ใต้ร่มวันฝนซา ☔ [E-Book มาแล้ว & รอบสต็อกเร็วๆ นี้]

ตอนที่ 9 : ☔ 7 อยู่ที่คนจะมอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,165
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 413 ครั้ง
    6 ต.ค. 63

ลงครั้งแรก 26 ส.ค. 2559

รีไรต์  6 ต.ค. 2563


7

อยู่ที่คนจะมอง


ผลของการตากฝนเป็นเวลานานก็คือป่วย หลังจากที่กลับมาที่ร้านได้ไม่กี่ชั่วโมง ผมแสบคอ คัดจมูก และไข้ขึ้น พี่ตรีบ่นเสียยกใหญ่ เพราะผมเพิ่งหายไข้ไปไม่นาน

“ปิดร้านสักสองวัน พักให้หายสนิท และห้ามออกไปตากฝนอีกเด็ดขาด ถ้าไม่ฟังที่พี่พูด พี่จะออกไปด่าชายใต้ร่มว่าเป็นสาเหตุให้น้องพี่ป่วย”

“พี่ตรี! ที่ผมป่วยไม่เกี่ยวอะไรกับเขา”

ทั้งที่ผมไม่ได้เล่าอะไรพี่ตรีกลับหรี่ตาอย่างไม่เชื่อ

“ออกไปเจอเขามารึเปล่า อย่าโกหกนะ”

ผมเม้มปาก ไม่กล้าตอบ

“ไม่พูดแสดงว่าใช่ วีจริงจังใช่ไหม มันไม่ใช่แค่เรื่องที่พี่จะเอามาล้อมาแซวแล้ว ถ้าเขาทำให้วีวิ่งออกจากร้าน ตากฝนจนเป็นไข้ขนาดนี้ มันเรื่องอะไรที่น้องพี่ต้องออกไปวิ่งตาม รอก่อน เจอหน้าเขาเมื่อไหร่พี่จะดุให้หางลู่หูตกเลย”

“ไม่เอา ห้ามดุเขา เขาไม่ใช่น้องพี่ตรีสักหน่อย อยากดุก็มาดุผมนี่”

“โห ขนาดยังไม่ได้เป็นอะไรกันยังออกโรงปกป้อง นอน พี่จะปิดร้านให้ อยู่ในห้องนอนสองวันหรือจนกว่าจะหายดี ต่อให้ฝนตกพี่ก็ไม่อนุญาตให้ลงไปเจอกัน”

“ไม่ได้นะ ผมอุตส่าห์ทุ่มทุนขอร้องให้เขามา...” หลุดปากจนได้

พี่ตรียิ้มร้าย เธอจงใจต้อนจนผมต้องยอมเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ฟัง

“ฟังแล้วก็น่าเห็นใจ เขาคงมีปม อาจเคยมีคนล้อเลียนเขาเรื่องแผลบนหน้าถึงไม่กล้าเปิดเผยกับใคร” พี่ตรีถอนหายใจเฮือกใหญ่ มีท่าทีอ่อนลง “แต่วีต้องรักตัวเองให้มากกว่านี้ด้วย เกิดเหตุการณ์ไม่ได้จบแบบวันนี้ วีล้มป่วยหนักแต่เขาไม่สนใจพี่จะทำยังไง เรามีกันสองคนนะวี อย่าเห็นแก่คนอื่นมากกว่าตัววีเอง”

“ผมแข็งแรงจะตาย พักสักคืนก็หาย”

หญิงสาวหน้างองุ้ม หันไปอีกทางคล้ายจะงอน ผมจึงยื่นมือไปแตะแขนเธอไว้

“ต่อไปผมจะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ จะไม่ทำให้พี่ตรีเป็นห่วง”

“สัญญานะ”

“สัญญาครับ”

เราเกี่ยวก้อยกันพี่ตรีถึงยิ้มออก

เธอเช็ดเนื้อเช็ดตัว เตรียมข้าวและยาให้ผม พิษไข้และฤทธิ์ยาทำให้ผมหมดแรงกว่าที่คิดไว้ ได้แต่นอนฟังเสียงฝนตก ใจไปอยู่ที่ประตูแต่ร่างกายนอนซมบนเตียง

ได้นอนพักสองวันตามที่พี่ตรีสั่งอาการถึงดีขึ้น ผมหายสนิท ไม่เจ็บคอ ไม่ปวดหัว และไม่มีน้ำมูก กลับมาเตรียมขนมปังได้ตามเดิม

แต่เมื่อเปิดประตูออกไปดูหน้าร้านก็พบกับดอกสวีทพีที่เหี่ยวเฉาเพราะไม่ได้รับการดูแล กลีบของมันเกือบทั้งหมดหลุดร่วงอยู่บนพื้น แม้จะเสียดายแค่ไหนก็ต้องเก็บมันทิ้งไป ซื้อดอกสวีทพีในกระถางมาเปลี่ยนแทน

วันรุ่งขึ้นผมตื่นแต่เช้า เร่งทำขนมปังอย่างตื่นเต้น ภาวนาให้วันนี้ฝนตกแต่เช้า ตกถึงบ่าย ถึงเย็น ตกทั้งวันเลยก็ได้ หรือว่าผมควรลองปักตะไคร้กลับหัวดี อดขำกับความคิดพิลึกพิลั่นของตัวเองไม่ได้

ผมอยากเจอคุณขนาดนี้ ก็ช่วยมาหน่อยเถอะนะ

“พี่วีขา” เสียงลูกค้าประจำรายแรกของตอนเช้าดังมาแต่ไกล ผมย่อตัวลงรับอ้อมกอดจากเด็กน้อยทั้งสอง

“ให้นะ แม่บอกว่ากินเยอะๆ จะได้แข็งแรง” น้องพลูยัดกล่องนมใส่มือผม

“น้องเอมก็เอามะเขือเทศมาให้ หัวหอมด้วย คุณครูบอกว่าแก้หวัด พี่วีไม่สบายบ่อยต้องกินเยอะๆ นะคะ” น้องชะเอมล้วงบรรดาพืชผักจากกระเป๋านักเรียนออกมาให้ 

พวกเขาดูกระตือรือร้นและเป็นห่วงผมมาก ทำให้ใจพองโตแต่เช้า

“ขอบคุณนะครับ น้องเอม น้องพลูก็กินของมีประโยชน์เยอะๆ จะได้ไม่ป่วยเหมือนพี่วีนะ” ผมรับของมาวางไว้บนเคาน์เตอร์

เด็กน้อยทั้งสองยิ้มกว้างดีใจ เริ่มมองหาขนมปังที่อยากทานกัน 

ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็มีเด็กนักเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายทยอยกันเข้ามา 

ลูกค้าเยอะขึ้นมาก วันธรรมดาไม่เท่าไหร่ แต่วันหยุดอย่างนี้คนแน่นร้านจนผมต้องขอความกรุณาอย่านั่งต่อนานเมื่อทานหมด เพราะลูกค้าคนอื่นมารอกันด้านนอก

“ปิดร้านไปตั้งหลายวัน ไม่สบายเหรอคะ”

“คงเหนื่อยแย่เลย รับพนักงานเพิ่มไหมคะ หนูอยากทำงานหลังเลิกเรียน”

“พี่คะ หนูซื้อยาบำรุงมาให้”

“ขอถ่ายรูปคู่ได้ไหมคะ”

เหล่าลูกค้าต่างมีเรื่องราวมากมายมาไถ่ถาม ผมได้แค่ยิ้มตอบ ไม่คุ้นชินกับการถูกรุกสักเท่าไหร่ แต่ผมไม่ถือสาเพราะรอยยิ้มของพวกเธอหลังทานขนมปังนั้นล้วนจริงใจ มีคนชอบขนมปังของผม ผมก็รู้สึกดี

ชีวิตที่แสนเงียบเหงาของผมวุ่นวายขึ้นมานิดหน่อย แต่ถึงจะยุ่งเพียงใด สายตาของผมมักเหลือบมองไปทางโต๊ะตัวในสุด โต๊ะประจำของเจย์เดนซึ่งตอนนี้มีต้นสวีทพีต้นเล็กวางเอาไว้บนเก้าอี้เพื่อไม่ให้ลูกค้าคนไหนไปนั่ง

เพราะผมกลัวว่าถ้าเขามาแล้วเห็นคนอื่นนั่งอยู่จะไม่ยอมเข้ามา

“ฮื่อ พี่วี ช่วยน้องด้วย” เด็กชายตัวน้อยวิ่งมาหาผม มือที่เลอะเศษขนมปังคว้าหมับเข้าที่ขากางเกง

“มีอะไรครับ” ผมลูบหัวเขาไว้ เงยหน้ามองไปทางโต๊ะที่น้องพลูเคยนั่ง มีหญิงสาวสองสามคนคุยกับน้องเอมและยกมือถือขึ้นถ่ายรูป น้องเอมยิ้มยิงฟันในช่วงแรก แต่แล้วก็เริ่มขมวดคิ้ว หันมามองทางผม

“อย่าถ่ายรูปน้องกันเลยนะครับ น้องยังเด็กอยู่ พ่อแม่น้องอาจจะไม่พอใจได้” ผมต้องออกไปปราม

“ไม่ใช่น้องของพี่วีเหรอคะ ขอโทษด้วยค่ะ น้องน่ารักมาก”

“หนูแค่อยากเล่นด้วย”

น้องชะเอมและชะพลูเป็นเด็กลูกครึ่งแก้มแดง น่ารักเหมือนตุ๊กตา ไม่แปลกนักที่จะเป็นที่ชื่นชอบ ขนาดผมยังชอบมองเวลาพวกเขาเคี้ยวขนมปังจนแก้มตุ่ย หรือเวลาที่พวกเขาหัวเราะสดใส แต่ตอนนี้เด็กน้อยทั้งสองแสดงออกว่าอึดอัดไม่ชอบใจชัดเจน

เหล่าลูกค้าต่างขอโทษและล่าถอยไป แต่เมื่อมีกลุ่มใหม่เข้ามาก็เกิดปัญหาเดิม 

ผมจึงพาเด็กๆ ไปซ่อนหลังเคาน์เตอร์แทน

“คนเยอะก็ลำบากเหมือนกันเนอะวี ลองจ้างคนเพิ่มไหม ทำขนมปังได้มากขึ้น รายได้ก็มากขึ้น วีจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก” พี่ตรีกระซิบกับผม

“ผมไม่เคยคิดอยากให้ลูกค้าเยอะขึ้นหรืออะไรเลยครับ แค่อยากทำขนมปังด้วยตัวเอง ทำทุกอย่างอย่างตั้งใจให้กับลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว ถ้าผมจ้างมาแล้วเขาไม่ใส่ใจเหมือนผมหรือพี่ตรีจะทำยังไง กลัวรสชาติจะเปลี่ยนด้วย”

“พี่ตามใจวี ยังไงพี่จะเคลียร์งานจากมหา’ลัยให้เร็วที่สุด และช่วยวีให้เยอะขึ้น” เธอตบบ่าผม ไม่ได้บีบบังคับให้ลำบากใจ

ยอดซื้อเพิ่มสูงจนขนมปังหมดเกลี้ยงตั้งแต่ช่วงบ่าย จำเป็นต้องปิดร้านเร็วกว่าปกติ มีเวลาทำความสะอาดครัวและเตรียมแป้งโดส่วนของวันต่อไปจนเสร็จก็ว่าง ผมจึงให้พี่ตรีดูเด็กๆ ส่วนตัวเองออกมานั่งมองดูดอกสวีทพีที่แข่งกันบานอยู่หน้าร้าน

ผมซื้อมาหลายกระถางเพราะเห็นว่าสีมันสวยดี

ไม่นานนักผมรู้สึกถึงเม็ดฝนที่ตกลงกระทบตัว มันบางเบาและพัดเอาลมเย็นมาด้วย ฟ้าเริ่มมืดลง ผมมองไปรอบตัว เห็นใครในเสื้อผ้าสีดำหรือร่มสีดำก็เผลอมองตาม

“นั่งตากฝนทำไม รวี” เสียงที่นุ่มนวลเป็นจังหวะดังขึ้นด้านหลังผม

ผมรีบหมุนตัวไปมองเขาและยิ้มออกมาเอง

“ก็รอใครบางคนอยู่”

หัวใจเต้นตึกตักอย่างน่าอาย ผมชักชอบฝนมากขึ้นมาอีกหน่อย ตรงที่ว่าฟ้ามืดแบบนี้เขาคงมองเห็นหน้าผมไม่ชัดนัก

ถุงมือสีดำยื่นไปที่ประตู เขาชะงักเมื่อสายตามองไปยังป้ายไม้ที่แขวนเอาไว้ มันเป็นคำว่า “Sorry we’re closed. See you tomorrow.”

“ขนมปังหมดเร็วครับช่วงนี้ คุณเข้ามาเถอะ ผมจะทำอะไรให้ทาน”

เท่าที่จำได้เจย์เดนในความทรงจำไม่ค่อยพูด โตขึ้นแล้วก็ยังเหมือนเดิม เขาตามผมเข้ามาในร้าน ตากวาดมองไปยังชั้นขนมปังที่ว่างเปล่า จนไปหยุดอยู่ที่โต๊ะประจำของเขา ผมรีบวิ่งไปยกกระถางดอกสวีทพีออกวางที่พื้น เขามองตามมันไม่ละสายตา ผมเขินเล็กน้อยแต่ก็เลือกที่จะพูดต่อ

“ดอกไม้ที่คุณให้มามันเหี่ยวหมดแล้ว ผมซื้อแบบกระถาง มีดินแบบนี้อยู่ได้นานกว่าอยู่ในแจกัน”

เขายิ้ม ผมคิดว่าเขายิ้มนะ ผมไม่ควรตื่นเต้น แต่เพราะเขาไม่ได้มาที่ร้านพักใหญ่ ผมจึงยุกยิก ไม่รู้ว่าควรวางมือไว้ที่ไหน หวังว่าเขาจะไม่สังเกตเห็น

“เพราะขนมปังใช้เวลาทำค่อนข้างนาน ผมกลัวว่าคุณจะเบื่อระหว่างรอ อยากเข้าไปดูไหมว่ามันทำยังไง” ผมชักชวน

เจย์เดนคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้า

“แล้วคุณจะตกหลุมรักขนมปัง”

ผมพาเขาเข้าไปในครัว เดินผ่านเด็กน้อยทั้งสองและพี่ตรีที่กำลังเล่นกันอยู่ พวกเขาส่งเสียงทักทายชายใต้ร่มอย่างร่าเริง

“แอบไปเล่นกันสองคนเหรอคะ น้องเอมเล่นด้วยได้ไหม”

“ไม่ได้ไปเล่นค่ะ พี่วีจะทำขนมปังให้พี่ชาย เพราะขนมปังในร้านหมดแล้ว น้องเอมกับน้องพลูเป็นเด็กดี เล่นอยู่ข้างนอกนะครับ” ผมยกมือปรามไม่ให้พวกเขาวิ่งตาม

“น้องอยากกินหนมปัง” ชะพลูหน้ามุ่ย

“ไว้พี่วีจะเอาออกมาแบ่งนะ” รีบพูดรีบหลบสายตาพี่ตรีที่ไม่ต้องอ้าปากก็พอจะรู้ว่าอยากล้อเรื่องผมกับเจย์เดน

เราสองคนเข้าไปในห้องครัว ผมค้นหาวัตถุดิบทั้งหมดออกมาวางเรียง

“วันนี้จะทำฟอคคาเซียครับ เป็นขนมปังอิตาลี มีอยู่หลายสูตรด้วยกัน ผมชอบแบบที่มีกลิ่นกระเทียมที่สุด เลยจะทอดกระเทียมกับโรสแมรี่ด้วยน้ำมันมะกอกก่อน”

ล้างมือจนสะอาด หั่นกระเทียมและใบโรสแมรี่ เทน้ำมันมะกอกลงกระทะ เปิดไฟอ่อนให้น้ำมันแค่พออุ่น ทอดกระเทียมและโรสแมรี่สักพักก็นำขึ้นพักไว้ หันมาผสมยีสต์ลงในน้ำอุ่น ผสมแป้งกับวัตถุดิบที่เตรียมไว้จนเริ่มเป็นก้อน นำออกมานวดด้วยมือ

ระหว่างทำผมอธิบายไปด้วย เจย์เดนพยักหน้าตาม ตั้งใจดูจนเหมือนผมกำลังสอนนักเรียนทำขนมปัง

“เสร็จแล้วเราก็จะรอให้แป้งขึ้นฟู การหมักแป้งเป็นหัวใจสำคัญของการทำขนมปัง ต้องกะเวลาให้พอดี ส่วนใหญ่ผมจะแช่ตู้เย็นไว้ข้ามคืนเพื่อนำออกมาอบวันรุ่งขึ้น 

ชะลอการขึ้นของแป้งไม่ให้มากเกินไป”

นำพลาสติกมาคลุมชามไว้ รอสักหกสิบนาทีให้แป้งขึ้นฟู ระหว่างนั้นผมชี้ให้เขาดูอุปกรณ์ต่างๆ ในครัวและตู้เย็นขนาดใหญ่เก็บแป้งที่รออบไว้มากมาย

เพิ่งสังเกตเห็นว่าเขามีเหงื่อออกตามไรผม คงเพราะใส่เสื้อผ้าปิดถึงแขน สวมผ้าปิดปากและหมวก อุณหภูมิในห้องทำขนมปังก็ร้อนมากพออยู่แล้ว

“คุณถอดผ้าปิดปากกับหมวกออกได้นะ ผมเคยเห็นแล้ว ไม่เป็นไรหรอก” 

เราจ้องตากัน ไม่รู้ว่าเป็นเวลานานเท่าไหร่ เหมือนทุกอย่างกลายเป็นภาพสโลว์โมชั่นเมื่อผมยื่นมือไปหาเขา สัมผัสโดนใบหูอีกฝ่ายอย่างไม่ได้ตั้งใจก่อนจะเกี่ยวผ้าปิดปากเขาออกมา

ดวงตาสีเทาอยู่ใกล้ผมนิดเดียวเท่านั้น มันใสเสียจนสะท้อนภาพของผม เขย่งเท้าหยิบหมวกของเขาออกมาด้วย เส้นผมสีน้ำตาลเข้มร่วงลงมาระใบหน้า ภายใต้แสงไฟที่ส่องสว่างทำให้มองเห็นแผลเป็นเหล่านั้นได้ชัดกว่าปกติ แม้มันจะจางและเล็กแต่ร่องรอยมากมายจนชวนให้คิดว่าเขาคงจะเจ็บปวดมากในช่วงเวลาหนึ่ง

ผมไม่สามารถจินตนาการได้ว่ามันเป็นแผลที่เกิดมาจากอะไร แต่รู้ว่าไม่ควรถาม แค่เขายอมให้ผมถอดออกก็แสดงว่าเชื่อใจผมมากขึ้นแล้ว

“ถกแขนเสื้อขึ้นด้วยไหม”

มือผมจับอยู่ที่ปลายแขนเสื้อ เจย์เดนไม่ขยับหนี เขาแค่ยืนนิ่งมองผมพับแขนเสื้อขึ้นอย่างระมัดระวัง แขนขาวซีดนั้นเหมือนแป้งที่เพิ่งนวด ส่วนแขนผมเหมือนขนมปังที่อบจนสุกเป็นสีน้ำตาล บนแขนเขามีร่องรอยแผลคล้ายกับที่อยู่บนใบหน้า บางจุดเป็นรอยเล็กคล้ายเข็ม

“เจย์เดน” ผมเรียกชื่อเขาออกมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

เขาสบตากับผม ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“คุณจะไม่หนีไปไหนอีกใช่ไหม”

“ในเร็วๆ นี้ ก็คงไม่” เขาตอบกำกวม สายตาเลื่อนไปมองอย่างอื่น เค้าลางของความเศร้าสร้อยยังไม่จางหายไป

“ผมดีใจนะที่คุณมา ตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันได้รึยังครับ”เผลอตัวถาม

อยากตีปากตัวเองเสียจริง

“ผมไม่รู้”

แม้ว่าคำตอบจะไม่ใช่การตกลง แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ปฏิเสธ พอคิดได้แบบนั้นผมก็ใจชื้น ก่อนหน้านี้เขาปฏิเสธผมถึงสองครั้ง จากคำว่า ‘ไม่’ เริ่มเอนเอียงสักเล็กน้อย แค่นั้นก็ทำให้ผมมีความหวังมากพอ

“ผมจะทำขนมปังอร่อยๆ ให้คุณกินสักสิบยี่สิบอัน คุณค่อยมาบอกผมอีกทีว่าคำตอบยังเหมือนเดิมอยู่อีกไหม เรื่องขนมปังน่ะผมมั่นใจนะ” ผมทำทีเป็นพูดเล่นและหัวเราะเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลาย แต่เขากลับจ้องมองผมอย่างพิจารณา

ผมหลบสายตา หันไปทำความสะอาดเคาน์เตอร์ที่ใช้นวดขนมปัง

“ผมไม่ได้มาหาคุณ แค่เพราะว่าขนมปังอร่อย” 

“แล้วเพราะอะไรล่ะ” ผมถามไปทันทีอย่างสงสัย

แต่ดวงตาสีเทาคู่นั้นมองผมในแบบที่ต่างออกไป มันดูอ่อนโยนและเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ข้างใน เขาไม่มีคำตอบให้ผม แต่ผมก็ไม่กล้าถาม

อากาศต้องร้อนไปแน่ๆ เพราะแก้มผมร้อนไปหมดแล้ว

“เราออกไปพักข้างนอกกันสักหน่อยนะครับ ฝนตกแบบนี้ท่าทางจะเย็นสบาย”รีบพูดจนลิ้นแทบพันกัน เดินตัวลีบออกมาหน้าร้าน

ข้างนอกเย็นมากโดยเฉพาะเมื่อเราอยู่ในที่อากาศร้อนเป็นเวลานาน ผมชงเครื่องดื่มให้เขาและตัวเอง หันมองอีกทีก็พบเจย์เดนกลับไปเป็นชายใต้ร่มคนเดิม แขนเสื้อที่พับให้ถูกคลี่ออกมาปิดผิว ใส่ผ้าปิดปากและหมวก

ผมมองเขานั่งเล่นกับเด็กน้อยทั้งสองและเงี่ยหูฟังเสียงฝนตก ไม่นานนักนาฬิกาจับเวลาที่ผมตั้งไว้ก็ดัง ผมสะดุ้งแก้วแทบร่วงลงจากมือ แต่คนใกล้ตัวยื่นมือมาประคองแก้วผมไว้เสียก่อน ผมเผลอจ้องหน้าเขานิ่งงัน

“ไม่ไปดูขนมปังเหรอ รวี” ริมฝีปากสีซีดของเขาขยับ ทำให้ผมกลับมามีสติ ผมรีบพยักหน้า นำเขากลับเข้าครัว

“เอ่อ ตอนนี้มันก็ขึ้นฟูดีแล้ว ต่อไปก็เตรียมถาดสำหรับอบขนมปัง ใส่น้ำมันส่วนที่ยังเหลือลงไปก่อน กดแป้งลงไปให้เต็มถาด ผิวหน้าของมันใช้นิ้วกดให้เป็นหลุมเหมือนลักยิ้ม กดให้ทั่วๆ ตอนอบออกมาจะดูสวย” คราวนี้คำพูดของผมติดขัดต่างจากก่อนหน้า

ผมทาน้ำมันทับลงไปด้านบนจนทั่ว พักให้ขึ้นฟูอีกนิด

“รออบอีกไม่นานก็จะได้ชิม”

ขณะที่ผมกำลังพูด เขากลับเริ่มมีท่าทีอึดอัด ถอยออกไปที่หน้าร้าน

“เจย์เดน?”

“อย่าเรียกชื่อผมอีกเลย ผมไม่ชอบมัน” เขาพึมพำเบาๆ

รู้สึกเหมือนระยะห่างที่ถูกย่อเข้ามากลับห่างออกไปอีกครั้งโดยที่ผมไม่เข้าใจ เขานั่งลงที่โต๊ะประจำซุกตัวลงจนกลืนหายไปกับความมืด ผมเพิ่มต้นไม้ที่หน้าร้านทำให้ตรงที่เขานั่งยิ่งมืดไปกันใหญ่

“ผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจเหรอ” ผมตามไปนั่งลงตรงข้ามเขา

การที่เขาใส่ผ้าปิดปากกลับไปทำให้สังเกตสีหน้าได้ยาก แม้แต่ตาของเขาก็หลุบลงมองพื้น นั่นยิ่งสร้างความกังวลให้ผมมากขึ้น

“คุณก็คิดว่า... ผมน่าเกลียดใช่ไหม”

“ผมเปล่า”

ฉับพลันก็เข้าใจขึ้นมา ผมจ้องเขาเป็นเวลานาน จ้องมาตั้งแต่ที่ถอดผ้าปิดปาก

“ผมอยากจำหน้าคุณได้ ผมเคยลืมไปแล้วครั้งหนึ่ง แถมคุณยังไม่ค่อยยอมเปิดหน้า พอมีโอกาสก็เลยอยากมอง แค่ผมจ้องทำไมถึงคิดว่าตัวเองน่าเกลียด คนเรามักอยากมองอะไรที่ดูดี ไม่คิดแบบนั้นเหรอ” พูดออกไปแล้วก็รู้สึกอายเล็กน้อย

สารภาพออกไปได้ยังไงว่าอยากมองหน้าเขาขนาดไหน

“โกหก”

“ผมเปล่า”

“มันจะไปดูดีได้ยังไง”

ความอายของผมจางหายเพราะน้ำเสียงของเขา เสียงที่แผ่วเบาอย่างไม่มีความเชื่อมั่นใดๆ ในตัวเอง แววตาสับสนระคนเจ็บปวด ผมยิ้มให้เขาเล็กน้อย ชี้ไปที่ดอกกล้วยไม้ข้างหน้าต่าง เขามองตามผมอย่างงุนงง

“มันสวยไหม”

เจย์เดนพยักหน้า

“นั่นสวยไหม” ผมชี้ไปที่เก้าอี้ข้างตัว เขาเริ่มลังเล แต่ผมก็ชี้ไปที่ถ้วยกาแฟด้านหน้าอีก “นี่สวยไหม” “แล้วนี่ล่ะ” ผมชี้ไปรอบๆ 

“ของอย่างหนึ่ง ร้อยคนอาจบอกว่าสวย สิบคนอาจบอกว่าไม่ พันคนอาจบอกว่าดี หนึ่งคนอาจบอกว่าไม่ จะกี่คนก็ตามไม่มีทางที่ทุกคนจะมองของอย่างหนึ่งออกมาเหมือนกัน แล้วมันจำเป็นด้วยเหรอที่ผมจะต้องเป็นเหมือนคนอื่น ถ้าทุกคนบอกว่าคุณน่าเกลียด ผมจะบอกว่า...ไม่”

เราสบตากันอีกครั้ง คราวนี้ผมไม่ได้หลบสายตาไปไหน ผมอยากให้เขารู้ว่าผมพูดจริง

“คุณเป็นคนดี รวี แค่คุณเท่านั้นที่พูดแบบนี้”

“แต่ก็มีอีกกรณีนึง ถ้ามีคนเห็นของสิ่งหนึ่งว่าสวย เขาไปบอกคนที่คิดว่าไม่สวย คนคนนั้นก็อาจไม่เปลี่ยนใจอยู่ดี คุณก็เป็นแบบนั้นใช่ไหม ไม่เห็นต้องเป็นคนดี เพื่อที่จะบอกว่าใครไม่น่าเกลียดเลย มันอยู่ที่คนจะมอง”

ผมลุกขึ้นตามเสียงนาฬิกาที่แจ้งเตือน ปล่อยให้เขาคิดตามคำพูดของผมไปก่อน

เตรียมเตาอบและนำถาดขนมปังเข้าไป อบไม่นานกลิ่นหอมของมันก็อบอวลไปทั่ว ผมรอจนมันสุกดีจึงนำออกมาพักให้หายร้อน ผมหั่นออกเป็นห้าส่วนเท่ากันพอดี นำใส่จานใบใหญ่พร้อมเสิร์ฟ

“หอมๆ” น้องพลูดูดนิ้วรอ เขามักดูดนิ้วตัวเองเมื่อหิว ผมต้องคอยเอามือออก

“กินขนมปังกับพี่ชาย” น้องชะเอมยิ้มหวาน วิ่งนำไปนั่งที่ข้างตัวชายใต้ร่มอย่างรวดเร็วพลางทำจมูกฟุดฟิดสนใจขนมปังในมือผม

“อันนี้ไม่เคยวางขายใช่ไหม” พี่ตรีตามมาร่วมโต๊ะ แอบเห็นว่าไหล่ของเจย์เดนเกร็งขึ้น แต่เมื่อน้องพลูปีนไปเล่นด้วยเขาก็ผ่อนคลายลง

ต้องขอบคุณเด็กน้อยทั้งสองแล้วสิ

“ครับ คนยังไม่ค่อยรู้จัก แป้งมันค่อนข้างคล้ายพิซซ่า แต่ถ้าพี่ตรีว่าดีอาจจะลองวางขายเพิ่ม”

เสียงฟ้าร้องดังแทรก ครั้งนี้มันดังเป็นพิเศษจนเด็กน้อยทั้งสองผวาไปกอดเจย์เดนแน่น ตัวติดหนึบเหมือนลูกลิง เขาเองก็ประคองเด็กๆ ไว้อย่างไม่ค่อยถนัดนัก เป็นภาพที่น่ารักจนกลั้นยิ้มแทบไม่อยู่

“แค่ฟ้าร้องเท่านั้นเอง เสียงดังนิดหน่อยแต่ไม่น่ากลัวหรอกนะ มากินขนมปังกันดีกว่า” ผมเอื้อมมือไปอุ้มน้องพลูมานั่งตักตัวเอง พอผมบิขนมปังออกมา เขาก็รีบอ้าปากรอ น้องเอมเองเมื่อได้ชิมขนมปังก็ยิ้มกว้าง พวกเขาลืมกลัวฟ้าร้องไปในทันที

“อร่อยจังค่ะ ทำทุกวันเลยได้ไหม น้องเอมชอบ”

“กินทุกวันน้องเอมจะเบื่อไหม พี่วีทำอะไรใหม่ๆ ให้กินอาทิตย์ละครั้งเป็นยังไง” ละสายตาไปคุยกับน้องเอมหน่อยเดียว น้องพลูก็หยิบขนมปังทั้งก้อนยัดเข้าปาก

“น้องพลู คายออกมาครับเดี๋ยวติดคอ” 

“อื้อ” เขาส่ายหน้าแล้วจ้องตาผม แต่มีเสียงขย้อนในลำคอ คงเพราะขนมปังไปจุกคอเอาไว้ ตาของน้องพลูแดงแจ๋

“พี่วีไม่แย่งครับ ไม่มีใครแย่ง พี่วีแบ่งให้อีกครึ่งหนึ่งด้วยดีไหม” ผมยิ้ม น้องเลยยอมอ้าปากคายออกมา เขาจดจ้องขนมปังอย่างรอคอย

ผมต้องหั่นออกเป็นขนาดพอดีคำให้เขาถือกินเอง แต่พอมองไปยังคนตรงข้าม ก็เห็นชายใต้ร่มนั่งนิ่ง จดจ้องไปที่ขนมปังไม่วางตา

“อร่อยดี พี่กินแค่นี้แหละ เดี๋ยวเข้าไปเตรียมแป้งโดให้วีดีกว่า” พี่ตรีวางส้อมในมือ ก่อนจะเดินเข้าครัวเธอแอบยื่นหน้ามากระซิบ “ไม่อยู่เป็นก้างขวางคอหรอก”

ผมแยกเขี้ยวใส่พี่ตรี แต่รีบปรับสีหน้าเพราะเจย์เดนมองอยู่ เมื่อพี่สาวไปแล้วผมจึงชี้ไปทางผ้าปิดปากของเขา

“ถอดออกเถอะครับ จะได้ทานขนมปัง”

ถึงพี่ตรีจะชอบล้อชอบแซว แต่เธอเป็นคนใส่ใจ คงรู้ว่าถ้าเธออยู่ด้วยเจย์เดนคงเอาแต่นิ่งเงียบ ไม่ยอมทาน แม้แต่ตอนนี้เขาก็เหลือบมองชะเอมกับชะพลูอย่างลังเล

เด็กน้อยทั้งสองกำลังกินขนมปังอย่างเอร็ดอร่อย อีกทั้งกลิ่นหอมของมันยั่วยวนไม่เบา เขาจึงยอมแพ้ตัดสินใจเขี่ยผ้าปิดปากลงมาอยู่ใต้คาง ผมนิ่งเงียบเพราะไม่แน่ใจเช่นกันว่าเด็กๆ จะมีท่าทีอย่างไร

น้องพลูเหลือบมองแต่ไม่ได้สนใจเพราะกำลังใจตั้งใจเคี้ยวขนมปังอย่างเอาเป็นเอาตาย น้องเอมเองก็สนใจขนมปัง ไม่ได้สนใจรูปลักษณ์ของเขาเช่นเดียวกัน

เจย์เดนกัดขนมปังหนึ่งคำ พึมพำออกมา “อร่อย”

หัวใจของผมฟูขึ้นยิ่งกว่าแป้งที่พักไว้เสียอีก ยิ่งเห็นรอยยิ้มของเขาผมยิ่งดีใจ

“ขนมปังของพี่วี อร่อยทุกอันเลย อร่อยที่สุดในโลก” น้องชะเอมชูมือขึ้นในอากาศ เธอหัวเราะคิกคัก 

“เห็นไหม คุณน่ะคิดมาก อยู่กับพวกเรา ไม่ต้องปิดบังอะไรก็ได้ครับ”

เขาชะงักการกิน มือยกขึ้นถอดหมวกกับผ้าปิดปากออกทั้งหมด

พอกินขนมปังหมดเด็กน้อยก็เริ่มเล่นกัน พูดคุยกับพี่ชายไปตามประสา เสียงหัวเราะของเด็กทำให้บรรยากาศที่ขมุกขมัวแจ่มใสขึ้น

ฝนที่ตกอย่างยาวนานหยุดลง พอดีกับมีรถมารอรับเด็กๆ กลับบ้าน ผมออกไปส่งพวกเขาและมองเจย์เดนที่เตรียมตัวกลับ เขาใส่ผ้าปิดปากหมวกและหยิบร่ม ผมนึกว่าเขาจะยอมเปิดใบหน้าแล้วเสียอีก พอเห็นผมมองเขาก็โน้มหน้าเข้ามาใกล้หูผม

“อย่างที่คุณบอก คนทุกคนข้างนอกนั่นมองว่าผมน่าเกลียด แต่ที่นี่ไม่ใช่ เพราะอย่างนั้นผมจะถอดมันออกแค่ตอนที่เจอคุณ”

คำพูดที่ผมเป็นคนพูดเองย้อนกลับมา เสียงฝนจางหายเสียงของเขาจึงดังชัดเจน เขาเอียงคอและยื่นดอกไม้ดอกหนึ่งที่อยู่ในกระเป๋าออกมา

ดอกกล้วยไม้สีขาว ผมเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเขาเดินออกไปทางหน้าประตู ผมวิ่งตามไปด้วยหัวใจที่เต้นรัว

“คุณรู้ไหมว่ามันหมายความว่าอะไร”

เขายิ้ม ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นครึ่งหนึ่งของใบหน้าแต่ผมแน่ใจว่าเขากำลังยิ้ม ผมมือสั่นไปหมด ได้แต่ยืนหน้าแดงจนเขาเดินออกไปไกล

ดอกกล้วยไม้ มีความหมายมากมาย แต่ความหมายแรกที่ผมคิดถึงก็คือ

“ไม่อาจห้ามใจไม่ให้คิดถึง”


#ใต้ร่มวันฝนซา


☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂


เงียบๆ แต่มาแรงนะคะคนนี้

ใครที่ตามมาจากพิกุลอาจจะงงเล็กน้อย

เรื่องนี้เป็นแบบ Slice of life คือเหมือนชีวิตประจำวันของคนๆ หนึ่ง

ค่อนข้างเรียบเรื่อยไม่หวือหวา ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นมากค่ะ

เป็นเรื่องที่เหมือนกับฝน บางวันตก บางวันไม่ตก บางวันก็ตกหนัก


ช่วงนี้พายุเข้าอย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 413 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,249 ความคิดเห็น

  1. #2226 thesky13 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 19:31
    มันดีแบบมันดีมากๆๆๆ เลยค่ะ แบบมันดูอบอุ่นฟูๆ รวีเป็นน่ารักมาก
    #2,226
    0
  2. #2164 Care_pannn224 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 15:15
    กอดๆทั้ง2คนเลย
    #2,164
    0
  3. #2143 midaz2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 15:08
    เราไปอยู่ไหนมา ทำไมเพิ่งได้มาอ่านเรื่องดีๆ แบบนี้เอาป่านนี้
    #2,143
    0
  4. #2142 Mauy 2145 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 16:06
    ร้องไห้แบบู้สึกได้จริงๆคุณเก่งมากค่ะไรท์
    #2,142
    0
  5. #2138 doldo (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 10:03
    เราไม่รู้ว่าตอนที่คุณฮันนี่กำลังแต่งตอนนี้อยู่ คุณรู้สึกยังไง

    แต่เราอยากบอกคุณว่า เราร้องไห้ออกมาเองอัตโนมัติ

    น้ำตาไหลออกมาเองโดยไม่เข้าใจว่ามันเศร้า หรือดีใจกับระวีที่น้องเจย์กลับมา หรือดีใจกับน้องเจย์ที่ระวีจำได้ หรือดีใจที่น้องเจย์เปลี่ยนใจ
    #2,138
    1
    • #2138-1 (จากตอนที่ 9)
      16 เมษายน 2563 / 00:03
      ขอบคุณมากๆ นะคะ เรื่องนี้มีความหมายกับเรามาก มันมาจากความรู้สึกจริงๆ ตอนเขียนเเรื่องนี้บางตอนเราก็ร้องไห้ไปด้วย อยากให้มีแต่สิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับเจย์เดนและรวีค่ะ :)
      #2138-1
  6. #2072 HanaTarita (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 23:16
    ร้องไห้สะอึกสะอื้นเลย ชอบมากตอนที่บอกว่าเราเป็นมนุษย์เหมือนกัน ซึ้งมากกกก เด็กคนนึงที่โตมาพร้อมความรู้สึกว่าตัวเองประหลาดอ่ะเนาะ ขอบคุณรวีที่ออกมาตามเจย์เดน ขอบคุณที่ตอนเด็กๆเค้าเคยเจอกัน
    #2,072
    0
  7. #2028 _jppm (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:34
    ;-; น่ารักเปงบ้า
    #2,028
    0
  8. #2017 Myppk (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:35

    สุดยอดมากเลยค่ะภาษาดีมากๆเลยค่ะ ร้องไห้แน้ววว
    #2,017
    0
  9. #2010 BamBunnyy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มกราคม 2563 / 18:32
    ชอบตอนนี้จัง น้ำตาไหลเลยแง้
    #2,010
    0
  10. #2005 qrdqt (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มกราคม 2563 / 02:28
    น้ำตาซึมแร้ววววว
    #2,005
    0
  11. #2000 premmiii (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 15:00
    กอดๆนะลูก
    #2,000
    0
  12. #1984 LOMAbin (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 00:56
    เราร้องไห้ค่ะ
    #1,984
    0
  13. #1962 fffyty (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 22:15
    ร้องไห้อีกแล้ว อย่าหายไปไหนเลยนะ
    #1,962
    0
  14. #1944 rattanalak44 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 00:13
    รัองไห้แหละ😭😭
    #1,944
    0
  15. #1925 mileylovely (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 12:45
    อยากกอดเจย์เดนมากๆๆ อย่าคิดที่จะหายไปอีกเลยนะ
    #1,925
    0
  16. #1909 premmiii (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 22:44
    อุ๊แงงงง
    #1,909
    0
  17. #1880 forfaye (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:20
    ร้องไห้เเล้ว
    #1,880
    0
  18. #1876 _jully_P🌼 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 21:01
    ขอถังออกซิเจนค่ะหายใจไม่ออกเเล้ว ㅠㅠ ร้องให้หนักมาก สงสารเจย์เดน ;-;
    #1,876
    0
  19. #1857 อาร์ลิส (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 01:11

    อดน้ำตาไหลไม่ได้เลย รวีโคตรอบอุ่น ฮืออออ

    #1,857
    0
  20. #1759 KiHaE*129 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 20:45

    ตอนนี้ซึ้งกินใจมากกกกกกก

    ขอบคุณที่ยังคงก้าวเดินต่อไปนะเจย์เดน

    #1,759
    0
  21. #1720 JKWIFEz (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 22:41
    เขียนดีมาก ละมุนสุดๆ
    #1,720
    0
  22. #1699 PiyoRorin (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 00:54
    น้ำตาไหลกับตอนนี้ ไรต์เขียนดีมาก ฮือ
    #1,699
    1
    • #1699-1 EarthMayer(จากตอนที่ 9)
      30 มีนาคม 2561 / 19:46
      😘😘😘😘😘😘😘😘
      #1699-1
  23. #1686 Naraprinnnt (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:44
    เรากลัว
    อ่านจบตอนนี้แล้วแบบ เฮ้อ แบบโล่ง
    เอาเป็นว่าอธิบายไม่ถูกจริงๆค่ะ
    หลายคนคงรู้สึกเหมือนกัน
    กินใจมากๆเลย
    #1,686
    0
  24. #1673 Mune (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2560 / 05:09
    ชอบตอนนี้มากๆเลยค่ะ กินใจมากกๆ ;-; จากตอนที่แล้วเราว่าเจย์แดนทำจริงแน่ รู้สึกขอบคุณวีที่ฉุดเจย์แดนขึ้นมา ชอบความหมายของดอกสวีทพีจังเลยค่ะ อีกคนบอกลา แต่อีกคนบอกรอ :) ชอบที่วีมองเจย์แดนเหมือนกับวี เป็นมนุษย์เหมือนกัน อยู่โลกเดียวกัน สำหรับเจย์แดนที่ถูกคนอื่นมองว่าเป็นตัวประหลาดมาตลอด มันให้ความรู้สึกดีมากๆๆ นอกจากแม่ก็มีวีอีกคนนะ อย่าเพิ่งจากกันไปเลย อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกว่าวีเป็นโลกทั้งใบของเจย์แดนเลยค่ะ ฮือออ ชอบตอนนี้มากกกกกกก ;-;
    #1,673
    0
  25. #1629 ไม่บอกกก1 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 21:48
    เศร้าเบา ๆ แต่ตอนท้ายยิ้ม ๆ
    #1,629
    0