ


เรียกได้ว่าเป็นการขายเครื่องดื่มที่ลมเพลมพัดทีเดียว


กริ๊ง — -


เสียงพวงกระดิ่งที่ห้อยไว้ที่ประตูร้านดังขึ้น เรียกสายตาจากร่างโปร่งที่อยู่หลังเคาน์เตอร์สีเข้มให้หันไปมอง


กันต์พิมุกต์ยกสายตาขึ้นจากหนังสือที่เปิดอ่าน ดวงตาคู่ใสตวัดมองลูกค้าที่เข้ามาใหม่ เป็นชายในชุดเชิ๊ตและกางเกงสแล็กเข้ารูปสีดำ จะว่าดูเป็นทางการก็ไม่ใช่ อาจจะเพราะลูกค้าของเขาคนนี้ให้ความรู้สึกแตกต่างจากลูกค้าโดยทั่วไปของเขาอยู่พอตัว


“ยินดีต้อนรับครับ”เอ่ยต้อนรับพร้อมรอยยิ้ม พรางมองลูกค้าที่เดินอาดๆเข้ามาแต่ท่าทีกลับดูมีความลังเลอยู่บางส่วน


“ให้ช่วยอะไรไหมครับ”เขาเอ่ยถามขึ้นเพื่อแสดงความช่วยเหลืออย่างเป็นมิตร ชายคนนั้นเดินมาหยุดที่หน้าเคาน์เตอร์ก่อนสั่งเสียงดังชัดเจน


“ลาเต้ร้อนแก้วนึง”


แบมแบมเผลอเลิกคิ้วแปลกใจ อันที่จริงแล้วคนที่จะรู้ว่าเขาขายกาแฟด้วยก็คงมีแต่ลูกค้าขาประจำ หรืออย่างน้อยต้องเคยมาที่ร้านสองถึงสามครั้ง แต่ตัวเขาไม่ค่อยมั่นใจนักว่าคนคนนี่เคยเป็นลูกค้าของเขามาก่อน


แต่อย่างไรก็ตาม ถึงจะเคยเป็นลูกค้า แต่เมล็ดกาแฟที่คั่วไว้หมดไปได้สองสามวันแล้ว แล้วเขาก็ยังไม่ได้ไปซื้อ อีกอย่างวันนี้เขาไม่ได้นึกอยากจะขายกาแฟเสียด้วย


“ขอโทษด้วยครับ คุณอาจเข้าใจผิด ที่นี่ร้านหนังสือ…”เจ้าของร้านกล่าวตอบเสียงสุภาพก่อนทิ้งเสียงปลายประโยค


แต่ชายตรงหน้ากลับขมวดคิ้ว บ่นพึมพำกับตัวเองบางอย่าง ก่อนจะสูดจมูกฟุดฟิด ค้านเสียงแข็ง


“แต่ผมได้กลิ่นกาแฟ”


กันต์พิมุกต์นิ่งไปครู่หนึ่ง นึกชมในใจ


คนคนนี้จมูกดีไม่น้อย


เหลือบมองแก้วกาแฟเปล่าที่ถูกตั้งทิ้งไว้ข้างหนังสือหลังเคาน์เตอร์ แต่เขาดื่มกาแฟหมดนานแล้ว กลิ่นมันควรจะจางหายไปหมดแล้วด้วยซ้ำ


“คงเป็นกาแฟที่ผมชงดื่มเองครับ ถ้าคุณอยากซื้อเครื่องดื่มจริงๆ ร้านหัวมุมของบล็อคข้างๆนี้มีคาเฟ่อยู่ครับ”เขาตอบพร้อมรอยยิ้มสุภาพเช่นทุกครั้ง


แต่เหมือนอีกฝ่ายจะยังยืนอยู่ที่เดิม ยกนาฬิกาข้อมือของตนขึ้นดูคล้ายเร่งรีบ ท่าทางใช้ความคิด บ่นพึมพำกับตัวเองเหมือนเขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ด้วย


“แต่เจียชี้ให้มาร้านนี้นี่หว่า อะไรวะ” บ่นพึมพำครู่เดียวก่อนเงยหน้าขึ้นถามเขาอีกรอบ สีหน้ามีแววเคร่งเครียดเล็กน้อย “สรุปคุณไม่ได้ขายกาแฟหรอกหรือ”


สำหรับวันนี้…

“ครับ”


“แต่—”


กริ๊ง — -


ยังไม่ทันที่บุคคลตรงหน้าจะถามอะไรต่อ เสียงกระดิ่งดังขึ้นบ่งบอกว่ามีผู้มาเยือน คนแรกที่เปิดประตูเข้ามาเป็นชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขา การแต่งกายและให้ความรู้สึกไม่ต่างจากคนตรงหน้าเขามากนัก


นั่นทำให้เขาพอจะคิดได้ว่าคงเป็นคนกลุ่มเดียวกัน


“เบน นายมาทำบ้าอะไรที่ร้านนี้ เจียตามหานายอยู่ แล้วไหนกาแฟ”ชายคนที่พึ่งเข้ามาเอ่ยถามคล้ายไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก


“ก็นี่ไง ฉันกำลัง— แดน หมอนี่บอกว่าไม่ขายกาแฟ”คนที่ชื่อเบนเหมือนจะเถียงกลับในครู่แรกก่อนชี้มาทางเขาแล้วร้องบอกเหตุผลอย่างทำอะไรไม่ได้


ชายที่ชื่อแดนเลิกคิ้วขึ้นก่อนทำหน้าเหนื่อยหน่าย


“ที่นี่ร้านหนังสือนะเบน”


“แต่ฉันได้กลิ่นกาแฟ แล้วเจียก็ชี้บอกให้ฉันมาซื้อที่ร้านนี้ด้วย! หมอนี่ต้องโกหกแน่ๆ”


ได้ยินเพื่อนพูดดังนั้น คนที่ชื่อแดนก็เบนสายตามาทางเขาคล้ายขอคำตอบ


กันต์พิมุกโครงศีรษะ ยกแก้วกาแฟเปล่าขึ้นแล้วหมุนให้ดูด้านในที่ยังพอมีคราบกาแฟเหลืออยู่บ้าง ก่อนเปรยขึ้นเบา


“เขาจมูกดีนะครับ”


แดนถอนหายใจ แต่ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยอะไรขึ้นอีก กลับมีเสียงกระดิ่งประตูดังขึ้นอีกครั้ง


กริ๊ง— -


คราวนี้เป็นชายหนุ่มอีกเช่นกัน ร่างหนาในชุดเชิ๊ตสีเข้ม ถูกสวมทับด้วยเบลสเซอร์สีดำ กางเกงสแล็คเข้ารูป รองเท้าหนังมันปราบดูราคาแพง การแต่งกายของชายผู้นี้ดูดีและมีค่าราคาแพงกว่าเสื้อผ้าที่เขาใส่รวมกันทั้งเดือนเสียอีก และมันยิ่งช่วยเสริมให้ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูดียิ่งขึ้น ดวงตาคมยามเปิดประตูเข้ามาในร้านเริ่มแรกกวาดสายตามองหาคนรู้จัก ก่อนจะเดินเข้ามาด้วยท่าทีเรียบนิ่ง


“เจีย”กันต์พิมุกมองทั้งเบนและแดนที่เอ่ยชื่อของชายที่มาใหม่ น้ำเสียงของทั้งคู่มีความเกรงใจอยู่หลายส่วน สีหน้าของชายที่ชื่อเบนเจื่อนลงเล็กน้อย


“พวกนายมาทำอะไรที่นี่ รู้ไม่ใช่หรือไงว่าเรากำลังรีบ” น้ำเสียงเรียบเฉยแฝงความดุดันเล็กน้อย ปรายตามองชายสองคนแรกคล้ายขอคำตอบ


“โทษทีเจีย ฉันมาซื้อกาแฟให้นายแต่หมอนี่บอกว่าไม่ขาย” เบนว่าดังนั้นก่อนทุกสายตาจะจับจ้องมาที่เขา กันต์พิมุกต์สบตาคู่นั้นกลับ สีหน้ายังคงแสดงความสุภาพเช่นเคย


“ที่นี่ร้านหนังสือครับ”เอ่ยกลับเพียงเท่านั้น เบนก็ทำหน้ายุ่ง อ้าปากจะแก้ตัว แต่แดนถอนหายใจออกมาก่อนคว้าเข้าคอเพื่อน


“พอได้แล้วเบน ที่เจียชี้ร้านให้มึงดูคือร้านที่อยู่ถัดไปอีก ไม่ใช่ร้านนี้ ทีนี้มึงเลิกวุ่นวายแล้วไปซื้อเสียที เราเสียเวลากันมามากแล้ว”แดนพูดเสร็จก่อนจะลากเพื่อนที่ไม่ได้ตั้งตัวออกไป พร้อมกำชับทิ้งท้ายก่อนออกจากร้านไป


“เจีย ไปรอที่รถก่อนได้เลย เดี๋ยวพวกเราตามไป”


เบนกับแดนออกไปแล้ว เหลือเพียงชายที่ทั้งสองคนเอ่ยนามว่า เจีย ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ด้านหน้าเคาน์เตอร์ชำระสินค้า ห่างจากเขาไปเพียงระยะสองก้าวคนเดิน


กันต์พิมุกต์สบสายตาชายตรงหน้าครู่หนึ่งก่อนมองสำรวจชายที่ถูกเรียกว่าเจียตั้งแต่ศีรษะ ทรงผมที่ถูกจัดทรงเป็นอย่างดีกับชุดที่ค่อนข้างกึ่งทางการทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายคงมีงานรออยู่ ใบหน้าหล่อเหลากับดวงตาคมคู่นั้นที่มองสบมามีสายตาสำรวจเขาไม่ต่างกัน ใบหูถูกเจาะใส่จิลที่ดูราคาแพงเหมือนสินค้าชิ้นอื่นๆบนตัวเขา เสริมให้อีกฝ่ายมีมีภาพลักษณ์ดิบเกินกว่าจะเป็นคนทำธุรกิจทั่วไป


บุคลิคนิ่งเรียบกับภาพลักษณ์ดิบเย็นชาของชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา ในร้านกึ่งเก่าที่มีแต่หนังสือแบบนี้ กันต์พิมุกต์สรุปได้เพียงว่าเป็นภาพที่แปลกตาอยู่ไม่น้อย


มันดูต่างกัน เหมือนกับโลกของเราที่ต่างกัน


“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ”เจ้าของร้านทำหน้าที่ที่ดีเอ่ยถามคนตรงหน้า


เจียมองสบตาเขาอยู่ครู่ครึ่งด้วยแววตาที่เขาตีความไม่ออก ก่อนที่สายตานั้นจะเปลี่ยนเป็นคล้ายสำรวจและประเมิน แต่คนถูกมองเพียงสบตากลับตรงๆ ใบหน้ายังคงรอยยิ้มจางๆที่สุภาพ


“ร้านสวยดี” เขาเกริ่นมาแค่นั้นก่อนหมุนตัวสำรวจชั้นหนังสือที่อยู่ข้างเคาน์เตอร์ หยุดยืนอยู่ที่ชั้นหนังสือ มองสำรวจครู่หนึ่งก่อนเปรยถามโดยที่ไม่หันมามองเขา สายตาจับจ้องไปยังหนังสือเล่มหนึ่ง


“หนังสือเล่มนี้.. เนื้อเรื่องยังเหมือนเดิมหรือเปล่า”คำถามที่แปลกประหลาด เขาไม่แม้แต่จะชี้ว่าเป็นหนังสือเล่มไหนจากหนังสือทั้งหมดที่วางโชว์เรียงรายกันอยู่


กันต์พิมุกต์นิ่งไป


บรรยากาศร้านเงียบเชียบจากเสียงเพลงที่เปิดคลอไว้เบาๆนั้นจบลง เจียละสายตาจากหนังสือหันมาสบกับเขาที่มองอยู่ก่อนแล้ว ชั่วอึดใจก่อนที่เพลงบทใหม่จะดังขึ้นปลดล็อคบรรรยากาศทุกอย่าง


เจ้าของร้านขยับยิ้มเล็กน้อย


“ครับ หนังสือเล่มเดิม เปิดอ่านกี่ครั้งก็คงเหมือนเดิม” เปรยตอบเรียบๆพรางหันไปมองหนังสือเล่มนั้น สายตามองจดจ้องมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนยกสายตากลับมามองสบกับชายตรงหน้าอีกรอบ


“แต่บางครั้ง มันน่าเสียดายนะครับที่ชีวิตคนเราไม่ใช่หนังสือ”


กล่าวจบพร้อมรอยยิ้ม ทุกอย่างคล้ายเงียบลงอีกครั้ง ก่อนที่สุดท้ายแล้วชายอีกคนในร้านจะพยักหน้าเบาๆตอบรับ


“อือ น่าเสียดายจริงๆนั่นแหละ”


#เส้นทางแจ็คแบม



ร่างสูงสมส่วนในชุดเสื้อกล้ามกับกางเกงนอนขายาวพาดตัวไปบนโซฟาชุดใหญ่กลางห้องพักหรู ทิ้งแผ่นหลังเอนพิงพนักท่าทีผ่อนคลาย มือข้างหนึ่งถือกระป๋องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พาดค้างไว้บนที่เท้าแขน ยกกระดกขึ้นจิบเป็นครั้งคราว


แสงจันทร์ที่ส่องผ่านผนังด้านหนึ่งที่ถูกกรุเป็นกระจกบานใหญ่เข้ามากระทบกับใบหน้าหล่อเหลา สันกรามชัดเจนรับกับสันจมูกโด่ง ดวงตาคมที่เสริมให้เจ้าตัวดูดีมากยิ่งขึ้นมีประกายขบคิดบางสิ่ง กล้ามมัดสวยงามขยับตามจังหวะการเคลื่อนไหวของเจ้าตัว


เจียปล่อยสายตาของตนมองออกไปนอกกระจกบานยักษ์ เห็นแสงสีสวยงามของตึกสูงและป้ายไฟต่างๆ ไม่ไกลกันมีสะพานข้ามแม่น้ำกลางเมือง ทั้งยังเห็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าตรงจุดนี้ถือเป็นหนึ่งในวิวที่ดีที่สุดของเมืองก็ว่าได้ บ่งบอกถึงราคาห้องพักที่คาดคะเนได้เพียงจากวิวก็คงแพงหูฉี่


แต่วิวสวยงามล้ำค่ากลางเมืองนี้กลับไม่ได้อยู่ในโสตประสาทของเจ้าของที่พักเลยแม้แต่น้อย


สายตาจองเขาจับจ้องบรรยากาศภายนอก แต่สมองเขากลับครุ่นคิดถึงใครบางคน


ใบหน้าสะอาดสะอ้านที่มีรอยยิ้มสุภาพอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา ดวงตาคู่นั้นดูไม่ตกใจแม้เสี้ยววินาทีที่เห็นเขา กระทั่งเขาจับจ้องส่งสายตาสำรวจคนตรงหน้า อีกฝ่ายก็ดูไม่สะทกสะท้านอีกทั้งยังแสร้งทำเป็นไม่รู้จักเขาได้อย่างแนบเนียน


เจียหลุบสายตาลงก่อนปิดสนิท หวนรำลึกถึงภาพเก่าในความทรงจำ


ใบหน้าหล่อเหลายกยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่มีความหมาย และไม่มีใครผู้ใดล่วงรู้ความคิด


มือหนาเอื้อมหยิบโทรศัพท์เครื่องบางก่อนกดพิมพ์เมสเสส


‘ฉันเจอหมอนั่นแล้ว’




[120%]

 #เส้นทางแจ็คแบม




วันนี้แอบมาเปิดแจ็คแบม แงงงงง 55555 อยากเขียนสองคนนี้ในแนวแบบนี้ดู มันน่าจะมีผสมแอ็คชั่นหน่อยๆ ไม่รู้ว่าจะทำได้ดีไหม มันแบบวูบบบบขึ้นมาเฉย 5555

แอบคิดพล็อตมานานละ ไม่เคยเขียนแนวนี้มาก่อนเลยจริงๆ ไม่รู้จะเป็นแบบไหนบ้าง วันนี้เอามาเกริ่นๆเปรยๆก่อนนะคะ


ฝากไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ ฮื่ออ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #13 issmeemi (@issmeemi) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 08:05
    ชอบภาษาที่ใช้มากเลยค่ะ มันอุ่นมากๆๆๆๆๆ
    #13
    0
  2. #10 hateyouso (@hateyouso) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 11:07
    รู้สึกได้ถึงบรรยากาศในร้านเลย คิดภาพตามออกเลย แล้วก็ดีมากๆที่เป็น jackbam ใช่เลยอ่ะ มันใช่เลย!!! >\\\\<
    #10
    0
  3. #9 Becaamlum (@beamchapa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 08:34
    ชอบภาษาไรท์มากเลย เขียนดีมากเลยยยยยย
    #9
    0
  4. #8 raintuan (@raintuan) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 15:50
    ชูป้ายไฟเลยค่ะ เราอ่านได้หมดถ้าเป็น AllBam คิคิ



    กดเฟบเรียบร้อยตั้งแต่ยังไม่ได้อ่าน รอติดตามค่ะไรท์
    #8
    0
  5. #7 ่fefa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 13:28
    ชอบอะแค่เริ่มเรื่องก็ดีแล้วอะจะรอนะคะ
    #7
    0
  6. #6 coleenalak (@my-girl-ll) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มกราคม 2561 / 20:03
    แงงชอบแล้วติดแล้วนะไรท์เปิดแล้วก็อย่าลืมมาต่อด้วยนะไรท์จ๋าจะรอ สู้ๆๆ
    #6
    0
  7. #5 Traveler The Fool (@nidneungnarak) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 01:09
    หลงรักกันต์พิมุกเลยยยย พูดได้โดนใจมากกก
    #5
    0
  8. #3 NIKE-2016 (@NIKE-2016) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 15:42
    รอจ้าาาา
    #3
    0
  9. #2 Tubtimwan (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 12:29
    น่าอ่านๆ รออ่านนะคะ
    #2
    0
  10. #1 Jirawan (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 01:55
    รอนะค่าาา
    #1
    0