คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #3 : 3rd TOXIC – เปราะบาง [rw]
กฎแห่งกรรมที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ ข้อที่สาม – เปราะบาง
1.
“มานั่งนี่มา”
การินเอนตัวลงกับโซฟาหนัง มือตบลงที่เบาะข้างตัว
เธอนั่งลง ถูกมือหนากดตัวให้เอนซบกัน “มีอะไรเหรอ?”
“เย็นนี้ว่างไหม?” เห็นดวงตากลมเต็มไปด้วยคำถามจึงเฉลย “พ่อชวนเธอไปกินข้าวด้วย”
“ไปสิ แวะซื้อขนมร้านนั้นด้วยนะ”
แฟนหนุ่มพยักหน้าแทนการตอบรับ เรียกรอยยิ้มหวานจากคนในอ้อมแขน
“นายใจดีจัง”
ดวงตาคมจ้องมองรอยยิ้มนั้น พร้อมกับปลายนิ้วตวัดเกี่ยวเล่นเส้นผมสีน้ำตาลนุ่มนิ่มอย่างเพลินมือ แววตาลึกลับดูผ่อนคลาย
“...แค่กับเธอ”
2.
ใครจะไปคิดว่าเรื่องจะออกมาเลวร้ายขนาดนั้น
ลัลทริมายังจำวันที่เก็บของออกจากคอนโดฝ่ายชายได้ดี
หมอนั่นแค่ยืนมองเฉยๆ ไม่ง้อ ไม่รั้ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรให้แย่ลงไปมากกว่าที่เป็น สุดท้ายพอเก็บของเสร็จก็เป็นเขานั่นแหละที่ขับรถไปส่งเธอที่บ้าน
หลังจากนั้นก็หายหัวไปราวหกเดือน
ไม่มีคำพูดให้รอเพราะเขาคงไม่อยากให้รอ
ไม่เคยพูดว่าจะกลับมาเมื่อไหร่หรือกลับมาไหม แค่หายไปเฉยๆ
ไม่ได้เอ่ยถึงบทสรุปของความสัมพันธ์ด้วยซ้ำไป
หญิงสาวอยากให้ทุกถ้อยคำที่ได้ยินเป็นเพียงคำโกหก เขาล้อเล่น เธอแค่ฝันไป หรืออะไรก็ได้ เธอยังคงหวังทุกวัน หวังจนตาบวมเบ่ง ...แต่จากนั้นก็เลิกรอ
จำใจต้องยอมแพ้ทั้งที่ลืมไม่ได้
วันนี้ ...ที่เขากลับมา ลัลทริมาถึงได้รู้ว่าความโกรธที่ตัวเองมีต่อการินยังเหมือนวันสุดท้ายเมื่อหกเดือนก่อนไม่มีผิด เธอจะไม่กลับไป เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก
หนังสือเล่มเดิม ไม่ว่าอ่านใหม่กี่ครั้งมันก็จบก็ไม่ต่างกัน
3.
ม้านั่งหินอ่อนคุ้นตามีคนคนคุ้นหน้านั่งรออยู่
หญิงสาวไม่สบอารมณ์กับเรื่องนี้เท่าไร ไม่ว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร แต่ถึงกับมาดักรอเธอใต้ตึกหลังเลิกเรียนก็ออกจะเกินไปหน่อยละมั้ง
“นายมาทำไม”
“ก็มาหาไง” เขาตอบ
เธอถอนหายใจแรง รู้สึกได้ว่ามีสายตาอื่นกำลังจับจ้อง “ทำไมต้องที่นี่ด้วย”
เพราะบรรดาเพื่อนร่วมคณะก็รู้ดีว่าทั้งคู่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน ภาพของหนุ่ม-สาวหน้าตาดีสองคนเป็นคู่รักกัน ต่อให้ไม่แสดงความหวานชื่นให้ใครเห็นกันอย่างจะแจ้ง แต่ก็ดูเหมาะสมกันดีจนน่าอิจฉา ในขณะที่เธอรู้สึกอึดอัดที่มีคนมองมา ชายหนุ่มกลับไม่ได้ให้ค่าอะไรกับมันแม้แต่นิด
“คุยกันหน่อยสิ”
“คุยอะไร เรายังมีเรื่องต้องพูดกันอยู่อีกเหรอ”
“นั่งลงก่อนสิ”
“ฉันไม่นั่ง จะคุยแบบนี้แหละ มีอะไรก็ว่ามา” ลัลทริมาตัดบทเสียงห้วน เมื่อเห็นว่าเธอไม่ยอมง่ายๆก็ถอนหายใจยาว น้ำเสียงเรียบเนิบนาบถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปาก
“เรื่องตาแก่น่ะ”
ทันทีที่พูดถึงคุณตาไกรสร แววตาลัลทริมาก็อ่อนลง
“ตาแก่บอกว่าอยากเจอ”
เขาพูดแบบนั้นแล้วพาขึ้นรถไปด้วยกัน
หลังจากที่ความสัมพันธ์ของเธอกับการินจบลง หญิงสาวก็ไม่มีโอกาสมาเยี่ยมเยียนเรือนวรรณาเวทย์อีกเลย
บัดนี้คุณตาไกรสรล่วงเข้าสู่วัยชรามากแล้ว สภาพร่างกายของท่านที่เสื่อมถอยลงตามกาลเวลา เดินเหินไปไหนก็ลำบากและเริ่มอยู่กับที่นอนมากขึ้นในระยะไม่กี่เดือนที่ผ่าน ยิ่งได้รับรู้ว่าชายชราตกบันไดไม่นานมานี้ก็ยิ่งใจหาย ดวงตาสีน้ำตาลมองที่ขาผอมเกร็งคู่นั้นด้วยความเป็นห่วง
ท่านหันมาเห็นลัลทริมาก็คลี่ยิ้ม เอ่ยทักเด็กสาว
“ไม่เจอกันนานเลย หนูลัล...ตาเกือบลืมไปแล้ว” ทักทายกันด้วยประโยคติดตลก น้ำเสียงของไกรสรยามสนทนายังอบอุ่นเช่นเคย
หายหน้าไปแค่ครึ่งปีหากยังสติดีคงไม่เลอะเลือนถึงขนาดจะลืมกันได้หรอก
เพราะใช่ว่าหลานชายตัวจะขยันขับรถมาหาถึงชลบุรีบ่อย ๆ เสียเมื่อไหร่
“สวัสดีค่ะคุณตา” มือบอบบางประนมขึ้นไหว้
“พามาให้เจอหน้าแล้ว คงสมใจนะตาแก่”
น้ำเสียงเขาเนิบนิ่ง ไม่ได้แสดงอาการก้าวร้าวแต่อย่างใด
ลัลทริมาหลุบตาลงต่ำเมื่อพบว่าตลอดการสนทนาที่ดำเนินไป ตาไกรสรแทบไม่พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับการินแม้แต่นิด ดูเหมือนจะไม่ได้เอะใจสงสัยอะไร ก็พอเข้าใจอยู่หรอกว่าคนแบบเขาคงไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใครง่าย ๆ แม้แต่คนในบ้านตัวเอง
ยากนักที่จะได้เผชิญหน้ากับความตรงไปตรงมาของเขา
ไม่เว้นแม้แต่ตัวเธอเองในยามที่สวมฐานะแฟนสาว
“เห็นหนูคอยดูแลเจ้าการินมันมาตลอดแบบนี้ตาก็สบายใจ”
ทั้งที่คำพูดของตาไกรสรไม่มีอะไร ติดจะเอ็นดูด้วยซ้ำ ทว่าทำให้หญิงสาวยิ้มเจื่อนจางกลบเกลื่อน เกิดความรู้สึกวูบโหวงขึ้นในอก
“หนูเต็มใจค่ะ ไม่เป็นไร”
เสียงหวานเอ่ยตอบชายชรา พร้อมพร่ำบอกตัวเองว่าเธอไม่ได้คิดเช่นเดิมอีกแล้ว
เช่นเดียวกับที่รอยยิ้มเหยียดหยันปรากฏบนใบหน้าคมคายเมื่อได้ยินประโยคนั้น
4.
“แต่งอะไรเยอะแยะนักหนา กะอีแค่ไปซื้อของเนี่ย”
ลัลทริมาขมวดคิ้ว เถียงกลับ “สัตว์สังคมก็โชว์ด้านดูดีใส่กันเป็นปกติอยู่แล้ว แปลกตรงไหน”
“ทำยังกะว่าแต่งไปแล้วจะสวยขึ้นงั้นแหละ”
“ว่าไงนะ?!” เถียงไปเถียงมาทำสาวเจ้าปรี๊ดแตก เลยอดไม่ได้ที่จะประวิงเวลาแต่งโฉมเป็นการประชดประชัน เพราะปากพาซวยชายหนุ่มโชคร้ายเลยต้องรอไปอีกครึ่งชั่วโมง
............
............
ดูเหมือนสัตว์เลี้ยงบางตัวก็เริ่มจะไม่เชื่อง
คลาดกันแปบเดียวก็เห็นเธอยิ้มหวานให้คนอื่นซะแล้ว
ลัลทริมาหันมามองเขาแล้วไหวไหล่ไม่ยี่หระ ขยำกระดาษในมือทิ้งจนเป็นก้อนกลมแล้วโยนลงถังขยะพร้อมกับใบเสร็จร้านอาหาร ...โอเค เขาตาไวมากพอเห็นแล้วล่ะมันว่าเขียนไอดีไลน์ของใครสักคนเอาไว้
“ดูซิ นายบอกฉันน่าเกลียด แต่คนอื่นก็ต้องการฉันอยู่ดี”
บ้าบอ
รอยยิ้มอวดดีที่คิดว่าไม่ต้องมีเขาก็ได้นี่ล่ะ สุดเกลียดเลย
การินรำคาญนัก หงุดหงิดที่ลัลทริมามัวแต่เสียเวลาแต่งหน้าเกือบชั่วโมงให้คนอื่นดู ทั้งที่แต่งเสร็จแล้วก็ดูไม่ต่างจากเดิมตรงไหน ขัดหูขัดตาที่เธอเลือกใส่เสื้อเปิดไหล่มาโชว์ผิวขาว ๆ ทั้งที่ปกติเธอแทบจะไม่แตะมัน แล้วน้ำหอมเนี่ย ต่อให้น้าเธอซื้อให้เป็นของขวัญ แต่ไม่ต้องฉีดก็ได้มั้ง ...จะให้ใครมาดม ฉุน
“อย่าเพ้อเจ้อ ใครจะไปทนผู้หญิงหน้าโง่อย่างเธอได้ดีเท่าฉัน”
ชายหนุ่มยกมือขึ้นผลักหัวเล็ก ๆ จนหงายไปข้าง ไม่สนใจเสียงร้อยโวยวาย
5.
ดวงตากลมโตกระพริบถี่ ๆ จ้องไปยังมุมห้องอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้ตาฝาด เมื่อกี๊ลัลทริมาคิดว่าเธอเห็นเงาดำยืนอยู่ตรงนั้น ...แต่พอกระพริบตา มันก็หายไป
เรื่องแบบนี้ ไม่ว่าจะเห็นกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่อาจทำใจให้ชินเสียที โดยเฉพาะเมื่อเธอรู้แก่ใจว่าภาพที่เห็นคืออะไร
“มองอะไรยัยเบื๊อก” การินเปิดประตูเข้ามาพอดี
พอเห็นเขาแล้วเธอก็โล่งใจ
“...เปล่า” ร่างบางตอบเสียงค่อยเมื่อเห็นดวงตาคู่คมหรี่มองอย่างจับผิด ก่อนจะเกิดช่วงเวลาเดดแอร์ขึ้นกะทันหันเธอก็รีบเปลี่ยนเรื่องคุย “เอ่อ นาย...มีอะไรหรือเปล่า?”
“จะบอกให้นอนก่อนเลย คืนนี้พิมพ์งานดึก”
หญิงสาวเหลือบมองนาฬิกาบนผนังบอกเวลาห้าทุ่มเศษ
“ดึกมากเลยเหรอ”
“ไม่รู้สิ”
....
ลัลทริมาล้มตัวลงนอนบนเตียงนิ่มหลังจากเพิ่งลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก แทนที่จะหลับสบาย ความไม่คุ้นชินกลับทำให้ร่างบางพลิกตัวไปมาอยู่ครู่ใหญ่
หญิงสาวผุดลุกขึ้นอีกครั้ง
อาศัยสายตาที่ปรับสภาพชินกับความมืดเดินไปที่ประตูห้องนอน เมื่อแง้มประตูออกมองไปที่โต๊ะทำงานเห็นแผ่นหลังกว้างของการินยังคงอยู่ในท่าเดิมหน้าแล็ปท็อปตัวเก่งที่ส่องไฟสว่าง นาฬิกาบนผนังบอกว่าเป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าแล้ว
เธอขยับขาเรียวเข้าใกล้ มือบางโอบรอบคอเขาไว้หลวมๆ จากด้านหลัง
“ยังไม่เสร็จอีกเหรอ...”
“ก็อีกไม่เยอะเท่าไหร่”
“งานนี้ส่งเมื่อไหร่อะ?” ได้ยินเสียงทุ้มตอบเธอกลีบว่ามะรืนนี้ เธอคลี่ยิ้ม ปลายนิ้วเย็นฉ่ำจากห้องแอร์คลึงใบหูอุ่นของแฟนหนุ่มเสียจนเขานั่งตัวเกร็ง “งั้นก็นอนได้แล้วน่ะสิ”
เสียงหัวเราะหวานดังแผ่วเมื่อเขาหมุนเก้าอี้มาประจันหน้ากับเธอ ท่อนแขนแข็งแรงรั้งเอวคอดไว้หลวมๆ ร่างสูงโปร่งตวัดมองเธอด้วยสายตาอ่านยากเมื่อเห็นว่าเธอสวมเสื้อยืดของใคร เอ่ยเสียงดุ
“ยังไม่นอนอีก”
“หลับไม่ลง” ดวงหน้าหวานโน้มลง แนบจูบแผ่วเบาใกล้โหนกแก้ม ใส่ลูกอ้อนลงในคำตอบ ก่อนจะผละห่างออกมาสบมองเข้ากับดวงตาคมปลาบ “รีบมานอนด้วยกันเร็ว เตียงโล่งๆฉันไม่ชินเลย”
เธอเย้า แต่เขาตอบกลับเสียงขุ่น
“ยั่วกันอยู่รึไง”
ลัลทริมาส่งเสียงหัวเราะคิกคัก
“ม่ายยยยอะ”
6.
ร่างสูงโปร่งเหลือบมองเสี้ยวใบหน้าหวานของอดีตแฟนสาว
ในจังหวะที่เธอหันมาสบตาเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นก็จะรีบเบนหนี หันไปมองความมืดข้างนอกกระจกรถ เป็นแบบนี้วนไปตลอดทางหลังจากออกมาจากเรือนวรรณาเวทย์
ไม่มีใครเริ่มบทสนทนาก่อน
ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อนที่เธอเข้ามานั่งในรถก็ทำตัวเหมือนผี ไม่พูดไม่จา ความเงียบค่อย ๆ ขยายตัวขึ้นจนเบียดเสียดแทรกเข้าทุกช่องว่างภายในรถให้ดูแคบลงไปถนัดตา
คนตัวเล็กกว่าตาปรือเอียงหัวพิงกระจกอยู่หลายรอบ ทว่าเธอยืนยันว่าจะกลับบ้านท่าเดียว
ถึงจะไม่อยากทะเลาะแต่ชายหนุ่มจำเป็นต้องขัดใจเธอชั่วคราว
ตอนนี้มันดึกเกินไป ดูท่าว่าเขาคงจะขับไม่ไหวเช่นกัน
7.
“บอกให้ฉันวอล์คอินเข้าโรงแรมข้างทาง กลางดึกแบบนี้ ไม่กลัวรึไง” สิ้นเสียงทุ้ม เจ้าของดวงหน้าหวานพลันย่นคิ้วเล็ก ๆ ไม่แน่ใจว่าเขากำลังจะสื่อถึงอะไรในประโยคคำถามนั้น
...ผี? ...โจร? หรือ ตัวเขา?
เจ้าของรถพูดออกมาเองว่าง่วงแล้ว เธอเลยตอบว่าให้หาโรงแรมใกล้ ๆ นอนพัก
แต่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมการินถึงถามอะไรแบบนั้นออกมาอีก
“ใจคอนายคิดจะนอนในรถหรือยังไง”
ลัลทริมาไม่ใช่ผู้หญิงใจไม้ไส้ระกำถึงขนาดที่จะอาศัยสถานการณ์ที่เป็นต่อทางอารมณ์บีบให้เขาทำตามใจชอบ ไม่ควรถึงขนาดที่ว่าง่วงยังไงก็จะกลับบ้านให้ได้ แม้ว่าในอดีตอีกฝ่ายจะทำกับเธอแบบนั้นอยู่บ่อย ๆ ก็เถอะ
และอีกอย่าง...ง่วงแล้วขับก็เสี่ยงเกินไป
เกิดการินเบลอจนนึกพิศวาทพุ่มไม้ หรือเสาไฟฟ้า หรือข้ามเลนส์แล้วมีรถขับสวนมาหลบไม่ทันจะทำยังไง ใครเขาอยากตายไปพร้อมกับคนอย่างหมอนี่กัน
“ฉันไม่ได้พูดแบบนั้น แค่ถามว่าไม่กลัวเหรอ”
“ต้องกลัวอะไรล่ะ ฉันว่านายนั่นแหละน่ากลัวกว่าอีก"
คำตอบที่ดูประชดประชันของอดีตแฟนสาวทำให้การินลอบถอนใจ หักพวงมาลัยเข้าโรงแรมที่ใกล้ทางผ่านที่สุด
ในเมื่อไม่ยอมเลือกก็ไม่ต้องเลือก ผ่านที่ไหนก็นอนที่นั่นเลยแล้วกัน
ทว่าทุกอย่างใช่จะได้ดั่งใจไปเสียหมด
“ตอนนี้ห้องเตียงแฝดเต็มแล้ว เหลือแค่ห้องเตียงเดี่ยวนะคะลูกค้า จะแยกห้องไหมคะ?” พนักงานต้อนรับเงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์ กล่าวเสียงเรียบกับลูกค้าหนุ่มสาวทั้งสองคนตรงหน้า
ชายหนุ่มเหลือบมองร่างบางที่ยืนด้านหลังแล้วตัดสินใจ
“แค่ห้องเดียวพอ”
..........
..........
“แน่ใจนะว่าไม่ได้จงใจแกล้งกัน”
เมื่อได้เห็นสภาพห้องพัก มือบางกำแน่น ในใจเธออยากถามเขาจริง ๆ ว่าต้องการอะไรกันแน่ถึงได้ทำแบบนี้ และเป็นอีกครั้งที่ไม่รู้ว่าตัวเธอเองควรทำยังไง
“แค่จำได้ว่าเธอไม่ชอบนอนคนเดียว”
“แต่นั่นมันตอนที่เราคบกันเท่านั้นไม่ใช่เหรอ”
คำว่า ‘แค่จำได้ว่า...’ ที่ออกจากริมฝีปากหยักคู่นั้นทำให้เธอรู้สึกแย่ขึ้นมา ยิ่งไม่เข้าใจว่าเขาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร หญิงสาวมองหาคำตอบจากดวงตาสีดำขลับ ทว่าก็ไม่อาจพบสิ่งที่ต้องการ
ถ้ามันเป็นสิ่งที่การิน แค่จำได้ เขาก็ยังไม่จำเป็นต้องมาทำอะไรแบบนี้อยู่ดี
“งั้นแปลว่าตอนนี้นอนคนเดียวได้ใช่ไหม?”
ลัลทริมาเบือนหน้าหนี “ฉันนอนคนเดียวมาหกเดือน ทำไมที่นี่แค่คืนเดียวจะนอนไม่ได้”
ได้ยินเช่นนั้น การินไม่พูดอะไรต่อ
เขาคว้ากุญแจรถ เดินออกจากห้องพักไป
ไม่มีทีท่าว่ากำลังโมโห ไม่พูดอะไรร้ายๆใส่เธอ หรือไม่มีแม้จะชักสีหน้าอย่างที่เคยเห็นประจำ ทำให้อดคิดไปไม่ได้ว่าว่าหากเขายังเหลือเยื่อใยอยู่บ้างท่าทีคงไม่เย็นชาถึงเพียงนี้
หญิงสาวมองตามบานประตูที่ปิดลงด้วยสายตาขุ่นมัว
ถ้าการินยังคงเหมือนครั้งก่อน...
เธอเองก็ไม่คิดจะเปิดใจคุยกับเขาอีกหรอกนะ
สู้โดนด่าว่าเป็นผู้หญิงเล่นตัวคงมีความสุขกว่ามีแฟนแล้วนั่งร้องไห้เยอะเลย
8.
สะดุ้งตัวตื่นในตอนกลางดึก
เหงื่อผุดซึมตามไรผม หัวใจเต้นระรัวจากผีร้ายในความฝัน มือบางควานสะเปะสะปะไปทั่วฟูกนอน สัมผัสเข้ากับผิวเนื้อกายอุ่น
เธอนั่งตั้งสติ ...ไม่รู้ว่าเขากลับเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร
มือของเจ้าของร่างกายอุ่นๆนั้นกลับคว้ามือเธอไว้แน่น เสียงทุ้มเรียบนิ่งของเขาทำให้เธอใจสงบขึ้นมาได้นิดหน่อย
“ฝันร้ายเหรอ?”
เธอพยักหน้า
“มือเธอเย็นเฉียบเลย” การินบีบมันไว้เบา ๆ เมื่อรับรู้ว่าฝ่ามือคู่นั้นกำลังสั่น
เอื้อมมือข้างหนึ่งโอบไปด้านหลังร่างบางลูบประโลมแผ่วเบา ลัลทริมาเพิ่งเริ่มปรับสภาพดวงตากับความมืดได้เพียงเล็กน้อย มองไม่ชัดว่าเขาทำสีหน้าแบบไหนอยู่
“ตอนที่ฉันไม่อยู่เป็นแบบนี้บ่อยไหม?”
เธอนิ่งไปคล้ายว่าไม่อยากตอบ
...แต่ก็พยักหน้า
ลัลทริมาเห็นว่ามุมปากเขากดคล้ายกำลังยิ้ม เธอไม่รู้ว่ารอยยิ้มนั้นมีความหมายถึงอะไร กว่าจะทันรู้ตัวสัมผัสนุ่มหยุ่นก็แนบลงที่ริมฝีปาก
แค่แนบลงมาเฉยๆ
“หึ...ยัยโง่เอ๊ย”
แล้วก็แนบลงมาใหม่
วินาทีนั้นเหมือนหัวใจที่กำลังสั่นจะหยุดเต้นไปวูบหนึ่ง
ริมฝีปากหยักแนบลงมาอีกครั้ง
ความคิดในสมองแตกกระจายเป็นเศษเสี้ยว โล่ง โพลน
น้ำหนักกายโถมลงบนฟูกนอน
มือสอดเข้าในเรือนผมสีดำสนิท
ขอบตาเธอร้อนวูบ
เครื่องปรับอากาศไม่เย็นอีกต่อไปแล้ว
...เพราะจิตใจเธอมันเปราะบางเหลือเกิน
++++++++++++++++++++++++++++++
humble_h : ช่วงนี้อากาศกลับมาร้อนอีกแล้วเนอะ ร้อนพอๆกับถ่านไฟเก่าเลย
ความคิดเห็น