ในรอยร้าว In the crack

ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,740
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    16 ต.ค. 61

บทนำ

 “ไปได้แล้วลูก” เสียงเข้มของชายวัยกลางคนเอ่ยเรียกเด็กชายวัยสิบสี่ปีที่ยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง


 “ครับ” มันคือประโยคเดียวที่เขาขานรับเสียงเรียกของบิดาที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังของตนเอง ก่อนที่จะก้าวเท้าไปหาคนที่อยู่ด้านหลัง


 “เราจะไปไหนกันหรอครับ” เขาหันมาถามบิดาที่เดินจูงมือไปพร้อมกัน


 “ไปให้ไกลจากที่นี่” เด็กชายงงว่ามันหมายความว่าอย่างไรกัน หมายถึงอะไรกันแน่ ทำไมกัน ทำไมต้องไปให้ไกลจากที่ที่ด้วยละ แต่ด้วยความที่ยังไม่ได้โตมากพอจะรู้เหตุผลทั้งหมด เขาก็ไม่ได้ซักไซ้หรือถามอะไรบิดาต่อ ได้แต่เดินตามเขาไป ท่ามกลางถนนในยามค่ำคืนที่มีไฟแสงสีส้มสลัวๆค่อยสาดส่องทางให้กับร่างทั้งสอง...


 “ยินดีต้อนรับทุกคนที่มาในวันนี้นะครับ” ชายหนุ่มร่างสมส่วนสมชายชาตรี กำลังยืนอยู่ตรงกลางในที่ประชุมในวันนี้ กล่าวขอบคุณที่ทุกคนเข้ามาร่วมประชุมผู้ถือหุ้นภายในโรงแรมเทียร์ทาวน์แห่งนี้


 “จากที่ก็รู้ๆก็อยู่แล้วนะครับว่าต่อไปนี้ ผมจะเป็นผู้บริหารคนใหม่ของที่นี่ ยังไงก็ฝากตัวด้วยล่ะกันนะครับ” สีหน้าดูเรียบแต่มันแฝงไปด้วยความสะใจ ที่อยู่ดีๆก็มาได้ลาภก้อนโตลอยมาให้โชคถึงที่ คนที่เป็นอดีตเจ้าของที่แห่งนี้ก็ได้เพียงแต่ฝืนยิ้มยอมรับต่อชะตากรรม


 “คุณแอรอนจะเข้ามาบริหารที่นี่แทนผม ยังไงก็ฝากทุกคนด้วยนะครับ” แทบจะเอ่ยอะไรออกไปไม่ได้เลยเพราะน้ำตาตอนนี้มันตกในไปหมดทุกอณู และแล้วเสียงแห่งความยินดีของบุคคลหลายคนก็ดังขึ้น เสียงปรบมือเสมือนว่าต้อนรับผู้ที่จะบริหารงานที่นี่ต่อ 


เสียงพูดคุยแสดงความยินดีมันสะท้อนก้องอยู่ในหูของวุฒิวัฒน์ชายอายุหกสิบเจ็ดปีจนเขาแทบจะทำอะไรไม่ถูก เสมือนว่าเสียงนี้มันตอกย้ำความล้มเหลว โรงแรมที่บริหารมาตลอดเกือบทั้งชีวิต ถูกชายหนุ่มที่อายุรุ่นราวคราวลูกมาทำหน้าที่แทนมันเป็นเพราะเขาคนเดียวทั้งนั้น! สิ่งนี้มันแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของตัวเองอย่างชัดเจน


 “ผมหวังว่าเราคงจะไม่ลืมสัญญาที่เคยพูดกันไว้นะครับ เมื่อคุณมีสิ่งที่ผมต้องการมาให้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นคุณจะได้ทุกอย่างคืนกลับไป” เขากระซิบเข้าที่ใบหูที่เหี่ยวย่นของวุฒิวัฒน์ ตอกย้ำความอับจนหดทางให้แก่ชายคนนี้ตอนนี้เขาถือไพ่เหนือกว่ามันคงยากที่จะพลิกกลับมาให้วุฒิวัฒน์ถือไพ่แทนเพราะความโลภมากแท้ๆ ชายวัยห้าสิบกว่าที่ได้ยินต่อสิ่งที่แอรอนท่วงถามก็กำมือแน่น


 จะถือว่าในเวลานี้เขาเป็นผู้ที่กำลังจะได้สวยในหน้าที่การงานเลยก็ว่าได้เพราะโรงแรมของเขากำลังมีชื่อเสียงมากในหมู่ของผู้คนที่ไปที่ไหนก็มีแต่คนรู้จักอีกทั้งยังมีสาขาแบ่งแยกออกไปทั่วประเทศและก็ไม่เว้นแต่นอกประเทศเพราะการลงทุนมันก็ต้องทำให้คุ้ม ยิ่งค่าเงินในต่างประเทศด้วยแล้วมันต่างจากค่าเงินของไทยมากหากขยายออกไปที่นั้น มันยิ่งได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ


 “วันนี้ผมขอบคุณทุกคนนะครับที่มาร่วมยินดี” ส่งยิ้มอย่างผู้มีชัยไปให้กับบุคคลอื่นๆได้เห็นไม่เว้นแม้แต่วุฒิวัฒน์


  “เฮ้อ เสร็จสักที” เสียงใสของหญิงสาวที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องสอบแสดงความดีใจอย่างเห็นได้ชัดว่าเธอนั้นมีความสุขมากแค่ไหนที่หมดสิ้นกันแล้วสำหรับภารกิจการสอบ สิ้นสุดกันเสียทีสอบปลายภาคของเทอมนี้ไม่ขาดสอบถือว่าโชคดีแต่เรื่องคะแนนที่ออกมาก็ค่อยว่ากันอีกทีนะ แต่ทว่าดีใจได้ไม่นานก็ต้องร้อนรนเมื่อยกแขนขึ้นมาดูนาฬิกา


 “เฮ้ย!!!ๆๆ นา! นา! นา! สายแล้วๆ” ตะโกนเรียกเพื่อนสาวที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องสอบหลังเธอเพียงแค่ไม่กี่นาที ท่าทีของเธอมันลุกลี้ลุกลนไปหมด


 “สาย สายอะไรมุ”


 “จะเข้างานสายแล้ว” ท่าทีร้อนรนกลัวว่าตนจะเข้างานไม่ทัน


 “แล้วเข้างานกี่โมง”


 “ห้าโมงๆไม่ทันแล้ว ไปแล้วนะ เดี๋ยวโดนคุณวิทย์ว่า”


 “อ้าวมุ อย่าเพิ่งสิ” ไม่ทันเสียแล้วสาวเจ้าวิ่งหนีเธอไปก่อนที่จะได้พูดว่านี่มันเพิ่งจะสี่โมงแท้ๆ ก่อนที่จะรีบสาวเท้าตามไป หวังว่าคงจะทันนะ


 มุทิตารีบวิ่งด้วยความเร็วแสงกลัวว่าตนเองจะไปไม่ทันเข้างาน ยิ่งวันนี้ยิ่งเป็นวันแรกที่ไปทำงานหลังจากที่หยุดพักระหว่างเรียนมาเทอมนึงแล้ว ยิ่งเป็นวันแรกด้วยแล้วไม่ควรที่จะเข้างานสายแต่นี่อะไรห้าโมงแล้วเธอเพิ่งจะวิ่งหน้าตั้งไปทำงาน ตอนนี้เรียกว่ารีบสุดชีวิตวิ่งสุดแรงเกิดเลยก็ว่าได้ 


แต่ทว่าความรีบนี้มันทำให้เธอไปถึงร้านไวก็จริงแต่ใช่ว่ามันจะทำให้คนอื่นที่เธอวิ่งผ่านมาปลอดภัยกับความเร็วนี้ ซึ่งมันก็ผ่านมาดีหลายต่อหลายคนหรอกแต่สุดท้ายก็!!!


 “ปึก!”


 ร่างอวบของมุทิตารู้ได้ทันทีว่าเธอวิ่งคนเข้ากับคนเข้าให้แล้วเพราะความรีบร้อนของตนแท้ๆ จึงขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่


 “ขอโทษๆนะคะ ฉันวิ่งไม่ดูทางขอโทษจริงๆค่ะ” เอ่ยคำขอโทษก็รีบโค้งตัวแสดงความสำนึกผิดทันทีโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองคนที่โดนชน อีกทั้งยังยกมือไหว้ขอโทษขอโพยตามสัญชาตญาณคนกระทำผิด ‘ตายแน่ไอมุ สายไม่พอยังซุ่มซ่ามชนคนอื่นเขาอีก’

 คนที่โดนชนยืนหน้านิ่งมองการกระทำของหญิงสาวตรงหน้า แม้ว่าจะไม่ได้โกรธเธอคนนี้มากแต่มันก็ผิดที่มาวิ่งด้วยความเร็วแบบนี้ในที่สาธารณะผู้คนเดินพลุ่งพล่านเต็มไปหมด


 “มุ! มุ!” นาธินันท์ที่วิ่งตามข้างหลังตะโกนเรียกชื่อของหญิงสาวที่ยืนขอโทษด้วยความรู้สึกผิด


 “ฉันขอโทษแทนเพื่อนฉันด้วยนะคะ พอดีว่าเขารีบไปเข้างานน่ะค่ะ” วิ่งมาถึงก็รีบแก้ตัวให้กับอีกคนที่ยังยืนนิ่ง เพราะเธอเห็นมุทิตาชนเข้ากับบุรุษร่างแกร่งตรงหน้านี้อย่างจัง ยังดีที่ว่าหญิงสาวไม่ล้มลงไปเสียเอง


 “คุณแอรอนครับ ได้เวลาแล้วครับ” อยู่ดีๆเสียงอีกเสียงก็ดังเข้ามาขัดเสียก่อน


 “ไปเถอะ” นี้เป็นเพียงเสียงและคำเดียวเท่านั้นที่ได้ยินจากปากเรียวหนาจากนั้นแล้วเขาก็เดินจากไป ร่างของมุทิตาแทบจะทรุดลงพื้นทันที เขาไม่ได้เอ่ยว่าไม่เป็นไรหรือยอมรับการขอโทษของเธอแม้สักนิด แต่ก็ไม่เป็นไรยังไงซะเธอก็ขอโทษเขาไปแล้ว อีกอย่างคงจะไม่ได้เจอกันอีก แต่ที่ทรุดลงไปมันคือเรื่องงานจบแล้ววันนี้สายอย่างเต็มระบบครบรูปแบบ


 “เป็นอะไรมุ” สาวเจ้าถามคนที่เหมือนหมดอาลัยตายอยาก


 “เซ็ง! สายอย่างเต็มรูปแบบ” นั่งจมลงที่พื้นราบ


 “นี่มันเพิ่งจะสี่โมงเองนะ”


 “อะไรนะ!!!” เธอยกแขนตัวเองขึ้นมาดูนาฬิกาอีกครั้งแต่มันก็ยังปรากฏว่าเป็นเวลาห้าโมงเย็น


 “ก็เนี่ยมันบอกว่าห้าโมง”


 “คงจะเดตแล้วมั้ง”


 พอได้ยินดั่งที่นาธินันท์พูดก็รีบจ้องมองมันอีกรอบทันที จ้องแล้วจ้องเล่าราวกับจะกลืนมันลงไปแต่สุดท้ายก็ แล้วกัน ทำไม! มัน! ไม่! เดิน!

 “โถ่! ไม่นะลูกแม่!” จับแล้วเขย่ามันแรงๆคล้ายจะเรียกชีวิตกลับมาอีกครั้ง


 “ทีนี้ก็ไม่สายแล้วนะ ว่าจะบอกก่อนแล้ว แต่ดันวิ่งมาซะก่อน เป็นไงละ วิ่งชนคนอื่นเขาเลยเนี่ย”


 “อ๊าก!!! อยากจะบ้าตาย!!” แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีให้มันรู้แล้วรู้รอด!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

141 ความคิดเห็น