CLOUDY (KAIDO)

ตอนที่ 2 : CLOUDY 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 498
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    12 ก.ค. 58

 CLOUDY

1

 

 

 

เสื้อโค้ทสีน้ำตาลเข้ม เส้นผมสีน้ำตาล และดวงตากลมโต

 



 

กับร่มคันนั้นที่ถูกแบ่งปัน

 



 

เราต่างสบตากันอย่างไม่มีคำพูดใดๆ

 



 

            รองเท้าผ้าใบสองคู่ย่ำเดินไปบนทางเท้าที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน ผู้คนเบาบางบนทางเท้าแต่ดันยัดเยียดกันในพาหนะบนท้องถนน เสียงแตรรถที่บีบด้วยความหัวเสียกับสภาพรถติดแต่ทุกๆอย่างกลับดูเงียบไปกว่าเดิม ชัดเจนเพียงแค่เสียงของสายฝนที่ตกกระทบเข้ากับร่มคันใหญ่ กลิ่นความชื้นกับละอองน้ำกระจายฟุ้งทั่วอณูอากาศความหนาวเย็นพัดไล้ผิวกายจนรู้สึกหนาว แต่น่าแปลกยามที่หัวไหล่ทับด้วยแจ็กเก็ตและเสื้อโค้ทสีน้ำตาลสัมผัสพาดผ่านกันอย่างอย่างไม่ได้จงใจ...ราวกับมีเปลวไฟที่แสนอบอุ่นอยู่บนผิวสัมผัสนั้น  เรื่องน่าบังเอิญเกิดขึ้นในความรู้สึกแต่ก็ไร้ซึ่งน้ำเสียงเอื้อนเอ่ยใด นอกจากการย่ำเท้าไปอย่างเงียบๆเคล้าคลอเสียงของสายฝนที่โปรยปราย และดวงตาเหลือบมองหัวมุมของถนนบ่งบอกทางไป subway มันเหมือนเรื่องโง่ๆหากย้อนกลับไปเมื่อ 10 นาทีที่แล้วกับการเดินเคียงข้างกันกับคนแปลกหน้า...เพียงแค่คนแปลกหน้ากับคำถามเพียงไม่กี่ประโยค 

 



 

 ไปโรงพยาบาลไหม?”  น้ำเสียงนุ่มนวลแต่ดูจะเป็นเพียงคีย์เดียว มันถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากของคนดวงตากลมโต ความรู้สึกแปลกกระจายฟุ้งในสมองและรอยยิ้มที่มุมปากราวกับการกลั้นหัวเราะ หากว่าเขาไม่ได้รู้สึกเจ็บตรงซี่โครงหลังซัดกับเพื่อนซี๊ที่ฟังอาจดูแปลกตรงที่เขาดันไปแอ้มแฟนเพื่อนซี๊มา จงอินอาจจะหัวเราะได้ดังกว่านี้ หรืออันที่จริงแล้วรอยยิ้มของเขามันอาจจะมีแค่เพียงรอยยิ้มประเภทเดียวด้วยการยกยิ้มที่มุมปาก พร้อมกับที่ในวินาทีนั้น..ที่พวกเขาต่างสบตากันยังคงเนินนาน

 



 

หนึ่งนาที




สองนาที




สามนาที

 



 

ฮึ..”   และสุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงเขาที่หัวเราะออกมา ทั้งที่คนดวงตากลมโตตรงหน้ายังกางร่มและยืนอยู่ตรงหน้าของเขา สายฝนยังคงตกลงมาความหนาวเย็นสาดกระเซ็นเข้ามาพร้อมกับเลือดที่คิ้วของเขายังคงไหล จงอินยกแขนเสื้อเช็ดมันอย่างลวกๆ

 



 

ผมถามว่าคุณจะไปโรงพยาบาลไหม?  ดูเหมือนว่าคำว่าฮึจะไม่ใช่คำตอบ”  แต่เหมือนว่าคนดวงตากลมโตนั้นก็ยังคงถามคำถามที่ฟังดูยอกย้อนกลับมาซึ่งจงอินกำลังรู้สึกว่าแปลกประหลาดเป็นบ้า  

 



 

แผลเล็กแค่นี้ไม่ต้องไปโรงพยาบาลหรอก...เขาพูดมันออกไปพร้อมกับคำตอบที่ทำให้คนดวงตากลมโตค่อยๆเอนร่มให้ตรงขึ้น พร้อมกับก้าวแรกที่เดินจากไป...แต่ไม่....เขาคิดว่ามันอาจะฟังดูบ้า และมันก็ดูเป็นบ้าจริงๆกับการกระทำของเขาเมื่อคำพูดรั้งคนแปลกหน้าเอาไว้ถูกเอ่ยออกไปอย่างไม่คาดหวัง ผมขอติดร่มไปที่ subway ได้ไหม?”

 



 

ไม่มีคำตอบสำหรับคนที่ถูกถาม 

 



 

ไม่มีน้ำเสียงเอื้อนเอ่ยใดๆ

 




 

นอกจากฝ่ามือเล็กๆของคนที่ถือร่มอยู่ตรงหน้าของเขาถูกยื่นมาตรงหน้า

 




 

            เขาไม่เคยคาดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ในวันนี้จงอินพบว่าความแปลกประหลาดในโลกใบนี้มันมีจริง ยามที่ฝ่ามือของคนสองคนสัมผัสกัน คนดวงตากลมโตฉุดเขาขึ้นจากฟุตบาท ความอบอุ่นของมือเล็กๆภายใต้เสื้อโค้ทสีน้ำตาลกับฝ่ามือที่ชุ่มฉ่ำน้ำฝนจนเย็นจัดแผ่นซ่านความอบอุ่นให้กันและกันอย่างเติมเต็ม  จงอินไม่เคยคิดว่าความรู้สึกของเขานับจากวันที่คำถามมากมายไม่มีเคยคำตอบ...และเขาเลือกที่จะไม่สนใจมัน แต่น่าแปลกยามเมื่อพวกเขาสัมผัสกัน ความรู้นี้นั้นมันคืออะไร...จงอินอยากที่จะพยายามหาคำตอบ

 



 

บางทีความรู้สึก...อาจเป็นเหมือนกลไกการกำเนิดของจักรวาล เวิ้งว้าง กว้างไกล และไร้ขีดจำกัด





 

            รองเท้าผ้าใบสองคู่ย่ำเดินไปบนทางเท้าที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน เสียงของสายฝนที่ตกกระทบเข้ากับร่มคันใหญ่ ฝ่ามือของเขาสัมผัสที่คันร่มของดวงตากลมโตที่เมื่อการยืนอยู่เคียงข้างทำให้เห็นถึงระดับความสูงที่แตกต่าง ดวงตากลมโตเหลือบมองเขาซึ่งมันเหมือนเป็นคำถาม...คำถามที่ไร้ซึ่งการเอื้อนเอ่ยใดๆ

 



 

“…”

 



 

เดี๋ยวผมถือให้... น้ำเสียงแหบพร่าถูกเอ่ยบอกและเพียงแค่นั้นฝ่ามือเล็กๆที่จับคันร่มก็ค่อยๆปล่อยลง วินาทีนั้นทำให้เขารู้สึกว่าไหล่ของคนข้างๆเขานั้นเล็กเหลือเกิน

 



 

            ดูเหมือนท้องฟ้ายังคงถูกปกคลุมไปด้วยเมฆฝน สายลมเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น มันพัดกลิ่นความชื้นกับละอองน้ำกระจายฟุ้งทั่วอณูอากาศ ความหนาวเย็นพัดไล้ผิวกายจนรู้สึกหนาวจนคนข้างกายของเขานั้นห่อไหล่ลงเพื่อหลบสายฝนที่พัดเข้ามา สายลมเริ่มแรงขึ้น และพวกเขาเริ่มย่ำฝีเท้าให้ไว้ขึ้นมากกว่าเก่า เสียงคำรามของท้องฟ้าก้องสะท้อนกับตึกสูงระฟ้า ราวกับว่าพวกมันอยู่ใกล้แค่เอื้อม จงอินกระชับคันร่มด้วยมือข้างถนัดเราต่างวิ่งไปข้างหน้าอย่างรีบเร่ง แต่ในวินาทีนั้นสายลมที่แรงมากเกินไปตีขึ้นมันพัดร่มที่กันสายฝนให้พวกเขากลับด้าน...พร้อมๆกับสายฝนโปรยปรายใส่ร่างกายของพวกเขาจนเริ่มเปียกปอน  ต่างมองหน้ากันอย่างไม่มีความหมายและมันเหมือนกันเรื่องตลกร้าย ร่มโชคร้ายมีรูปทรงที่ผิดแปลกไป และสุดท้ายเราต่างวิ่งหลบสายฝนด้วยกันอย่างบ้าๆ มันเร็วขึ้น และเร็วขึ้น

 




 

            เสียงของสายฝนกระทบเข้ากับกันสาด พื้นถนน หรือว่าใดๆมันดังเซ็งแซ่ไปหมด  พวกเขาวิ่งฝ่าสายฝนไปด้วยกันผ่านหัวมุมถนนหลบหลีกท่อระบายที่ถูกเปิดทิ้งไว้รอการซ่อม กลิ่นไอความร้อนของพื้นดินผ่านท้อฟุ้งตะหลบอบอวน คนตัวเล็กข้างกายดูเหมือนจะเซแต่ในวินาทีนั้น พวกเขากลับสอดประสานมือแล้ววิ่งไปด้วยกันอย่างไม่มีคำพูดใดๆ  อาจจะดูเป็นภาพที่แปลกประหลาดตาของคนในร้านคาเฟ่ของหัวมุมถนนฝั่งตรงข้ามเมื่อคนตัวสูงภายใต้แจ็คเก็ตหนังถือร่มกรังๆที่รูปมีรูปทรงประหลาด ในขณะที่มืออีกข้างของเขากลับกุมกระชับแน่นกับคนตัวเล็กกว่าภายใต้เสื้อโค้ทสีน้ำตาลที่เปียกปอน แต่ทุกๆอย่างมันกลับดูลงตัวอย่างน่าแปลกประหลาด เพียงแค่รอยยิ้ม...รอยยิ้มของพวกเขาสองคนที่วิ่งฝ่าสายฝนไปด้วยกัน

 



 

            พวกเขายืนข้างๆกันหลังจากที่วิ่งฝ่าสายฝนมา 4 บล็อก เสียงหอบของลมหายใจดังเข้าออกพร้อมกับหัวใจที่เต้นรัวเร็วบีบอัดถึงความเหนื่อยล้า กลิ่นของขนมปังลอยมาเต็มไปด้วยกลิ่นของเนยและน้ำตาลที่หอมหวนจากร้านขนมปังชื่อดังในย่านนี้  สายฝนที่ชุ่มฉ่ำจนร่างกายพวกเขาต่างเปียกปอน เส้นผมที่เปียกชื้นจนแนบลู่เข้ากันหน้าผาก แก้มซีดๆเพราะสายฝนที่เย็นจัดกับหยดน้ำค่อยๆไหลลงจากเสื้อผ้า มันหยดลงบนพื้นเป็นหยดเรื่อยๆและเรื่อยๆ เคล้าลาคลอกับเสียงหอบของลมหายใจค่อยๆเบาลง ความร้อนจากการวิ่งค่อยๆจางหายแต่ดูเหมือนมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่ได้เย็นชืดตามไป และเขาเลือกที่จะกระชับฝ่ามือนั้น ดูเหมือนว่าคนข้างกายไม่ได้สังเกตุสิ่งใดนอกจากการเหม่อมมองสายฝนที่หล่นลงมาจนหลังคาปรากฏเป็นรอยยิ้มจางๆจนพวงแก้มที่ยกขึ้น และเสียงหัวเราะราวกับการกลั้นมานานกลับดังขึ้น และดังขึ้น อย่างน่าหลงใหลในความเป็นธรรมชาติ น่าแปลกที่เขากลับคิดว่ามันเหมือนแรงผลักดันบางอย่างอุปทานหมู่หรืออย่างไรไม่มีใครรู้นอกจากพวกเขาก็แค่ค่อยๆเปล่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยกัน ดวงตากลมโตค่อยๆหันมองด้านข้าง จวบจนพวกเขาสบตากันท่ามกลางเสียงของสายฝน...น่าแปลกที่ระยะห่างที่พวกเขาไม่เคยได้สังเกตุมันใกล้เพียงแค่นี้ ดวงตากลมโตที่เหมือนจักรวาลในเอกพบ แพขนตาที่เปียกปอน พวงแก้มที่เจือสีเลือดฝาด ปลายจมูกเและริมฝีปากที่เป็นสีขมพูอ่อนๆ เสียงหัวเราะนั้นค่อยๆเบาลง เบาลงและเบาลง จนเสียงอัตราการเต้นของหัวใจกลับดังชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด และบนใบหน้านั้นเจือจางเพียงแค่รอยยิ้ม

 



 

พวกเขาเจอกันท่ามกลางวันที่ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆฝน

 เราต่างเปียกปอนและยิ้มโง่ๆให้กันทั้งที่เราเป็นเพียงคนแปลกหน้า






 

            พวกเขาค่อยๆปล่อยมือที่ประสานกันอย่างเชื่องช้า...มันเชื่องช้าทั้งที่ยังคงอบอุ่นอยู่ในการสัมผัสนั้นและไร้การเอื้อนเอ่ย...ปลดปล่อยใจสมองหยัดพักการคิดเรื่องราวใดๆนอกจากฟังเสียงของหัวใจที่เต้นรัวอย่างไม่เป็นจังหวะอย่างเนิ่นนาน

 



 

ดูเหมือนฝนตกอีกนาน  จงอินพูดพร้อมกับเก็บร่มให้เข้าที่ทั้งที่เขารู้สึกหนาวและความเจ็บแปลบไปทั้งตัวเริ่มชัดเจนขึ้นอีกครั้ง แต่มันก็ไม่...เขายังคงยืนอยู่แบบนี้ข้างๆคนดวงตากลมโต

 



 

ใช่..คงอีกนาน”   คนข้างกายตอบกลับพลางถอดเสื้อโค้ดเปียกๆนั้นพาดแขนเหลือสเวตเตอร์สีดำสนิท พวกเขาต่างไม่มีคำพูดใดๆนอกจากจ้องมองมหานครสีขาวที่ชุมฉ่ำไปด้วยสายฝน

 



 

            แม้ว่ามันจะค่อยๆซาลง ซาลง...และมันหลงเหลือไว้เพียงละอองจางๆที่ยังคงตกลงมาจากท้องฟ้าเบื้องบนและจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เสียงของการจราจรบนท้องถนนเริ่มเคลื่อนที่ ฝูงชนเริ่มเคลื่อนที่ กลไกลของมหานครถูกดำเนินอีกครั้ง เมฆฝนค่อยๆเคลื่อนย้ายออกไปจากท้องฟ้ากว้างไกลหลงเหลือไว้เพียงความเปียกชื้นและกลิ่นของชื้นยังคงคลุ้งอยู่ในอณูอากาศ น่าแปลกที่พวกเขายังคงยืนอยู่ข้างๆกันอย่างนั้น..

 



 

พวกเขาก็แค่ไม่อยากเปียกอีกแล้ว หรืออันที่จริง...พวกเขาก็แค่กำลังอยากหาข้ออ้างในการยืนโง่ๆด้วยกันแบบนี้

 

 

 

 

50 %


 

 

 

“ยังจะไปไป subway อยู่ไหมน้ำเสียงเรียบนิ่งถูกเอ่ยออกมาจากคนข้างๆกับความสั่นเทาเล็กน้อยบนหัวไหล่ลู่ๆและริมฝีปากที่เคยเป็นสีชมพูจางเริ่มซีดลง จงอินจ้องมองเพียงริมฝีปากนั้นที่ยังคงขยับ แม้ว่าในความรู้สึกหนักอึ้งในสมองของเขามันเริ่มมากขึ้นจากบาดแผล

 



...

 


 

ได้ยินที่ฉันพูดไหม”  

 


 

คุณดูเป็นคนที่ใจดีนะ แต่ไม่รบกวนคุณแล้วดีกว่า”  ในคำถามล้วนถูกเอ่ยตอบท่ามกลางสายลมหลังเมฆฝนพัดผ่านจนเส้นผมสีน้ำตาลปลิวไปตามแรงลม ความมืดครึ้มเริ่มเจือจางทุกๆอย่างเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงของการจราจรเริ่มเคลื่อนที่ ทุกๆอย่างล้วนเคลื่อนที่มีเพียงแค่พวกเขาสำหรับการสนทนาที่ไม่เคยจะสบตา

 

 


 

นี่”  ท่ามกลางความเงียบนั้นคนข้างกายกลับเอ่ยเรียกอีกครั้ง และในวินาทีนั้นมันเป็นอีกครั้งใบหน้าของพวกเขาต่างค่อยๆหันมาสบตากันมันเหมือนเรื่องโง่ๆแค่เรื่องโง่ๆที่พยายามยื้อเวลาอยู่อย่างนั้น





“….”

 


 

 อาพาร์ตเม้นท์...ไปอาพาร์ตเม้นท์ฉันไหม...” เพียงคำเอ่ยถามจากคนตรงหน้า จงอินพบว่าภายในดวงตากลมโตคู่นั้นเหมือนหลุมดำที่ดึงดูดเขาลงไปและไร้การปฏิเสธ

 



 

            จงอินไม่รู้ว่าคนตรงหน้านั้นแปลกประหลาดมากแค่ไหนกับความไว้ใจที่มีต่อเขา ที่ทั้งพวกเขานั้นล้วนมีคำว่าคนแปลกหน้าแปะไว้กลางหน้าผาก...แต่จงอินก็คงต้องรับว่ามันฟังดูบ้าไปหมด เมื่อรองเท้าผ้าใบสองคู่ต่างเดินเคียงข้างกันไปบนฟุตบาทที่ทอดตัวยาวออกไป ความเงียบกับเสียงของรองเท้าผ้าใบกระทบกับพื้นย่ำผ่านเส้นทางของน้ำที่เจิ่งนองเลี้ยวผ่านถนนที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนเข้าซอยเล็กๆที่ดูสงบกว่า มีสวนสาธารณะกับชิงช้าที่ดัง เอี๊ยดอ๊าด ยามเมื่อมันเคลื่อนไหวไปตามแรงลมพัด หยดน้ำพร่างพราวบนเครื่องเล่นที่ร้างผู้คนหลังฝนตก มีเพียงความสงบเงียบระหว่างทางที่เคยคิดว่ามันเหมือนจะไกลน่าแปลกที่มันไม่ได้ไกลจากย่านวุ่นวายซักเท่าไร เพียงแต่ในบล็อกนี้กลับดูสงบเงียบและดูน่าอยู่กว่าที่คิด มันดูดีพร้อมกับกลิ่นพาสต้าหอมฟุ้งของร้านอาหารอินตาลี่เล็กๆ ด้วยระยะการเดินเท้าที่ไม่นานมากนักดวงตาคมเข้มเหลือบเห็นตึกที่ไม่ได้สูงมากนัก แน่นอนว่ามันเป็นที่หมายที่คนแปลกหน้าชวนเขามา ตึกสีส้มอิฐมันถูกปลกคลุมไปด้วยต้น Ficus pumila ไปจนถึงชั้นสามตัดกับกรอบหน้าต่างสีขาวบานใหญ่ ความเขียวชอุ่มตัดกับตัวตึกอย่างน่าประทับใจและมีบันได้เล็กๆสีน้ำตาลกับประตูทางเข้าบานใหญ่ก่อนที่เขาจะเดินตามคนใจดีที่สวมสเวตเตอร์สีดำขึ้นด้านบน

 


 

            ทางเดินแคบๆระหว่างห้องมันทำจากไม้และดูจะเก่าๆไปตามกาลเวลามันดัง เอี้ยดอ๊าด ยามเหยียบลงไป ภายในตึกไม่ได้มีกลิ่นอับมีเพียงกลิ่นความชุ่มชื้นที่พัดมาจากหน้าต่างบานเล็กที่ถูกเปิดทิ้งไว้เพื่อให้แสงสว่างจากธรรมชาติ ดูเหมือนจะมีกลิ่นซุปฟักทองหอมกรุ่นจากห้องข้างๆลอยมา พร้อมกับประตูสีน้ำตาลอยู่ตรงหน้าพวกเขามันเป็นหมายเลขห้องชั้น 3 อยู่ริมสุดทางเดินติดกับหน้าต่าง เขาเหม่อมองอย่างสำรวจและพวงกุญแจถูกหยิบจากฝ่ามือเล็กๆที่ไขมันอย่างเคยชินพลางเปิดออก ภายในไม่ได้เป็นสีสว่างอย่างที่คิดมันเป็นเพียงวอเปเปอร์สีมิ้นต์เก่าๆที่มีคราบน้ำฝนเล็กน้อยจากการรั่วซึมของผนัง กับโซฟาสีเหลืองอ๋อยที่เหมือนจะเป็นสีเด่นที่สุดภายในห้องนี้ กองเสื้อผ้าถูกวางไว้มุมห้องมันล้นออกมาอยู่ในบริเวณนั้นที่ปลายเตียงซึ่งดูเหมือนว่าคนดวงตากลมโตจะไม่ได้สนใจมันมากนักรวมถึงกองหนังสือสองถึงสามเล่มถูกกางทิ้งไว้ ในทุกๆมุมหนึ่งของห้องราวกับโซนที่แบ่งไว้อย่างตั้งใจชัดเจน ครัวเล็กๆสีครีมมุมหนึ่งและห้องน้ำข้างๆกันแต่ที่สะดุดตาที่สุดคงเป็นระเบียงเล็กๆที่ถูกเปิดเอาไว้กับราวตาผ้าที่ชุมฉ่ำไปด้วยน้ำ คนดวงตากลมโตจะหัวเสียเพราะผ้าที่ตากเอาไว้กลับดูเหมือนว่ามันเพิ่งถูกซักถึงอย่างนั้นและจงอินก็ยังคงเงียบอยู่อย่างนั้น แต่ทุกๆอย่างกลับดึงสายตาของเขากลับมาที่เดิมเมื่อคนแผ่นหลังเล็กๆเดินไปที่ระเบียงพลางถอดเสื้อที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนออกมาอย่างไม่สนใจอะไรท่ามกลางความเงียบ จงอินมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายยามเมื่อแผ่นหลังที่เปลือยเปล่าของคนผิวขาวตรงหน้า ไม่มีความเขินอายใดๆสำหรับพวกเขาก่อนที่จงอินเดินไปนั่งที่โซฟาอย่างเงียบๆพลางถอดแจ็กเก็ตหนังตัวโปรดไว้กับที่วางแขน มันดูเหมือนเป็นภาพที่ชินตาแต่จงอินยอมรับว่ามันกลับดูน่าหลงใหลในแผ่นหลังนั้น

 


 

            มวลบุหรี่ยี่ห้อถูกๆมันถูกซองพลาสติคห่อกันความชื้นไว้อย่างดีพลางเคาะออกจากซอง หนึ่งมวลจรดด้วยริมฝีปากและเปลวไฟอบอุ่นเบาบางถูกจุดอย่างเคยชิน ยามเมื่อสมุนไพรอบแห้งเกิดการเผาไหม้ควันสีขาวฟุ้งกระจายถูกสูดอัดเข้าไปในโพรงปากพลางซึมซัมรสชาติภายในลำคอจนชุ่มไปทั่วปอด ดวงตาคมเข้มจ้องมองแผ่นหลังขาวเนียนอย่างครุ่นคิดและในวินาทีนั้นคนดวงตากลมโตก็หันกลับมาที่เขา พวกเขาสบตากันอย่างไม่มีคำพูดใดยามเมื่อเท้าเปลือยเปล่าก้าวเดินใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาและมันใกล้ขึ้นกว่าเดิมพื้นไม้ดังลั่นเล็กน้อยตามการก้าวเดิน ควันขาวฟุ้งกระจายถูกปล่อยออกมาจากริมฝีปากรสชาติที่ติดปลายจมูกและหอมหวาน เขาหลับตาซึมซับรสชาติที่ยังคงน่าหลงใหลอีกครั้ง และทันใดนั้นยามเมื่อเปลือกตาค่อยๆลืมขึ้นอย่างเชื่องช้าพร้อมกับคนแผ่นหลังขาวเนียนค่อยๆโน้มตัวลงมา จงอินพบว่าเอกภพถูกค้นพบอยู่ตรงหน้า...ภายใต้ดวงตากกลมโตคู่นั้น

 


 

แพขนตา

 


 

 ปลายจมูก

 



 

และริมฝีปาก

 


 

กับระยะที่ใกล้ชิดเพียงลมหายใจผิวแก้มเนียนใสกับไฝเล็กบนต้นคอ ผิวกายที่ไร้เสื้อผ้าใดๆราวกับมีเปลวไฟอบอุ่นอยู่ใกล้ชิด บุหรี่มวลน้อยถูกชกชิงจากริมฝีปากด้วยฝ่ามือเล็กๆที่ยังคงเย็นจัดจากสายฝนที่ชุ่มฉ่ำ ริมฝีปากสีชมพูดจรดมันไว้พลางสูดอัดรสชาติและปลดปล่อยมันออกมาให้ฟุ้งกระจายอยู่ในมวลอากาศราวกับอัดใส่หน้าของเขา ควันขาวฟุ้งทำให้การมองดูพร่าเบลอแต่มันไม่สิ่งใดเลยที่บดบังดวงตากลมโตนั้นที่น่าหลงใหล แรงดึงดูดกันและกันเป็นไปอย่างเชื่องช้าพร้อมๆกับที่ฝ่ามือเย็นชืดจะคีบบุหรี่มวลเดิมกลับมาจรดที่ริมฝีปากของเขามันเป็นมวลเดียวกันที่พวกเขาล้วนเบ่งปันกันและกันโดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใด

 


 

            ยามเมื่อควันขาวฟุ้งค่อยๆเจือจางในมวลอากาศฝ่ามือเย็นชื่นค่อยๆยกขึ้นและไกล่เส้นผมที่เปียกชื้นปลายนิ้วสัมผัสที่หน้าผากของเขาอย่างแผ่วเบาแต่มันราวกับมีประจุไฟพาดผ่านดวงตาต่างจ้องมองคนตรงข้ามจนรู้สึกถึงความแห้งผากบนริมฝีปากแต่สุดท้ายแล้วกลับมีประโยคสั้นๆถูกเอ่ยออกมา

 



ดูเหมือนเลือดจะหยุดไหลแล้ว ถอดเสื้อซิจะได้ทำแผล”  ร่างขาวเนียนพูดจบก็ผละตัวออกไปอย่างไม่รีบเร่งหลงเหลือไว้เพียงบุรี่ที่ถูกคาบไว้บนริมฝีปากของเขาท่ามกลางความเงียบ

 


 

            มวลบุหรี่ถูกดับลงด้วยส้นรองเท้ากับพื้นห้องที่ไม่ได้สนใจว่าเจ้าของห้องจะพอใจหรือไม่ จงอินค่อยๆถอดเสื้อยืดของเขาออกพลางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อความรู้สึกปวดจากบาดแผลเริ่มชัดเจนขึ้นกว่าเขา และเมื่อเขาถอดเสื้อพาดไว้กับโซฟาเสร็จเขาพบว่าคนแปลกหน้าภายใต้เสื้อยืดสีขาวกับกล่องยาใบเล็กๆเดินมาและนั่งลงพื้นที่โซฟาข้างๆ ทุกๆอย่างเหมือนมันช้าลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในแววตาของคนดวงตากลมโตนั้นล้วนมีแรงดึงดูดบางอย่าง ท่ามกลางกลิ่นของแอลกอฮอล์ที่ฟุ้งจนน่าอาเจียนจงอินกลับสนใจแค่เพียงกลิ่นกายของคนตรงหน้าที่ยังคงทำแผลให้เขา มันไม่ใช่กลิ่นของน้ำหอมหรือว่าใดๆมันมีแค่เพียงกลิ่นกายหลังเปียกปอนไปด้วยน้ำฝน และพลาสเตอร์ถูกแปะลงมาบนหางคิ้วอย่างแผ่วเบาพร้อมๆกับเสียงสั่นเครือของโทรศัพท์มือถือที่ถูกวางไว้บนเคาน์เตอร์ครัว มันยังคงแผดเสียงดังน่าอย่างน่ารำคาญแต่สุดท้ายแล้วก็เป็นคนดวงตากลมโตที่เลือกจะเดินไปหยิบพลางเดินไปที่ระเบียงและกดรับสาย

 


 

            ห้องทั้งห้องยังคงมีเพียงความเงียบกับเสียงของลมหายใจ กลิ่นของความชื้นยังคงฟุ้งอยู่ในอากาศผ้าม่านสีขาวปลิวไปตามแรงลมและดอกแอฟริกันไวโอเล็ตบนราวเล็กๆตรงระเบียงไหวเล็กน้อย ทุกๆอย่างดูน่าสงบเงียบไปหมดหลงเหลือไว้เพียงคำถามและตะกอนความว้าวุ่นภายในหัวใจของเขา จงอินเสยเส้นผมที่ตกลงบนหน้าเล็กน้อยพลางเหลือบมองคนตัวเล็กที่ยังคงยืนคุยโทรศัพท์ เสื้อยืดสีขาวที่ถูกสวมใส่กับกางเกงขาสั้นที่ถูกเปลี่ยนจงอินมองอย่างครุ่นคิด คนแปลกหน้าที่พบเจอกลับเปลี่ยนแปลงหลากหลายอย่างในชีวิตของวันที่ควรที่เป็น ความรู้สึกที่เริ่มก่อเกิดมันเหมือนกับเอกภพที่ถูกค้นพบแต่ก็ยังคงเต็มไปด้วยคำถาม

 


 

 ครับ ผมเจอแล้ว”   เป็นเพียงประโยคสั้นๆที่ฟังดูเรียบง่ายพร้อมกับสายลมพัดผ่านระเบียงเข้ามาในห้องและจงอินเลือกที่จะไม่สนใจอะไรพร้อมๆกับการที่เขาค่อยๆจมลงไปในห้วงความคิดของตัวเอง

 


 

มันเหมือนว่าทุกๆอย่างเริ่มต้นขึ้นกับความทรงจำฤดูฝนที่เราต่างพบเจอกันปี 2012 พร้อมกับน้ำฝนหยดลงบนต้นแอฟริกันไวโอเล็ต








#CLOUDYkd

 

 -          Ficus pumila : ต้นตีนตุ๊กแก

-          Subway : รถไฟใต้ดิน อังกฤษใช้ Tube 

100%   150628 แก้ไขคำผิด 150629

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

104 ความคิดเห็น

  1. #89 MYSweet_Dyo (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 18:22
    ใช้ภาษาได้ดีมากเลยค่ะ อ่านไปจินตนาการตามไปด้วย เพลินมาก เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนแปลกหน้าสองคนที่ประหลาดแต่อบอุ่นในความรู้สึกอย่างบอกไม่ถูก ตัวเล็กชวนเค้าเข้าห้องง่ายๆเลยนะเออ อีกคนก็ไม่ปฏิเสธด้วยสิ 
    #89
    0
  2. #74 viewvy_tangmo (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2558 / 09:47
    อู๊ยยยโดดูน่ารักและเซะซี่ในเวลาเดียวกัน
    ถอดเสื้อเลยหรอคะเธอ จงอืนนี่ต้องอดทนนะ
    #74
    0
  3. #55 omoeme_fern (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2558 / 11:32
    โรแมนติกจัง หุหุ
    #55
    0
  4. #44 BABABONINA (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2558 / 22:38
    ยอมใจกับภาษามาก โอ๊ยแต่งดี ไม่มีอะไรจะพูด ศัพท์แต่ละคำที่ใช้สุดยอดมาก
    #44
    0
  5. #21 thatsong__ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2558 / 23:20
    "เจอแล้ว" ??? การเจอกันของทั้งคู่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญสินะ ชอบๆๆๆ บรรยากาศอึมครึมกับไอควันจางๆ เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อเน้อ~~ มาต่อนะคะ ^__^
    #21
    0
  6. #20 blue_faiiry (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2558 / 15:07
    ชอบอะ ชอบมาก ;-;
    #20
    0
  7. #19 nammo-lovely (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2558 / 10:09
    ยิ่งอ่านยิ่งชอบอ่ะงื้ออออออ
    #19
    0
  8. #18 beforesky (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2558 / 02:33
    ฮื้มมม เคยเจอกันมาก่อนอย่างงั้นรึเปล่า ลุ้นจังและยังเดาไม่ออกว่าเป็นไปในทิศทางไหน คงไม่มีอะไรเซอไพร์ซนะคะ 5555 แต่ตอนนี้ที่อ่านมันดีสุดๆเลย ชอบการที่ไม่ต้องหาคำอธิบายอะไรมาก การที่คนแปลกหน้าสองคนมาเจอกัน ไว้ใจกันมาถึงห้อง(จะใช้ว่าไว้ใจได้มั้ย ฮ่าฮ่า)แต่นั่นล่ะ ดูเป็นการเริ่มความสัมพันธ์แบบที่ไม่ต้องหาคำตอบอะไรมาก บางอย่างมันคงไปตามความรู้สึก ซึ่งเราชอบนะ คงเพราะภาษาการบรรยายอีกด้วย เราเองก็เม้นไม่ถูก แต่ทำเรารู้สึกดีตอนอ่าน ภาพที่เกิดขึ้นในหัวนี่มันดีจริงๆค่ะ ^^
    #18
    0
  9. #17 JRabbit94 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2558 / 22:33
    ฮือ เราชอบฟิคแบบนี้อะ อ่านแล้วให้ความรู้สึกเซ็กซี่55555555555555 หรือเราเป็นคนเดียวน้า ><
    #17
    0
  10. #16 MiyoungFany Hwangz (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2558 / 22:19
    ละมุนมากกกกภาษาสวยมากๆเลยค่ะ<3
    #16
    0
  11. #15 CoffeeMate (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2558 / 18:08
    ใจสั่นมาก หน่วง และกร๊าววววววววววววววววววววววววววววววว กร๊าวมากกกกกกกกกกกกก จั๊กจี้หัวใจ หวั่นไหว อ่อนหวาน ละมุน
    อย่าเพิ่งรักกันนะ หน่วงไปแบบนี้ก่อน 5555555555555
    #15
    0
  12. #14 thatsong__ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2558 / 01:31
    มาต่อแล้วๆๆ >__< เราชอบภาษาและคำบรรยายของไรท์เตอร์จังเลยค่ะ มันเหมือนความอบอุ่นที่เกิดขึ้นท่ามกลางความเปียกชื้นของหยาดฝน มาครึ่งตอนแล้วยังไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นใคร.? เดาว่าคยองซู สินะ 55555555
    #14
    0
  13. #13 blue_faiiry (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2558 / 22:48
    ตั้งใจอ่านทุกคำทุกประโยคเลยค่ะ เพราะชอบมาตั้งแต่เปิดเรื่องตอนที่แล้วเลย เราชอบภาษาการเขียนของไรต์จัง โดยเฉพาะเรื่องนี้มันโอเคมากกกกกกกกดีมากๆ เราติดตามทุกเรื่องเลยนะ ^_^ ส่วนตอนนี้ให้ความรู้สึก cloudy จริงๆค่ะ เหมือนประโยค "พวกเขาเจอกันท่ามกลางวันที่ท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆฝน" เราชอบมากอินกับความครึ้มฟ้าครึ้มฝนน้ำเจิ่งนอง555 แล้วจงอินกับคยองคือดูเหมือนจะมีใจ มันรู้สึกถึงความหวานแผ่ออกมาจากเรื่อง งื้อ เรื่องนี้ไม่หน่วงใช่มั้ยคะ5555ตอนแรกเราคิดว่าหน่วงแน่ๆเพราะชื่อเรื่อง แต่พออ่านตอนนี้เปลี่ยนความคิดแล้วถถถถ รอติดตามนะคะ ไฟติ้งน๊าไรต์

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 25 มิถุนายน 2558 / 22:54
    #13
    0
  14. #12 nammo-lovely (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2558 / 22:27
    น่ารักเกินไปแล้วววว ต่างคนต่างยื้อเวลา ละมุนอ่าาาา ชอบบบบบ
    #12
    0