คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย ǧ หลวงตา | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 2 ส.ค. 58 / 15:07


 
 
 
 

หลวงตา....

                หลังจากเลิกกับสามีเป็นการถาวร ฉันก็พาลูกวัยขวบเศษกลับมาอยู่บ้านกับพ่อแม่และหางานทำ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตฉันเหมือนกับการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่มันก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับฉัน เพราะตลอดเวลาที่อยู่กินกับสามี คิดไว้เสมอว่า สักวัน วันนี้ต้องมาถึง และระลึกอยู่เสมอว่า ผู้ชายที่ยังคงเที่ยวเตร่ สนุกสานอยู่กับผองเพื่อน และชอบดื่มไม่มีวันเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีได้ และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ......แต่มันก็ผ่านไปแล้ว ช่วงเวลาที่เลวร้ายเหล่านั้นผ่านพ้นไปแล้ว

                ฉันได้งานทำในหน่วยงานหนึ่งในสำนักงานจังหวัดทางภาคตะวันออกของประเทศซึ่งเป็นบ้านเกิดของฉัน ลูกสาวของฉันปีนี้ก็เรียนอยู่ชั้นอนุบาลหนึ่งแล้ว เราแม่ลูกมีความสุขดีตามอัตภาพ ไม่เดือดร้อนเนื้อร้อนใจอะไร ทุกอย่างในชีวิตราบรื่น ฉันก็ตั้งใจทำงานหาเงินส่งเสียลูกเพียงลำพัง ไม่สนใจ และทุกๆเช้า หลังจากที่ปลุกลูกสาว ให้อาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนแล้วฉันก็จะขับรถมอร์เตอร์ไซค์เก่าๆไปทำงาน และโชคดีที่ลูกสาวของฉันเธอสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ อาบน้ำแต่งตัวเองได้ทำให้ฉันสบายไปอย่างหนึ่ง และระยะทางจากบ้านมาที่ทำงานก็ไม่ไกลมากนัก

                ตลอดระยะเวลาสามสี่ปีที่กลับมาอยู่บ้านเกิด  และทุกๆวันที่ฉันขับรถมาทำงานภาพที่ได้เห็นทุกๆวันจนชินตา ก็คือ ภาพพระสงฆ์ชรารูปหนึ่งเดินบิณฑบาต เพียงลำพัง จากปีแรกที่ขับรถมาทำงาน ท่านก็ยังไม่ได้ชรามากนัก ยังคงเดินเหินได้ดูสะดวกอยู่ ใบหน้าท่านก็ผ่องใส น่าศรัทธา วัดที่ท่านจำพรรษาอยู่นั้นก็อยู่ไม่ไกลหมู่บ้านแห่งนั้นนัก และวัดก็อยู่ติดทางหลวง รถรา ผู้คนพลุกพล่านพอสมควร ทุกๆวันฉันจะขับผ่านเลยไป เพราะต้องไปทำงานแต่สิ่งที่เห็นจนชินตาอีกอย่างหนึ่งคือ จะมีแม่ลูกคู่หนึ่งซึ่งจะจอดรถเพื่อรอใส่บาตรพระสงฆ์ชรารูปนี้ทุกๆวัน และฉันก็ขับผ่านเลยไป

                วันแล้ววันเล่า เวลาผ่านไปรวดเร็วฉันก็ยังดำเนินชีวิตในแบบเดิมๆ ทุกๆวันก็ไปทำงานและเจอภาพเดิมๆ ซึ่งฉันก็ขับรถผ่านทุกครั้ง แต่ในใจก็คิดอนุโมทนาบุญกับแม่ลูกคู่นั้นด้วย แต่ระยะหลังๆมานี้ สิ่งที่ฉันสังเกตได้ว่ามันเหมือนมีอะไรผิดปกติไปจากเดิม หลวงตาท่านั้น ท่านเริ่มชราภาพมากขึ้น เดินเหินก็ไม่ค่อยคล่องแคล่วเหมือนวันวาน อาจจะเป็นเพราะฉันไม่ได้ขับรถเร็วหรือเป็นคนช่างสังเกตก็ไม่ทราบได้ ฉันจึงเก็บรายละเอียดเหล่านั้นได้ แต่ทุกวันท่านก็ยังคงเดินบิณฑบาตรูปเดียวโดยไม่มีลูกศิษย์หรือพระรูปอื่นเดินตาม ท่ายังคงทำเช่นนี้มาเสมอๆ และในวันหนึ่งฉันคิดว่าจะตื่นแต่เช้าหุงข้าวทำกับข้าวเพื่อมาใสบาตรกับท่านสักวัน ตรงที่สองแม่ลูกนั้นจอดรถรอ จะได้มีเพื่อนยืนรอใส่บาตร

                แล้วแล้ววันที่ฉันตั้งใจจะใส่บาตรก็มาถึง ฉันตื่นเช้าขึ้นมาหุงหาอาหาร และเตรียมของทุอย่างมัดเป็นถุงๆเพื่อจะได้สะดวกและ ก็ปลุกลูกสาวให้ไปโรงเรียนเหมือนเดิม แต่สำหรับลูกสาวฉันนั้นเธอจะได้ใส่บาตรตอนเช้าพร้อมกับตาหรือยายในทุกวันอยู่แล้ว  เมื่อลูกขึ้นรถรับส่งไปโรง ฉันก็ขับรถมาทำงานปกติเช่นทุกวัน แต่ในใจลึกๆของฉันรู้สึกเหมือนวันนี้มันแปลกๆไป

                เมื่อมาถึงทางโค้งก่อนจะถึงทางแยก ใกล้กับวัดที่พระสงฆ์ชรารูปนั้นจำพรรษาอยู่ ฉันก็จอดรถรอใส่บาตรกับสองแม่ลูกที่ยืนคอยอยู่ก่อนแล้ว ฉันยิ้มให้เธอทั้งสองและก็ได้รอยยิ้มที่ใสสะอาดกลับมา สองแม่ลูกนี้น่ารักที่สุด แม่ก็สวย ลูกสาวก็น่ารัก ทำให้ฉันคิดถึงลูกสาวขึ้นมาครามครัน

                เมื่อเวลาผ่านไป แดดเริ่มแรงขึ้น ฉันก็เฝ้ามองดูนาฬิกา และกังวลว่าจะไปทำงานสาย สายตาของฉันก็เหลือบแลไปรอบๆ ด้วยความกระวนกระวายนิดๆ และพลันสายตาก็แลไปเห็นรอยด่างดำเป็นปื้นกว้างและลากเป็นทางยาวพอสมควร และพลันฉันก็รู้สึกคลื่นเหียนขึ้นทันทีเมื่อคิดว่าตรงนั้นอาจจะเป็นเลือกของสุนัขหรือแมวที่อาจจะถูกรถชน แต่ก็ไม่เห็นซากของพวกมัน และฉันเพิ่งจะสังเกตเห็นวันนี้เอง เพราะช่วงเวลาสามวันที่หยุดติดกันเพราะมีวันหยุดพิเศษชดเชย ข้าราชการและพนักงานก็ได้หยุดยาวกันฉันจึงคิดว่ารอยนี้มันคงจะเกิดตอนที่ฉันหยุดก็เป็นได้

                “คุณแม่ขา ทำไมหลวงตายังไม่มาคะ หนูผิงรอจนเมื่อแล้วค่ะ” เด็กน้อยนามว่าหนูผิงเอ่ยขึ้น ใบหน้ากลมป้อมแดงปลั่งน่ารักนัก

                “เดี๋ยวหลวงตาก็คงมาลูก ท่านอาจจะเดินช้าหน่อยเพราะหลวงตาแก่แล้ว” คุณแม่ยังสาวปลอบลูกน้อย แต่สีหน้าของเธอก็ดูไม่ดีนัก มันมีริ้วรอยกังวล เหมือนกับว่าวันนี้เธออาจจะไม่ได้ใส่บาตร หลวงตา ที่เธอมารอใส่บาตรทุกวัน     

                ฉันเริ่มรอไม่ไหวเพราะใกล้เวลาเข้าทำงานจึงทำท่าว่ากลับ หากไม่เห็นคุณป้าคนหนึ่งเดินมาที่เราด้วยใบหน้าที่ดูเศร้าหมอง

                “หนู มารอใส่บาตรหลวงตากันเหรอ” คุณป้าเอ่ยถามและเรา (คือฉันกับสองแม่ลูก) ก็พยักหน้าและตอบรับ

                “ใช่ค่ะคุณป้า แต่วันนี้สายแล้วยังไม่เห็นหลวงตาเลยค่ะ ปกติอย่างช้าท่านจะเดินมาถึงที่นี่ประมาณ 7 โมง 40 นาทีนี่คะ” คุณแม่ยังสาวถามหญิงชรา

                “ท่านคงไม่มาแล้วล่ะหนู เพราะเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาท่านถูกรถชน นั่นไงรอยตรงนั้นยังอยู่ อยู่เลย” หญิงชราตอบพลางชี้นิ้วไปยังรอยที่ฉันเพิ่งเห็นเมื่อครู่....อนิจจา ขนอ่านทั้งกายฉันลุกชัน รู้สึกตีบตันไปทั้งใจ เหมือนอากาศที่มีอยู่เหลือน้อยเต็มทน ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆอย่างสุดจะกลั้นความปวดปร่าที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง และมารู้ตัวอีกทีฉันรู้สึกว่ามีน้ำอุ่นๆไหลอาบแก้มของตน  ฉันมองดูแม่ที่ทรุดนั่งลงโอบกอดลูกน้อยที่สะอื้นไห้ทันทีที่รู้ข่าวการมรณภาพของพระสงฆ์ชรารูปนั้น

                ฉันทำงานด้วยความรู้สึกเศร้าสร้อยในวันนั้น สายตามองข้าวของที่เตรียมไว้ใส่บาตรทีไรน้ำตาก็พานจะไหลเสียทุกที จนเพื่อนที่ทำงานมองฉันแปลกๆ แต่ฉันก็ไม่ใส่ใจ ยังคงทำงานไปเรื่อยๆจนเลิกงาน และในขณะที่ขับรถผ่านที่ที่ฉันหยุดรอใส่บาตรเมื่อเช้านี้ น้ำตาก็ไหลพรากอย่างห้ามไม่ได้ และฉันเพิ่งรู้ว่า พระสงฆ์ชรารูปนั้น คือ พ่อ ของคุณแม่ยังสาวคนนั้น ที่ท่านละทางโลก มาอยู่ในร่วมธรรมตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ  และที่เธอเพิ่งรู้ก็คือ หลวงตาท่านมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้โดยที่ไม่เคยบอกใครว่าท่านเป็นใครมาจากไหนและลูกหลานเป็นใคร ผู้เป็นลูกสาวของท่านจึงได้รู้เรื่องการมรณภาพของท่านในเช้าวันเดียวกับฉัน...และวันนั้นมันก็ทำให้ฉันรับรู้ความจริงอีกอย่างหนึ่งคือ

                หากเราอยากจะทำอะไรให้รีบทำ และทำด้วยความตั้งใจ จงรักและดูแลสิ่งที่ยังอยู่กับเราให้ดีเสียก่อน อย่างปล่อยให้เวลาผ่านไป และวกวนอยู่กับคำว่า เดี๋ยวก่อนๆๆและเดี๋ยวค่อยทำๆๆ

                ถึงแม้ว่า จะยังมีพระสงฆ์ มีวัดวาอารามต่างๆ อีกหลายแห่งที่จะให้ฉันได้ทำบุญใส่บาตร แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความรู้สึกที่เหมือนปล่อยให้บุญวิ่งผ่านหน้าโดยที่ฉันไม่คิดจะหยิบฉวย เช่นที่ผ่านมามันก็ยังฝังแน่นอยู่ในใจฉันเสมอ ทั้งๆ ที่ฉันมีโอกาสจะใส่บาตรกับหลวงตารูปนั้นทุกๆ เช้า แต่ฉันกลับห่วงงานที่อยู่ข้างมากเกินไป จึงไม่เคยสักครั้งที่จะหยุดเพื่อจะฉกฉวยบุญนั้น และทั้งๆ ที่เรามีโอกาสและมีเวลาทุกๆนาทีที่จะสามารถทำบุญเล็กๆน้อยเพื่อสั่งสมบุญไว้ แต่เรากลับปล่อยมันผ่านเลย....เพียงเพราะคำว่า เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ....

                และฉันเชื่อว่า คนที่คิดว่าเดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ บุญจะทำเมื่อไหร่ก็ได้ เหมือนที่ครั้งหนึ่งฉันเองก็เคยคิดนั้นมีมาก แต่ทุกวันนี้ ฉันเปลี่ยนไป เมื่อคิดจะทำบุญฉันจะรีบทำ และไม่รีรอโอกาสหรือเวลา หรืองานพิธีใดๆ เพราะบุญมันไม่ได้รอเรา เวลา ก็ไม่เคยหยุดเพื่อรอใครเช่นกัน

                อันบุญนั้น ไม่เคย คิดรอใคร.....อีกเวลา ก็ไม่ คิดคอยท่า

อันคนเรา หากมัว รอเวลา.....อาจนานช้า เวลา ผ่านวานวัน

                อันบุญธรรม เร่งทำ ในวันนี้ .....ก็ย่อมดี รอรี วันผ่านผัน

หากมัวช้า ยิ่งรอ ยิ่งนานวัน......เวลานั้น บุญธรรม มิทันกาล

 

 

                


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ หงส์/จันรัญจวน/มณฑกร/เฟยเฟิ่ง จากทั้งหมด 50 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 5 พฤษภาคม 2555 / 20:06

    ดีครับ ให้ข้อคิดดี แต่ยังมีคำผิดบางที่นะครับ

    #1
    0