[GOT7-FIC] Bad Neighbours & Upside Down #2209Bnior #2209UpsideDown

ตอนที่ 119 : ตอนพิเศษในเล่ม เรื่องที่ 1 - Perfect Couple

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,255
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    9 มี.ค. 61



#2209UpsideDown



ตอนพิเศษในเล่ม
JO & JAN 's Story

เรื่องของคุณแจน (ยลรดา) และน้องโจ (น้องชายของจินตภัทร) ค่ะ





 

เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น 

ร่างของผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เดินเหมือนจะล้ม  

ผมมองตามเธอไปเรื่อยๆ เหมือนถูกมนต์สะกด เสียงร้องไห้นั่นน่าสงสารจับใจ 

 

เป็นอะไรรึเปล่าครับ?  

ผมถามเธอขณะที่เดินเข้าใกล้มาพอที่เธอจะได้ยิน แต่ก็เว้นระยะห่างไว้นิดหน่อยไม่เสียมารยาท ผมคุ้นหน้าคุ้นตาเธอเหมือนว่าจะเป็นดาราหรือว่าดีเจอะไรสักอย่าง แต่ที่แปลกคือ.. 

ผมมักเจอผู้หญิงร้องไห้เสมอ ตอนแรกก็พี่แบม ตอนนี้ก็ผู้หญิงคนนี้ที่ดูจากเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้วคงมีฐานะดีไม่น้อย ผมรอคำตอบของเธอแต่ดูเหมือนเธอจะพูดไม่ออก เอาแต่สะอึกสะอื้นน้ำตานองหน้า ผมล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วยื่นให้เธอ ชีวิตแม่งเดจาวูมากๆ มายืนซับน้ำตาให้ผู้หญิงอีกแล้ว   

 

ผมสังเกตเห็นแขนของเธอมีรอยเส้นเลือดเขียวๆ ใต้สำลีและพลาสเตอร์ที่ติดไว้ เหมือนว่าเพิ่งจะเจาะเลือดมารึเปล่า ตอนนี้หน้าเธอก็ซีดมากๆ ด้วย หรือว่า..จะรู้ว่าตัวเองกำลังเป็นโรคร้าย ยังไม่ทันที่ผมจะได้ถามอะไร เธอก็ทรุดตัวลงไปต่อหน้าดีที่แขของผมคว้าเอวของเธอไว้ทัน ตัวของเธอเย็นเฉียบจนผมตกใจ ผมอุ้มเธอขึ้นก่อนจะรีบเดินขึ้นไปหาบุรุษพยาบาลที่หน้าประตู ก่อนที่พวกเขาจะพาเธอหายเข้าไปในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน  

 

ผมคิดว่าเธอเป็นคนสวยที่น่าสงสาร ความสวยไม่ได้ทำให้เธอมีความสุขเลย แต่ไม่ว่ามันจะเป็นความทุกข์แบบไหน เขาก็อยากให้เธอได้พบความสุขที่เข้ากับหน้าตาของเธอ ผู้หญิงสวยๆ ก็ควรจะมีแต่รอยยิ้มหวานๆ ไม่ใช่เหรอ?  

 

"ญาติผู้ป่วยรึเปล่าคะ?" เสียงของพยาบาลออกมาเรียกผม แต่ผมไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้แม้แต่อายุ... 

"เอ่อ ไม่เชิงครับ ผมเจอเธอเป็นลมตรงอยู่ลานจอดรถ" 

"พอดีทางเราติดต่อญาติคนไข้ไม่ได้ค่ะ เหมือนจะไม่มีใครรับสายเลย" 

 

เอ้า..ไร้ญาติไปอีก ทำไงดีละทีนี้ ผมคิดไม่ตกเลย แทนที่จะมา่เยี่ยมว่าที่พี่เขยดันต้องมาเป็นญาติใครก็ไม่รู้เนี่ย 

 

"งั้นผมต้องทำไงมั่งอะครับ ผมไม่รู้ประวัติคนไข้เลย"  

"ไม่เป็นไรค่ะ คนไข้มีประวัติอยู่ที่นี่อยู่แล้วค่ะ ยังไงระหว่างนี้คุณช่วยอยู่เป็นเพื่อนเธอได้ไหมคะ เธอฟื้นแลวแต่ไม่ยอมนอนพักท่าเดียวเลย"  

"แล้ว...เธอเป็นอะไรเหรอครับ?"   

"เมื่อคืนเธอเข้ามาบริจาคเลือดค่ะ ทางห้องฉุกเฉินแจ้งมาว่าเธอเป็นรู้จักกับคนไข้ที่เข้ามารักษาตัวที่นี่ค่ะ เดี๋ยวทางเราจะ.." 

"เดี๋ยวนะครับ เอ่อ เธอชื่ออะไรนะครับ?" 

"คุณยลรดาค่ะ" 

 

ชื่อของเธอ ใช่จริงๆ ด้วย ผู้หญิงที่พี่แบมเคยเล่าให้ฟังผมว่าเป็นแฟนเก่าของพี่ชายเธอ ผู้หญิงร้ายๆ ที่ชอบสร้างปัญหา ขนาดผมไม่เคยเจอเธอ ยังรู้เกียรติศัพท์จากปากคนอื่นเลย น่าแปลกที่ภาพในจินตนาการของผม กับตัวจริงของเธอที่ผมเจอมันผิดกันไปมาก 

 

"ดะเดี๋ยวนะครับ ผมว่าเธอเป็นเพื่อนของพี่ชายผม ขอโทรคุยกับพี่ก่อนได้ไหมครับ" 

"อ๋อ ได้ค่ะ"   

 

ผมโกหกพยาบาลเพราะตอนนี้ผมนึกออกแล้วว่าเธอเป็นใคร ผู้หญิงที่มีปัญหากับชาวบ้านไปทั่วแบบนั้นจะให้ติดต่อใคร แถมญาติก็ติดต่อไม่ได้อีกเพราะผมคิดว่าญาติเขานอกจากพี่แจ็คกับพี่บีแล้วก็ไม่น่ามีใครอยากจะคบอะ ผมตัดสินใจเดินไปบอกพยาบาลว่าญาติเธอบอกให้ผมรออยู่เป็นเพื่อนเธอจนกว่าจะฟื้น พยาบาลเลยอนุุญาให้ผมเข้าไปนั่งรอในห้องผู้ป่วยได้ ผมเดินเข้ามาในห้องผู้ป่วยที่คล้ายๆ ห้องพยาบาลเพราะเธอก็ไม่ได้เป็นอะไรมากแค่เป็นลม (อันนี้พยาบาลบอกผม 

ไม่นานเธอก็ลืมตาขึ้นมามองผมด้วยสายตาเหมือนเห็นคนโรคจิตนั่งอยู่ข้างๆ แล้วพยายามจะขยับหนีไป.... 

"คุณเป็นลมอยู่ในลานจอดรถ ต้องเรียกว่า ร้องไห้จนเป็นลมดีกว่า" ผมบอกเธอให้เธอรู้หน่อยว่าผมคือผู้มีพระคุณนะ 

"ค่ะ" 

เธอตอบ...สั้นมาก สั้นมากๆ จนผมสตั๊นไปนิดนึง ว่าจะคุยอะไรต่อดี ผมมองหน้าเธอที่หันกลับไปมองเพดานห้องสีขาวอีกครั้ง แววตาเลื่อนลอยเหมือนคิดอะไร 

"ผมว่าผมรู้จักคุณ ผมรู้จักคุณ ผมรู้จักกับพี่แบมน้องสาวของพี่แจ็คแฟนของคุณ" ผมพยายามแนะนำตัวและบอกเธอให้รู้ว่าผมไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน อย่างน้อยก็รู้จักเธอในระดับหนึ่ง (ถึงจะฟังขี้ปากชาวบ้านมาก็ตาม) 

"แฟนเก่า.." 

"เอ่อ ขอโทษครับ ใช่แฟนเก่าคุณ"  

"ขอบคุณนะคะ" 

"เอ่อ ครับ คุณไม่มีเพื่อนหรือญาติที่ติดต่อได้เลย พยาบาลเขาพยายามติดต่อให้คุณแล้วแต่ว่า.." 

"ไม่มีค่ะ ฉันอยู่คนเดียว ครอบครัวฉันไปต่างประเทศหมดแล้วค่ะ" เธอตอบเสียงสั่น ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่คิดว่าผมไม่ควรพูดอะไรก็ตามที่ทำให้เธอรู้สึกเศร้าไปมากกว่านี้ 

 

เราต่างคนต่างเงียบ ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผมยังนั่งอยู่ข้างๆ เธอ จนกระทั่งพยาบาลเดินเข้ามาตรวจร่างกายเธออีกครั้งและบอกให้เธอไปรับยาบำรุงด้วยเพราะตอนนี้เธอทั้งผอมและขาดอาหาร หลังจากที่ผมส่งข้อความไปหาพี่แล้วเล่าให้พี่จีนฟังว่าผมเจอผู้หญิงคนนี้ พี่จีนบอกให้ผมดูแลเธอ และบอกว่า ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้คงต้องการคนดูแลสักพัก เธอเข้มแข็งมามากพอแล้วกับการมาช่วยชีวิตแฟนเก่าแต่ถ้าร้องไห้ขนาดนี้ก็เดาได้ว่าคงถูกปฏิเสธมาเหมือนเดิม (พี่ชายผมเขียนนิยายเขาเดาอะไรๆ ได้เก่งกว่าผมแหละ 

 

"อายุเท่าไหร่?" 

"ครับ? ผมเหรอ? เอ่อ 19ครับ เพิ่ง 19เดือนที่แล้ว"  

ผมดูเงอะเงิ่นไปหมด เมื่อเธอถามอายุ ใบหน้าของเธอหันมามองผมเหมือนขำนิดๆ เพราะที่นี่มันจะมีใครนอกจากผม ถ้าไม่ถามผมแล้วเธอจไปถามแมวที่ไหนได้อีกล่ะ.. 

"งั้นก็เข้าร้านเหล้าไม่ได้สิ" เธอถามผมยิ้มๆ 

"ก็ได้นะ ถ้ามีเพื่อนพาเข้า ปกติไปกับรุ่นพี่ร้านที่รู้จักกันก็ไม่โดนตรวจบัตรเท่าไหร่"  

 ผมตอบออกไปด้วยท่าทางที่เกร็งแปลกๆ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมเกร็งเพราะไม่อยากดูเด็กในสายตาเธอ หรือแค่เพราะเธอยิ้มให้เลยทำให้ประหม่า 

"ดื่มเป็นไหม?" 

"ก็...เป็นนะครับ" ผมตอบเขินๆ ผมไม่เข้าใจเลยว่าคุณผู้หญิงเขาจะถามผมทำไมแบบนี้  

ผมแอบถอนใจนิดๆ เพราะคิดว่าเธอคงหาเรื่องถามไปเรื่อยไม่ก็แค่อยากหยอกผมเล่นเพราะเห็นผมเป็นเด็ก แต่หลังจากที่เธอเงียบไปครู่หนึ่ง เธอก็ยื่นข้อเสนอแปลกๆ ให้ผม 

"ไปนั่งดื่มเป็นเพื่อนหน่อยสิเดี๋ยวเลี้ยง" 

 

 

............... 

 

 

ผมคิดว่ามันอันตรายมากเลยสำหรับผู้หญิงตัวแค่นี้ที่อยู่ๆ ก็ชวนผู้ชายมานั่งดื่มด้วยสองต่อสอง แน่ละผมไม่ได้คิดอะไรกับเธอไปมากกว่าเพื่อนพี่ชาย แต่มันก็อันตรายอยู่ดียังไงเสียก็เป็นผู้หญิงถึงจะอายุมากกว่าก็เถอะ 

เธอถามผมว่าขับรถเป็นไหมตอนที่ออกจากโรงพยาบาลเธอเอารถมาด้วย ผมก็เลยกลายเป็นคนขับรถของเธอไปโดยปริยาย ร้านที่เธอน่าจะรู้จักกับเจ้าของร้านเป็นอย่างดีพอเข้าไปบริกรก็ดูต้อนรับขับสู้ไม่ได้ขอตรวจบัตรอะไรเลย อาจจะเพราะผมไม่ได้ผูกไทแล้วดึงชายเสื้อเชิ้ตออกจากกางเกง ก็เลยอาจจะกลมกลืนไปกับพวกพนักงานบริษัทที่มานั่งดื่มหลังเลิกงาน  

ตอนแรกผมก็ว่าจะถามว่าพี่เขาจะดื่มอะไร แต่พอเห็นเหล้าเป็นชอตที่มาวางเรียงแล้วเธอก็กระดกสลับกับกินน้ำอัดลมตามก็รู้เลยว่าตัวเองไม่ควรจะดื่มเด็ดขาด 

"ไม่ดื่มอะไรเหรอ?" พี่เขาถาม 

"อืม นิดเดียวพอพี่ เดี๋ยวผมต้องขับรถพาคุณไปส่งอีก"  

"ไม่ต้องเป็นสุภาพบุรุษก็ได้นะถ้าไม่ได้เป็นจริงๆ" เธอพูดกับผมแล้วเหยียดยิ้มเหมือนพูดประชด ผมไม่รู้หรอกว่าพี่เขาไปเจอคนแบบไหนมา หรือแฟนเก่าเขาทำให้ชอกช้ำใจขนาดไหนแต่ก็ไม่ควรมาลงกับผมนี่ 

"ผมไม่ได้ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ ผมแค่ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว เกิดคุณเมาแล้วขับรถชนผมก็บาปอีก"  

ผมพูดไปตามที่คิดแต่สายตาที่เธอเหลือบมองผมดูไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหรเลย 

หรือผมพูดอะไรผิดไปจากที่เธออยากฟังเหรอ? 

 

"ไม่ใช่...หมายถึงถ้าเธอไม่ใช่ผู้ชายก็ไม่ต้องกลั้นใจเทคแคร์กันก็ได้ ไม่อยากจะให้มานั่งอึดอัดแอ๊บแมนเป็นสุภาพบุรุษเพราะสงสารฉัน.." 

พอพูดถึงตรงนี้เธอก็หยุดแล้วกระดกแก้วชอตเข้าปากไป ผมรู้ในตอนนั้นเองแหละว่าที่เธอพูดน่ะตั้งใจจะหมายถึงอะไร ผมลืมไปแล้วว่าพี่ชายผมเป็นผู้ชาย ผมคิดว่าพี่จีนเหมือนพี่สาวมากกว่า ผมไม่เคยมองว่าพี่ชายผมแปลกประหลาดไปจากคนอื่น เพราะเขาจะชอบผู้ชายด้วยกันแต่ในหน้าที่ของพี่ชายแล้วเขาเป็นพี่ที่ดีและส่งเสียให้ผมเรียนหนังสือโดยไม่รบกวนเงินพ่อแม่แม้แต่บาทเดียวตั้งแต่ผมเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ 

 

"ผม..ไม่ได้เป็นเกย์ ผมเป็นผู้ชาย เกย์มันไม่ใช่โรคติดต่อนะคุณ พี่ชายผมเป็นก็เรื่องของเขาแต่ผมไม่ได้เป็น" 

"หึ เหรอ? รู้มะ แฟนเก่าฉันเขาก็ไม่ได้เป็น แต่สุดท้ายเขาก็เลือกผู้ชาย.."  

เธออาจจะดูหน้าตาไม่ร้ายแต่ท่าทางสิ่งที่พี่แบมบอกผม (เรียกว่านินทาให้ฟังเหอะ) ว่าคุณยลรดานั้นเป็นยัยแม่มดร้ายที่แม้แต่หลานสาวของพี่แบมยังไม่ชอบ ผมว่ามันไม่เกี่ยวกับหน้าตาแต่มันเกี่ยวกับทัศนคติของเธอมากกว่า ที่ไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองนั่นแหละที่ทำให้คนอื่นเขารักไม่ลง 

 

"ผมว่ามันไม่เกี่ยวว่าเขาจะไปรักกับผู้หญิงหรือผู้ชาย ผมว่ามันเกี่ยวกับตัวคุณเองมากกว่าที่ไม่ได้ทำตัวให้น่าหลงรักเลย"  

ผมพูดจบก็ฉวยแก้วในมือของเธอมากระดกดื่มบ้าง แอลกอฮอล์แค่นี้ทำอะไรผมไม่ได้หรอก แต่ผมโคตรจะหมั่นเขี้ยวยัยผู้หญิงหน้าหมวยที่เอาแต่พูดตัดพ้อคนอื่นอยู่เนี่ย 

 

"ฉันไม่ดีพองั้นสิ" 

"เปล่าครับ ผมว่าคุณรักเขาไม่มาก ถ้าคุณรักใครสักคนคุณจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าหัวใจของเขามันไม่เคยมีคุณอยู่ คุณจะสังเกตเห็นก่อนที่เขาจะทิ้งคุณอีก แล้วคุณจะรู้ว่ามันถึงเวลาแล้วที่ต้องปล่อยเขาไป คุณไม่รักเขาเลยมากกว่าคุณถึงไม่เคยมองเห็นถึงหัวใจของเขา" 

"เก่ง..พี่เป็นนักเขียน น้องชายก็เป็นนักพูดเหรอ?"  

เธอพูดพลางแค่นหัวเราะใส่ผม แต่สีหน้าและสายตากลับเศร้าหมองไปหมด ผมว่าเธอมีปัญหามากกว่าเรื่องถูกแฟนทิ้งไปคบผู้ชายแล้วล่ะ 

 

"ผมว่าคุณเลิกประชดประชันเถอะ คุณอายุมากกว่าผมตั้งเยอะแต่ทำตัวเหมือนเด็กเลย ทำไมต้องทำตัวขี้แพ้กับอีแค่เพราะผู้ชายคนนึงไม่รักด้วยละครับ คุณไม่รักตัวเองเหรอ?" 

 

ผมถามเธอ เพราะผมไม่เข้าใจว่าผู้หญิงน่าตาสะสวยแบบเธอจะมานั่งงี่เง่ากับเรื่องไม่เป็นเรื่องทำไม มีผู้ชายดีๆ อีกมากมายในอนาคตที่เธอจะได้เจอ ผมเสียอีกที่อกหักซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะเป็นแค่ไอ้ตี๋ใส่แว่นหน้าตาเห่ย (ผมนับเรื่องพี่แบมว่าเป็นการอกหักครั้งล่าสุดด้วยนะ ให้ตายเหอะ! ผู้หญิงสวยๆ ก็หนีไปเป็นเลซะงั้น) 

 

คำถามของผมไม่ได้รับคำตอบจากเธอ เธอเงียบและเอาแต่นั่งกระดกเหล้าเข้าปากเหมือนเมรีขี้เมา ผมมองเธอดื่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนสองข้ามแก้มเริ่มมีสีแดงเรื่อยๆ เธอไม่ร้องไห้คร่ำครวญเหมือนผู้หญิงขี้แพ้อีกต่อไป เรายั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อย เหมือนการแนะนำตัวที่เราต่างรับรู้เรื่องของกันและกัน ผมมองเธอแล้วก็ฟังสิ่งต่างๆ ที่เธออยากพูด เรื่องที่เธออยากรู้เกี่ยวกับผม ทุกเรื่อง ทุกคำ ผมไม่รู้สึกเบื่อเลยที่จะนั่งฟังเธอแล้วก็จิบน้ำอัดลมไปจนหมดขวดลิตร  

 

"เน่ๆ พ่อหนุ่มน้อย อะค่านั่งดริ้งค์ 

ผมมองเงินที่เธอยื่นมาให้ หลังจากที่ผมพาเธอมาส่งที่บ้าน มือเรียวสวยของเธอเอื้อมมาบีบแก้มผมเหมือนเด็กๆ ผมมองเงินและคิดว่ามันมากเกินไป แต่เพราะผมเองก็ยังเรียนแค่มหาลัยถึงจะไม่อยากรับแต่ใจหนึ่งก็อยากมีเงินไว้ใช้ไปเรียนเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องขอเงินพี่เพิ่ม สุดท้ายผมก็รับเงินนั้นมา.. 

ผมกลับหอพักด้วยความรู้สึกแปลกๆ ผมยังคิดถึงเธออยู่ คิดถึงคำพูดที่ผมถามเธอ อาจจะเพราะผมยังไม่ได้รับคำตอบและไม่รู้ว่าหลังจากวันนี้เธอจะมีชีวิตแบบไหน จะดีขึ้นไหม จะเลิกเสียใจรึยัง หรือว่ากลับบ้านไปจะเอาแต่นอนร้องไห้เหมือนเดิม ผมไม่รู้เลย ไม่รู้จริงๆ  

 

............ 

 

หลายวัยผ่านมาจริงๆ ก็ไม่ถึงสองสามวันเธอติดต่อมา เพราะก่อนผมกลับผมให้เบอร์กับเธอไว้เผื่อจะเรียกใช้บริการใหม่ ผมรู้แหละว่าตัวเองแม่งโคตรจะเห็นแก่เงินเลย พอไปเจอกันผมก็มีหน้าที่เหมือนเดิม นั่งกินข้าวเป็นเพื่อนพี่แจน นั่งฟังเธอบ่นเรื่องที่ทำงานที่เธอกลับไปใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่มีความสุขเท่าไหร มีเรื่องพี่ชายผมบ้างในบางบทสนทนาที่เธอถามว่าทำไมพี่จีนถึงไปอยู่ญี่ปุ่น ผมเองก็หาคำตอบไม่ได้เพราะสิ่งที่พี่ชายผมบอกพ่อกับแม่ก็แค่ว่าเขาอยากเปลี่ยนบรรยากาศในการทำงาน คอนโดที่พี่ชายผมเคยอยู่พี่บีก็ยังอยู่ที่นั่งเหมือนเดิม  

ผมไม่ค่อยได้เจอพี่บีเหมือนแต่ก่อนเพราะผมไม่มีธุระอะไรที่ต้องไปที่นั่น ในทุกๆ วันที่ผมมาหาพี่แจน ก็เป็นแบบนี้ ้มากินข้าวด้วยกัน บางคืนก็ไปต่อร้านเหล้า ผมมีหน้าที่นั่งเป็นเพื่อนเธอแล้วก็พาเธอกลับบ้าน ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าการรับจ๊อบลากผู้หญิงขี้เมากลับบ้าน ได้เงินมาเป็นค่ารถไปมหาลัย มีค่าขนมเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องกดเงินพี่มาใช้ เวลาพี่ส่งข้อความมาถามผมก็จะบอกว่าตอนนี้ผมทำงานอยู่ร้านสะดวกซื้อ มีเงินเก็บนิดหน่อย ผมรู้ว่ามันไม่ดีเลยที่ต้องโกหกแล้วก็ใช้ชีวิตแบบนี้ แต่อยู่ๆ ไปมันก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย เราทั้งคู่..พี่แจนกับผมก็มีผลประโยชน์ต่อกัน 

 

จนวันหนึ่ง...วันที่ผมได้รับข้อเสนอที่มากกว่าการไปนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนเธอ 

 

"ค่าหอเดือนเท่าไหร?" 

"สี่พันยังไม่รวมน้ำไฟ" 

"อืม..ค่าใช้จ่ายเยอะนะ โจมาอยู่บ้านพี่ไหม?"  

ผมมองหน้าเธอเหมือนกับว่าสิ่งที่เธอพูดมันเป็นเรื่องล้อเล่น แต่พอสบตากันมันไม่มีแววตาขี้เล่นหรือแกล้งหยอกเหมือนที่ผ่านๆ มา เราสนิทกันมากขึ้น ผมรู้จักตัวตนของเธอมากขึ้น จากการหาลำไพ่พิเศษด้วยการไปนั่งฟังเธอบ่นวันละ 4-5 ชั่วโมง ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้เธอคิดแบบนั้น 

"ไม่ดีมั้งพี่ คือ..ถึงพี่จะอยู่คนเดียว แต่มันก็แปลกๆ นะ"  

ผมตอบแล้วนั่งเกาหัวเหมือนคิดอะไรไม่ออก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสัมพันธ์ของเราตอนนี้มันคืออะไร เจอกันเกือบทุกวัน โทรหากันตลอด แต่มัน...ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ไม่เคยมีอะไรมากไปกว่าการทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี เป็นสารถีขับรถให้    

"พี่เหงา..." 

เธอตอบผมแบบนั้น คำตอบสั้นๆ ที่ผมรอตั้งนานเพราะคิดว่าเธอจะพูดอะไรต่อแต่ก็ไม่พูด ผมมองหน้าเธอแล้วก็เงียบ ผมควรปฏิเสธไป นั่นคือสิ่งที่ผมคิด แต่... 

"อือ ก็ได้แต่ว่าเดี๋ยวผ่านช่วยสอบไปก่อนนะ โจต้องเก็บห้องอาจจะต้องใช้เวลาสองสามวัน"  

ครับ..ผมไม่ได้พูดปฏิเสธ ผมตอบรับอย่างง่ายดาย แต่เพียงแค่นั้นผมก็เห็นรอยยิ้มของเธอ ที่ผมจะเห็นมันแค่ตอนที่เธอเมาเละเทะเท่านั้น เธอเลี้ยงผมเหมือนหมาที่ให้เงินแทนข้าวแทนน้ำ อยากจะกอดฟัด ขยี้หัวผมยังไงก็ได้เพราะเธอรู้สึกปลอดภัย แต่มันก็แค่ช่วงเวลาที่อยู่ข้างนอกมีคนมากมาย เวลาอยู่ในรถผมก็เป็นแค่คนขับรถ ผมไม่แน่ใจตัวเองด้วยซ้ำว่าผมจะยังเป็น "ลูกจ้าง" ที่ดีสำหรับเธอไหม ถ้าผมต้องย้ายเข้าไปอยู่บ้านเดียวกันเธอ 

"แล้วครอบครัวพี่ล่ะ.." ผมถามออกไปตรงๆ  

"ตอนนี้ไม่มีแล้วล่ะ พอแต่งงานไม่ได้ก็ไม่มีผลประโยชน์อะไรที่พวกเขาจะอยากได้จากลูกสาวคนเล็กของบ้านอยู่แล้ว.."  

สีหน้าของพี่แจนตอนนั้นดูเจ็บปวดมาก ผมไม่รู้ว่าหลังจากที่เธอโดนพี่แจ็คทิ้ง ทำไมครอบครัวของเธอถึงย้ายไปอยู่ที่อื่นหมด อาจจะเพราะนิสัยของพี่แจนที่อยู่กับใครยากเพระเธอขี้โวยวายและเอาแต่ใจ แต่กับผมเธอเป็นพี่สาวที่ใจดีและห่วงใยผม 

 

สุดท้ายผมก็โกหกพ่อแม่ ผมบอกว่าผมมาพักอยู่บ้านเพื่อนเพราะอยากประหยัดค่าใช้จ่าย พวกท่านไม่ได้สงสัยอะไรไม่ได้เซ้าซี้ถามเพราะผมก็ทำตัวดีมาตลอด ผมไม่เคยมีแฟน ไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงให้พวกท่านต้องเป็นห่วง ผมเป็นแค่เด็กเนิร์ดๆ ใส่แว่นตาหนาเตอะอยู่ในโอวาทของพี่ชายและพ่อแม่มาตลอด  

พวกเขาคงไม่คิดว่าวันหนึ่งผมจะตัดสินใจมาอยู่บ้านผู้หญิงที่อายุมากกว่าเกือบ 10 ปี โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินสักสตางค์แดงเดียว 

ช่วงเวลาของการเป็นเด็กปีหนึ่งเฟรชี่ผ่านพ้นไป ช่วงปิดเทอมผมไม่ได้กลับไปบ้านเพราะอยากหารายได้พิเศษเลยไปอยู่ร้านกาแฟเล็กๆ แถวบ้านพี่แจน ตอนเช้าพี่แจนจะขับรถมาส่งผม แล้วตอนเย็นก็มารับกลับบ้านด้วยกันทุกวัน เราใช้ชีวิตแบบนั้น ชีวิตที่ไม่เคยบอกใคร ไม่เคยพูดกับใครแม้แต่เพื่อนสนิท พี่แจนได้เป็นผู้จัดการส่วนตัวของพี่บีอีกครั้ง แต่ก็ไม่ยอมบอกพี่บีว่าผมมาอยู่กับเธอที่บ้าน  

 

ความลับของเรามันเกือบจะเป็นความลับแล้ว ถ้าคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่พี่แจนยอมเชื่อผมแล้วเอาพาวเวอร์แบงค์ติดตัวไปด้วย 

 

ผมนั่งมองโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดสดเค้าน์ดาวน์จากสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ผมส่งข้อความไปสวัสดีปีใหม่กับพ่อแม่และพี่ชาย ผมได้ข้อความมากมายจากเพื่อนทั้งในไลน์กลุ่มและSMS แต่ใจของผมไม่ได้จดจ่ออยู่กับโทรศัพท์เลย ผมต้องคอยหยิบมันขึ้นมาดูทุกๆ สองสามนาทีเผื่อว่าพี่แจนจะโทรมาบอกให้ขับรถไปรับเพราะเธอไม่ได้เอารถไปด้วยเธอทิ้งไว้ให้ผมใช้ขับไปเรียน  

ผมนั่งกัดเล็บมองนาฬิกานี่มันเกือบตีสองแล้วแต่พี่เขาก็ยังไม่โทรมาสักที... 

ผมถอนใจแล้วก็เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเข้าห้องน้ำไป ผมอาบน้ำแก้เครียดเพราะนั่งรอไปพี่แจนก็ไม่ต่อมาสักที ขณะที่ผมเดินออกมาจากห้องน้ำ ผมได้ยินเสียงหัวเราะของพี่แจนดังมาจากหน้าบ้าน ผมคว้าเสื้อไม่ทันก็เลยใส่แต่บ็อกเซอร์แล้วเดินออกมาดู 

ภาพที่ผมเห็นในตอนนั้นมันทำให้หัวใจของผมเต้นแรงมาก ผมรู้สึกเหมือนปลายเท้าไม่ได้อยู่ที่พื้นอีกต่อไป  

ผมยืนอยู่ในเงามือของบ้าน ขณะที่ผู้ชายตัวสูงใหญ่กำลังประคองพี่แจนเข้ามาในบ้าน เธอดูสนุกสุดเหวี่ยงและปล่อยเนื้อปล่อยตัว พวกเขาหอบหิ้วกันเข้ามาในบ้านโดยไม่สังเกตุเห็นผม 

 

"อื้อ พี่พัฒน์ไม่เอา เมียพี่ฆ่าแจนแน่เลย" 

"แจนไม่บอกเมียพี่จะรู้ได้ยังละครับ หื้ม?"  

 

เสียงพูดคุยกันที่โซฟากับท่าทางที่ผู้ชายคนนั้นกำลังคร่อมอยู่เหนือพี่แจน ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง ผมกำมือแน่น และถอยออกมา ผมบอกตัวเองว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของผม ผมเป็นแค่หมาเฝ้าบ้านที่พี่แจนเลี้ยงไว้ ผมไม่ควรไปก่าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเธอ... 

แต่เสียงน่ารังเกียจที่ผมเดาว่ามันเป็นเสียงที่พวกเขาจูบกันมันดังเข้ามาถึงในห้องครัวที่ผมนั่งอยู่ เสียงของพี่แจนที่พยายามพูดกับอีกฝ่ายให้กลับบ้านไปหาเมีย เสียงน่าขยะแขยงที่ผู้ชายคนนั้นตอบกลับมาขณะที่หน้ามุดอยู่ใต้กระโปรงของพี่แจน  

ผมกำลังจะบ้าตาย 

ผมว่าผมทนมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว 

ผมเดินขึ้นบันไดเพื่อกลับไปที่ห้องนอนตัวเองที่พี่แจนยกให้ผม เราไม่เคยนอนด้วยกัน ผมไม่เคยล่วงเกินเธอ ผมรู้ฐานะของตัวเองมาตลอด ผมเป็นเพียงผู้อาศัยเป็นเด็กที่คอยรับใช้ดูแลเธอเพื่อแลกกับเงิน ใช่..ผมควรจะรู้ว่าที่ไหนคือที่ของตัวเอง  

สุดท้ายผมก็ไม่ได้เดินขึ้นไปห้องนอน ผมนั่งอยู่ตรงบันได นั่งกอดเข่าและพิงศีรษะไปกับราวบันได เสียงของพวกเขาอาจจะไม่ได้ดังมาก แต่มันก็อธิบายถงการกระทำที่พวกเขากำลังมีอยู่ได้ เสียงครางเบาๆ และเสียงของร่างกายที่กระทบกัน พวกเขามีอะไรกันบนโซฟาที่ผมเคยนอนหนุนตักพี่แจนแล้วหัวเราะด้วยกันเวลาที่ดูรายการตลก หรือบางทีก็นอนฟังพี่แจนนินทาดาราที่พี่เขารู้สักให้ฟัง 

ผมคงเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ ผมอายุแค่ 19 และไม่เคยมีแฟน ผมไม่รู้หรอกว่าผู้ใหญ่ที่เขามีครอบครัวแล้วเขาคิดแบบไหนถึงได้มานอนกับผู้หญิงคนอื่น ผมถูกสอนให้รู้ว่ามันผิด แต่พอผู้หญิงที่ทำให้ผู้ชายคนนั้นนอกใจภรรยาเป็นพี่แจน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอผิดด้วยหรือเปล่า.. 

 

หรือเป็นผมเองที่ผิด ที่พาตัวเองมาอยู่ในบ้านหลังนี้ 

ทั้งๆ ที่เราไม่ได้เป็นอะไรกันเลย 

 

"โจ..โจ"  

เสียงของพี่แจนปลุกผมให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง ผมไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร แต่ที่แน่ๆ ผู้ชายคนนั้นคงกลับไปแล้ว พี่แจนมองผมแล้วยิ้มให้ รอยยิ้มแสนสวยที่เธอใช้ยิ้มให้ผมเวลาที่เธอรู้สึกเอ็นดู มือของเธอลูบหัวผมเบาๆ ผมมองหน้าเธอแล้วลุกขึ้นยืน ผมหมุนตัวเดินขึ้นไปหยุดยืนที่หน้าห้องนอนของตัวเอง พี่แจนนอนอยู่ห้องตรงข้ามกับผม มันเป็นห้องนอนของพ่อแม่เธอ ผมมองแผ่นหลังของเธอ เสื้อผ้ายับยู่ยี่ ซิบกระโปรงยังรูดขึ้นไม่สุดด้วยซ้ำ แถมถุงน่องสีดำที่เธอใส่ก็ขาดลงมาจนถึงข้อเท้า 

มันทำให้ผมคิดถึงเรื่องที่เธอเพิ่งทำอีกครั้ง... 

อะไรบางอย่างทำให้ผมเดินเข้าไปหาเธอก่อนที่เธอจะเดินเข้าห้องไป มือของผมฉวยข้อมือของเธอไว้ พี่แจนหันกลับมามองผมด้วยสายตาที่มีคำถาม แต่เป็นผมที่มีคำถามคาใจที่อยากจะถามเธอ 

 

"พี่ให้ผมมาอยู่ที่นี่ทำไม" 

"หื้ม? ก็มาอยู่เป็นเพื่อนไง" 

"พี่ไม่เห็นเหงาเลย พี่...มีคนมาที่บ้านแบบวันนี้กี่คนก็ได้นี่"  

"โจ นี่มันเรื่องของพี่นะ บ้านพี่ พี่จะพาใครมาก็เรื่องของพี่สิ" 

ผมโกรธมากที่เธอพูดแบบนั้น แต่ผมก็สรรหาคำพูดไม่ได้ว่าอะไรที่ทำให้ผมโกรธ แล้วผมก็เอาเรื่องโง่ๆ มาตัดพ้อใส่เธอ 

"ก็แบบนี้ไง...พี่แจ็คเขาถึงไป พี่เอาแต่ใจไม่เคยสนใจความรู้สึกคนอื่นเลย อยากจะทำอะไรก็ทำ พี่ให้ผมมาอยู่เหมือนหมาเฝ้าบ้านตัวนึง พี่อยากจะเอาผู้ชายที่ไหนไม่รู้มาเอากันบนโซฟาของผม แถมเป็นผู้ชายมีเมียแล้วด้วย พี่ไม่สนใจเหรอว่าผมจะรู้สึกยังไงอะ!"  

ผมจะร้องไห้แล้ว ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงอ่อนไหวกับอีแค่โซฟานอนสบายหน้าโทรทัศน์นั่น แต่พอพูดออกมาน้ำตามันก็พานจะไหล 

"หวงโซฟาเหรอ? งั้นก็ไปนอนที่โซฟาเลยไป!"  

พี่แจนด่าใส่หน้าผม เธอชี้ไล่ให้ผมลงไปนอนข้างล่าง ผมสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ยอมถอยไป ผมเดินลงมาข้างล่าง มองโซฟาตัวใหญ่ที่ผมชอบ แต่ตอนนี้ผมไม่ชอบมันอีกต่อไปแล้ว 

ผมไม่หยิบแม้แต่หมอนที่อยู่บนนั้นลงมา ผมนอนอยู่บนพื้นพรมแล้วใช้แขนตัวเองหนุนต่างหมอน ผมไม่อยากแตะต้องมัน น่าขยะแขยงทุกครั้งที่เห็นภาพในจินตนาการตัวเองที่เห็นพี่แจนนอนอยู่บนนั้นกับผู้ชายคนอื่น ผมหลับตาลงและพบว่าตัวเองกำลังร้องไห้ออกมา 

ผมไม่รู้ว่าผมร้องไห้ทำไม ผมไม่แน่ใจว่าเพราะผมหวงโซฟารึเปล่า หรือจริงๆ แล้ว ผมกำลังอกหักอีกครั้ง... 

 

............... 

 

 

"หวัดดีปีใหม่"  

เสียงของพี่แจนทักผมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากที่ผมงัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะเสียงชงกาแฟของเธอ ผมมองแก้วกาแฟสองใบที่เธอวางไว้ แก้วของผมกับของเธอ 

"ครับ"  

ผมตอบไปแค่นั้นและนั่งลงที่เก้าอี้โต๊ะกินข้าวเล็กๆ ที่เรานั่งตรงข้ามกันทุกวัน แต่วันนี้พี่แจนเดินมานั่งข้างผม เธอเท้าคางมองผมเหมือนรอว่าผมมีอะไรจะพูดกับเธอไหม 

"ผมจะ.." 

สิ่งที่ผมคิดเอาไว้ในใจตั้งแต่เมื่อคืน ผมคิดว่าผมจะออกไปอยู่หอพักเหมือนเดิมแล้ว ผมว่าผมทนไม่ไหวกับสภาพความเป็นอยู่ที่ถูกขโมยโซฟาไป และกลายเป็นหมาที่ต้องนอนบนพื้น แถมพอทักท้วงออกมาก็ถูกไล่ไม่ให้นอนในห้องตัวเองแล้ว แต่พอเปิดปากพูด พี่แจนก็พูดดักคอไว้เหมือนอ่านใจผมออก 

"วันนี้ไปซื้อโซฟาใหม่กัน"  

"ต้องทิ้งเลยเหรอ..." 

"อืม ก็โจไม่ชอบมันแล้วนี่" 

"เปล่า ก็ไม่ใช่แบบนั้น แต่ว่า..มันไม่เหมือนเดิมแล้วแค่นั้น" 

"อะไรไม่เหมือนเดิม? โซฟามันไม่บุบสลายแค่เพราะ..." 

"อย่าพูดนะ ไม่อยากฟัง" 

"เป็นอะไร เป็นหมาหวงเจ้าของรึไงโจโจ้?" พี่แจนยังจะมาตลกใส่ผมอีก เธอพูดล้อเลียนแล้วลูบหัวผมเหมือนหมาอีกแล้ว 

"พี่เป็นเจ้าของผม..แต่ผมไม่เคยเป็นเจ้าของพี่ใช่ไหมอะ 

ผมหันไปถามเธอ ผมรู้แหละว่าตัวเองกำลังงี่เง่า และผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องโซฟา 

พี่แจนเองก็คงรู้แล้ว เพราะมือที่กำลังลูบหัวผมอยู่ค่อยๆ เลื่อนลงมาที่แก้มของผม เธอลูบแก้มผมเบาๆ เราสบตากัน และนั่นทำให้ผมรู้สึกเศร้า อยู่ดีๆ ก็เศร้า และเริ่มตัดพ้อออกมาเหมือนหมาโง่ๆ  

"พี่เป็นเจ้าของที่ห่วยอะ โคตรห่วย พี่ให้คนอื่นมานอนที่ของผม ให้คนอื่นมาแตะต้องตัวพี่นอกจากผม เขา..ทำ ทำแบบนั้น พี่อนุญาตให้เขาทำแบบนั้น พี่รักเขาไหม?"  

"มันก็แค่เซ็กซ์โจ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตเลย" เธอปลอบใจผม คำปลอบใจที่ผมไม่อยากได้ยิน ผมเริ่มงี่เง่ามากขึ้นทุกที คิดในสิ่งที่ไม่ควรคิด และอยากทำในสิ่งที่ผมอาจจะไม่ควรทำ 

 

"ถ้ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แล้วผมทำได้ไหม?"  





 

.........อีก50%อยู่ในเล่ม.........

มีทั้งหมด 3 ตอนนะคะสำหรับ SF ที่แถมในเล่ม





ใครอยากจะอ่านบีเนียร์เวอร์ชั่นไทยๆอยู่ก็ Fav. เรื่องนี้ไว้นะคะ

V

V


#ชายสี่ซอยสอง





 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

18,309 ความคิดเห็น

  1. #18027 ~AnNiE~ (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 7 เมษายน 2561 / 05:36
    อดคิดไม่ได้ว่า ใช่ลูกโจรึป่าว

    อีกอย่าง พี่พัฒน์คือคนเดียวกับที่เป็นโปรดิวเซอร์(?)ของบีรีป่าว
    #18,027
    0
  2. #18010 ก๋วยจั๊บญวน (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 13:09
    น้องโจลูกกกกกกก
    #18,010
    0
  3. #18008 JoeJJ (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 10:50
    เคืองแจนนะ ไม่รู้ว่าตอนคบกับแจ็คทำแบบนี้มั๊ยเพราะแจ็คไม่ได้มีอะไรด้วย สงสารโจอ่ะ ป้าแจนร้าย
    #18,008
    0
  4. #17998 nook_sunny24 (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 02:30
    เอ่ออคู่นี้นี่อ่านไปนี่รู้สึกว่าน้องน่าสงสารอะยิ่งตอนที่มานั่งฟังเขาทำอะไรกัน เฮ้ยยยน้องมานั่งทำไม อ๊ะอิพี่นั่นก็นะเมียก็มีเออขอให้เมียจับได้ ประโยคสุดท้ายที่น้องถามนี่ก็คงได้อะไม่งั้นป้าแจนคงไม่ท้อง เห็นหลายเม้นท์บอกกลัวลูกในท้องป้าแจนไม่ใช่ลูกโจ แงงอย่าทำให้เราคิดตามเราเชื่อคนง่ายใจผมนี่กลัวๆหวั่นๆเลยครับ 5555555555
    #17,998
    0
  5. #17995 ออมม่า (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 20:34
    โจ เหมือนเด็ก ที่ติดพี่ ติดแม่อะ เจอป้าหลอกแล้ววว
    #17,995
    0
  6. #17989 shierichi (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 11:00
    ลูกในท้องป้าแจนนี่ใช่ลูกโจป้ะเนี่ย อ่านจบตอนนี้อดคิดไม่ดีไม่ได้เลย
    #17,989
    0
  7. #17988 นกมาร์คมาก (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 08:10
    อะคิดมาก ตอนนี้เริ่มระแวงแล้วว่าลูกในท้องแจนมันจะใช่โจมั้ยหรือว่าคนอื่น? มั่นใจอะไรไม่ได้เลยเด้อออTT น้องโจจจ
    #17,988
    0
  8. #17987 pahpear249 (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 00:32
    คืออ ไรท์คะ
    ในฐานะที่เป็นลีดตามอ่านตั้งแต่บีเป็นนักร้องในคลับ จนถึงบีเดฟโซล
    ในทั้งสองเรื่องเนื้อเรื่องค่อนข้างแตกต่างมากค่ะ
    แต่ถ้าเป็นไปได้เราอยากให้ไรท์ลองเขียนในตอนที่จีนกับบีในตอนนั้นยังเป็นเด็กอยู่อะค่ะ เพราะทั้งสองเรื่องที่เราอ่าน หลักๆเลยคือสองคนนี้มารักกันตอนโต เลยอยากให้ไรท์เขียนในมุมมองที่ถ้าสองคนนี้เป็นแฟนกันตั้งแต่ตอนนั้น อนาคตจะเป็นยังไงค่ะ
    ปล.เราแค่เสนอน้าไรท์
    ไม่จำเป็นต้องเขียนก็ได้คะ555
    #17,987
    0
  9. #17986 prtotheswag (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 00:23
    หลงรักพี่เค้าแบบไม่ทันรู้ตัวเลยไอ่หนุ่มเอ้ยยยย
    #17,986
    0
  10. #17985 nookcin (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 00:17
    TT-TT สนุก คู่นี้ก็สนุก แงงงงงงง
    #17,985
    0
  11. #17984 priew_inlove (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 00:13
    ตายแล้ววว นึกว่าจะเงียบๆ ไม่กล้าบอกที่ไหนได้ ไม่ปอดนี้ 5555
    #17,984
    0
  12. #17983 넘넘 (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 00:11
    โจโจ้ ..... เลเวลหนูยังอ่อนอ่ะลูก แจนป่องเลย
    #17,983
    0
  13. #17982 Mh1982 (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 00:04
    สเปเชียลที่น่าติดตาม
    #17,982
    0
  14. #17981 Cha cha-om (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 00:03
    ก็ทำได้หล่ะ มั้ง ยัยแจนถึงกับท้องงงง
    #17,981
    0