ยอดยุทธคงกระพัน (จบแล้ว)

ตอนที่ 93 : เผชิญจอมอาคม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 463
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    14 ก.พ. 64

 

            เป้าหมายแรกของ เสี่ยวอิง หลังออกจากวังปูตาลา คือ นิกายตันตระ ในเมื่อ ธรรมาจารย์ตันตระ มาเยี่ยมเยียนถึงวังปูตาลา ดังนั้น เสี่ยวอิง จึงถือโอกาสนี้ไปเปิดหูเปิดตา ทำความรู้จักกับดินแดนต้นกำเนิดของศาสนาพุทธเสียหน่อย เผื่อจะได้แรงบันดาลใจ ในการตีความวิชาหัตถ์ยูไล โดยเฉพาะกระบวนท่าสุดท้าย ที่มันเองก็ยังรู้สึกเหมือนเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจ ราวกับชมบุปผาในหมอก แต่ที่สำคัญที่สุดคือ หลังจากแจกจ่ายวัตถุสิ่งของในเจดีย์เหยี่ยวเหินไปจนเกือบหมด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของกองกำลังสานุศิษย์ทั้งหลาย อีกทั้งเพื่อซ่อมแซมวังปูตาที่เสียหายจากการต่อสู้ภายใน ทุกครั้งที่ เสี่ยวอิง มองไปภายในเจดีย์เหยี่ยวเหินที่ว่างเปล่า ความรู้สึกอ้างว้างราวกับสูญเสียบางสิ่งบางอย่างท่วมท้นขึ้นมาอย่างไม่อาจระงับได้ หากไม่อาจแก้เงื่อนปมนี้ การที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อบรรลุธรรม คงยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง

            หลังจากรอนแรมมาหลายวัน ในที่สุด เสี่ยวอิง ก็มาหยุดยืนอยู่หน้าวัดตันตระ ซึ่งก่อสร้างอย่างใหญ่โต แวดล้อมไปด้วยบ้านเรือนของชาวบ้านนับพันหลังคาเรือน ภายในหุบเขากว้างขวางที่มีแม่น้ำสายหนึ่งตัดผ่าน หล่อเลี้ยงเรือกสวน ไร่นา ไปจนสุดลูกหูลูกตา ทำให้ เสี่ยวอิง ยิ้มจนตาหยี ยิ่งผลผลิตของเมืองแห่งนี้ดีเท่าไร ย่อมแสดงว่า นิกายตันตระ ได้รับบริจาคมากเท่านั้น และเมื่อประเมินจากโครงสร้างที่โอ่อ่า ยากที่จะขยายให้ใหญ่ขึ้นไปอีก การที่ตนเองมาบอกบุญ ขอรับบริจาคเพื่อนำไปช่วยเหลือ วัดเล็ก ๆ ยากไร้ ย่อมเป็นการเผยแผ่พระศาสนาให้กว้างไกล สมดั่งความตั้งใจขององค์พุทธะ ทำให้มันก้าวเท้าเข้าไปในวัดตันตระอย่างไม่ลังเล

            ภายในวัดสงบร่มรื่น สมกับเป็นวัดประจำนิกายที่มีชื่อเสียงเป็นที่นับถือของชาวบ้านในละแวกนี้ แต่ที่น่าประหลาดใจคือ ไม่ปรากฏร่องรอยของ ภิกษุ หรือ สานุศิษย์ เดินเหินไปมาเลย ทั้งที่ตอนนี้ เป็นเวลาช่วงสาย หลังทำวัตรเช้าแล้ว สานุศิษย์ของนิกาย น่าจะออกมาทำความสะอาด ปัดกวาดบริเวณโดยรอบบ้าง มิใช่ปล่อยให้ใบไม้หล่นเกลื่อนกลาดเต็มลานวัดเช่นนี้

            เมื่อโคจรลมปราณออกตรวจสอบ เสี่ยวอิง พบกลุ่มคนจำนวนมาก รวมตัวกันอยู่ในโบสถ์ใหญ่ห่างออกไปราวครึ่งลี้ ส่วนหลังคาเลยยอดไม้ให้เห็นอยู่รำไร มันจึงสาวเท้ามุ่งตรงไปที่นั่น เมื่อเข้าใกล้ มันต้องขมวดคิ้ว เพราะเสียงโหวกเหวกภายใน ไม่เหมือนกับเป็นการแสดงธรรม ให้กับเหล่าญาติโยมที่มาทำบุญเลย แม้มันพอจะเข้าใจภาษาชมพูทวีปจนสามารถใช้พูดจาสื่อสารกันได้ แต่ก็ไม่แตกฉานเทียบเท่าคนท้องถิ่นจริง ๆ เมื่อได้ยินเสียงคำพูดถี่รัวดังก้อง ลอดออกมาจากประตู หน้าต่างของโบสถ์ จึงเพียงจับใจความได้ว่า คนที่พูดนั้น กล่าวปฏิเสธว่าไม่มีคัมภีร์ที่อีกฝ่ายต้องการ แถมยังพาดพิงมาถึง วังปูตาลา ด้วยว่ามีสิ่งนั้น ขอให้อีกฝ่ายเดินทางไปที่นั่นแทน สร้างความร้อนใจให้กับ เสี่ยวอิง จนเกือบจะอ้าปากร้องถามไปแล้ว

            ทันใดนั้น เสียงอึกทึกภายในโบสถ์เงียบสงบลงอย่างกะทันหัน พลังลึกลับที่ เสี่ยวอิง ไม่คุ้นเคย พวยพุ่งมาจากในโบสถ์ เมื่อมาถึงร่างของมัน ก็หมุนวนเวียนรอบหนึ่ง ก่อนจะสลายหายไป พร้อมกับเสียงทุ้มหนัก ดังขึ้นมาว่า

            “แขกจากแดนไกล เมื่อมาถึงแล้ว เหตุใดจึงรีรออยู่เบื้องนอก ขอเชิญเข้ามาร่วม ปุจฉา วิสัชนา ภายในโบสถ์ด้วยกันเถิด”

            เสี่ยวอิง นึกรู้ได้ทันทีว่า พลังลึกลับที่อีกฝ่ายส่งออกมานั้น สามารถตรวจสอบได้ว่า พลังปราณภายในร่างของตนเอง เป็นแนวทางของสถาบันสงฆ์  แต่ไม่ใช่แนวทางเดียวกันกับ ภิกษุของนิกายตันตระ จึงคาดว่า เป็นภิกษุจากวัดอื่นที่ธุดงค์ผ่านมา มันถึงได้กล่าวเชื้อเชิญให้เข้าไปถกปริศนาธรรมกันภายในโบสถ์

            เมื่ออีกฝ่ายรับรู้ความเป็นมาของมัน ทางด้าน เสี่ยวอิง เองก็พอจะรับรู้ได้เหมือนกันว่า พลังของอีกฝ่ายเหมือนจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบันสงฆ์อยู่ส่วนหนึ่ง คลับคล้ายพลังที่ ธรรมาจารย์ตันตระ ใช้ออกอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นพลังจากวิชาของชาวชมพูทวีปเอง ดังนั้น มันจึงกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณ พลางสาวเท้าผ่านประตูใหญ่ของโบสถ์เข้าไปอย่างไม่ลังเล

            ภายในนั้น ภิกษุหลากหลายวัย จำนวนหลายสิบรูป นั่งอยู่บนอาสนะที่วางบนแท่นไม้ยาวตลอดผนังโบสถ์ทั้งสองข้าง ตรงกลางยืนหยัดด้วย บุรุษใบหน้าคมเข้ม ผิวสีทองแดง วัยราว 25-26 ปี เสื้อผ้าที่สวมใส่ เหมือนชาวชมพูทวีปทั่วไป แม้จะยืนเพียงลำพัง แต่พลังอำนาจที่แผ่ออกมา กลับสะกดข่ม พลังปราณของเหล่าภิกษุ นิกายตันตระ จนไม่กล้าขยับเขยื้อนร่างกายเลยแม้แต่น้อย

            เมื่อเห็น จีวรเณรตงง้วนของ เสี่ยวอิง คิ้วของบุรุษผู้นั้นต้องเลิกขึ้นอย่างแปลกใจ ก่อนจะพูดออกมาด้วยภาษาตงง้วนว่า

            “เณรของตงง้วน มาทำอะไรที่ ชมพูทวีป อันห่างไกลเช่นนี้ ด้วยวัยของเจ้า ไม่น่าจะจาริกแสวงบุญมาถึงที่นี่เพียงลำพังเลยนะ”

            พร้อมกับคำพูด พลังลึกลับสายหนึ่ง โถมกระแทกเข้าใส่ เสี่ยวอิง อย่างเร้นลับ ทำให้ ลมปราณเจ็ดจักรา เกิดการตอบสนอง แผ่พุ่งเกราะปราณออกต้านทาน กระแทกพลังลึกลับนั้นจนแตกสลายไปในพริบตา ทำให้สีหน้าของ บุรุษผู้นั้นเปลี่ยนแปลงไป กล่าวออกมาอย่างแช่มช้าว่า

            “เสียคารวะแล้ว ด้วยพลังการฝึกปรือของ เซี่ยงซือน้อย ไม่ยากที่จะเดินทางไกลเพียงลำพัง ไม่ทราบว่า ท่านตั้งใจมาที่นี่ หรือเพียงบังเอิญผ่านมาเท่านั้น”

            เสี่ยวอิง ประนมมือขึ้น กล่าวว่า

            “อมิตพุทธ อาตมามาที่นี่เพื่อแจ้งข่าวของ ธรรมาจารย์ตันตระ ให้กับ ภิกษุและสานุศิษย์ในนิกายรับทราบ เพียงไม่ทราบว่า ประสกเป็นผู้ใด เหตุใดจึงมีท่าทีคุกคามศิษย์สถาบันสงฆ์ ที่สละกิเลส ละจากทางโลกย์เยี่ยงนี้เล่า”

            บุรุษผู้นั้น หัวเราะออกมาเสียงดังก้อง กระหึ่มไปทั้งโบสถ์ ภิกษุที่มีพลังตบะอ่อนด้อยนับสิบรูป ร่างส่ายโงนเงน ก่อนจะอ้าปากอาเจียนโลหิตออกมา ร่างอ่อนระทวยรูดลงไปนอนสิ้นสติอยู่บนอาสนะ ในขณะที่ ภิกษุจำนวนครึ่งหนึ่ง มีหยาดเหงื่อผุดพราวเต็มหน้าผาก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด แต่ยังขบกรามกล้ำกลืนไว้ ไม่แสดงความทุเรศออกมา 

            เสี่ยวอิง มองเห็นเช่นนั้น แม้ไม่รู้ว่า บุรุษผู้นี้เป็นใคร แต่เมื่ออีกฝ่ายลงมือทำร้าย ศิษย์สถาบันสงฆ์ แม้จะคนละนิกาย แต่ล้วนเป็นศิษย์ขององค์พุทธะเช่นเดียวกัน มันจึงใช้กระบวนท่า ประทับพุทธองค์ ออกทันที ประกายแสงสีทองที่สาดส่องจากรูปองค์พุทธะ ช่วยสลายพลังกดดันที่แฝงมากับเสียงหัวเราะ และฟื้นฟูสติสัมปชัญญะให้กับเหล่าภิกษุ จนสีหน้าดีขึ้น พากันนั่งตัวตรง ประนมมือสวดพระสูตรออกมาอย่างพร้อมเพรียง 

            บุรุษนั้นมีท่าทางแปลกใจเล็กน้อย ชะงักเสียงหัวร่อ เพ่งสองตาไปที่รูปองค์พุทธะตระหง่านเงื้อมเหนือร่างของ เสี่ยวอิง กล่าวออกมาอย่างครุ่นคิดว่า

            “น่าสนใจ ไม่นึกเลยว่า วรยุทธของตงง้วน สามารถรวมรั้งพลังธาตุ ก่อรูป แสดงปาฏิหาริย์เช่นนี้ได้ด้วย ดูท่าข้าคงใช้เวลาในแผ่นดินตงง้วนน้อยไปหน่อย พวกนักพรตที่นั่น ล้วนมีแต่ชื่อจอมปลอม วิชาอาคมปราบภูตผีปีศาจอะไรนั่น เป็นเพียงวิขาปาหี่ไว้หลอกลวงชาวบ้านเท่านั้น พวกหลวงจีนกลับซ่อนคมงำประกาย ข้าหลงนึกว่า เป็นเช่นเดียวกัน ชำนาญแต่วิชาหลอกลวงเงินบริจาคจากชาวบ้านหน้าโง่ ดูท่าหลังจากนี้ ข้าคงต้องแวะไปเยี่ยมเยียนวัดสำคัญในตงง้วนบ้างแล้ว”

            เสี่ยวอิง ที่ยังไม่อาจรับรู้ได้ว่า อีกฝ่ายใช้วิชาอะไร เมื่อได้ฟังคำรำพึงนั้น หัวใจต้องตกวูบลง ตัวประหลาดเช่นนี้ หากไปเยี่ยมเยียนวัดในตงง้วนจริง ไม่ก่อให้เกิดมรสุมม้วนกวาดไปทั่วยุทธจักรหรืออย่างไร เพราะแม้ประกายแสงจาก กระบวนท่า ประทับพุทธองค์ สามารถสลายพลังลึกลับนั้นได้ แต่เหมือนไม่มีผลกระทบอันใดกับฝ่ายตรงข้ามที่ยืนนิ่งเฉยรับประกายแสงสีทองเข้าไปเต็ม ๆ แถมพลังธาตุไฟและน้ำที่แฝงไปกับประกายแสงสีทองนั้น ยังถูกดูดกลืนหายเข้าไปในร่างของอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย จนสูญสลายไปอย่างไร้ร่องรอย

            ในขณะที่ เสี่ยวอิง ยังใคร่ครวญว่า จะใช้กระบวนท่าต่อไปอย่างไร ใบหน้าของ บุรุษผู้นั้นกลับบิดเบี้ยว สองตาเปลี่ยนเป็นแดงฉาน ผิวกายเรียบลื่นนอกร่มผ้า กลับมีขนสีดำงอกเงยออกมา สร้างความแตกตื่นให้กับ เสี่ยวอิง และภิกษุของ นิกายตันตระ ทั้งหมด จนร้องอุทานออกมาอย่างลืมตัว บุรุษผู้นั้นแผดเสียงร้องก้องออกมา ราวกับเสียงพยัคฆ์คำราม ร่างขยับพุ่งทะยานออกทางประตูใหญ่ของโบสถ์อย่างรวดเร็ว เห็นเพียงประกายสีดำสายหนึ่งเท่านั้น แต่ด้วยสายตาคมกล้าของ เสี่ยวอิง ยังสามารถเห็นได้ว่า บุรุษผู้นั้นเปลี่ยนร่างไปเป็น เสือลายพาดกลอน ตัวใหญ่ ห้อตะบึงออกไปนอกวัดราวสายฟ้าแลบ เช่นเดียวกับ รองเจ้านิกายตันตระ ที่มีพลังฝีมือเป็นรองเพียง ธรรมาจารย์ตันตระ เท่านั้น ที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ชัดถนัดตา จนร้องออกมาด้วยความตกใจว่า

            “เสือสมิง !!!”

            

  @@@@@ ขออนุญาต ประชาสัมพันธ์ นิยายเรื่องใหม่ “คำสาปสิบสองนักษัตร” ที่เริ่มลงตอนแรกในหมวดแฟนตาซี เมื่อวานนี้ หวังว่า นักอ่านที่เคยติดตามผลงานของผู้เขียน จะให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีเหมือนเช่นเคย @@@@@

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

242 ความคิดเห็น

  1. #241 ZaikokungGX (จากตอนที่ 93)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 / 15:36
    สนุกมากอันนี้ภาคต่อใช่มั้ย
    #241
    1
    • #241-1 hutohteh(จากตอนที่ 93)
      14 กุมภาพันธ์ 2564 / 15:38
      เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีบางฉากซ้อนทับกันครับ
      #241-1
  2. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 / 15:29
    ว้าววว ติดตามครับ
    #240
    0