คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Fic Stardew Valley] รักนี้เพราะตาให้

โดย D-soda

*นิยายเรื่องนี้มีการสปอยเนื้อเรื่องเกม*เมื่อสาวชาวเมืองเกิดเบื่อชีวิต ติสอยากมาเป็นชาวไร่ ทำไมหล่อนไม่รู้มาก่อนเลยนะว่านอกบ้านมีผู้ชาวหล่อๆ เยอะขนาดนี! อเล็ก! แซม! หมอ! ตาผมยาวชื่อเรียกยาก และ เซบบี้!

ยอดวิวรวม

1,087

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


1,087

ความคิดเห็น


24

คนติดตาม


59
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  4 มิ.ย. 59 / 09:37 น.
นิยาย [Fic Stardew Valley] ѡе [Fic Stardew Valley] รักนี้เพราะตาให้ | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
        

[Fic Stardew Valley] 
รักนี้เพราะตาให้


Cr. Google


  
ช่วง: งูเกล็ดเขียวจ๊อแจ๊ะกับแฟน แฟน

          ฟิคนี้กำเนิดจากการมโนถึงสามีในเกมส์จนห้ามไม่ไหว 
ว่าแต่ ทำไมงูถึงฉุดพวกเขาออกมาสู่โลกความจริงไม่ได้กันนะ
อะไรนะ เป็นไปไม่ได้เหรอ ไม่เป็นไร งั้นงูจะดมกาว แล้วมโนต่อไปแล้วกัน 
อะไรอีกล่ะ ห๊ะ ไม่มีกาวเหรอ เอาถุงเท้านายมาก็ได้ เซบ
ไม่ให้? คิดดีๆ นะ เซบ นายคงไม่อยากให้กางเกงในของนายหายใช่ไหม
โอเค! มาอ่านนิยาย แล้วดมถุงเท้าเซบบี้ไปด้วยกันนะคะ ซูด-----

          เอ๋! นี่มันไม่ใช่ถุงเท้านายนี่ ไปขโมยจากใครมา 
ห๊ะ ลินัส? ไปเอาของลุงเขามาทำมายยยยยยย


*นิยายเรื่องนี้มีการสปอยเนื้อเรื่องเกมบางส่วน 
ถึงแม้ส่วนใหญ่จะมโนเองก็เถอะ แต่ใครที่ไม่อยากรู้ก็ระวังสปอยด้วยนะคะ*



<
© themy butter

เนื้อเรื่อง อัปเดต 4 มิ.ย. 59 / 09:37


       



          "นังหนู! ตื่นได้แล้ว ถึงที่หมายแล้วนะ"
          คุณป้าเสื้อม่วงตะโกนปลุกฉันให้ตื่นจากความเพลีย ฉันขยี้ตาตัวเองเล็กน้อยแล้วยันตัวเองออกมาจากเก้าอี้รถเมล์อย่างงัวเงีย เมื่อได้สติมากพอ ฉันก็ตาลีตาเหลือก รีบคว้าสัมภาระของตนเองสาวเท้าลงมาจากรถประจำทางอย่างว่องไว ก่อนที่ฉันจะได้ไปนอนอยู่ในอู่ซ่อมรถ
          "อืม.. เหมื่อยตัวเป็นบ้าเลย" ฉันบ่นกับตัวเองทั้งยังบิดขี้เกียจไปมา การนั่งบนเบาะแข็งๆ เป็นชั่วโมง มันช่างทรมานเหลือเกิน หางตาฉันสบเข้ากับป้ายไม้พุๆ ที่ติดอยู่หน้าตู้ขายตั๋วรถเมล์ มันบอกให้ฉันแน่ใจว่าที่นี่คือ เพอริแกรนด์ ทาวน์ เมืองบ้านนอก บ้านนอกอย่างของแท้แน่นอน เมืองที่มีมรดกชิ้นสำคัญของคุณตาของฉันอยู่
          "หลานอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองใช่ไหม"
          ข้อความในจดหมายยังคงชัดเจนอยู่ในความคิด เมื่อมาถึงจุดนี้ ฉันก็เริ่มรู้สึกเสียใจกับความบ้าระห่ำของตัวเองที่ยอมลาออกจากงานบริษัทใหญ่อย่างโจจ้า มาใช้ชีวิตชาวไร่ที่นี่  การที่ฉันมาเยือนสถานที่แห่งนี้ นั่นหมายวามว่าเราหันหลังกลับไม่ได้อีกแล้ว 
          "นั่นเธอใช่มั้ย!" ฉันสะดุ้งจากภวัง แล้วหันไปตามเสียงดังกล่าว คนที่เดินเข้ามาเป็นผู้หญิงผมแดงวัยกลางคน หล่อนสวมเสื้อผ้าดูทะมัดทะแมงกำลังเดินเข้ามาหาฉัน
          "ฉันคือ โรบิน เป็นช่างไม้ของที่นี่" หล่อนพูด "ท่านนายกฯ เลวิส ส่งฉันมารับเธอไปบ้านใหม่น่ะ"
          พวกเราคุยกันอีกสองสามประโยค ก่อนที่เธอจะลากฉันไปยังที่ดังกล่าว หล่อนบอกว่ามันไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่นี่นัก เมื่อแบกสัมภาระไปไม่ถึงสิบนาที โรบินก็ลากเรามาถึงทุ่งรกร้างที่มีกระท่อมแห่งหนึ่ง
          "ที่นี่แหละจ๊ะ" โรบินยิ้มอ่อน
          "ค คะ!?"
          เมื่อลองพินิจดู ฉันก็เริ่มสังเกตว่า ทุ่งรกร้างแห่งนี้ มีซากปรักหักพังที่คล้ายกับที่เพาะปลูกอยู่ ด้านหน้ารั้วไม้เตี้ย ก็มีป้ายเขียนชื่อฟาร์มในจดหมายปรากฎอยู่ด้วย แสดงว่ากระท่อมหลอนๆ นี่คือบ้านฉันงั้นหรือ เมื่อคิดได้แบบนั้น ฉันก็แถบจะลมจับ 
          และนั่น คือครั้งแรกที่ฉันได้เข้ามาใน Stardew Valley

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

          ที่จริงการเป็นชาวสวน ก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่เสียเท่าไร
          ชีวิตหลายเดือนที่ได้ลองเหวี่ยงจอบแกว่งเคียวปลูกต้นไม้ จนกลายเป็นสาวถึกฆ่าหมีด้วยมือเปล่าได้ อืม อย่างน้อยก็ฆ่าสไลม์ตายเป็นสิบได้ มันก็ไม่ได้เลวร้ายนัก 
          "คุณยายค่ะ หนูเก็บดอกไม้มาฝาก" หญิงชราในเดรสสีบานเย็นรับดอกไม้ด้วยท่าทางยิ้มแย้ม ริ้วรอยบนใบหน้าของเธอ ไม่ได้ทำให้เธอดูน่ารักน้อยลงเลยเมื่ออยู่กับดอกไม้ มืออันเยี่ยวย่นของอีฟลินด์คว้าข้อมือฉันแล้วกระซิบอย่างดีอกดีใจ 
          "ชาวสวน เข้ามาบ้านฉันก่อนเถอะ! เธอคงจะดีใจแน่ ถ้าได้ลองชิมคุ้กกี้ฝีมือฉัน" ฉันยิ้มแล้วตามไปโดยไม่อิดออด หญิงชราลากฉันเข้ามาในบ้านของหล่อน สามีของเธอยังนั่งดูทีวีอยู่บนรถเข็นตามปกติ 
          และหลานชายของพวกเขา... อเล็ก
          "สวัสดี ชาวสวน วันนี้มาทำอะไรเหรอ"
          หนุ่มหล่อในหุ่นกำยำแบบนักกีฬาเอ่ยทักทายฉัน ทั้งในมือยังโยนลูกบอลอเมริกันไปมาอย่างคล่องแคล่ว อเล็กเป็นหลานชายของจอร์จกับอีฟลินด์ เป็นผู้ชายที่มีออร่าของความเป็นสปอตแมนสุดๆ เรียกได้ว่าแทบจะกระแทกหน้ากันอยู่ร่อมร่อเลยก็ว่าได้  ด้วยความเป็นคนอัธยาศัยดี ฉันจึงเปิดกระเป๋าแล้วคว้าแซลมอนดินเนอร์ ที่ซื้อมาจากร้านอาหารกลางเมืองยื่นแก่ให้เขา
          "ว้าว ขอบคุณมากนะ ผมชอบเจ้านี่ที่สุดเลย!" นักกีฬายิ้มละมุนละไม เหมือนมากี่ครั้งก็พูดแต่ประโยคนี้ทุกทีสิ ให้ตายเถอะ
          จากนั้นอเล็กก็เข้าไปออดอ้อนคุณยายของเขาอย่างสนิทสนม ในระหว่างที่ฉันกำลังเรียนทำคุ้กกี้จากเธอ ก่อนที่เขาจะเปิดประตูเข้าห้องนอน เพื่อเริ่มออกกำลังกายในตอนเย็น 
          "แฮก...แฮก..."
          อเล็กวางเครื่องยกน้ำหนักของเขาลง ก่อนที่จะเงยหน้าซับหยาดเหงื่อที่ไหลออกจากตามผิวสีน้ำผึ้งและกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ของเขา อเล็กชอบถอดเสื้อเล่นกีฬา ทำให้ฉันสามารถสังเกตเห็นหุ่นแสนเซ็กซี่กับผมสีน้ำตาลที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของเขาได้อย่างชัดเจน เรียกได้ว่าฟีโรโมนความหล่อของเขาพุ่งพล่านฟุ้งไปทั้งห้อง จนฉันที่แอบมาตีเนียนนั่งอ่านหนังสือในห้อง แต่ใจจริงมาส่องซิกแพค ได้แต่ครวญครางในใจอย่างบ้าคลั่ง
          "มีอะไรจะถามรึเปล่า" อเล็กมองฉันแล้วเอ่ยปากถาม ฉันที่เก็บอาการหื่นกามได้อย่างมิดชิด ได้แต่ส่ายหน้าอย่างไร้อารมณ์
          "เฮ้อ เธอเป็นผู้หญิงที่แปลกดีนะ" นักกีฬาเกริ่น "นั่งเป็นเพื่อนรอฉันออกกำลังกายได้เป็นวัน ถ้าเป็นเฮลี่ย์นะ ป่านนี้บ่นว่าเหม็นเหงื่อไปนานแล้ว"
          ข้อหนึ่งเลยคือ ซิกแพคนายมองแล้วเพลินอย่างกับดูซี่รี่ย์ ส่วนข้อสองคือ ยัยเฮลี่ย์มันโพรงจมูกเสีย! เหม็นตรงไหนฉันนี่แทบจะสูดแทนอากาศปกติอยู่แล้ว!
          อนึ่ง นางสาวเฮลี่ย์โพรงจมูกอักเสบคนนี้คือใครกัน หล่อนเป็นสาวมั่นผมทองที่อยู่ในหมู่บ้านแถวหลุมสุสาน เป็นเพื่อนที่แทบจะเป็นมากกว่าเพื่อนของอเล็ก ฉันไม่เคยคิดปักใจเกลียดเธอมาก่อน จนกระทั่งสาวเจ้ามาวิจารณ์ว่าแฟชั่นของฉันล้าสมัย บ้านเธอสิ! ฉันเป็นสาวเมืองกรุงเข้าห้างทุกสามเวลาหลังเลิกนะเฟ้ย หล่อนต่างหากที่บ้านนอกดูแต่แฟชั่นในนิตยสาร! 
          พูดเเล้วก็ของขึ้น ฉันสงบสติอารมณ์ของตัวเอง แล้วลุกจากเตียงอเล็ก เอาหนังสือ วิธีฟิตกล้ามให้ได้ในยี่สิบวัน ของเขาไปเก็บที่ชั้นวาง
          กึก
          "อืม ฉันแทบจะไม่ได้แตะของพวกนี้เลยแฮะ" อเล็กเขม็งตามองหนังสือบนชั้นด้วยสายตาเศร้าใจอย่างสุดซึ้ง เขาคว้าหนังสือในมือฉัน ก่อนที่จะเรียงมันใหม่ในชั้นที่สูงกว่าตัวเราจะเอื้อมถึง
          อเล็ก นายจะเรียงหนังสือยังไงก็ได้ แต่ไม่ใช่มายืนซ้อนหลังฉันแล้วยืนเรียงหนังสือแบบนี้!
          ฉันไม่รู้ว่าพ่อหนุ่มคนนี้ใสซื่อจริงๆ หรือว่าไม่ได้มองฉันเป็นผู้หญิงเลยกันแน่ ชายผิวแทนเปลือยอก ยืนประชิดอยู่ข้างหลังฉันชนิดที่เรียกได้ว่าซิกแพคที่ฉันเฝ้าส่องมานานนับแรมปี แทบจะติดกับหลังแผ่นหลัง ความร้อนจากไอร่างกายที่พึ่งออกกำลังหนักโอบล้อมรอบกายฉัน ลมหายใจอุ่นๆ แนบชิดกับหลังใบหูจนรู้สึกจักกะจี้น้อยๆ วงแขนกล้ามเป็นมัดๆ ของเขายังเรียงหนังสืออย่างใจเย็น ทั้งกลิ่นเหงื่อและฟีโรโมนที่หลั่งมาจากตัวเขาตีกัน จนหัวใจฉันเต้นระรัวตุบๆ ไม่หยุด ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังหลอมละลายฉันเหมือนไอศกรีมที่เขาขายตอนหน้าร้อนไม่มีผิด
          "เอ่อ.. อเล็ก ฉัน.." ฉันพยายามท้วงติงเขา แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ... อืม กลิ่นเหงื่อเพิ่มเข้ามาอีก เยี่ยม
          "อ้อ โทษทีนะ" อเล็กพูดทั้งยังไม่หยุดมือ "อึดอัดงั้นเหรอ แปปหนึ่งนะ เหลืออีกสองเล่มก็เสร็จแล้ว"
          นี่นายใสซื่อเกินไปไหม อเล็ก! นายอยากโดนฉันข่มขื่นเหรอ!! แม้ในใจจะพูดแบบนั้น แต่ฉันก็ยังเฝ้ารอให้เขาจัดหนังสือต่ออย่างใจเย็น หรือเท่าที่จะเย็นได้ล่ะนะ
          "โอเค! เรียบร้อย!" อเล็กตบชั้นหนังสือของเขาเบาๆ เป็นการบอกว่ามันเสร็จสิ้น เขาเปลี่ยนอิริยาบถจากยืนซ้อนหลังฉันมายืนพิงชั้นหนังสือข้างฉันแทน นั่นเป็นอะไรที่ดีเยี่ยม เพราะถ้าเขาอยู่ท่านั้นนานกว่านี้อีกนิดฉันคงได้เลือดกำเดาทะลักแน่ๆ
          แต่นั่นฉันคิดผิด พระเจ้าไม่ได้รักกับเราขนาดนั้น 
          "ชาวสวน" เขาเรียกฉัน ทั้งยังใช้หลังมือลูบหน้าเบาๆ "ฉันมาหน้าเธอดูแดงๆ นะ เครื่องปรับอากาศในห้อง ร้อนไปรึเปล่า"
         
          ปลายนิ้วร้อนๆ ลากผ่านเรียวหน้าฉันอย่างแผ่วเบา นัยนตาสีอัลมอนของเขาจ้องเขม็งมาที่ใบหน้าของฉันระยะอันตราย เหมือนกับพยายามสำรวจว่าทำไมหน้าฉันถึงแดงได้ขนาดนี้ มันทำให้ฉันแทบจะลืมไปเลยว่าเคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น 
          ให้ตายเถอะ นายนั่นแหละ ที่ทำให้ฉันร้อน ไอ้บ้าเอ้ย!
          "ฉัน! คิดว่า! คุ้กกี้น่าจะ อะ อบเสร็จแล้ว.." ฉันถอยหนีจากเขาด้วยอากาศเหมือนคนไปไข้หวัด "ปะ ไปก่อนนะ!"
          

          แล้วชาวสวนก็วิ่งออกไปหาคุ้กกี้ที่ไหนก็ไม่รู้
          ผมยืนมองให้เธอออกจากห้องนอนของผมไปอย่างใจเย็น แล้วปรับหน้าตาเอ๋อๆ ซื่อๆ ของตัวเอง ให้กลับมาเป็นอย่างที่มันควรเป็น นั่นคือ เต็มไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์และเสน่ห์แพรวพราว
          "ยัยโง่เอ้ย ใครใช้ให้เธอจ้องหน้าท้องฉันตาไม่กระพริบอย่างนั้นล่ะ" ผมยิ้มขำกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วยังมีหน้ามาปฎิเสธหน้าตายอีกนะ บ้าบอจริงๆ 
          ยัยชาวสวน ตั้งแต่ย้ายเข้ามาที่หมู่บ้านเมื่อหลายก่อน หล่อนก็เฟรนลี่กับมนุษย์ทุกคนที่พบเจอ ทั้งหาของมาส่ง เอาขนมมาฝากคนนู้นคนนี้ จนคนทั้งเมืองทั้งรักทั้งเอ็นดู รวมถึงตัวของผมด้วย
          เจอครั้งแรกก็คิดเพียงแค่ว่าเธอน่าสนใจดี ทั้งยังมีน้ำใจกับคุณตาคุณยายของเราอย่างไม่หวังผลใดๆ เมื่อรู้จักกันมากขึ้น เธอก็คอยเป็นกำลังใจ และรับฟังทุกปัญหาของเรา ทั้งเรื่องพ่อแม่ ทั้งเรื่องเรียน และอีกสารพัดสิ่งอย่าง ที่เพื่อนที่โตมาด้วยกันอย่างเฮลี่ย์ไม่เคยทำ ดังนั้นสำหรับผมแล้ว เธอน่ะ พิเศษ
          แต่ผมอาจจะไม่พิเศษสำหรับเธอน่ะสิ เพราะเธอเป็นที่รักของคนมากมาย รวมทั้งผู้ชายคนอื่นในหมู่บ้านด้วย นั้นมันทำให้ผมรู้สึก... หึง 
          อย่างแซมที่อยู่ข้างบ้านเฮลี่ย์ หล่อนก็คอยเอาพิซซ่าไปให้หมอนั่นทุกวัน แถมยังช่วยกันค้นแนวดนตรีให้อีกต่างหาก และถ้าถามว่าผมรู้ได้อย่างไรนั้น แค่มองจากหน้าต่างบ้านเฮลีย์ก็มองเห็นทะลุห้องแซมแล้ว ทำไมจะไม่รู้ล่ะ
          เพราะอย่างนั้น ผมก็ต้องใช้หน้าตาหล่อๆ ของตัวเองให้เป็นประโยชน์ ตะลอมเธอให้เข้ามาใกล้ ทำให้เธอหมุนอยู่ในวังวนที่มีแต่ผม มีเพียงผมเท่านั้น ทำให้สายตาของเธอมองมาที่ผมเพียงคนเดียว
          ติ๊ด ติ๊ด
          "ฮัลโหล กัส" ผมรับโทรศัพท์เจ้าของร้านอาหารประจำเมือง "ใช่ นี่ผมเอง ทุกอย่างที่ผมขอไว้เรียบร้อยดีใช่ไหมครับ"
          กัสตอบว่ามันลงตัวเเล้ว เขาบอกด้วยว่าคืนวันศุกร์นี้มาได้เลย เยี่ยม ที่เหลือผมก็แค่ต้องชวนเธอ ผมเปิดลิ้นชักหยิบซองจดหมายที่ถูกกลบด้วยจดหมายอีกมายมายที่ไม่ได้ส่ง ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรัก ทั้งที่คิดคำได้มากมาย สุดท้ายก็เขียนไปแค่ว่า เจอกันร้านบาลูนหลังพระอาทิตย์ตกเท่านั้น 
          แย่ล่ะสิ นิ้วมือของผมยังจำสัมผัสที่ลูบใบหน้าเธอได้อยู่เลย คนอะไรผิวแดงได้ขนาดนั้นนะ 
          น่าขย้ำเป็นบ้า 
          ว่าแล้วผมก็สลัดความของตัวเองออกจากหัว เดี๋ยวผมจะนอนไม่หลับเพราะฝันถึงเธอเอา พรุ่งนี้รอเจอตัวจริงเลยดีกว่า คราวนี้ผมจะนอนอยู่บนเตียงรอให้เธอส่องซิกแพคทุกวันเลย.


---------------------------------------------------------[Alex Root END]-----------------------------------------------------------


          วันนี้พ่อของวินเซนต์ไม่กลับบ้าน
          เด็กชายตัวน้อยดูซึมไปเลย เมื่อเขารู้ข่าวจากโจดี้ ฉันลูบหลังเขาเบาๆ เป็นการปลอบ วินเซนต์ยังเป็นเด็กนัก เขาควรจะได้รับความอบอุ่นจากพ่อและแม่ของเขามากกว่านี้ ยิ่งโจดี้เป็นคนที่เคร่งอยู่ในกรอบมากด้วยแล้ว ยิ่งทำให้วินเซนต์กังวลมากขึ้นเมื่อต้องอยู่เดียวดาย
          "คุณพ่อจะกลับบ้านใช่ไหมครับ" ฉันยิ้มให้เจ้าตัวเล็ก แล้วขยี้กลุ่มผมสีพีชนั่นจนยุ่ง ก่อนที่จะตอบว่า
          "เคนจะต้องกลับมาแน่นอน นายบอกฉันเองนะ ว่าพ่อของนายเป็นทหารที่เก่งที่สุด จำไม่ได้หรือ" เด็กน้อยรับฟังแล้วเงยหน้ามอง "แต่ว่า ในหนังที่แซมเปิดให้ผมดู สุดท้ายพระเอกที่เป็นทหารเก่งๆ ก็โดนระเบิดตายนี่ครับ"
          เมื่อได้ยินแบบนั้นฉันก็ถึงกับต้องกุมขมับ 
          แซม! นายเอาอะไรมาให้น้องนายดูเนี่ย!! 
          "โอ้! ชาวสวน วันนี้เธอมาเล่นกับน้องชายฉันเหรอ" ว่าแล้ว ชายหนุ่มผมทองก็ชะโงกหน้าเข้ามาในห้องวินเซนต์พร้อมกับถาดพิซซ่าจากร้านประจำ แซม นายนี่มันตายยากจริงๆ 
          แซม เป็นผู้ชายที่เรียกได้ว่าเป็นวัยรุ่นสุดๆ เขาย้อมผมสีทอง ติดฟาสฟู้ด และชอบเล่นดนตรี การได้คุยกับเขามันเหมือนกับกำลังสนทนากับเด็กเกรียนวัยไฮท์สคูลไม่มีผิด จนเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเขาเกิดมาจากครอบครัวทหารที่มีแม่เคร่งครัดจริงๆ รึเปล่า
          แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น มันสำคัญอยู่ที่ว่านายทำอะไรกับน้องชายแสนน่ารักของฉัน! เจ้าบ้าแซม! 
          "แซม นายเอาอะไรให้วินเซนต์ดู" ฉันยืนขึ้นแล้วกอดอกมองเขา แซมดูงงงันในตอนแรก เขาวางถาดพิซซ่าลง  ก่อนที่จะหันไปหาน้องชายของเขา
          "เธอหมายถึงเรื่องไหนน่ะ น้องรัก"  แซมถามน้องชาย
          "เรื่องที่มีทหารใส่เสื้อลายพราง แต่วิ่งเหยียบระเบิดจนไส้ทะลักเหมือนลาซัญญ่าของพี่ไง" เด็กน้อยกล่าวด้วยนัยนตาใสแจ๋ว เมื่อได้ยินรายละเอียดเพิ่มเติม ฉันก็แถบจะกลายร่างเป็นระเบิดนิวเคลียร์นับถอยหลัง
          "แซม...." ฉันลากเสียงชื่อเขายาวๆ เสียงต่ำๆ ใบหน้าทะมึนขึ้น เหมือนจะระเบิดร่างแซมตามพระเอกในหนังไปติดๆ 
          "เฮ้ ใจเย็นน่า" แซมยิ้มแก้ตัว แล้วทำมือปัดป่ายไปทั่ว "คุยกันได้นี่ ใช่ไหม" 
          "ให้ฉันอัดนายให้น่วมก่อนแล้วกัน ตาบ้าเอ้ย!" ว่าแล้วฉันกระโจนเขาหาแซมด้วยแรงควายของชาวสวน ที่เคยเกริ่นไว้ว่าอาจฆ่าหมีด้วยมือเปล่าได้ จนร่างของหนุ่มผมทองล้มลงไปกับพื้น
          "โอ้ย!" แซมร้อง "นี่มันเจ็บนะเนี่ย ยัยชาวสวนถึก"
          "นายว่าใครถึก ไอ้หัวตั้ง!" ว่าแล้วฉันก็ขยี้ผมสีฟางข้าวของเขาอย่างบ้าคลั่ง แซมล็อคเอวฉัน แล้วกลิ้งกลับมาคร่อมตัวฉัน แล้วพันธนการแขนขาก่อนที่จะจี้เอวเป็นการเอาคืน ทั้งยังล็อคคอวินเซนต์มาร่วมวงด้วย จนกลายเป็นว่าพวกเรากอดกันกลมอยู่สามคน ฉันกับแซมขนาบข้าง ส่วนวินเซนนอนขดอยู่ตรงกลาง พวกเราทั้งหมดหัวเราะกันอย่างบ้าบอคอแตกสิ้นดี 
          "สรุปนายคิดถึงพ่องั้นเหรอ วินเซนต์"   ในที่สุดแซมก็ตัดสินใจถาม วินเซนต์หน้าหม่นหมองลงไปนิดๆ ก่อนที่จะพยักหน้า 
          "เอาน่า" แซมปลอบ "ยังไงเขาก็กลับมาแน่นอน คนๆ นั้น หนังเหนียวตายยากจะตายไป"
          "ก็ผมคิดถึงพ่อนี่.." วินเซนต์บ่นอุบอิบ ก่อนที่จะหันมองอ้อนฉันแทน "พี่สาวก็คิดเหมือนกันใช่ไหมครับ"
          "จ๊ะ" ฉันยิ้มหวานแล้วลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ แซมกระชับอ้อมกอดที่โอบพวกเราไว้แน่นขึ้น ก่อนที่จะยื่นหน้าแล้วทำสายตาลูกหมาให้ฉัน 
          "ผมก็คิดถึงพ่อเหมือนกันครับ" แซมดัดเสียงเหมือนล้อเลียนน้องชายของเขา ซึ่งมันไม่เข้ากับหน้าของเขาอย่างแรง "ลูบหัวปลอบผมบ้างสิครับ พี่สาว"
          ว่าจบไม่พอ เขายังเลี่อนหน้าเข้ามาใกล้ แล้วใช้สันจมูกถูกกับปลายจมูกของฉันเบาเหมือนกับแมวเคลียคลอ ก่อนที่จะยิ้มกวนประสาทตามแบบของเขา ฉัยเลยจัดการเอามือดันหน้าเขาออกไปอย่างหมั่นไส้ แล้วจัดการทั้งทึงทั้งดึงผมเขา เอาให้หัวล้านไปเลย!
          "โอ้ย ลูบหัวกันรุนแรงนะเรา" แซมแกล้งบ่น ก่อนจะใช้เคี้ยวกัดปลายนิ้วของฉันเบาๆ แล้วปล่อยออก "เล่นแบบนี้ระวังเอาคืน แล้วจะร้อนรู้ไหม" 
          พูดจบเขาก็ส่งนัยนตาสีมรกตมาก่อกวนหัวใจฉัน ให้สั่นเหมือนถูกเขย่าในขวดโหล หน้าของฉันรู้สึกร้อนขึ้นมาตามที่เขาบอกซะแล้วสิ
          "ทำอะไรกันน่ะ พวกเธอ!"
          เฮือก!
          พวกเราแทบสะดุ้งเฮือกพร้อมกัน แล้วผลักออกจากกันอย่างรวดเร็ว โจดี้ แม่ของแซมกับวินเซนต์เดินเข้ามาพร้อมกับถาดโคล่าสำหรับเราสามคน ฉันได้แต่ทำตัวไม่ถูก วินเซนต์ทำหน้ามึนคลานออกไปหยิบพิซซ่ากับโค้กมาดื่ม ส่วนแซมกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้นแล้วผิวปากเพลงที่เขาแต่งเอง ที่แสดงในงานคอนเสิร์ตวันนั้น
          "นี่พวกเธอโตกันแล้วนะ! เล่นอะไรก็รู้จักคิดถึงตัวเองบ้าง เธอน่ะตัวดีเลยชาวสวน! นี่หล่อนเป็นผู้หญิงนะ! จะปล่อยให้ผู้ชายกอดง่ายๆ ได้ยังไง แซมก็เหมือนกัน นี่ลูกโตแล้วน-----บลา บลา"
          จากนั้นพวกเราก็นั่งฟังโจดี้เทศน์ยาวเป็นอีกหลายสิบนาที จนฉันกับแซมแอบสาบานกันเงียบๆ ว่า จะไม่ยอมให้โจดี้เห็นพวกเรา อยู่ด้วยกันสองต่อสองอีกแน่ๆ แล้วฉันก็บอกลาทุกคน ก่อนที่จะออกจากบ้านไป


          ยัยชาวสวนกลับบ้านไปแล้ว
          ผมได้แต่ถอนหายใจเฮือก แล้วเอนตัวพิงฝาผนังห้องของน้องชายอย่างเหนื่อยใจ ใบหน้าแดงๆ ของยัยชาวสวนยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผมอยู่เลย ตัวผมไม่กล้านึกเลยว่าถ้าผมได้อยู่กับเธอแบบนี้ทุกวัน ได้กอด ได้จับมือเธอจะเป็นอย่างไร จะทำให้เธอยิ้มทุกวันได้ไหม แต่ผมจะเลิกคิดถึงมัน เพราะถ้าผมเผลอแตะต้องความคิดเหล่านั้นแม้เพียงเล็กน้อย หัวใจของผมคงทะลุออกร่างไปหาเธอแน่
          "อ้าก!!" เมื่อคิดได้แบบนั้น ผมก็ได้แต่ปิดหน้าแล้วครวญครางอย่างบ้าคลั่ง แถมหน้าก็ร้อนเป็นไฟเผา หัวใจแทบจะทะลุออกมาจากอกตลอดเวลาเหมือนที่ผมบอกไว้เลย
          นี่มันความรู้สึกอะไรกันนะ 
          "หรือว่าฉันจะ.. เป็นไข้?" ผมพึมพำกับตัวเอง
          โป้ก
          "โอ้ย!" กระป๋องน้ำอัดลมเปล่าสีฟ้าถูกใครบางคนปาลงมากลางหัว ผมเงยหน้าขึ้นมามองคนดังกล่าวอย่างงงๆ
แล้วถามว่า "ปาขวดน้ำใส่หัวพี่ทำไม วินเซนต์"
          "จะอะไรล่ะ เจ้าโง่" วินเซนกอดอก ท่าทางเด็กดีหายวับไปราวกับไม่ใช่คนเดียวกัน "นายนี่มันใสซื่อยิ่งกว่าเด็กเก้าขวบอีกนะ แซม"
          "วะ วินเซนต์?" ถ้าเกิดว่ามีใครหาว่าผมกร้านโลก คนที่กร้านโลกกว่าผมก็วินเซนต์เนี่ยแหละครับ เขามักจะทำทีน่ารักกับพวกผู้หญิง ส่วนผู้ชาย... อืม เอาเป็นว่าผมกับเซบาสเตียนเจออะไรมาเยอะพอสมควรเลยทีเดียว
          "พี่ไม่รู้ตัวเลยเหรอ" วินเซนต์กล่าวพร้อมกับยกโคล่าส่วนของผมขึ้นดื่ม "พี่น่ะ ตกหลุมรักพี่สาวชาวสวนเข้าแล้ว"
           "ระ รักเหรอ" ผมหน้าแดงเหมือนพิซซ่าราดซอสมะเขือเทศ
          "ใช่ ผมบอกไว้เลยนะว่า ถ้ายังชักช้าอยู่อีก พี่สาวได้ไปเป็นแฟนพี่อเล็กแน่ๆ!!"
          "อเล็กเหรอ" ผมคิดตาม แล้วกะปริบตาปริบๆ "อเล็กก็เป็นคนดีนี่"
          วิเซนต์กรอกตาอย่างเบื่อหน่าย แล้วปารถของเล่นใส่หัวพี่ชาย "เจ้าบ้าแซม! นายมันโง่เง่า! ไม่รู้แหละ ถ้าผมไม่ได้พี่สาวเป็นสะใภ้ล่ะก็ อย่าหวังว่าจะได้เห็นเครื่องดนตรีของพี่อีก ผมจะเอาไปทิ้ง!"
          จะเอาไปทิ้ง! คำพูดของวินเซนต์สะท้อนในหัวผมเป็นเสียงแอ่คโค่ ภาพแผ่นเสียงของรัก ที่วินเซนต์เอาไปเผาเพราะผมบอกเรื่องเกรดของเขากับแม่ยังติดตาอยู่เลย ผมขนลุกตั้งแต่ปลายเท้าลามขึ้นมาถึงกระดูกสันหลัง ใคร! ใครบอกว่าน้องชายผมมันน่ารักกัน เขาน่ะเป็นปีศาจ!
          แถมเมื่อลองคิดภาพของเธอ ถ้าเกิดชาวสวนไปอยู่กับอเล็กล่ะก็ จะเป็นยังไงกันล่ะ พวกเขาก็คงจะรักกัน ได้เดินจับมือกัน ได้นอนกอดร่างหอมๆ ของเธอ และก็ทำให้เธอยิ้มได้มากกว่าผมแน่ แค่คิด มันยังทำให้ผมรู้สึกไม่ดีอย่างไม่น่าเชื่อเลย
          "แล้วฉันควรจะทำยังไงดีล่ะ น้องชาย" ผมทิ้งตัวลงกับพื้นห้องเหมือนลูกโป่งหมดลม วินเซนต์มองผมอย่างสมเพชถึงที่สุด
          "เฮ้อ" เขาถอนหายใจ แล้วกุมขมับ วินเซนต์ตัดสินใจว่า ผมมันเกินเยียวยาแล้วจริงๆ  
          "นายก็บอกความรู้สึกของนายกับเธอสิ" เขาตอบ
          บอกความรู้สึกของผมกับเธองั้นหรือ ผมคิดตามในใจ มันเหมือนเป็นกุญแจสำคัญที่ปลดล็อคความในใจของผมทั้งหมด 
          "ต้องทำยังไง! พี่ต้องทำยังไง!" ผมถามเขาลิ้นแทบจะพันกัน
          "โว้ย!!!" วินเซนต์กรีดร้อง "นายเป็นสาวม.ปลายถักเปียกระโปรงบานรึไง!! คิดเองบ้างสิโว้ย!!!"
          ผมสะดุ้งกับเสียงตะคอกอย่างหมดความอดทนของน้องชาย เขาพูดต่อว่า "หรือไม่ นายก็นัดเธอมาตอนมืด ล่อเธอเข้าห้อง แล้วนายก็จูบเธอซะ จากนั้นก็ถอด-----"
          "โอเค! โอเค!!" ผมทำมือปัดปายห้ามวินเซนต์พูดต่อ ทั้งยังหน้าแดงแปร๊ด "พะ พี่หาวิธีเองได้! ขอบคุณมาก!"
          จากนั้นผมก็เดินกลับเข้าห้องไปนอนกลิ้งบนเตียงตัวเอง ยัยชาวสวนเป็นคนสำคัญเกินกว่าที่ผมจะยอมปล่อยให้ใครคนอื่นไปดูแล เธอเป็นเหมือนจังหวะดนตรีที่ผมตามหามานานแสนนาน เป็นจังหวะที่ทำให้บทเพลงของผมสมบูรณ์และไพเราะจำใจ เธอคือคนที่เป็นความสบายใจเพียงหนึ่งเดียวของผม เมื่อต้องอยู่ล้อมรอบเหล่าผู้คนที่คาดหวังและกดดันผม เป็นสายลมเย็นที่ทำให้ผมเหมือนมีชีวิตอีกครั้ง
          ผมมั่นใจในความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น แล้วเปิดลิ้นชักหยิบกระดาษเปล่าออกมา เขียนข้อความที่จำเป็นลงไป
          'มาเจอกันหน้าบ้านฉันหลังฟ้ามืดที'
          ถึงวันที่ผมจะต้องบอกความรู้สึกของเธอแล้ว

---------------------------------------------------------[Sam Root END]-----------------------------------------------------------



          "นี่คุณค่ะ! คุณเข้าไปให้ห้องนั้นไม่ได้นะคะ!" มารุตะโกนห้ามฉันอย่างตกใจ แต่ฉันไม่ฟัง ฉันวิ่งเข้าไปหาฮาร์วี่ในห้องรักษาอย่างรีบร้อน
          "หมอ! คิดค่ารักษาให้น้อยกว่านี้หน่อยได้ไหม นี่มันขูดรีดขูเนื้อกันเกินไปแล้วนะ!" ฉันพูด  แล้วยกบิลค่ารักษาชูขึ้นเป็นการประท้วง จอร์จที่นั่งอยู่บนรถเข็น กับฮาร์วี่ที่กำลังรักษาเขา หันมามองฉันเป็นตาเดียว ก่อนที่หมอจะได้สติเป็นคนแรก แล้วหันกลับไปทำงานของเขาต่อ
          "นี่! ฉันบอกว่าเข้าไม่ได้ไงคะ คุณหมอกำลังรักษาอยู่นะคะ!" มารุวิ่งตามเข้ามาอย่างเหนื่อยอ่อน หมอยกมือขึ้นมาข้างหนึ่งเหมือนบอกว่าไม่เป็นไร ก่อนที่จะรักษาจอร์จต่อไปเหมือนฉันไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น มันทำให้ฉันฉุนแตกจนต้องตะโกนเรียกชื่อเขา  "ฮาร์วี่!"
          "ชู่ว" หมอทำมือเหมือนให้ฉันเงียบ โดยที่ไม่หันมามองฉัน ก่อนที่เขาจะใช้เครื่องฟังเสียง   ฟังหัวใจของจอร์จอย่างใจเย็น 
          "จอร์จช่วยสูดหายใจเข้าลึกๆ หน่อยครับ" จอร์จทำตาม หมอพูดต่อว่า "โอเค จากนั้นถอนหายใจออก ช้าๆ นะครับ"
          และการตรวจก็ดำเนินอย่างที่มันความจะเป็น ฉันนั่งรอเขาที่เตียงคนไข้อีกฝั่งของห้อง ปล่อยให้ฮาร์วี่ได้ทำหน้าที่ของเขาต่อไป
          "เรียบร้อยแล้วนะ จอร์จ" เขาถอดหูฟังออกแล้วหันไปหาคนไข้ "วันนี้ก็อาการยังคงที่ครับ อย่าลืมทานยาให้ครบตามเวลา ลดทอดลดมัน แล้วก็อย่าทานอาหารรสจัดมากเกินไปนะครับ"
          "โอ้ย" จอร์จโวยวาย "แค่กินยาก็จะแย่อยู่แล้ว ยังจะให้ฉันกินแต่ของจืดๆ อีกเหรอ!"
          "สุขภาพต้องมาก่อนนะครับ" หมอยิ้มบางๆ แล้วเซ็นใบจ่ายยายื่นให้เขา จอร์จเข็นรถเข็นของเขาออกไปอย่างหงุดหงิด  ระหว่างที่เขาผ่านหน้าฉันไป ฉันจึงมีความคิดดีๆ ฝุดขึ้นมาในหัว
          "คุณตาค่ะ" ฉันเรียกชายชราเสียหวาน แต่ตามองหน้าฮาร์วี่อย่างท้าทาย ซึ่งตอนนี้เขาดูไม่ได้สนใจฉันเลย "หนูเอาเห็ดทอดมาฝากค่ะ"
          "ว้าว นั่นของโปรดฉันนี่!" ชายชราร้อง เขาเริ่มเข้าใจความคิดของฉัน จอร์จหันหน้าไปมองคุณหมอของเขาอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วแสร้งทำท่าน้อยใจอย่างเกินเหตุ "แต่ฉันคงรับไว้ไม่ได้หรอก เพราะหมอสั่งว่าลดทอดลดมัน แล้วก็อย่าทานอาหารรสจัดมากเกินไป นี่นะ"
          "เป็นคุณหมอที่ใจร้ายจริงๆ เลยค่ะ" ฉันยังคงเล่นละครต่อไปได้อย่างยอดเยี่ยม "ห้ามไม่ให้คนอื่นกินของที่เขาชอบแบบนี้" ฉันกุมมือคุณตาแล้วทำท่าเศร้าโศก ในขณะที่ในใจต้องพยายามกลั้นยิ้มเอาไว้อย่างสุดความสามารถ ฮาร์วี่มองพวกเราแค่หางตาเท่านั่น เขายิ้มมุมปากก่อนที่จะเอ่ยขึ้นว่า "มันไม่ดีต่อสุขภาพนะครับ"
          "เห็นไหม เขาไม่ยอมให้ฉันกินน่ะ ใจร้ายจริงๆ" จอร์จแสร้งร้อง
          "ใช่ค่ะ ใจร้ายมาก" ฉันดัดเสียงพูดสนับสนุน ในที่สุดฮาร์วี่ก็ทนละครดราม่า(ปลอมๆ)ของพวกเราไม่ไหว เขาหลุดยิ้มออกมา พร้อมกับหมุนเก้าอี้หันหน้ามาหาพวกเราอย่างเก๊กๆ
          "คุณตาสามารถทานของที่ชอบได้ครับ แต่ทานบ่อยมากเกินไปก็ไม่ดีนะครับ" คุณหมอกล่าว
          "แต่ตอนนี้กินได้ใช่ไหม" จอร์จถามเขา 
          ฮาร์วี่ยิ้มและส่ายหน้าอย่างเอื่อมระอา ก่อนที่จะตอบว่า "ได้ครับ"
          "เย้!" จอร์จชูกำปั้นขึ้นฟ้าอย่างดีใจ เขาหันมามองฉันแล้วยิ้มไม่มีฟันแบบคนแก่ ก่อนที่จะหยิบจานเห็ดทอดไป "เย็นนี้ไปกินข้าวบ้านฉันนะ ยัยหนู  ฉันจะบอกให้อีฟลินด์ทำอาหารเจ๋งๆ ให้"
          ฉันกับจอร์จไฮไฟว์กันเป็นรอบสุดท้าย ก่อนที่เขาจะเข็นลงออกไปอย่างอารมณ์ดี หมอยิ้มบางๆ เขาขยับแว่นแล้วเดินกอดอกมาหาฉัน
          "ร้ายนะครับ คุณชาวสวน" เขาแขวะฉันเบาๆ ฉันแลบลิ้นก่อนที่จะเเกล้งเอนหัวไปพิงเขาเล่น แล้วลุกตัวขึ้นมาเร็วพอกัน
          "นายอยากคิดค่ารักษาฉันแพงทำไมล่ะ ฮาร์วี่" ฉันพูดทั้งยังหัวเราะ คุณหมออมยิ้มแล้วดีดหน้าผากดังเปาะ
          "โอ้ย!" ฉันร้องโอดโอย แล้วลูบหัวปอยๆ  "นี่มันเจ็บนะ!"
          "เจ็บสิครับ จะได้จำ" คุณหมอขู่ "ถ้าไม่อยากให้คิดค่ารักษาแพง ก็อย่าทำร้ายร่างกายตัวเองสิครับ จากนี้ห้ามกลับบ้านดึกเกินเที่ยงคืนอีกนะ ร่างกายของคุณใช้งานหนักมาก มันจะรับไม่ไหวเอา"
          "เรื่องสิ" ฉันเถียงพร้อมกับหยิบแก้วกาแฟขึ้นมา "ฉันมีกาแฟ ยังไงฉันก็อยู่ได้ถึงตีสอ--- อ๊ะ"
          ฮาร์วี่กุมมือแนบมือข้างที่ถือกาแฟของฉัน จนฉันชะงักไป นัยนใต้กรอบแว่นช้อนขึ้นมองฉันอย่างเจ้าเล่ห์ เขาจัดการล็อคเอวฉันจนมาชิดตัว แล้วดื่มกาแฟจากแก้วในระหว่างที่สติของฉันกำลังหลุดลอยไปกับอ้อมแขนของเขา
          "อืม ที่นี้ก็ไม่มีกาแฟให้คุณดื่มแล้ว ดื่มกาแฟมากเกินไปมันไม่ดีต่อสุขภาพครับ ห้ามดื่มอีกล่ะ นี่คำสั่งหมอเลยนะ" ฮาร์วี่ยิ้มละมุนละไมมาให้ฉัน อย่างที่เขาชอบทำตลอด แขนที่เคยล็อคเอวฉันแน่นเปลี่ยนเป็นกอดไว้หลวมๆ แทน  คุณหมอฟุบหน้าลงมาประสานสายตากับฉัน ใกล้มากชนิดจมูกชนกัน ริมฝีปากของเรา ห่างกันแค่หนึ่งในสิบของมิลลิเมตร ฉันตัวเกร็ง แทบลืมวิธีที่หายใจไปเลย 
          ก่อนที่อีกวินาทีต่อมา เขาจะเลื่อนเป้าหมายไปที่ใบหูของฉันแทน เสียงนุ่มๆ ของคุณหมอกระซิบข้างหูอย่างแผ่วเบา
          "แต่ถ้าคุณยังต้องการกาแฟอีกอย่างมากจริงๆ มาเอาจากปากผมก็ได้นะ" เมื่อฉันได้ยินประโยคนั้น หน้าของฉันก็แดงเทือกเป็นปรอทวัดไข้
          ผลัก
          จนในที่สุดฉันต้องใช้แรงควายของชาวสวน ผลักร่างหนาของหมอออกมา ฮาร์วี่ยังคงฉีกยิ้มอยู่  เจ้าตัวเดินไปวางแก้วกาแฟไว้บนโต๊ะ  ฉันเตรียมตัวจะเดินหนีออกไปตามบท แต่มือใหญ่ก็ฉุดรั้นฉันไว้ก่อน
          "เดี๋ยว" เขาร้องอ้อน เป็นเสียงที่ใครได้ยินคงจะใจสั่นไปตามๆ กัน "พรุ่งนี้เช้า ผมจะไปหาที่บ้านนะ"
          "ทะ ทำไม มะ มา เอ่อ มา--" ฉันพยายามควบคุมไม่ให้ลิ้นพันกัน แต่ดูเหมือนคุณหมอฉลาดพอที่จะจับใจความจากประโยคได้เอง เขาหัวเราะเบาๆ แล้ว ตอบอย่างจริงใจ "ผมจะบอกคุณเองเมื่อพรุ่งนี้มาถึง รอผมนะ"
          "อ่า...เข้าใจแล้ว" ฉันตอบอย่างไร้สติ ฮาร์วี่ปล่อยมือฉันอย่างจำใจ แล้วกล่าวคำอำลา ปล่อยให้ฉันได้แต่เดินตัวปลิวๆ ออกไปข้างนอก


          ว้า หลุดออกไปได้ซะแล้ว
          ผมมองเด็กสาวผ่านทางหน้าต่างอย่างอาลัยอาวรณ์ แล้วทิ้งตัวลงบนโต๊ะทำงานของตัวเอง พร้อมเบนตากลับไปมองเด็กหนุ่มอีกคนที่นั่งหลบมุมอยูอีกห้อง... อเล็ก
          อเล็กคงจะมาดูแลจอร์จ คุณตาของเขาที่นี่ ส่วนยัยชาวสวนของผมก็คงจะโมโหเรื่องค่ารักษาเกินไปจนไม่ทันสังเกตพ่อหนุ่มผิวคล้ำคนนั้น เพราะฉะนั้นทุกโอกาสถึงตกมาที่ผมทั้งหมด ผมไม่ใช่คนโง่นะ ผมรู้ว่าอเล็กก็ชอบยัยสาวสวนของผมเหมือนกัน ไม่ว่าเขาจะพยายามทำตัวสบายๆ แค่ไหน ผีก็ย่อมเห็นผีด้วยกันอยู่ดี
          ผมชอบเธอ นั่นคือสิ่งที่ผมบอกตัวเองได้อย่างแน่ใจ ผมเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นคนฉลาด เชื่อมาตลอด ความฝันที่อยากจะเป็นนักบินคือที่สิ่งที่ผมคิดเอาไว้ แต่เพราะไร้ความกล้า ผมจึงละทิ้งความฝันนั้นไป 
          แต่เธอ เธอคนนี้กลับไม่มองข้ามมันไป เธอเป็นคนเดียวที่คอยให้กำลังใจผม คอยมาหาและอยู่เป็นเพื่อน มันมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนโลกสีเทาของผมทั้งใบให้มีชีวิตอีกครั้ง
          ว่าแล้วผมก็มองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง แล้วจ้องตากับชายอีกคนอย่างท้าทาย ใช่ ผมอาจจะไม่ใช่คนที่ดูดีเท่าอเล็ก หน้าก็โทรมหนวดเครารุงรัง แถมพุงเป็นชั้นน้อยๆ อีกต่างหาก แต่ผมไม่คิดว่าตัวเองจะแพ้เขาหรอก เพราะผมก็มีความรักของผมมีเยอะพอๆ กับเขาเหมือนกัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ 
          อ่อยเหยื่อต่อไปเถอะ อเล็ก เพราะถ้านายยังไม่คิดจะเริ่มรุกล่ะก็ นายก็เป็นได้แค่พระรองแสนดีเท่านั้นแหละ!

--------------------------------------------------------[Harvey Root END]-----------------------------------------------------------

ปิ้บๆ คุณได้รับจดหมาย 2 ea
หมายเลขหนึ่ง พ่อหนุ่มนักกีฬา ใสๆแต่ร้ายลึก เร้าใจคนชอบแบดบอย
หมายเลขสอง นักร้องหัวไฟช็อต ปากหวานปากดีมือปลาหมึก ที่จะทำให้คุณยิ้มได้ทั้งวัน
หมายเลขสาม คุณหมอแสนดี ผู้เคร่งครัดจอมบงการ และพอเอาจริงอ่อยแรงนะขอบอก
เลือกได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ตัดสินใจแล้วไปบอกลุงคนขายของแต่งงานนู่น

รู้สึกหายหน้าหายตาไปนานพอสมควร มีใครคิดถึงงูไหม ยกมือหน่อย \O^O/
งูรู้สึกตัวเองมึนๆ มาก ตอนที่นั่งเขียนรูทหมอ งูกำลังพึ่งทำงานเสร็จ สมองเบลอๆ
ชีวิตพังๆ อ่อนเพลียอย่างแรง 
ไม่มีเวลาเขียนทอลแล้ว งูคงไปๆ ขาดๆ สักพัก เพราะตอนนี้เปิดเทอม นิยายอีกเรื่องก็ยังไม่อัพเลยด้วยซ้ำ
เจอกันคราวหน้า
แอดแฟนแล้วเม้นมาคุยกัน! งูจะรออ่านคอเม้นของแฟนคลับหมอทุกคนนะคะ!
งูรักนักอ่านทุกคนจ้า

ผลงานทั้งหมด ของ D-soda

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

24 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 / 21:56
    จะรอเสมอนะคะ
    #24
    0
  2. วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 16:24
    รออยู่นะคะไรท์
    #23
    0
  3. วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 20:10
    ไรท์จ๋าอยุหนายยยย
    #22
    0
  4. วันที่ 10 กรกฎาคม 2559 / 09:23
    มาต่อเถอะค้าาา ต้องการอ่านต่อหนักมากกกกกกก ชอบเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ
    #21
    0
  5. #20 อนิเมะคุง
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 00:34
    อัพเถอะนะได้โปรดดดดดด(ชักดิ้นชักงอไปกับเตียง)

    อยากอ่านอ่ะ อ่านอ่านต่ออ่ะ!!! (เริ่มออกอาการเด็กเอาแต่ใจ)

    จะอ่าน จะอ่าน จะอ่าน จะอ่าน จะอ่าน จะอ่าน จะอ่าน จะอ่าน

    เราจะตื้อต่อไปเพราะว่า...... ตื้อเท่านั้นทั่จะครองโลกกกกก(กอ ไก่ ล้านตัว)

    อัพเถอะนะ ด้วยเก่ร์ของลูกเสือข้าขอสั- เฮ้ย! ผิดเรื่อง!



    แต่ก็...... อัพเร็วๆนะค่ะ
    #20
    1
    • 19 มิถุนายน 2559 / 22:03
      งั้นรอต่อไปจ๊ะ คนดี (ฮา)
      อยากมานั่งเขียนเหมือนกัน แต่งูไม่มีเวลาปลีกตัวออกมาจากหนังสือสอบได้เลยจ้า ขอโทษจริงๆ
      เพราะงั้นช่วยรอก่อนน้า *ทำสายตาอ้อนวอนเหมือนลูกแมวน้อย*
      ปล. นายได้อ่านตื้อเท่านั้นที่ครองโลก เดอะ ซี่รี่ย์ของเรารึเปล่าถ้ายังไปอ่านเล่นก่อนก็ได้นะ 555
      #20-1
  6. #19 อนิเมะคุง
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 14:58
    อัพแล้วววววว ไรท์อัพแล้ววววว

    หลังจากดองเป็นเดือน อัพแล้วววววววว!!!!

    //กรี๊ดร้องออกมาด้วยความดีใจ//

    รู้สึกคิดถึงเลนมาดูก็พบว่าคุณหมอมาแล้ว!! กรี๊ด!!!!
    #19
    0
  7. วันที่ 29 พฤษภาคม 2559 / 13:07
    รอนะคะะ ปักธงเลยยยย <3
    ฮืออ อเล็กซ์นะอเล็กซ์ ตอนอ่านพาร์ทนางนี่มีความเขินบิดสุด
    แต่แซมมีความน่ารักอ่ะ ชอบแบบนี้ ตลกวินเซนต์แรง 5555555555555
    #18
    0
  8. #17 lol
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2559 / 02:29
    รออ่านรูทหมอค่ะ นี้ทีมหมอ แอร้ยยย
    #17
    0
  9. วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 11:11
    มาอัพรูทหมอต่อได้แล้วค่า อยากอ่านนนนนนนนนนนน
    แอร๊ยยยยยยยยย >___<
    #16
    0
  10. วันที่ 17 พฤษภาคม 2559 / 22:45
    วินเซนต์เด็กมันร้ายจริงๆค่ะ  ^o^

    //ถ้าจีบหนูน้อยคนนี้คัตซีนยาว...
    #15
    0
  11. #14 อนิเมะคุง
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2559 / 16:13
    หยุด! นี่คือตำรวจ!หยิบปากกาขึ้นมาเขียนนิยาย! (ล้อเล่นน่า)

    เดือนกว่าแล้วน่า~ อยากอ่านต่อแล้วน่า~
    #14
    0
  12. วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 17:28
    รอค่ะรอรอรอออออออออออออ><
    #13
    0
  13. วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 22:01
    รออยู่นะค่า
    #12
    0
  14. #11 TRIXIE (@tanakul12) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 / 20:08
    อ่านแล้วอยากเปลี่ยนจากคุณหมอไปจีบอเล็กแทนเลย อะเฮือก -.,-
    #11
    0
  15. #10 อนิเมะคุง
    วันที่ 26 เมษายน 2559 / 23:56
    ต่อๆๆๆ รอหมอมาตรวจหัวใจอยู่

    รอฮาเร็มอยู่ อ้ายยยยยย! คิดแ้ลวฟิน!!
    #10
    0
  16. วันที่ 22 เมษายน 2559 / 04:56
    รอค่ะ พึ่งมาอ่านอยากอ่านต่อมาก
    ค้างมาก
    #9
    0
  17. วันที่ 21 เมษายน 2559 / 13:47
    //นั่งรออออออต่ิ
    #8
    0
  18. วันที่ 20 เมษายน 2559 / 20:04
    รอค่ะ รอหนักมาก รีมันทุกวันสามเวลาเช้า กลางวัน เย็น ฟินมากกกกกก
    #7
    0
  19. #6 กุหลาบสีเทา (@somoo62) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 01:10
    รอเซบบี้ค่ะ ที่รักของเราเมื่อไหร่จะมา
    #6
    1
  20. วันที่ 18 เมษายน 2559 / 20:39
    อยากได้อเล็กมาครอบครอง กร๊ดดดดดดด ฟินมากกก
    #5
    0
  21. #4 อนิเมะคุง
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 16:20
    ปิ๊ง! ยินดีด้วย คุณได้เป็นเดอะเฟรส! เฮ้ย! ไม่ใช่! ผิกเรื่อง

    แต่งต่อเร็วๆน่า~ ขอน้อยรออยู่นะขอรับ~ (ปล่อยรังสีมุงมิ้ง)
    #4
    0
  22. วันที่ 18 เมษายน 2559 / 12:20
    ว้าย ฟิน -///-
    #3
    0
  23. วันที่ 18 เมษายน 2559 / 12:17
    น่ารักอ่าา เริ่มอยากจีบอเล็กแล้วน่ะสิ
    #2
    0
  24. #1 Chrona (@Yoosang) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 12:05
    =[]=...

    ไม่มีคำบรรยาย
    #1
    0