ยอดยุทธคงกระพัน (จบแล้ว)

ตอนที่ 6 : มหันตภัย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,055
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 360 ครั้ง
    13 พ.ย. 63

 

            มังกรเพลิงตัวนี้ จำศีลอยู่ภายใต้แอ่งหินหนืดแห่งนี้มาหลายร้อยปีแล้ว โดยมันจะตื่นขึ้นมาทุกห้าสิบปี และบังเอิญเป็นวันนี้พอดี ทันทีที่มันตื่นขึ้น รับรู้ได้ทันทีว่า มีสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมอยู่ภายในแอ่งหินหนืด แถมผู้บุกรุกนี้ยังบังอาจแย่งชิงธาตุไฟของมันอีกด้วย ทำให้มันต้องแผดเสียงร้องออกมาอย่างขุ่นเคือง พร้อมกับเคลื่อนที่จากก้นแอ่งขึ้นมาที่พื้นผิวอย่างรีบด่วน ซึ่งทันทีที่โผล่พ้นผิวหน้าของหินหนืด สองตาของมันก็จับจ้องไปที่ เสี่ยวอิง ทันที ในตอนแรกมันรู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อย ที่เห็นว่า ผู้บุกรุกนี้ เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง แทนที่จะเป็นมังกรเพลิงตัวอื่นที่อาจหลงพลัดเข้ามาในอาณาเขตของมัน 

            อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นใคร เมื่อบุกรุกอาณาเขตของมัน ย่อมมีจุดจบอย่างเดียวคือ ตาย ดังนั้น หลังจากนิ่งไปอึดใจหนึ่ง มังกรเพลิง จึงอ้าปากออกกว้าง แผดเสียงร้องคำรามประกาศศักดาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะใช้อุ้งเท้าหน้ายันผิวหน้าของหินหนืดอย่างรุนแรง อาศัยแรงผลัก เสือกพุ่งร่างให้แหวกผ่านผิวหน้าของหินหนืด โดยไม่รอให้ร่างท่อนล่างโผล่ขึ้นมาให้เรียบร้อย เห็นหินหนืดกระเซ็นซ่านออกสองฟากข้าง คล้ายกับระลอกน้ำที่เกิดขึ้นเมื่อเรือแหวกผ่าน ระยะทางจากใจกลางแอ่งหินหนืด มาที่ขอบอ่างที่ เสี่ยวอิง ยืนอยู่ ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสามอึดใจเท่านั้น

            เสี่ยวอิง เองที่สามารถรับรู้จิตสังหารจาก มังกรเพลิง ย่อมไม่ยืนนิ่งรอให้อีกฝ่ายจู่โจมเข้าใส่อย่างง่ายดาย เมื่อมั่นใจว่า อีกฝ่ายไม่ปล่อยปละละเว้นตัวมัน มันก็เกร็งลมปราณใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาเต่าแหวกฟองคลื่น ที่แท้ในระหว่างที่ฝึกฝนวิชาฝีมืออยู่ภายในถ้ำ มันบังเอิญ ค้นพบคัมภีร์วิชาฝีมือของ ชายชรา ซุกอยู่ใต้ที่นอน คัมภีร์นี้ไม่ทราบจัดทำจากแผ่นหนังใด แม้ไม่เหนียวแน่นเท่าเกราะเกล็ดมังกร แต่ยังนับว่าสามารถทนทานต่ออากาศร้อนรอบด้าน จนไม่ลุกไหม้ขึ้นมา ในนั้นจารึกวิชาลมปราณกระดองเต่า ที่ชายชรา ถ่ายทอดให้ วิชาฝีมืออื่น ได้แก่ เพลงหมัดเต่าตนุ ซึ่งเมื่อใช้ประกอบกับ ลมปราณกระดองเต่า จะทำให้ผู้ฝึกปรือ มีสภาพเหมือนกับเต่าตัวหนึ่ง คือผิวด้านนอกแข็งแกร่ง ยากที่คู่ต่อสู้จะทำอันตรายได้ ในขณะที่ แขน ขา สามารถหดรั้งเข้าไปในร่างกาย แต่ก้ไม่ใช่ว่า สามารถหดรั้งแขนขาทั้งสี่เข้าไปพร้อกมัน เมื่อหดแขนฝั่งหนึ่ง กระดูกแขนนั้น จะเคลื่อนไปเสริมแขนอีกข้างให้ยืดยาวขึ้น เช่นเดียวกับขาทั้งสองข้าง ทำให้กระบวนท่าของเพลงหมัดนี้ มีวิถีจู่โจมที่ยากแก่การคาดเดา สร้างความปวดหัวให้กับคู่ต่อสู้ จึงไม่ค่อยมียอดฝีมืออื่น ยินดีต่อสู้กับ ยอดฝีมือจากสำนักเต่าสมุทร เท่าไรนัก 

            ส่วนวิชาตัวเบาเต่าแหวกฟองคลื่นนั้น อย่าได้คิดว่า เต่านั้นคลานต้วมเตี้ยมเชื่องช้าเป็นอย่างยิ่ง นั่นเป็นจริงเฉพาะบนบกซึ่งตัวเต่าเองต้องแบกน้ำหนักของกระดองเต่า ทำให้ไม่อาจเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว แต่เมื่อลงไปในน้ำ มันสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วไม่ต่างจากปลาสักเท่าไรนัก ดังนั้น วิชาตัวเบาเต่าแหวกฟองคลื่น ที่มีจุดเด่นในการเคลื่อนบนพื้นราบ โดยผู้ใช้วิชานี้ อาศัยลมปราณกระดองเต่า สร้างชั้นลมปราณที่ฝ่าเท้าและฝ่ามือ ก่อนจะไถลไปตามพื้นราบราวกับท่องไปบนฟองคลื่น จุดอ่อนของวิชานี้ คือ หากอยู่ในภูมิประเทศที่สูง ๆ ต่ำ ๆ หรือในป่าที่มีต้นไม้กีดขวางจำนวนมาก ย่อมไม่อาจลื่นไถลไปได้เต็มความสามารถ อีกทั้งไม่สามารถกระโดดโลดเต้นไปตามยอดไม้ได้ด้วย

            สำหรับพื้นที่ภายในหุบเขาอัคคี ที่ถูกกระแสความร้อนอบรมมาหลายร้อยปี พื้นศิลาส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากหินหนืดที่เย็นตัวลง จนกลายเป็นหินอัคนี ดังนั้น เมื่อ เสี่ยวอิง ใช้วิชาตัวเบาเต่าแหวกฟองคลื่น จึงเคลื่อนที่ไปได้อย่างรวดเร็วไม่แพ้รถม้าที่ห้อตะบึงเลย 

            ทางด้านมังกรเพลิง เมื่อเห็นเหยื่อของมันวิ่งหนี มีหรือที่มันจะยอมปล่อยให้จากไปอย่างง่ายดาย ในช่วงแรกที่ต้องแหวกผ่านหินหนืด ความเร็วของมันย่อมเชื่องช้า ปล่อยให้ เสี่ยวอิง พุ่งตัวนำหน้าไปหลายร้อยเชียะ แต่เมื่อเท้าทั้งสี่สามารถยันอยู่บนพื้นศิลาที่แข็งแกร่งแล้ว มันก็เริ่มออกวิ่งด้วยความเร็ว แม้จะไม่อาจเทียบเท่ากับม้า แต่เมื่อคำนึงถึงช่วงก้าวเท้าแล้ว ความเร็วโดยรวมของมัน ก็ไม่ด้อยกว่าม้าเร็วสักเท่าไร 

            เสี่ยวอิง รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของพื้นหิน ที่เกิดจากน้ำหนักของมังกรเพลิง ที่ไล่ล่ามาอย่างรวดเร็ว อาศัยที่นำหน้ามาก่อน ทำให้อีกฝ่ายไม่อาจย่นระยะได้ ทำให้เสี่ยวอิง มีเวลาที่จะเข้าไปคว้าถุงที่เก็บรวบรวมสมบัติทั้งหมดในถ้ำได้ นับเป็นโชคดีที่ เสี่ยวอิง มักเก็บข้าวของทั้งหมดไว้ในห่อผ้าเดียว เพื่อป้องกันการเสียหายจากความร้อน จึงใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการนำสมบัติทั้งหมดติดตัวไป

            อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงนอกหุบเขา เสี่ยวอิง ต้องร้อนใจขึ้นมา เพราะภายนอก กลับเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ไม่เหมาะสมต่อการใช้วิชาตัวเบา เต่าแหวกฟองคลื่น เลย ทำให้มันต้องเปลี่ยนเป็นวิ่งธรรมดา ลัดเลาะไปตามแนวต้นไม้ต่าง ๆ แทน เพียงไม่นาน หูก็แว่วเสียงต้นไม้หักโค่นตามหลัง บ่งชี้ว่า มังกรเพลิงตัวนั้น ยังตามล่าออกมานอกหุบเขาอย่างไม่ลดละ 

            เสี่ยวอิง ได้แต่ทอดถอนใจ ทีแรกนึกว่า เมื่อตนเองออกมานอกหุบเขาแล้ว มังกรเพลิงจะเลิกรา ย้อนกลับไปกบดานที่แอ่งหินหนืดต่อ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยังไล่ตามมาเข่นนี้ เสี่ยวอิง ก็ได้แต่เปลี่ยนเส้นทาง จากแต่เดิมที่คิดจะไปหยิบฉวยเสื้อผ้าและอาหารภายในหมู่ตึก เนื่องจากช่วงเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ตัวมันเองได้แต่กล้ำกลืนกินเฉพาะเห็ดและพืชขนาดเล็กที่งอกเงยอยู่ในผนังถ้ำเท่านั้น อีกทั้งเสื้อผ้าที่มันตัดเย็บจากเกราะเกล็ดมังกร ก็ไม่ค่อยรับรูปเท่าไร หากมังกรเพลิงยินยอมเลิกรา มันอาจหาวิธีซุกซ่อนร่องรอยอยู่บนเกาะ แล้วค่อยหาโอกาสติดเรือที่แล่นผ่านเกาะแห่งนี้กลับขึ้นแผ่นดินใหญ่ไป แต่ในตอนนี้ มันได้แต่มุ่งหน้าไปที่ท่าเรือ ภาวนาให้มีเรือเล็กจอดว่างอยู่ เหมือนเช่นตอนที่มันสังเกตเห็นในวันที่มาถึงเกาะ

            เมื่อเสี่ยวอิงเปลี่ยนเส้นทางไป กลับรู้สึกว่า มังกรเพลิงไม่ได้ติดตามมา ดูท่ามันคงสูญเสียเป้าหมาย ไม่อาจรับรู้ได้ว่า เสี่ยวอิง หลบหนีไปทางใด ทำให้ เสี่ยวอิง รู้สึกโชคดีที่ได้ยินเสียงหักโค่นของต้นไม้ใหญ่ดังห่างออกไปทุกที การที่เสี่ยวอิงไม่กล้าอยู่บนเกาะ เพราะเกรงว่า หากมังกรเพลิงไม่ยอมเลิกรา อาจค้นหาตัวมันไปทั่วทั้งเกาะ แล้วอาจสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนในหมู่ตึกก็ได้ แม้คนของสำนักเอกะเหล่านั้น จะโหดร้าย สมควรได้รับการลงโทษ แต่เมื่อนึกถึงเหล่าเด็กคนอื่น ที่อาจพลอยรับเคราะห์ไปด้วย ทำให้เสี่ยวอิง ตัดสินใจปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป ประกอบกับตัวมันเอง ก็ไม่มีวิชาฝีมืออะไร แม้จะมีลมปราณคุ้มครองกาย ทำให้ทนทานต่ออาวุธมีคม แต่หากอีกฝ่ายใช้อาวุธหนัก ตนเองก็อาจได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกับประสบการณ์ตอนที่ ชายชรา ลงมือลอบจู่โจมด้วยค้อนเหล็ก

            เสี่ยวอิงมาถึงท่าเรือ ที่เงียบสงบปราศจากผู้คน มีเรือประมงขนาดหนึ่งใบเรือผูกอยู่สองลำ เมื่อตรวจสอบดูพบว่า ในเรือมีอาหารและน้ำจืดอยู่แล้ว ดูท่า คนเรือเตรียมที่ออกเรืออยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ทราบว่าตอนนี้ไปทำธุระอะไรที่อื่นอยู่ เสี่ยวอิง จึงฉวยโอกาสเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในท้องเรืออย่างเงียบเชียบ 

            ไม่ทราบเวลาผ่านไปนานเท่าใด เสี่ยวอิง ลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกนอย่างแตกตื่น พร้อมกับเสียงฝีเท้าวิ่งสับสนอยู่บนดาดฟ้าเรือ เพียงไม่นาน เรือก็แล่นออกจากท่าอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงจ้วงพายเรืออย่างรีบร้อน เสี่ยวอิง คิดเพียงว่า นี่คงเป็นเรื่องปกติของชาวเรือ จึงไม่ได้คิดอะไรมากนัก หลับตาลงนั่งเดินลมปราณของตนเองต่อไป ส่วนก้นที่ทาบสนิทกับก้นท้องเรือ ดูดซับพลังธาตุน้ำ ที่ไหลซึมเข้ามาจากทะเลรอบด้าน เข้ามาสร้างสมดุลพลังธาตุในร่างกายให้อย่างต่อเนื่อง เพราะแม้ในหุบเขาอัคคี จะมีธาตุน้ำอยู่บ้าง แต่ต้องยอมรับว่า ธาตุไฟมีปริมาณมากกว่า ทำให้เมื่อฝึกปรือนานเข้า สมดุลของพลังธาตุทั้งสองในร่างจึงผิดเพี้ยนไป ในตอนนี้ เมื่อมีโอกาส เสี่ยวอิง จึงดูดซับธาตุน้ำอย่างเต็มที่ ไม่รับรู้การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ภายนอกเลยแม้แต่น้อย

            หลังผ่านการเดินทางมาห้าวัน เสี่ยวอิงรับรู้ได้ทันทีว่า มาถึงแผ่นดินใหญ่แล้ว จากเสียงร้องตะโกนของคนบนดาดฟ้าเรือ แต่เสี่ยวอิง ก็ยังสงบจิตใจรอจนคนที่อาศัยอยู่ในเรือ ขึ้นฝั่งไปจนหมด เพราะในช่วงเวลานี้ มันสามารถรับรู้ได้ว่า หัวหน้าหน่วยจาง ก็อยู่บนเรือนี้เช่นกัน แม้จะประหลาดใจที่อีกฝ่าย กลับแผ่นดินใหญ่ในครั้งนี้ แต่ก็เป็นเรื่องภายในของสำนักเอกะ มันจึงไม่คิดมาก ทำเพียงซุกซ่อนร่องรอยให้มิดชิดเท่านั้น เพราะมันยังหวั่นกลัวฝีมือของอีกฝ่ายอยู่ การที่อีกฝ่ายสามารถเป็นหัวหน้าหน่วยของสำนักหนึ่งได้ คงมีวิชาฝีมือร้ายกาจน่าดู ในตอนนี้ ตนเองอาจไม่สามารถรับมืออีกฝ่ายได้ ส่วนเรื่องการแก้แค้นนั้น ไม่อยู่ในสมองของ เสี่ยวอิง เพราะพระพุทธองค์สั่งสอนให้ละวางความอาฆาตมาดร้ายทั้งมวล จึงจะสำเร็จมรรคผลได้ ในเมื่อตนเองยังรอดชีวิตอยู่ ก็ควรอุทิศตนทำความดีช่วยเหลือส่ำสัตว์ ไม่ต้องคิดเรื่องแก้แค้นให้เศร้าหมองแก่ดวงจิต

            เมื่อเสี่ยวอิง เดินขึ้นจากเรือ ก็เป็นเวลามืดค่ำแล้ว บนท่าเรือมืดมิด ไร้แสงโคมไฟ มีเพียงแสงเดือนเกือบเต็มดวง สาดส่องเท่านั้น เสี่ยวอิง ประนมมือสวดอธิษฐานขอบคุณพระพุทธองค์ ที่ปกปักให้ตนเองย้อนกลับมาที่แผ่นดินใหญ่ได้อย่างปลอดภัย แล้วค่อยเดินจากไปเพียงลำพัง บนบ่าสองข้างสะพายห่อผ้าข้างละห่อ ห่อหนึ่งคือสมบัติติดตัวจากในเกาะ อีกห่อหนึ่ง คือ อาหารแห้งที่เหลืออยู่ภายในเรือ เสี่ยวอิง คาดว่าคนเรือ คงไม่ต้องการอาหารเหล่านี้แล้ว เพราะเมื่อมาถึงแผ่นดินใหญ่ ย่อมมีอาหารสด ๆ กินอยู่มากมาย อาหารแห้งเหล่านี้ เสี่ยวอิง จึงขอบิณฑบาตไปสำหรับการเดินทางไกลของตนเอง พร้อมสวดอำนวยพรให้กับคนเรือแทน

            ย้อนกลับที่เกาะ หลังจากมังกรเพลิง ออกจากหุบเขาแล้ว ไม่เห็นร่องรอยของเหยื่อที่หลบหนีออกมา จึงเงยหน้าสูดดมบนอากาศครู่หนึ่ง ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางหนึ่ง นั่นคือทิศทางของหมู่ตึก ที่มันสามารถสูดได้กลิ่นของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ทำให้เกิดความอยากอาหารขึ้นมาทันที สำหรับ เสี่ยวอิง นั้นมันละความสนใจไปแล้ว หากพบเจอเหยื่อในที่แห่งนั้น มันก็จะโจมตีเหยื่อรายนั้นก่อน แต่ถ้าไม่พบเจอก็ไม่เป็นไร ขอกินเนื้อสดให้อิ่มท้องหลังจากจำศีลมาห้าสิบปีดีกว่า

            การเคลื่อนที่ของมังกรเพลิง สร้างความตื่นตัวให้กับคนในหมู่ตึก ในช่วงแรกหัวหน้าหน่วยจาง ยังนำกำลังออกมาสกัดขัดขวาง ผสมกับความโลภ เพราะหากสังหารมังกรเพลิงได้ แล้วกลืนกินเม็ดพลังของมัน พลังการฝึกปรือของหัวหน้าหน่วยจาง ย่อมเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายสิบปี แต่เมื่อประจันหน้ากันจริง กลับพบกว่า ผิวด้านนอกที่ปกคลุมด้วยเกล็ดหยาบขนาดเท่าฝ่ามือ ขนาดลำตัวที่ใหญ่ยาวกว่า 30 เชียะ ไม่ต้องพูดถึงกระบี่ ลูกเกาทัณฑ์ กระทั่งดาบใหญ่ ขวาน กระบองเหล็ก ก็ไม่สามารถสร้างรอยแผลให้กับมังกรเพลิงได้ มีเพียงริ้วรอยตื้น ๆ บนเกล็ดปรากฏให้เห็นเท่านั้น แถมระหว่างที่พวกตนระดมโจมตี มังกรเพลิง กลับใส่ใจแต่การเคี้ยวกลืน บริวารที่โชคร้ายทีละคนทีละคนเท่านั้น หลังจากผู้ฝึกสอนถูกกินไปเกือบ 20 คน คนที่เหลือก็ไม่มีกะจิตกะใจที่จะต่อสู้อีกต่อไป กระทั่ง หัวหน้าหน่วยจาง ที่มีพลังฝีมือสูงที่สุด เมื่อเห็นเหล่าบริวารหลบหนี จนมังกรเพลิง หันมาจ้องมองตัวมัน ก็ทาน้ำมันที่ใต้เท้า หนีเตลิดเช่นเดียวกัน แถมยังนำหน้า ทิ้งให้เหล่าบริวาร และเด็กน้อยที่อาศัยอยู่ในหมู่ตึก เป็นอาหารของมังกรเพลิงแทน 

            หัวหน้าหน่วยจาง นำบริวารคนสนิท หอบสมบัติมีค่าบางส่วนลงเรือ หลบหนีกลับแผ่นดินใหญ่อย่างรีบร้อน แม้จะมั่นใจว่า มังกรเพลิง คงไม่ติดตามพวกมันออกมาจากเกาะ แต่หากสามารถขึ้นแผ่นดินใหญ่ได้เร็วเท่าไร มันก็ยิ่งสบายใจขึ้นเท่านั้น จึงเร่งรัดคนเรือไม่หยุดหย่อน จากที่ควรใช้เวลา 7 วัน สามารถมาถึงแผ่นดินใหญ่ในเวลาเพียง 5 วันเท่านั้น ทันทีที่เทียบท่า หัวหน้าหน่วยจาง ก็รีบลงเรือ แล้วเดินทางไปยังสำนักสาขาที่ใกล้ที่สุดอย่างรวดเร็ว

            ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ เสี่ยวอิง ไม่รับรู้อันใดเลย เพราะเมื่อมันรู้ว่า หัวหน้าหน่วยจาง อยู่บนเรือด้วย มันได้แต่หลบซ่อนอย่างมิดชิด หลีกเลี่ยงคนในเรือให้ห่างไกล มิให้ใครรับรู้การคงอยู่ของมันแม้แต่น้อย สุดท้าย มันจึงเดินจากไปด้วยหัวใจปลอดโปร่ง มีเพียงส่วนลึกในใจที่ตั้งปณิธานว่า หากฝีมือของมันแข็งแกร่งเพียงพอเมื่อไร จะเดินทางไปช่วยเหลือเด็กทั้งหลาย ที่ตกค้างอยู่บนเกาะ 

            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 360 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

242 ความคิดเห็น

  1. #98 M-LAND (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2563 / 00:55

    เยี่ยม
    #98
    0
  2. #17 ปูโพธาราม (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 23:13
    คงไม่มีตกค้างแล้วมั้ง แม้แต่กระดูกคงไม่เหลือ😒😒😒😒
    #17
    0
  3. #8 neuwzx (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 08:14
    คำผิด

    ส่ำสัตว์ = สรรพสัตว์
    #8
    1
    • #8-1 hutohteh(จากตอนที่ 6)
      29 พฤศจิกายน 2563 / 07:52
      ขอบคุณครับ
      #8-1