คาวแค้นแสนเสน่หา

ตอนที่ 2 : บทนำ..จบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 243
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    12 มี.ค. 59

“เพื่อน... แพงไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ฮือออ...”

“เพื่อนรู้ แต่ถ้าเราไม่อยู่ที่นี่เราจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะแพง”

“แพงกลัว เพื่อนไม่อยู่รู้มั้ยพวกนั้นทำอะไรกับแพงบ้าง เพื่อนของลุงพัฒน์คนนั้นเขาพยายามจะ จะ...” 

เด็กหญิงวัยห้าขวบเศษทว่าตัวเล็กและซีดขาวกว่าแฝดผู้พี่มากเพราะสุขภาพไม่ดีอึกอักๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ตนเจอทุกครั้งที่เพื่อนของลุงมาที่บ้าน


“แพง บอกเพื่อนมาเถอะว่าเจออะไร เขาทำอะไรแพง...” 

เด็กหญิงที่แม้จะมีวัยเพียงห้าขวบเศษแต่ระยะเวลาเกือบหนึ่งปีที่ลุงแท้ๆ พาครอบครัวเข้ามาอยู่และดูแลทรัพย์สมบัติทุกอย่างในบ้านของเธอ ในชีวิตของพวกเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเด็กหญิงที่ใสซื่อบริสุทธิ์และอ่อนต่อโลกกลายเป็นเด็กที่กร้าวแกร่งขึ้นเมื่อได้เห็นอะไรที่กว้างขึ้นและเลวร้ายมากขึ้นซึ่งมันทำให้เด็กหญิงพิมพ์ภัสสรรู้จักที่จะดูแลและเอาตัวรอดจากความเลวร้ายนั้นและไม่ตกไปสู่ฝ่ายดำมืดเพราะมีพื้นฐานจิตใจที่ดีงามจากการปลูกฝังของบิดามารดาผู้ล่วงลับ แต่หากพวกเธอเจอแต่สิ่งที่แย่ไปกว่านี้มากขึ้นๆ มันก็ไม่แน่ที่เด็กหญิงทั้งสองอาจจะตกลงไปสู่ฝ่ายต่ำในจิตใจ...


“ฮือออ เพื่อน แพงกลัว...” 

เด็กหญิงตัวเล็กโผเข้ากอดพี่สาวฝาแฝดด้วยความหวาดหวั่นและกริ่งเกรงกับภัยที่เธอจะเจอและอาจจะหนีไม่พ้นความเลวร้ายของผู้ที่โตกว่า... ยิ่งน้องสาวเล่าถึงความชั่วร้ายของเพื่อนลุงพัฒน์ที่พยายามจะลวนลามล่วงละเมิดน้องสาวของตนยิ่งทำให้ผู้เป็นพี่ยิ่งรู้สึกเหมือนใครควักเอาหัวใจของเธอมาบีบขยำและปาลงพื้นแล้วกระทืบด้วยเท้าซ้ำอีกรอบ... น้ำตาไม่มีจะไหลแต่ก็รู้สึกปวดร้าวร้อนระอุขอบตาที่เริ่มจะพร่ามัวจากม่านน้ำบางๆ ดวงตาของเด็กหญิงแดงก่ำด้วยความเกลียดชังผู้ที่จ้องจะทำร้ายรังแกพวกตน...


“โธ่แพง... เพื่อนจะพาแพงหนีคนใจร้ายพวกนี้ไปให้ได้...”


ปังๆๆ เสียงทุบประตูด้วยความโกรธดังขึ้นทำให้ทั้งสองสะดุ้งด้วยความหวาดกลัวก่อนที่สองแม่ลูกจะร้องเรียกพวกเธออย่างหยาบคายอยู่ด้านนอกห้องเก่าโกโรโกโสเพราะขาดการเอาใจใส่ดูแล...

“นางเพื่อน นางแพง อีเด็กเหลือขอพวกแกออกมาเดี๋ยวนี้นะ ถ้าพวกแกไม่ออกมาให้ฉันตบให้หายแค้นใจละก็ฉันจะเผาห้องพวกแกรมควันพวกแกให้สำลักควันตายเลยคอยดู!


“ถ้าพวกแกไม่มีปัญญาหาเงินมาให้ฉันกับแม่ใช้ ฉันจะบอกพ่อให้เอาพวกแกไปขาย ให้ไปเป็นกะหรี่ในซ่องเลย ออกมานะอีเพื่อน! อีแพง!...” 

เสียงกรีดร้องเต็มไปด้วยความหยาบคายและเกลียดชิงชังของสองแม่ลูกยังดังอยู่หน้าห้องทำให้เด็กหญิงทั้งสองหวาดกลัวและยิ่งได้ยินสองคนนั้นพูดแว่วๆ มาว่าจะไปเอาขวานกับไฟมาจุดเผาที่หน้าห้องของพวกเธอก็นึกหวาดหวั่น พวกเธอจะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว...


“น้องพี่ นิ่งซะนะ ตั้งสติไว้ เพื่อนจะพาแพงหนีคนใจร้ายไปให้ได้ แพงต้องสัญญาว่าจะทำตามที่เพื่อนบอกและต้องเข้มแข็ง” 

ผู้พี่สาวบอกน้องตัวน้อยที่ตนต้องดูแลไม่ต่างจากเด็กตัวเล็กๆ เหมือนว่าพิมพ์บงกชไม่ได้เกิดมาพร้อมๆ กับเธอ เมื่อน้องสาวพยักหน้าทั้งยังเช็ดน้ำตาป้อยๆ พิมพ์ภัสสรก็ยิ้มออกในขณะที่เสียงประตูยังดังโครมครามอยู่ข้างนอกผสานกับเสียงด่าทอหยาบคาย แต่พวกเธอไม่มีเวลาจะใส่ใจยิ่งเห็นว่ามีควันกลุ่มเล็กๆ เล็ดลอดช่องประตูเข้ามาก็ยิ่งทำให้พวกเธอไม่อาจจะสนใจอะไรนอกจากการหนี...

“แล้ว... เราจะทำยังไงกันต่อไปล่ะเพื่อน...”

“หนีไปตายเอาดาบหน้า เอาเถอะอย่าเพิ่งคิดอะไรมากเลยตอนนี้ แพงสะพายเป้อันนี้นะในนี้มีรูปคุณพ่อคุณแม่ของเราพร้อมเอกสารจำเป็นทุกอย่างที่แม่บ้านคนเก่าแอบเอามาให้เพื่อนเก็บไว้ก่อนลาออก แล้วยังสร้อยทองที่เพื่อนแอบป้าจันเก็บไว้ด้วย มันพอที่เราจะเอาไปขายหาเงินหนีไปจากที่นี่ให้ไกลๆ เอาล่ะอย่าถามมากลุกขึ้นมา...” 

เด็กหญิงพูดราวกับผู้ใหญ่แล้วดึงข้อมือบางของน้องสาวฝาแฝดขึ้นมายิ่งเธอเห็นรอยเขียวช้ำบนแขนขาของน้องสาวพิมพ์ภัสสรก็กัดกรามด้วยความเจ็บปวดแต่แสร้งเมินหลบเพื่อไม่ให้พิมพ์บงกชเห็นก่อนจะพากันเดินขึ้นมาบนโต๊ะตัวใหญ่ที่สูงพอให้พวกเธอปีนขึ้นไปยังช่องลมของห้องแล้วช่วยกันถอดกระจกช่องลมออกมาทีละชิ้นๆ เพื่อจะได้พากันปีหนีออกไปจากห้องที่เริ่มมีควันหนาขึ้นเรื่อยๆ โชคดีเหลือเกินที่หลังห้องนี้ติดกับกำแพงบ้านและรกทึบเกินกว่าสองแม่ลูกนั้นจะกล้าเข้ามาถากถาง ซึ่งเมื่อก่อนที่บิดามารดาของพวกเธออยู่และมีคนรับใช้และคนสวนหลังบ้านตรงนี้จะไม่รกและยังสามารถปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเองได้อีกด้วย

“เร็วเข้าแพง ควันมันหนาขึ้นแล้ว แพงต้องเข้มแข็งนะ...” 

 เด็กหญิงทั้งสองต่างให้กำลังใจกันและช่วยกันถอดกระจกออกมาเป็นชิ้นสุดท้าย พิมพ์ภัสสรเอาผ้าที่ตนผูกต่อกันให้ยาวพอจะใช้ปีนลงไปมัดกับหัวเตียงอย่างแน่นหนาแล้วโยนออกไปนอกห้องก่อนจะดันร่างเล็กๆ ของน้องสาวให้ก้าวผ่านช่องลมที่กว้างพอจะให้ลอดผ่านไปได้ด้วยความทุลักทุเลโชคดีที่พวกเธอยังตัวเล็กพอจะลอดประตูช่องลมนี้ไปได้

“ทำไมนังสองคนนั่นมันเงียบล่ะแม่ หรือว่ามันสำลักควันตายไปแล้วจริงๆ ว้าย ตายแล้วแม่ เราจะไม่โดนข้อหาฆ่าคนตายเหรอแม่...” ทางด้านหน้าห้องสองแม่ลูกผู้มีจิตใจโหดร้ายต่างยืนรอให้เด็กหญิงแฝดออกมาจากห้องเพราะคิดว่าการสุมไฟให้ควันเข้าไปในห้องแล้วเด็กทั้งสองจะต้องออกมาแน่นอนก็เริ่มกังวล...

“ตายก็ช่างมันสิ ใครจะมาสนใจมัน แต่แม่คิดว่าอีกไม่นานหรอกพวกมันก็จะลนลานออกมากราบตีนเรา ฮ่าๆ แล้วเราก็ค่อยจิกตบพวกมันให้หายแค้น หึ ฉันล่ะเกลียดตั้งแม่พวกมันแล้ว...” นางจันจวงพูดอย่างเลือดเย็น แววตาของนางกร้าวอย่างชิงชังผู้ที่ตนพูดถึงแม้เจนจิราจะสงสัยว่าทำไมมารดาของตนถึงได้เกลียดชังมารดาของเด็กแฝดนั่นนักแต่เธอก็รู้สึกสะใจมากกว่าที่เห็นคนที่ตนเองก็ไม่ชอบถูกเหยียบย่ำรังแก ซึ่งนิสัยของเธอถอดแบบมาจากมารดาไม่มีผิดเพี้ยน ชนิดที่ว่าแม่เป็นแบบไหนลูกเป็นแบบนั้นหรืออาจจะมากกว่าก็เป็นได้ สองแม่ลูกแสยะยิ้มกอดอกยืนรอให้เด็กหญิงผู้ที่อยู่ในห้องคลานออกมากราบเท้าร้องขอชีวิตจากพวกตนด้วยความสุขใจโดยไม่รู้สึกหวั่นเกรงความผิดทางกฎหมายและไม่มีสำนึกถึงคำว่า มนุษยธรรม เลยสักนิด...



ตุบๆๆๆ... เสียงหัวใจสองดวงและเสียงฝีเท้าทั้งสี่ข้างของเด็กหญิงที่ย่ำลงบนพื้นมันดังก้องอยู่ในหูพวกเธอดังแข่งกันราวเสียงกลองศึก พิมพ์ภัสสรลูบหลังลูบไหล่น้องสาวอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดของน้องสาว

“อดทนไว้นะแพง”

“ไหว แพงไหว ไปต่อเถอะ ทางไหน แฮ่กๆ”

“ทางนี้ตามมาเร็ว พวกนั้นกำลังพังห้องเราแล้ว...” พิมพ์ภัสสรจูงมือน้องสาวเดินฝ่าพงหญ้าที่รกทึบ มือเล็กๆ ถือไม้กวัดแกว่งไล่เปิดทางเพื่อให้พวกสัตว์มีพิษตกใจและหนีไปตามที่ครูซึ่งเธอไปทำงานบ้านให้นั้นสั่งสอนมาซึ่งครูท่านนี้ก็สอนเธอหลายอย่างในการเอาตัวรอดในสังคมและที่นั่นคือสถานที่ที่พวกเธอจะไปซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเธอนัก แต่แล้วเด็กทั้งสองก็หน้าตื่นเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บใจของสองแม่ลูกที่คงรู้แล้วว่าพวกเธอกำลังหนี...

“แม่ดู นางสองคนนั่นมันหนีไปแล้ว...”

“ไปตามมันมาเร็วเข้า...”

“แต่มันรกขนาดนั้นฉันไม่ไปหรอกนะ...” เจนจิราท้วงมารดา

“งั้นเราไปดักรอมันที่ทางอกมันจะต้องไปที่ถนนนั่นแน่นอนไปเร็ว ไปเอามอเตอร์ไซค์มา” แล้วสองแม่ลูกก็วิ่งไปยังรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าที่พวกตนเหลือไว้ใช้เพียงคันเดียวเพราะรถยนต์ที่บิดามารดาของเด็กหญิงทั้งสองทิ้งไว้นั้นพวกเขาขายไปหมดแล้ว

ทางด้านเด็กหญิงผู้น่าสงสารกำลังเดินลุยพงหญ้าไปยังทางออกซึ่งเป็นรูเล็กๆ ที่แตกร้าวบนกำแพง ดวงตาของเด็กหญิงมองไปยังถนนด้านนอกด้วยความหวังเรืองรอง เห็นอิสรภาพอยู่รำไร...

“เดี๋ยวก่อนแพง พี่ว่าพวกนั้นจะต้องมาดักรอเราที่ถนนแน่ๆ เราต้องไปทางอื่น...” แฝดผู้พี่กล่าวขึ้นดวงตากลมโตที่กร้านโลกเกินวัยกำลังครุ่นคิดราวผู้ใหญ่...

“แล้วเราจะไปกันทางไหนล่ะเพื่อน”

“ไปทางนี้ แพงต้องเกาะหลังพี่ไว้ พี่จะพาว่ายน้ำข้ามฝั่งไปหา บุญยอด ก่อนแล้วเราค่อยไปหาคุณครูของพี่กัน...” 

พิมพ์ภัสสรจูงมือผอมๆ ของน้องสาวเดินลัดเลาะกำแพงมาอีกด้านซึ่งไกลพอสมควรจนมาถึงคลองเล็กๆ หลังหมู่บ้านจัดสรรแห่งนี้ที่สายน้ำขุ่นทั้งดำสกปรก แต่พวกเธอไม่มีทางเลือก ถ้ากลับไปที่ถนนพวกเธอถูกจับตัวกลับไปได้แน่นอนแต่ถ้าไปทางนี้ พวกเธออาจจะรอด...


เด็กหญิงทั้งสองเงยหน้ามองฟ้าที่เริ่มมืดครึ้มและลมก็กรรโชกแรงขึ้น สายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่บนผืนฟ้าทะมึนเป็นสัญญาณว่าอีกไม่นานพายุฝนก็จะเทกระหน่ำลงมา ทั้งสองเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นมือเล็กๆ ถือไม้อันยาวก็ฟาดถางทางให้ตนเองกับน้องจนถึงลำคลองเด็กหญิงก็ถอนใจด้วยความโล่งอกและเหนื่อยอ่อนก่อนจะหันไปมองกำแพงบ้านของตนเป็นครั้งสุดท้าย บ้านที่เคยสวยงามอบอุ่นและเพียบพร้อมจะไม่มีอีกแล้ว...

“เพื่อน แพงกลัว ฮือๆๆ”


“ไม่ต้องกลัวนะแพง เพื่อนจะดูแลแพงเอง น้องพี่อย่ากลัว...” 

ผู้ซึ่งเกิดก่อนไม่กี่นาทีเฝ้าปลอบโยน ใบหน้าเล็กๆ ก็ซีดลงอีกคราเมื่อได้ยินเสียงเดินและเสียงก่นด่าของสองแม่ลูกมหาภัยกำลังตรงมายังทิศทางที่พวกเธออยู่ สองแม่ลูกนี้ช่างเหมือนสุนัขล่าเนื้อที่กัดไม่ปล่อยจริงๆ และในไม่ช้าลุงพัฒน์ก็ต้องมาสมทบกับลูกเมียของเขาแน่นอน... 



ฝากติดตามผลงานกันด้วยนะคะ 

และฝากติดตามเพจ หงส ณ จรร จันรัญจวน ด้วยนะคะ 

สอบถามเรื่องนิยายได้ที่ 

dazimonazaa@gmail.com 




นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

  1. #1 fahrugnam (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 / 21:05
    ขอให้หนีพ้นเถอะสงสารจัง ทำไมจิตใจโหดเ-้ยมกันแบบนี้นะ
    #1
    1
    • #1-1 หงส์ / จันรัญจวน(จากตอนที่ 2)
      1 พฤศจิกายน 2560 / 22:47
      ไปติดตามได้ในเล่มนะคะ วางแผงที่ 7-11จ้า ขอบคุณค่ะ
      #1-1