ใต้ร่มวันฝนซา ☔ [E-Book มาแล้ว & รอบสต็อกเร็วๆ นี้]

ตอนที่ 2 : ☔ 1 ขนมปังสักชิ้นไหมครับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,983
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 614 ครั้ง
    12 ก.ย. 63

ลงครั้งแรก 17 มิ.ย. 2559

รีไรต์ 12 ก.ย. 2563


1

ขนมปังสักชิ้นไหมครับ


ขนมปังปอนด์ขาว ขนมปังโฮลวีต ขนมปังลูกเกด ขนมปังฝรั่งเศสแท่งยาววางเรียงรายอยู่บนชั้นวางขนมปัง มือคีบครัวซองต์เนยสด ขนมปังแดนิชหน้าผลไม้สีสดสวย จัดวางริมหน้าต่างร้านให้ลูกค้าที่เดินไปมาได้เห็นและอยากทาน

ระหว่างจัดชิ้นสุดท้ายนั้นเอง หยาดฝนกระทบกระจกทำให้มันขุ่นมัว มองจากข้างนอกเข้ามาคงไม่เห็นว่าขนมปังที่วางอยู่น่าทานแค่ไหน แย่จัง วันนี้ลูกค้าคงบางตา ถ้าขายขนมปังไม่หมดก็ต้องเหลือทิ้ง

แต่แล้วผมกลับคิดถึงใครบางคน จากที่จิตใจห่อเหี่ยวกับสายฝนก็เปลี่ยนไป

“วี! มาช่วยอะไรพี่หน่อย” พี่สาวตะโกนมาจากชั้นบน

“ไปไม่ได้ เขากำลังจะมา”

“อะไรนะ พี่ไม่ได้ยิน”

จำต้องละสายตาจากหน้าต่างเพื่อวิ่งขึ้นไปหาพี่สาว

“ให้ช่วยอะไร ผมต้องเตรียมเปิดร้าน”

หญิงสาวถือเสื้อนักศึกษาที่เปียกชื้นในมือข้างหนึ่ง อีกข้างเป็นกระโปรงที่มีน้ำหยด หันมามองผมด้วยตาที่หรี่ลง

“ลุกลี้ลุกลนทำไม ทุกทีตอนเปิดร้านก็มีแค่น้องชะเอมกับชะพลู เปิดประตูเข้ามาไม่เจอหน้าวีก็หยิบขนมปังไปนั่งรอเองได้”

“ถ้ามีลูกค้าใหม่จะทำยังไง”

“ฝนตกหนักไม่มีใครหรอก …เอ๊ะ หรือว่ามี ใครกัน ท่าทางน้องพี่จะรอคอยการมาอย่างใจจดใจจ่อ” เธอสาวเท้าเข้ามาหา “ตกหลุมรักเข้าเหรอ”

คนเราจะตกหลุมรักคนที่ไม่เคยพูดคุย ไม่เห็นแม้แต่หน้าได้ยังไง

ถ้าจะเลือกคำให้ถูกต้องเป็นคำว่า

“อยากรู้ ผมอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร”

“เขา?”

“มีผู้ชายคนหนึ่งใส่เสื้อผ้ามิดชิด ถือร่มสีดำ เขามายืนอยู่ด้านนอกร้านตอนที่ฝนตก แค่ตอนฝนตกเท่านั้น ผมเห็นเขาหลายครั้งแล้ว ตอนนี้ฝนกำลังตกเขาต้องมาแน่ เพราะงั้นผมขอตัวลงไปดูก่อน”

“วี พี่จะให้ช่วยเป่าเสื้อ วี!”

วิ่งกลับลงมาข้างล่างโดยมีเสียงตะโกนของพี่ไล่หลัง

เพราะชายปริศนากับท่าทางลึกลับของเขาทำให้ทุกครั้งที่ฝนตก ตาของผมต้องมองออกไปนอกหน้าต่าง จะเห็นเขาอยู่ตรงนั้นมองเข้ามาในร้านผม ถ้าเราสบตากันเขาจะเบือนหน้าหนีและเดินจากไป

หรือต้องแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น เผื่อว่าเขาจะอยู่ตรงนั้นนานขึ้นอีกนิด

ตอนนี้ภายในร้านที่มืดสลัวทำให้มองเห็นด้านนอกได้ชัดเจน มีเงาดำเคลื่อนที่ผ่าน หัวใจผมเต้นแรงขึ้น ยังไม่ทันได้เดินไปดูให้แน่ใจ พี่สาวก็ตามลงมา

“ไหนคนไหน”

เพียงพริบตาเดียวเงาดำพลันหายไป

“เมื่อกี้เขาอยู่ตรงนี้”

เธอยื่นหน้าไปจนจมูกแทบชิดกระจก เราสองคนเหลือบมองทั้งซ้ายและขวา จนพี่เอ่ยปาก “แน่ใจนะว่าไม่ใช่ผี”

“พี่ตรี! อย่าพูดแบบนั้น”

ขนลุกขึ้นมาฉับพลัน เสียงฟ้าร้องด้านนอกยิ่งทำให้บรรยากาศน่ากลัว

ชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วสิ

“ไม่มีใครก็มาช่วยพี่เป่าเสื้อได้แล้วเดี๋ยวไปเรียนสาย”

เสื้อเปียกชื้นตัวเดิมยื่นมาตรงหน้าพร้อมกระโปรง ถือมันเอาไว้ด้วยมือสองข้างในขณะที่พี่เอาไดร์เป่าผมมาเป่า ปากบ่นว่าฝนตกทุกวันทำเอาเสื้อผ้าไม่ยอมแห้ง พอซักเช้าก็ตกเช้า ซักเย็นก็ตกเย็น เหมือนท้องฟ้าตั้งใจแกล้งกัน

เมื่อเสื้อผ้าแห้งดีแล้วเธอจึงเปลี่ยนเป็นชุดนักศึกษา คว้ากระเป๋าสะพายเตรียมไปเรียน ผมยื่นถุงกระดาษใส่ขนมปังที่เตรียมเอาไว้ให้

“ซื้อเพิ่มอีกสักชุดไหมครับ มีแค่สองชุดแบบนี้ลำบากแย่”

“สิ้นเปลือง” เธอตอบกลับอย่างไม่รั้งรอ

“เราไม่ได้จนขนาดนั้นนะพี่”

“เก็บไว้ซื้อเสื้อผ้าวีเถอะ เราเองก็ใส่เสื้อผ้าอยู่แค่สองสามตัว ทั้งเก่าทั้งมีรอยเปื้อน แบบนี้ลูกค้าจะกล้าซื้อขนมปังได้ยังไง”

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขัดจังหวะไม่ให้ผมได้เถียงพี่

“พี่วี! น้องเจอกบ กบอ๊บๆ แต่เอมไม่ยอมให้น้องเล่นกับกบ”

“มันจะกัดเอานะ”

“ไม่กัด กบเป็นเพื่อนน้อง”

ลูกค้าตัวน้อยทั้งสองถกเถียงกันตามเคย พี่ตรีอาศัยจังหวะชุลมุนรีบออกไปเพื่อไม่ให้ผมดื้อดึงเรื่องเสื้อผ้า

“พี่วีบอกน้องพลูสิว่าเราเป็นเพื่อนกับกบไม่ได้” มือของเด็กหญิงจับชายผ้ากันเปื้อนผมไว้ กระตุกให้หันไปสนใจ

เห็นน้องชะเอมกับชะครามก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงตัวผมกับพี่สาว ทะเลาะกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ทุกวันตั้งแต่เด็กจนโต แต่ถึงอย่างไรเราก็มีกันอยู่แค่สองคน

การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของพ่อเมื่อหนึ่งปีก่อนทำให้ผมตัดสินใจไม่เรียนมหา’ลัย เลือกสานต่อร้านขนมปัง “MOON & SUN” ของพ่อแทน ผมกลายเป็นเสาหลักของบ้าน ช่วยหาค่าเทอมให้พี่ได้เรียน พี่ตรีจึงประหยัดเป็นพิเศษ ไม่ยอมซื้อของหรือใช้จ่ายเพราะรู้สึกผิดต่อผม

ทั้งที่ผมยืนยันหลายต่อหลายครั้งว่าที่ทำอยู่ก็เพราะรักขนมปัง ผมพอใจกับร้านเล็กๆ ลูกค้าที่คุ้นหน้าคุ้นตาและการใช้ชีวิตแต่ละวันที่เรียบง่าย

ไม่ต้องมีไม่ต้องทำเหมือนคนอื่นเขาไปเสียทุกอย่าง การไม่ได้เรียนต่อไม่ได้ทำให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ

“เราจะเป็นเพื่อนกับใครก็ได้ครับ แต่ต้องระวังเป็นพิเศษกับสัตว์ พวกเขาจะกัด

หรือจู่โจมถ้าตกใจ พี่วีไม่อยากให้น้องพลูบาดเจ็บ เอาอย่างนี้ วันไหนอยากเล่นกับกบ พาพี่วีไปด้วย ถ้าไม่มีพี่วีห้ามเล่นกับคุณกบ ตกลงไหม”

น้องพลูทำท่าครุ่นคิด

“ถ้ามีพี่วีก็มีหนมปังด้วยนะ” น้องเอมเอ่ยปากช่วย

“OK!”

เด็กน้อยทั้งสองน่ารักจนช่วยบรรเทาวันที่น่าเบื่อของผมให้พอยิ้มได้บ้าง

เดี๋ยวก่อนนะ น่าเบื่อ?

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมมีความคิดแบบนี้ ขนมปังเคยเป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยากตื่นแต่เช้าทุกวันนี่นา

คงเป็นเพราะฝนที่ทำให้ผมมีเวลาว่างกว่าทุกที ต้องโทษฝนอย่างเดียว

หลังจากลูกค้าประจำรายแรกไปโรงเรียน ผมทำความสะอาดพื้นก็แล้ว เช็ดโต๊ะก็แล้ว รดน้ำต้นไม้ก็แล้ว แต่ก็ยังไม่มีลูกค้าใหม่ผ่านเข้ามา มีเพียงลูกค้าประจำอีกรายอย่างลุงโชค รปภ.ที่รอเข้ากะบ่ายนั่งจิบกาแฟอยู่ตรงเคาน์เตอร์

“เป็นอะไร ลุงไม่เคยเห็นวีนั่งถอนหายใจอย่างนี้มาก่อน”

“ลุงว่าขนมปังที่ผมทำอร่อยไหมครับ”

“อร่อยสิ ทำไม มีคนมาว่าวีเหรอ มันเป็นใครบอกลุงมา ลุงจัดการให้!”

รีบส่ายหน้า ยกมือปรามให้ลุงแกนั่งลงก่อน

“ผมแค่สงสัยว่าถ้าเขาอยากกินขนาดที่ว่ามาดูแทบทุกวัน ทำไมถึงไม่ยอมเข้ามา หรือว่าไม่มีเงิน”

ลุงโชคมีสีหน้าสับสน ผมจึงอธิบายอีกครั้งเหมือนอย่างที่เคยบอกกับพี่สาว 

“น่ากลัวจะเป็นโจร คนพวกนี้มักดูลาดเลาหลายครั้งก่อนลงมือ” ลุงวางแก้วกาแฟลง คิ้วขมวด

“ไม่ใช่หรอกมั้งครับ ร้านขนมปังเล็กๆ จะมีอะไรให้ขโมย”

“ยังไงก็ระวังตัวไว้ก่อน ข่าวออกอยู่ทุกวัน ลุงไม่อยากให้วีหรือตรีเป็นอันตราย ถ้ามีเรื่องอะไรรีบโทรหาลุงรู้ไหม ลุงจะรีบมาหา ต่อให้อยู่ในเวลางานก็ตาม”

“ไม่รบกวนขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าเป็นโจรจริงละก็จะไล่ไปด้วยตัวเองเลย”

ลุงโชคหัวเราะร่า “ตัวแค่นี้จะสู้อะไรใครเขาได้”

“ถึงผมจะไม่ตัวโตเท่าลุงโชคแต่ผมนวดขนมปังทุกวัน แบกถุงแป้ง แบกของมากมาย แขนผมแข็งแรงมาก ไม่ต้องห่วงครับ” ชูแขนขึ้นพร้อมตบกล้ามแขนของตนอย่างหนักแน่น

“ดีแล้วๆ งั้นลุงไปเข้ากะก่อน เดี๋ยวค่อยกลับมาคุยเรื่องชายใต้ร่มกันใหม่”

ชายใต้ร่ม… ช่างเป็นคำที่เหมาะ

นับจากนั้นผมมักเรียกเขาว่าชายใต้ร่มอยู่เสมอ ลูกค้าประจำทุกคนต่างได้รับรู้เรื่องราวและตื่นเต้นเมื่อฝนตก เฝ้ามองหาผู้ชายถือร่มสีดำไปกับผมด้วย

แปลก ที่ไม่มีใครได้เห็นเขาอีกเลย

คงต้องถอดใจและเลิกมองหา ไม่กี่ครั้งที่ได้เจอเขาคงเป็นแค่เรื่องบังเอิญ


จนกระทั่งวันที่ผมออกไปซื้อไข่แต่เช้าตรู่ด้วยมอเตอร์ไซค์มือสองคู่ใจ จู่ๆฟ้าก็มืดครึ้ม เร่งความเร็วขึ้นอีกหน่อยเมื่อคิดว่าฝนกำลังจะตกในอีกไม่ช้า

ฝนเริ่มหยดลงมาโดนมือ หนึ่งเม็ด สองเม็ด จนกระทั่งมันเทลงมาอย่างหนัก ผมถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ต้องเลี้ยวรถหาที่จอดชั่วคราว พลันสายตาของผมสะดุดกับผู้ชายคนหนึ่งที่ฝั่งตรงข้าม ชายซึ่งใส่ชุดดำตั้งแต่หัวจรดเท้า ถือร่มสีดำ เดินด้วยจังหวะเชื่องช้าผิดกับผู้คนที่รายล้อมซึ่งต่างเร่งฝีเท้าหนีฝน

เป็นชายใต้ร่ม ไม่ผิดแน่

ตัดสินใจทิ้งรถเอาไว้ตรงนั้น ออกวิ่งตามร่มสีดำไปให้ทัน แม้ว่าน้ำสกปรกจากซอกอิฐบนทางเท้าจะกระเด็นเปรอะรองเท้าก็ไม่สน

ผมชะลอการวิ่งเมื่อเริ่มใกล้ถึงตัวชายใต้ร่ม ระมัดระวังไม่ให้เสียงเท้าที่กระทบน้ำท่วมขังทำให้เขารู้ตัว

ตอนนี้กลายเป็นผมที่เหมือนโจร สะกดรอยตามเขาไปทุกที่

ชายใต้ร่มหยุดเดินหลายครั้ง แวะมองดอกไม้ข้างทางบ้าง มองร้านค้าอื่นๆ บ้าง ที่แท้ร้านผมก็ไม่ได้พิเศษ เป็นแค่หนึ่งในร้านที่เขาเดินผ่าน

ใจผมห่อเหี่ยว แบบนี้คงไม่มีเหตุผลให้ต้องตามเขาอีก

แต่ว่าอยากรู้นี่นา ขอดูอีกหน่อยคงไม่เป็นไร

“ทำไมถึงร้องไห้ล่ะ”

เสียงของเด็กแทรกขึ้นมาในหัวทันทีที่ผมเดินตามเขาไปที่สนามเด็กเล่น ภาพบางอย่างผุดขึ้นมาอย่างไม่ปะติดปะต่อ ชิงช้า บ้านของเล่นที่ทำจากไม้ ฝน

ไม่มีเวลาให้คิด เมื่อเห็นคนที่กำลังตามวางร่มลงบนพื้น เขานั่งลงที่ชิงช้าซึ่งหันหน้ามาทางผม จึงต้องรีบหลบไปหลังต้นไม้ รอสักครู่ค่อยยื่นหัวแอบมอง

ชายใต้ร่มบัดนี้ไม่ได้อยู่ใต้ร่มอีก เขาไกวชิงช้าพร้อมเงยหน้ามองฟ้า

ลองเงยหน้ามองตามก็ไม่เห็นอะไรนอกจากท้องฟ้าสีเทา ก้อนเมฆบดบังแสงอาทิตย์ หยดน้ำที่กระทบใบหน้าจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ผมเช็ดหน้าตัวเอง หันกลับไปทางชิงช้าอีกครั้งก็ต้องตกใจ เพราะที่ตรงนั้นไม่มีใครอยู่ ไม่มีแม้แต่ร่ม

วิ่งออกไปจับโซ่ชิงช้าด้วยใจที่เริ่มหวั่นกลัว ฝนทำให้ภาพรอบตัวไม่ชัดเจน ผมมองหาอยู่พักใหญ่จนเห็นรอยเท้าบนพื้นหญ้า เดินตามไปก็พบทางออกจากสนามเด็กเล่นอีกทางหนึ่ง

แม้ว่าจะไม่ได้มานานมากแล้ว แต่ผมจำได้ว่าถ้าเดินเข้าไปในซอยเล็กๆ จะไปโผล่ที่ร้านขนมปังของผม

เขากำลังไปที่ร้านอย่างนั้นเหรอ

เป็นอีกครั้งที่ผมวิ่งสุดแรงทั้งที่ไม่ชอบการออกกำลังกาย วิ่งแล้วก็วิ่งไปจนเห็นแผ่นหลังของเขาซึ่งกำลังจ้องมองเข้าไปในร้าน เพียงแค่ครู่เดียวก็เดินต่อ ไม่ได้หยุดยืนเหมือนทุกครั้ง

ร้านหยุดทุกวันจันทร์เพื่อให้ผมซื้อของมาเตรียม เขามาบ่อยจนรู้ว่าวันนี้ร้านไม่เปิด ถึงอย่างนั้นก็ยังมา

“ไข่!”

ลืมไปเสียสนิทใจว่าทิ้งมอเตอร์ไซค์และไข่ไว้ข้างทาง เหลียวมองอีกครั้งเห็นชายใต้ร่มเลี้ยวหายไปที่หัวมุมถนน

แค่รู้ว่าเขามีตัวตนอยู่จริง ไม่ใช่ผีหรือภาพหลอนก็เพียงพอ

เพียงพอเสียที่ไหนกัน

ยิ่งได้รู้ยิ่งอยากรู้ หลังจากวันที่สนามเด็กเล่น ฝนกลับตกกลางดึกเสียทุกคืน กลางวันท้องฟ้ามืดครึ้มแต่ไม่มีเม็ดฝน บางวันแดดจ้าจนเย็น ถึงกับต้องเปิดมือถือดูพยากรณ์อากาศ ตั้งท่ารอเวลาที่ฝนตก

บ่ายสองถึงสี่โมงเย็นมีโอกาสที่ฝนจะตกสูง

เมื่อรู้ดังนั้นผมจึงวนเวียนแถวหน้าต่างร้านตั้งแต่บ่ายโมงครึ่ง รดน้ำต้นไม้ซ้ำไปซ้ำมาจนลุงโชคร้องทัก

“เหม่ออะไรน่ะวี เดี๋ยวต้นไม้มันจะเฉาเอานะ”

ยิ้มแหย รีบหยุดการรดน้ำ

“ลุงไปทำงานก่อนดีกว่า ฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล อย่ามัวแต่คิดถึงชายใต้ร่มจนไม่สนใจลูกค้าล่ะ”

ตาโตกับการเอ่ยแซวของลุง ผมคงบ่นเรื่องฝนมากจนเกินไป

พอลุงโชคออกไปก็ไม่มีลูกค้าแม้สักคนในร้าน ด้านนอกมืดแต่ผมกลับยิ้ม รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ บ่ายสอง บ่ายสองสิบห้า บ่ายสองครึ่ง

“ในที่สุด! มาสักที มาเร็วๆ อยู่ที่ไหนกัน”

แทบกระโดดเมื่อเห็นฝนหยดหนึ่งตกลงบนพื้นทางเท้าด้านนอก

ถ้าเขามาจะทำยังไงดีนะ ไม่อยากนั่งมองอย่างเดียวหรือวิ่งไล่ตามเขาอีก ผมครุ่นคิดจนกระทั่งมีเงาทอดยาวมาที่ตัวผม หันหน้าไปจึงพบ

เขาอยู่ตรงนั้น ตรงข้ามกับกระจกใส แน่นอนว่าเมื่อเราสบตากันเขาก็เบี่ยงหน้าออก หันหลังเดินหนี ร่างกายผมทำงานก่อนความคิด สองขาลุกขึ้นยืนและก้าวออกจากร้าน เสียงกระดิ่งโดนเสียงฝนกลบจนแทบไม่ได้ยิน ผมจึงต้องตะโกน

"คุณ!"

ชายใต้ร่มชะงัก หันมาทางผมอย่างเชื่องช้า

แย่แล้ว ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าต้องทำยังไง ต้องพูดอะไร ฝนเริ่มหยดลงบนหน้าผม มันเย็นเฉียบจนพาลให้มือสั่น

รองเท้าผ้าใบสีดำก้าวมาหา มือเขายื่นร่มไว้เหนือหัวผมราวกับจะบังฝนให้ เงยหน้ามองจึงเห็นว่าใต้ร่มสีดำมีท้องฟ้าสดใสและก้อนเมฆท่าทางน่ารัก 

เผลอยิ้มเมื่อคิดว่าเขามีด้านที่สดใสซ่อนอยู่

ชายใต้ร่มโน้มหน้าลงมา ทำให้ได้เห็นดวงตาแสนเศร้านั้นใกล้ๆ ตาของเขาเป็นสีเทาเหมือนท้องฟ้าที่มีเมฆหม่น ตอนนั้นผมถึงได้คิดว่ามีฝนตกในตาของเขา

"?" เขาขมวดคิ้ว

“อากาศดีนะครับ”

พูดอะไรออกไป ฝนตกฟ้าร้องเนี่ยเหรออากาศดี เพราะห่างจากเพื่อนมากเกินไปใช่ไหมผมถึงได้คิดคำพูดแบบคนปกติทั่วไปไม่ได้

เรายืนนิ่งอยู่บนทางเท้า ผู้คนหันมองอย่างสนใจ เพราะรูปร่างที่สูงเด่นและการแต่งกายของเขา หรืออาจเป็นเพราะผู้ชายสองคนยืนอยู่ใต้ร่มคันเดียวกัน ใบหน้าห่างกันเพียงแค่ก้านร่มคั่น

"ขนมปังสักชิ้นไหมครับ?"

กลั้นใจพูดออกไป ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาอีกฝ่าย ชีวิตผมมันคงเรียบง่ายเกินไป การชวนลูกค้าเข้าร้านถึงทำให้ใจเต้นขนาดนี้ 

สีตาแบบนั้นคงเป็นลูกครึ่ง เข้าใจสิ่งที่ผมพูดรึเปล่า

เหลือบมองอย่างลังเลจึงเห็นเขาพยักหน้า ผมรีบเปิดประตูต้อนรับ เขาหุบร่ม มองซ้ายมองขวาสักครู่ เพิ่งคิดได้ว่าผมไม่มีที่วางร่มสำหรับลูกค้า คงต้องไปหาซื้อมาสักอัน

“วางไว้ข้างประตูได้เลยครับ”

แต่ละก้าวของเขาทำให้ผมลุ้นจนต้องกำมือประสานไว้ด้านหน้า มองชายชุดดำซึ่งหันมองไปรอบร้าน จนหยุดอยู่ที่ชั้นวางขนมปัง เขาตั้งใจมองทีละอัน ผมเม้มปากและชี้มืออธิบายเมื่อไม่รู้จะทำอะไร

“อันนี้เป็นขนมปังโคโรเนะของญี่ปุ่น ทำจากขนมปังหวานปั้นเป็นเกลียวเหมือนรูปเขาสัตว์ แล้วก็เติมไส้ข้างในครับ ตอนนี้ร้านเรามีไส้ช็อกโกแลตและไส้ครีม เป็นที่นิยมของเด็กๆ ด้านนี้คือครัวซองต์เนยสดที่ใช้เนยอย่างดี เมนูยอดนิยมของร้านครับ ถึงจะหน้าตาดูธรรมดาแต่ก็หอมและนุ่มมาก” ผมพูดรัว 

ดวงตาสีเทาเหลือบมามองเล็กน้อย ผมจึงส่งถาดให้พร้อมที่คีบ เขาคีบครัวซองต์เนยสดตามที่แนะนำ อดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้าง 

“ร้านเราสามารถนั่งทานได้ ผมจะทำเครื่องดื่มให้ด้วยนะครับ ฝนตกอากาศเย็น ทานกับชาดำร้อนๆ น่าจะดี นั่งที่โต๊ะได้เลยครับ เดี๋ยวผมมาเสิร์ฟให้” ชักชวนสุดความสามารถ กลับลูกค้าคนอื่นไม่เคยต้องพูดขายอย่างนี้

เขาพยักหน้าและเดินไปนั่งที่มุมในสุดติดกระจก เป็นมุมอับของร้านซึ่งมืดมาก ไม่ค่อยเห็นลูกค้าคนไหนเข้าไป และเพราะเสื้อผ้าสีดำทั้งตัวทำให้เขากลมกลืนราวกับหายเข้าไปในความมืด

ผมอุ่นขนมปัง ชงชา พลางมองเขาไปด้วยเป็นระยะเพราะกลัวว่าเขาจะหายไป ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง น้องชะเอมกับชะพลูก็เข้ามาในร้านพร้อมเสื้อกันฝนสีเหลืองสด

“โรงเรียนเลิกแล้วเหรอคะ”

“อื้อ คุณแม่บอกว่าจะกลับบ้านช้าอีกแล้ว น้องเอมไม่อยากอยู่บ้าน บอกลุงคนขับรถให้มารับดึกๆ น้องเอมจะได้อยู่กับพี่วี” เด็กน้อยถอดเสื้อกันฝนอย่างทุลักทุเล ผมเลยช่วยพวกเขา

“หนมหนม” น้องชะพลูวิ่งไปทางขนมปัง น้ำจากเสื้อกันฝนหยดตามทาง

“เดี๋ยวพี่วีถอดเสื้อให้ก่อนนะครับ” ผมรีบตามไป แอบเหลือบตามองคุณลูกค้าคนพิเศษ เขามองมาทางเรา นิ่งสนิทไม่เคลื่อนไหว เดาไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง ผมยิ้มให้เขาเป็นเชิงว่ายังไม่ได้ลืมออเดอร์ รีบจัดการเด็กน้อยทั้งสองด้วยการอุ้มขึ้นนั่งที่โต๊ะใกล้เคาน์เตอร์

“คนนั้นใครคะ น้องเอมไม่เคยเห็นเลย” มือน้อยชี้ไปยังชายใต้ร่ม

“ลูกค้าใหม่ไงคะ เป็นเด็กดีนะ ดูน้องพลูด้วยอย่าให้ตกเก้าอี้ พี่วีเอาขนมปังไปให้เขาก่อน” จับมือน้องชะเอมไว้ให้หยุดชี้ ได้ฟังเด็กพูดแล้วก็เศร้า ร้านผมลูกค้าน้อยจนน้องเอมรู้จักทุกคนเชียวเหรอ

“ขอโทษนะครับ ช้านิดหน่อย” ผมวางจานขนมปัง มีดและส้อม พร้อมชาหอมกรุ่นลงตรงหน้าเขา ชายใต้ร่มพยักหน้ารับ

ผมยืนนิ่งอยู่ข้างโต๊ะ ไม่เห็นว่าเขาจะขยับตัว จนเขาเงยหน้ามามอง ขมวดคิ้วเล็กน้อย คงไม่ชอบให้ใครจ้องเวลาทาน ผมรีบถอยกลับไปหาเด็กๆ

น้องชะเอมและชะพลูสั่งขนมปังคนละก้อน ตามด้วยนมเย็นปั่น ส่วนคุณลูกค้าใหม่นั่งเท้าคาง หันหน้ามองออกไปข้างนอก เขานั่งนิ่งอย่างนั้นอยู่นาน

ผมอยู่ไม่สุข อยากถามเขาว่าไม่กินขนมปังเหรอ จากที่ผมอุ่นร้อนให้จะกลายเป็นเย็นชืด แบบนั้นมันไม่อร่อย

“พี่วี พี่ชายคนนั้นเป็นหุ่นยนต์ล่ะ” น้องเอมกระซิบกระซาบ

ผมยกนิ้วชี้จรดปากตัวเองให้เธอเบาเสียง เธอยกนิ้วชี้จรดปากตามผม หันไปคุยเล่นกับน้องชายแทน

จู่ๆ ชายใต้ร่มลุกขึ้น เดินออกจากร้านอย่างรวดเร็วพร้อมกับร่มของเขา

“หนีไปแล้ว” น้องชะพลูพึมพำ

“อย่าพูดแบบนั้นอีกนะคะ มันไม่ดี เด็กดีต้องไม่ว่าคนอื่น มันไม่น่ารัก” เผลอดุเด็ก เพราะคิดว่าเสียงของเธออาจเป็นสาเหตุให้เขาไป

น้องชะเอมชะงัก เบะปาก น้ำตาคลอขึ้นมา อาจเพราะไม่เคยโดนผมดุ

“อย่าโกรธน้องเอมนะ หุ่นยนต์ไม่ดีตรงไหน พี่ชายเป็นหุ่นยนต์ เท่จะตายไป น้องเอมไม่พูดแล้ว” เธอสะอื้น ท่าทางน่าสงสารจนผมรู้สึกผิด

“พี่วีไม่โกรธ ดีกันนะ” ผมยื่นนิ้วก้อยให้เธอ หยิบทิชชูมาเช็ดน้ำตาบนแก้ม

เด็กก็พูดไปตามประสาเด็ก สอนให้เข้าใจอย่างค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า

น้องชะเอมอารมณ์ดีขึ้นเมื่อผมเอาครีมบีบลงบนขนมปังเป็นหน้ายิ้ม เธอเตะเท้าเล็กๆ ใต้โต๊ะอย่างมีความสุข ยกมือประกบกันขอบคุณผมเสียงดัง

เมื่อกลับสู่ความเรียบร้อย ผมจึงเดินไปที่โต๊ะในสุด เขาไม่ได้แตะขนมปังหรือชาแม้แต่น้อย มีเพียงแบงก์หนึ่งพันบาทวางเอาไว้

นั่งลงที่เดียวกับเขา หยิบขนมปังขึ้นมากิน ถึงจะเย็นแต่ยังคงความอร่อย ผมเคี้ยวมันพลางมองไปด้านนอก ฝนหยุดตกแล้ว ฟ้าสว่างสดใสและมีแสงแดดส่องลอดเข้ามาในร้าน 

ไม่เข้าใจเลยสักนิด  ผมเอาแบงก์ของเขาไปเก็บ ไม่คิดจะใช้มัน

ตรวจเช็กพยากรณ์อากาศเพื่อรอฝนตกครั้งต่อไป

คราวนี้เขากลับมาพร้อมกับฝนที่เทกระหน่ำ ไม่ได้ยืนมองด้านนอก แต่เปิดประตูเข้ามา ร่มสีดำเสียบลงในที่วางซึ่งผมซื้อมาคอยท่า ละอองฝนติดมากับเสื้อผ้าสีดำ ผ้าปิดปากอันเดิมยังคงบดบังใบหน้าเขาไปครึ่งหนึ่ง

ผมเปิดลิ้นชักหยิบเงินของเขายื่นไปตรงหน้า

“เอาคืนไป ผมไม่รับเงินของคุณ ในเมื่อคุณไม่ได้กินขนมปังแม้แต่นิดเดียว”

ดวงตาคู่เดิมที่แสนเศร้าทำให้ผมพูดได้เพียงแค่นั้น ไม่กล้าถามอย่างที่ใจนึก ผมถือเงินค้างไว้ มองเขาเดินไปยังชั้นวางขนมปัง

เขาคีบครัวซองต์เนยสดหนึ่งชิ้นลงในถาด วางมันลงบนเคาน์เตอร์ นิ้วชี้มาที่แบงก์พันในมือผมแล้วชี้ลงที่ขนมปัง

“กลับบ้านหรือทานนี่ครับ” ถามออกไปอย่างเสียไม่ได้ 

เขาไม่ได้ตอบแต่ชี้นิ้วไปที่โต๊ะมุมร้าน ที่เดิมที่เขาเคยนั่ง 

ผมอุ่นขนมปังวางลงบนจานขนาดใหญ่อย่างสวยงาม เสิร์ฟชาเพิ่มให้เหมือนเคย มีแค่เสียงเพลงคลอไปกับเสียงฝนตกและความมืดครึ้มที่ปกคลุมเข้ามา

เขาก้มลงมองขนมปัง หันหน้ามองนอกหน้าต่างตามเดิม

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังทำให้ผมหันไปสนใจลูกค้า แค่ไม่กี่นาทีที่ผมพูดคุยกับคนอื่น เสียงกระดิ่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง

เงยหน้าขึ้นเพื่อพบว่าร่มสีดำหายไปจากชั้นวาง 

ชายใต้ร่มจากไปอย่างเงียบงัน พร้อมกับฝนที่ซาลง และหยุดตกในที่สุด


#ใต้ร่มวันฝนซา


☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂


คุณพระเอกค่าตัวแพง ฮาาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 614 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,249 ความคิดเห็น

  1. #2243 patyx_ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2563 / 01:56
    ลึกลับไปมั้ยเนี้ยพระเอกกกก
    #2,243
    0
  2. #2166 Oill1478 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 21:54
    บทพูดพระเอกเเพงมาก
    #2,166
    0
  3. #2132 HaeMay (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 เมษายน 2563 / 17:50
    ลึกลับจริงๆ
    #2,132
    0
  4. #2116 View_Aranya (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 06:51
    พระเอกเป็นผีหรอ สงสัยตายวันฝนตก
    #2,116
    0
  5. #2065 HanaTarita (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 21:20
    หรือโรคผิวเผือก?
    #2,065
    0
  6. #2064 HanaTarita (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 21:20
    เป็นโรคแพ้แสงหรือไม่ก็แพ้แดดแน่ๆ เพื่อนเราเป็น ออกแดดทีคลุมมิดจนร้อนแทน แต่เพื่อนเราไม่หนักเท่าคนนี้
    #2,064
    0
  7. #2020 _jppm (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:36
    งื้อ ;-;
    #2,020
    0
  8. #1993 premmiii (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 11:04

    โง้ย พ่อหนุ่มของแม่
    #1,993
    1
    • #1993-1 _jppm(จากตอนที่ 2)
      25 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:37
      คนเดียวววกันนะไรท์ เค้าแค่เปลี่ยนชื่อออ เค้ากลับมาอ่านอีกแล้วนะคะไรท์ 555
      #1993-1
  9. #1966 tunty0505 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 18:59
    หลอนแปลกๆ
    #1,966
    0
  10. #1956 fffyty (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 14:53
    ไม่คิดจะพูดหน่อยร้อ
    #1,956
    0
  11. #1926 rattanalak44 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 13:13
    เขาเป็นคนใช่มั้ย
    #1,926
    0
  12. #1916 mileylovely (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 16:51
    ดูหลอนๆยังไงไม่รู้ อ่านไปก็แอบขนลุก
    #1,916
    0
  13. #1902 premmiii (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 22:23

    ฮื่ออออ ที่รักกกกของข้าาา
    #1,902
    0
  14. #1867 kimVtaehyung (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 15:42
    ภาวนาให้พระเอกชื้อจองกุกเพราะไหนๆก้ชื่อวีละคริคริ
    #1,867
    1
    • #1867-1 _jully_P🌼(จากตอนที่ 2)
      14 มกราคม 2562 / 18:35
      กรี๊ดดด เจอชิปเปอร์กุกวี เราก็ชิปคู่นี้!!!><
      #1867-1
  15. #1854 อาร์ลิส (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 มกราคม 2562 / 00:31

    จะไม่พูดไรเลยหรอคะัั

    #1,854
    0
  16. #1824 sleepy-sheep (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 17:03

    ชายชุดดำอาจจะพูดไม่ได้ รึเปล่านะ

    #1,824
    0
  17. #1807 เจ้าชายสีเทา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 กันยายน 2561 / 01:43
    คือเราอ่านเรื่องซัมเมอร์ก่อน แล้วแบบพี่ชะเอมกับพี่ชะพลูเรื่องนั้น โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พอมาอ่านเรื่องนี้แล้วเป็นเด็กน้อยน่ารักเชียวววว
    #1,807
    0
  18. #1789 soSH (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 19:08
    ใต้ร่มคือสดใสเชียว ก้อนเมฆมุ้งมิ้งงี้
    #1,789
    0
  19. #1787 trois.z (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2561 / 13:57
    พี่ชายร่มดำดูค่าตัวแพง ไม่พูดอะไรกับน้องสักคำ ฮ่าๆ
    #1,787
    0
  20. #1784 emptyq_ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2561 / 11:01
    ถ้าไม่รู้ว่านิยายเศร้าก็จะนึกว่านิยายผีแร้ว..
    #1,784
    0
  21. #1752 KiHaE*129 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 00:47

    อะไรของพี่ชายชุดดำ

    เวลาฝนจะหยุดต้องรีบไปทุกที

    รีบไปไหนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

    #1,752
    0
  22. #1718 JKWIFEz (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 20:43
    น่ากลัวอ่ะ
    #1,718
    0
  23. #1679 Erbbynarak (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 22:38
    เป็นอะไรที่แปลกใหม่มากครับ ไม่เคยเจอนิยายวายแนวนี้เลย
    #1,679
    0
  24. #1667 Mune (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2560 / 00:08
    ลึกลับจังเลยค่ะ แต่อย่างน้อยก็เป็นคนโนะ 55555555
    #1,667
    0
  25. #1640 Felinonajang (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 19:29
    ดูหลอนๆนะคะ ฮ่าๆ
    #1,640
    0