ใต้ร่มวันฝนซา ☔ [E-Book มาแล้ว & รอบสต็อกเร็วๆ นี้]

ตอนที่ 15 : ☔ 12 Paper Boat

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,247
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 347 ครั้ง
    12 ต.ค. 63

ลงครั้งแรก 27 ก.ย. 2559

รีไรต์ 12 ต.ค. 2563


12

Paper boat


จะอยู่ใต้ทะเลก็ได้ถ้ามีผมอยู่งั้นเหรอ

ผมยิ้มออกมาและขยับตัวเล็กน้อยกะว่าจะหันหน้าไปหาเขา แต่เจย์เดนกอดผมแน่นไม่ให้ผมได้ขยับตัว เส้นผมของเขาเกลี่ยอยู่ที่ข้างแก้มเพราะซบหน้าลงบนไหล่ผม 

น่าแปลก ราวกับผมได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นแรงของเขาหรือบางทีอาจจะเป็นเสียงหัวใจผมเอง

“จะไม่ให้ผมกลับบ้านเหรอ” ผมหยอกด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงเขาจึงยอมปล่อยมือออก เป็นโอกาสให้ผมได้หันไปมองหน้าเสียที

“ขอโทษครับ ผมกอดคุณโดยไม่ได้ขออนุญาต”

“นี่กอดกันจริงๆ ต้องทำแบบนี้” ผมอ้าแขนออกกอดเขาจากด้านหน้าเหมือนที่กอดน้องพลูและน้องเอม

ถ้าหากโดนคนอื่นพุ่งตัวมากอดผมคงตกใจและไม่ชอบใจ แต่เพราะเป็นเจย์เดนผมจึงไม่ได้โกรธ มันทำให้ผมรู้ว่าเขาดีใจแค่ไหนที่ผมบอกว่าจะอยู่ใต้ทะเลกับเขา อยู่ในโลกของเขา อีกอย่างผมไม่รังเกียจอ้อมกอดของเขาแม้แต่น้อย

ตัวเขาแข็งทื่อเมื่อผมจับมือเขาให้กอดตอบ ร่างกายของเขาไม่ผอมแห้งเหมือนตอนที่ป่วยอีกแล้ว แต่ก็ยังต้องกินอีกเยอะเพื่อเพิ่มน้ำหนัก เจย์เดนผอมมากเมื่อเทียบกับส่วนสูง แผ่นหลังที่กว้างแสดงให้เห็นว่าถ้ามีเนื้อมีหนังตามปกติคงตัวใหญ่กว่านี้

“รวี” เขาเสียงสั่น หูผมแนบอยู่กับอกเขาจนได้ยินเสียงหัวใจดังชัดเจน เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นใบหูที่แดงแจ๋

“เขินแล้ว รู้สึกยังไง” ผมย้อนถามแบบเดียวกับที่เขาเคยถาม อดหัวเราะไม่ได้กับความน่ารักของเขา เจย์เดนทำตัวไม่ถูกที่ผมกอด ทีเมื่อกี้ตัวเองยังทำ เขากอดผมหรือผมกอดเขามันต่างกันตรงไหน

“มะ ไม่รู้สิ”

“แต่มันดีใช่ไหม” ผมยิ้ม แกล้งรัดตัวเขาแน่นขึ้นอีก หัวใจเขาเต้นได้แรงขนาดไหนกันนะ ตอนนี้มันฟังดูรุนแรงกว่าเดิม

เขาพยักหน้า ไม่นานนักก็ออกแรงกอดตอบผม หัวใจของเขาเต้นช้าลงแล้ว ตัวเราเข้าใกล้กันมากขึ้น เป็นเพียงการกอดหลวมๆ แต่ก็ทำให้อบอุ่น

“ผมนึกว่านี่เป็นแค่ฝัน” เขาพึมพำ

“ฝันอะไร อยู่กับผมเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อขนาดนั้นเลยเหรอ”

“แน่นอน ผมแอบมองรวีมานาน นานจนคิดว่ามันจะเป็นแบบนั้นตลอดไป แค่ได้คุยกับคุณก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้คาดคิดเอาไว้แล้ว นี่ยิ่งเหลือเชื่อเข้าไปใหญ่ ...คุณ คุณกอดผม รวีกอดผม” เขาพึมพำเบาลงแต่ผมได้ยินทุกคำพูด

พลันรู้สึกขัดเขินไปด้วย ผมเกาแก้มตัวเองอย่างไปต่อไม่ถูก ที่จริงผมแค่เห็นว่าเขากำลังเศร้า การกอดเป็นการปลอบใจที่ดีโดยไม่ต้องใช้คำพูดผมจึงกอด แต่พอเขามีท่าทางว่าการที่เรากอดกันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ผมก็เขิน

“ผมต้องกลับบ้านแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าอีกเดี๋ยวจะเหนื่อย แล้วเจอกันนะ คุณหาเสื้อผ้าสบายๆ มาใส่ด้วยก็ได้ ในกระโจมไม่มีแดดแล้ว เดี๋ยวคุณจะร้อน”

ผมคลายอ้อมกอดแล้วแต่เจย์เดนยังกอดผมอยู่

“ปล่อยผมได้รึยังครับ”

เขาทำหน้าหงอยคล้ายกับจะอ้อน ผมจึงออกแรงดันอกเขาออก โบกมือลาและวิ่งหนีกลับบ้าน กระแทกเท้าลงกับพื้นเสียงดังเพื่อกลบเสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอก

กลับมาถึงบ้านก็พบพี่ตรีกำลังนวดแป้งอยู่ในครัว เธอยิ้มกว้างให้ผม

“เป็นไงบ้างล่ะ กระโจมของพี่ แจ๋วใช่ไหม”

ผมยิ้มตอบและพยักหน้าให้เธอ

“ไม่คิดว่าพี่ตรีจะลงทุนขนาดนี้ ท่าทางจะแพง”

“ผ้ากันยูวีมันก็แพงกว่าผ้าทั่วไป แต่พี่แค่ถามเพื่อนผู้ชายว่าทำยากไหมก็มีหนุ่มหาอุปกรณ์หาผ้ามาทำให้เอง เสียเงินไปนิดเดียว คนสวยก็งี้” เธอยักไหล่ หยิบเอาแป้งที่นวดจนเรียบร้อยใส่ชามพัก

“น้องพี่มีความสุขก็พอแล้ว นี่เป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการที่วีไม่ได้เรียนต่อ และทำงานหนักให้พี่ได้เรียน พี่เองก็อยากให้เรามีชีวิตที่ดี”

“ผมมีชีวิตที่ดีครับ ผมได้ทำร้านขนมปังอย่างที่ฝันไว้ตอนเด็ก ผมได้ปลูกต้นไม้ ผมมีลูกค้าน่ารัก ผมได้อยู่กับพี่ ทำขนมปังอาจจะเหนื่อย แต่ผมมีความสุขที่ได้ทำมัน เพราะฉะนั้นพี่ตรีห้ามคิดมาก ตั้งใจเรียน เอาใบปริญญามาให้ผมเชยชม”

“เรานี่น้า เป็นดวงอาทิตย์ดวงน้อยของครอบครัวเราจริงๆ พอพี่เรียนจบเราก็จะไม่ลำบากอีก พี่จะทำงานได้เงินเดือนสูง ขยายสาขาเลยดีไหม ให้ร้านขนมปังของเราดังไปทั่วประเทศ” เธอวาดมือไปในอากาศจนเศษแป้งจากมือฟุ้งกระจาย

“แค่นี้ผมก็ทำไม่ไหวแล้วครับ ร้านเล็กๆ แต่อยู่ได้นานก็พอ”

“มักน้อยจริง ไม่อยากเป็นเศรษฐีหรือไงเรา” พี่ตรีมุ่ยหน้าเล็กน้อย

“ไม่ครับ เพราะผมมีทุกอย่างที่ต้องการแล้ว”

“รวมถึงหนุ่มชุดดำด้วยใช่ไหม” เธอยักคิ้ว เอามือมาจิ้มแก้มผมอย่างหยอกล้อ

“มือเลอะยังมาจับหน้าผมอีก ไปดีกว่า พี่เตรียมแป้งให้เรียบร้อยเลยนะ ผมจะตื่นมาอบตอนเช้า” ดันมือพี่สาวออก ขืนอยู่ต่อได้โดนล้อไม่หยุด

“ทำเป็นเขิน เด็กสองคนนี้นี่” พี่ตรีส่ายหัว หันไปเตรียมแป้งเพื่อนวดต่อ


วันต่อมาฝนตกหนักแทบตลอดทั้งวัน ฟ้าก็มืดครึ้ม มีเสียงฟ้าร้องดังสนั่น ลูกค้าในร้านจึงเบาบาง ผมมีเวลานั่งสอนเจย์เดนถึงชนิดของแป้งและพื้นฐานของการทำขนมปังต่างๆ เราขลุกกันอยู่ในครัวหลายต่อหลายชั่วโมงจนเขานวดแป้งเป็นและทำได้ค่อนข้างดีแล้ว ระหว่างนั้นผมเพิ่งสังเกตว่าตัวของเขาแดง

“เจย์เดน?” ผมแตะโดนแขนเขาแค่เพียงปลายนิ้วก็ทำให้เขาสะดุ้งและส่งเสียงด้วยความเจ็บ เขารีบปรับสีหน้าเมื่อผมมอง

“คุณเจ็บ? ตัวคุณแดงหมดแล้วหน้าก็ด้วย หยุดมือเดี๋ยวนี้ มากับผม” ผมจะคว้าตัวเขาแต่เขาก็ผงะหนีทันที มันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่บอกชัดว่ามีบางอย่างผิดปกติ ผมไม่ได้คิดไปเอง ผิวของเขาเปลี่ยนสีและเขาเจ็บแต่ไม่บอกผม

“อย่าบอกนะว่าคุณแพ้แสงนี่ด้วย” ผมชี้ไปที่หลอดไฟซึ่งส่องสว่าง

เขาหลบสายตา เหงื่อออกมาตามไรผม แต่แล้วก็พยักหน้าในที่สุด

“เจย์เดน! คุณต้องบอกผมสิ ถ้าคุณแพ้แล้วทำไมไม่พูด ผมต้องทำยังไง รอก่อนนะ ผมจะปิดไฟก่อน” ผมรีบพุ่งตัวไปปิดไฟ ไม่กล้าแตะตัวเขาอีก

มีแสงเล็กน้อยที่ส่องลอดมาจากไฟด้านนอก เขาแพ้แม้กระทั่งแสงจากหลอดไฟ ผมควรจะเฉลียวใจเพราะตอนที่เข้าไปในบ้านเขามันมืดสลัว เขาเปิดไฟน้อยมากและมันไม่ใช่หลอดไฟที่สว่าง ทั้งหมดนั่นคงมีเหตุผล

“ผิวผมไวต่อรังสียูวีซึ่งมันมีในหลอดไฟ ต้องระวังหลอดไฟที่ให้ความสว่างเทียบเท่ากับแสงอาทิตย์ ตอนแม่เลือกซื้อไฟที่บ้านก็ต้องดูคลื่นความถี่เพื่อไม่ให้กระทบผม แต่มันไม่เจ็บสักเท่าไหร่เทียบกับแสงอาทิตย์ไม่ได้เลย ผมโอเค มันแค่แดง ผิวตึง และแสบนิดหน่อย” เขาลูบแขนตัวเอง

ถึงจะพูดแบบนั้นแต่สีหน้าเขาตอนที่ผมจับมันบอกว่าเขาเจ็บ

“บอกมาให้หมดว่าคุณแพ้อะไรบ้าง อะไรทำได้ทำไม่ได้ ผมจำเป็นต้องรู้ เดี๋ยวนี้เลยครับ” ผมดุเขา ขมวดคิ้วและมองอย่างจริงจัง

“ก็ได้รวี ผมไม่บอกเพราะอยากให้คุณต้องคิดมาก ผมแพ้แสงหนักกว่าที่คุณคิด ผิวอ่อนไหวง่ายต่ออุณหภูมิที่ร้อนและห้องนี้ทั้งสว่างและร้อน ผมทนได้แต่คงไม่นานนัก อาจจะสักชั่วโมง ถ้านานเกินไปตัวผมจะเริ่มแดงและแสบ ผมใช้น้ำเย็นหรือน้ำแข็งช่วยเวลาที่มันไหม้ แต่ถ้าผมบอกคุณตั้งแต่แรก ผมจะช่วยคุณได้ยังไง แม้แต่ทำขนมปังผมก็ทำไม่ได้งั้นเหรอ ก่อนหน้านี้ผมกลัวความเจ็บปวดในตัวผม แต่ตอนนี้ผมกลัวจะไม่มีค่าอะไรกับคุณเลยมากกว่า ผมยอมเจ็บก็ได้” เขาพูดออกมารัวและเร็ว มือกำแน่น 

“น้ำเย็นใช่ไหม คุณพักก่อนแล้วเราค่อยคุยกัน” ผมรีบออกจากห้อง ไปเอาน้ำในตู้เย็นมาเทใส่ผ้าส่งให้เขา เขากัดฟันเล็กน้อยเมื่อผ้าแตะลงบนตัว

เขาเจ็บมากทีเดียวแต่ไม่ยอมแสดงออก

“รวี ผมทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ” เขาพึมพำ เสียงฝนตกและฟ้าร้องที่ด้านนอกยิ่งทำให้บรรยากาศในร้านแย่ลงไปอีก

ผมจนด้วยคำพูด อาการแพ้ของเขามากกว่าที่ผมคาด และผมคงสั่งให้เขาทรมานอยู่ในห้องครัวไม่ได้

ผมมองเขาอย่างครุ่นคิด ถ้าบอกว่าเขาไม่ต้องทำขนมปังอีกก็กลัวว่าเขาจะเศร้าเสียจนไม่ยอมมาที่ร้าน เศร้าเสียจนหายตัวไปหรือทำร้ายตัวเองอย่างที่เคยทำ

ตอนนี้ผมตระหนักได้แล้วว่าความเศร้าที่เกาะกินจิตใจเขามันรุนแรงเพราะอะไร มันแทบไม่มีความเป็นไปได้สำหรับอนาคตของเขา ห้องที่ใช้ทำขนมปังต้องควบคุมอุณหภูมิ มันจะต้องร้อน ผมครุ่นคิดอยู่นานแล้วก็ตัดสินใจ เขาคงต้องยอมเจ็บนิดหน่อยอย่างที่พูดมา มันคงดีกว่าให้เขาปลอดภัยแต่รู้สึกแย่

“ผมทำให้คุณหนักใจใช่ไหม ขอโทษนะ” เขาเอียงหน้าหนี ราวกับไม่อยากมองหน้าผมอีกต่อไป 

“คุณบอกว่าอยู่ได้สักชั่วโมง งั้นคุณต้องจำกัดเวลา พอครบหรือรู้สึกแสบต้องรีบออกจากห้องครัวไปพักในกระโจม ไฟเราก็เปิดแค่ไม่กี่ดวงพอแล้ว คุณจะได้ร้อนน้อยลง ถ้ารู้สึกแย่เมื่อไหร่ให้รีบบอก อย่าเก็บเอาไว้ สัญญานะ” ผมหยิบผ้าในมือเขามาซับลงบนแก้มซึ่งยังคงแดงอย่างแผ่วเบา ระวังไม่ให้เขาเจ็บ

มันอาจจะยากและลำบาก แต่เราต้องหาทางออกให้กับมัน

“เหมือนผมมาเป็นภาระมากกว่ามาช่วยคุณ”

“หยุดพูดไม่งั้นผมจะตีให้ อย่าทำหน้าแบบนั้นด้วย บอกเองว่าจะยอมเจ็บใช่ไหม เพราะงั้นก็ต้องสู้ต่อ ตั้งใจเรียนที่ผมสอน จะได้ทำขนมปังได้ไวๆ ไม่เป็นภาระของผม เข้าใจแล้วใช่ไหม ถ้าเข้าใจก็ตอบเสียงดังฟัง” ผมดุเขา ค่อยหายใจโล่งขึ้นเมื่ออาการแดงของตัวเขาเริ่มจางลง

“เข้าใจครับ” เขาไม่ได้ตอบดังนัก แต่รอยยิ้มที่เผยออกมาทำให้ผมพอใจ

“ดี มีอะไรที่ผมยังไม่รู้อีก มีแผลที่ไม่ได้มาจากการแพ้ด้วย มันมาจากไหนเหรอ ผมถามได้ไหม” สายตาของผมพลันเห็นร่องรอยบนแขนเขา

เขาหลุบตาลงมองตาม หุบยิ้มทันที นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยปาก

“พ่ออยากให้ผมหายจึงส่งผมไปรักษา มันนานมากแล้วแต่ผมก็ยังจำได้ เขาจะให้คนในชุดขาว มาฉีดยาผม เจาะเลือดผมและทำอะไรมากมาย เดิมทีผมไม่ได้มีอาการมากขนาดนี้ แต่พอเวลาผ่านไป แม้แต่แสงที่ส่องลอดหน้าต่างหรือสะท้อนบนพื้น ผมก็โดนมันไม่ได้ แสงจากหลอดไฟบางครั้งก็ทำให้รู้สึกไม่สบายและแสบ ตอนนั้นการรักษาทรมานกว่าการโดนแสงจริงๆ เสียอีก” เขาลูบร่องรอยบนแขนนั้นแผ่วเบา รอยเล็กที่เหมือนรอยเข็มนับไม่ถ้วน

“แต่มันเป็นไปไม่ได้ บางอย่างเราก็จำเป็นจะต้องเลิกหวัง”

“อื้อ ไม่ต้องหายหรอก ผมก็ไม่ชอบแดดเท่าไหร่ นอกจากทำให้ผ้าแห้งแล้วอย่างอื่นก็แย่หมดนะ ทำให้ร้อน แสบตาด้วย”

แม้ว่าผมจะชอบวันที่อากาศแจ่มใสมาตลอด แต่ความคิดของผมเปลี่ยนไป

“ยังไงมันก็ดีกว่าฝนใช่ไหม มันมืดครึ้ม มัวหมอง และทำให้รู้สึกเศร้า ไม่มีใครชอบหน้าฝนหรอก ผมเองยังไม่ชอบเลย แต่มันเป็นโอกาสเดียวที่ผมจะได้ออกจากบ้านโดยไม่ต้องมีใครมอง” เขาหันหน้าออกไปด้านนอก ฝนตกหนักพร้อมกับเสียงฟ้าร้องที่ยังคงดังมาเป็นระยะ

“พ่อของผมอาการทรุดช่วงหน้าฝน และเขาจากไปในวันที่ฝนตกหนัก ดังนั้นผมจึงเกลียดฝนมาก ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงมันความทรงจำของพ่อที่อยู่บนเตียงคนไข้ หายใจอย่างทรมานจะเข้ามาในหัวของผม ผมหลงลืมความทรงจำดีๆ มากมายที่เกิดขึ้นในวันฝนตกครั้งอื่น แต่ตอนนี้ผมจำมันได้ และมันลบล้างความรู้สึกแย่ออกไปจนหมด”

“เสียใจด้วยนะครับ”

“ผมก็เสียใจด้วย”

ไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าผมเสียใจกับเขาเรื่องอะไร เจย์เดนเข้าใจและรับรู้ เขายิ้มตอบอย่างอ่อนโยน ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ โน้มหน้ามาหาผม

ทว่ามีเสียงกริ่งหน้าร้านดังตามด้วยเสียงสดใสของน้องชะเอมและชะพลูซึ่งมาพร้อมเสื้อกันฝนสีเหลืองสดใส ผมเหลือบมองนาฬิกาข้างผนัง ถึงเวลาเลิกเรียนของพวกเขาแล้ว มัวแต่สอนเจย์เดนทำขนมปังจนลืมดูเวลา

“ไปดูเด็กๆ เถอะ ผมจะเก็บของสักหน่อย อีกเดี๋ยวลูกค้ารอบเย็นคงจะมา ผมขอเตรียมของว่างให้ก่อน” ผมดันตัวเขาเล็กน้อย

เจย์เดนมีท่าทีเหมือนยังอยากอยู่กับผม แต่เขาก็เดินเข้าไปในกระโจมและปิดมัน เด็กๆ มุดตามเข้าไป ได้ยินเสียงพูดคุยลอดออกมา ไม่นานก็เป็นเสียงหัวเราะ

ผมจัดการอุ่นขนมปังและนมไปให้พวกเขาสามคนในกระโจม

ลูกค้าช่วงเย็นเข้ามามากอย่างที่คาด ผมหัวหมุนอยู่กับการดูแลลูกค้าจนกระทั่งขนมปังชิ้นสุดท้ายถูกคีบออกจากถาด ผมจึงเดินไปเปลี่ยนป้ายหน้าร้านเป็นการปิด รอจนลูกค้าคนสุดท้ายออกจากร้านไป ถึงได้เข้ากระโจมไปหาพวกเขา

“กินขนมปังหมดแล้วเหรอครับ กินเก่งจังเลย แล้วพี่ชายได้กินเยอะไหม ต้องดูให้พี่ชายกินเยอะๆ นะ” ผมพูดกับน้องเอม 

“พี่ชายกินไปสามชิ้น น้องเอมยกให้หนึ่งชิ้นด้วย พี่ชายจะได้แข็งแรง ส่วนน้องเอมแข็งแรงแล้ว อุ้มน้องพลูได้ด้วย” เธอลงจากเก้าอี้พร้อมอุ้มน้องชายที่ตัวเล็กแค่นิดหน่อยลงมาด้วย น้องพลูหัวเราะและกอดคอพี่สาว

“คุณต้องเพิ่มน้ำหนักบ้างนะ ผมจะทำขนมเพิ่มนอกเหนือจากมื้ออาหารให้คุณด้วย ดูสิ แขนคุณเล็กพอๆ กับน้องเอมเลย แขนแบบนี้จะมีแรงนวดขนมปังได้ยังไง” ผมจับข้อมือเขามาดู เด็กๆ ค่อนข้างจะเจ้าเนื้อและอวบ พอมาเทียบกันจึงเห็นได้ชัดว่าเขาผอมจนมีแต่กระดูก

“เอาของน้องกินด้วย กินๆ หม่ำๆ” น้องพลูยกขนมปังที่เหลือในมือให้ทันที ผมตาโตเล็กน้อย น้องค่อนข้างขี้หวงกับของกิน ผมแปลกใจตั้งแต่ครั้งที่เขาให้เจย์เดนชิมแล้ว ท่าทางเด็กๆ จะชอบเขามาก

เจย์เดนยิ้มและขอบคุณ พอเขารับไปกินน้องพลูก็พยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะหันไปหาของเล่นในกระเป๋านักเรียน

“น้องอยากเล่นฝน เล่นกับกบ อ๊บๆๆ” น้องพลูเขย่าตุ๊กตากบในมือ ไม่เคยเห็นมาก่อนท่าทางจะเพิ่งได้มาใหม่ น้องเอมเองก็มีตุ๊กตากบมีโบผูกเอาไว้ที่คอ

“นานๆ ที ออกไปเล่นฝนกันไหม” ผมใช้โอกาสอันดีนี้ชี้ให้เจย์เดนเห็นว่าฝนไม่ใช่เรื่องแย่นัก ยิ่งเมื่อมีเด็กอยู่ด้วยผมรู้ว่ามันจะทำให้เขาเข้าใจอะไรมากขึ้น

ผมใส่เสื้อกันฝนให้ชะเอม เจย์เดนใส่เสื้อกันฝนให้ชะพลู พวกเขาตื่นเต้นกันมาก โยกตัวและร้องเพลงตั้งแต่ก้าวออกจากร้านก้าวแรก ส่วนผมกับเจย์เดนถือร่มคนละคัน จูงมือเด็กๆ ออกมายังต้นไม้ใหญ่ในซอยเล็กข้างร้าน ไม่ค่อยมีคนผ่านทางนี้มากนัก

“มีอ๊บๆ จริงด้วย เอมจับเร็ว” น้องพลูพยายามจับกบตัวเล็ก แต่น้องเอมกรี๊ดและจับมือผมไว้แน่นเมื่อมันกระโดดมาอยู่บนรองเท้าของเธอ

“ฮี่ๆๆ กบ” น้องพลูคว้าเจ้ากบได้สำเร็จ แบมือขึ้นตรงหน้าพี่สาว เจ้ากบน้อยไม่ขยับตัวแต่ร้องอ๊บอ๊บอยู่บนมือเล็ก น้องเอมเบะปากเหมือนจะร้องไห้ แต่พอได้จ้องนานเข้าก็ลองเอามือไปแตะดู มันตกใจกระโดดหนีไปในพงหญ้า

กลับกลายเป็นทั้งสองคนตามหากบกันยกใหญ่

“อย่าจับแรงนะครับ เดี๋ยวมันเจ็บ สงสารน้องกบนะ” ผมรีบปราม 

หันกลับมามองคนข้างตัว เขาอยู่ในชุดเต็มยศใส่ผ้าปิดปากและหมวกพร้อมทั้งร่มสีดำนั้นด้วย แม้ว่าเขาจะยืนนิ่งแต่ดวงตากลับยิ้มเพราะภาพน่ารักที่เห็น เด็กๆ ช่วยผมเอาไว้ได้มาก เวลาที่เจย์เดนคิดมากหรือเศร้าเขาจะลืมมันตอนที่อยู่กับเด็กทั้งสองคน

บางทีเราก็ต้องยกทุกอย่างในใจออกแล้วทำในสิ่งที่อยากทำเหมือนเด็กน้อย ผมมองรองเท้าบูตเล็กๆ สองคู่ที่กระโดดอยู่บนแอ่งน้ำ พวกเขาสนุกสนานร่าเริงและไม่มีอะไรมาปิดกั้นความสุขของเขา ไม่ต้องกลัวว่าจะสกปรก ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมอง  ไม่ต้องกลัวจะเปียก ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยหยาดน้ำฝนและดวงตาที่เป็นประกาย

“น้องพลูชอบฝนไหมครับ” ผมเอนตัวพิงต้นไม้ใหญ่ วางร่มไว้กับพื้นเมื่อคิดว่าร่มไม้เพียงพอที่จะบังฝน เจย์เดนขยับมาใกล้ กางร่มให้ผมแทน

เด็กน้อยหยุดกระโดดแล้วหันมาเราสองคน

“ชอบสิ”

“ทำไมล่ะ”

“ฝนเย็นๆ มีกบน่ารัก มีสายรุ้งอันหย๊ายหย่าย” น้องทำไม้ทำมือประกอบ

“น้องเอมก็ชอบฝนเพราะว่าจะได้เจอพี่ชาย แต่ตอนนี้เวลาไม่มีฝนพี่ชายก็มาแล้ว ดีใจจังเลย” น้องเอมหันมายิ้มหวาน เป็นคำตอบที่ผมต้องการอยู่พอดี โล่งใจทันทีที่มีคนพูดออกมา เพราะผมคงอายไม่น้อยที่จะบอกเจย์เดนด้วยตัวเอง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเผลอพูดไปหลายครั้งก็ตาม

“ฝนทำให้คุณป่วย” เจย์เดนกระซิบ

คนดื้อยังคงหาเหตุผลมาคัดค้านข้อดีของฝน

“พอป่วยก็ทำให้คนแถวนี้มาดูแลผม มันเป็นเรื่องที่ดีนี่” ผมใช้เท้าเขี่ยต้นหญ้าข้างทาง พูดอะไรน่าอายออกไปอีกแล้ว

หลังจากนั้นมีเพียงเสียงหัวเราะของเด็กและเสียงฝนตก เราไม่ได้พูดอะไรกันต่อและไม่ได้มองหน้ากัน แต่มือของเขาแตะโดนมือผมที่วางไว้ข้างลำตัว มือเราค่อยๆ เลื่อนหากันจนเกาะกุมกันและกันเอาไว้ท่ามกลางความชื้นและสายฝน

“มีทะเลตรงนี้ด้วย ทะ…เล” น้องพลูวิ่งมาหาผม กวักมือเรียกให้ไปดู

เราสองคนเดินตามเด็กชายไปจนเห็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ในพงหญ้า พอเด็กลงไปมันก็ลึกถึงเข่า พวกเขาชื่นชอบกันมาก แค่แอ่งน้ำขังจากดินที่ยุบตัวก็ทำให้พวกเขายิ้มได้ขนาดนี้ ผมหันไปมองหน้าเจย์เดนใช้ศอกสะกิดหยอกเขา

“ดูสิ ผมพาคุณมาทะเลแล้วนะนางเงือก”

“ล้อผมเหรอ” เขาตอบกลับ ไม่มีท่าทีหงุดหงิดอะไรนอกจากยิ้มด้วยตา ผมเลยเอื้อมมือไปเกี่ยวผ้าปิดปากเขาออก

“ฝนตกแบบนี้ไม่มีใครออกมาหรอก เห็นไหม เจอข้อดีอีกหนึ่งข้อแล้ว คุณไม่ต้องปิดหน้าเวลาฝนตกก็ได้ มันมืดด้วย ตอนนี้แหละที่แผลบนหน้าของคุณมองแทบไม่เห็น” ผมแตะแก้มซีดขาวนั้นเบาๆ เขาเอียงหน้าตามมือผมมา มีรอยยิ้มเหมือนกับเด็กน้อยทั้งสองคน ดวงตาของเขาสดใสและเป็นประกายยามที่มองผม

“ผมเริ่มชอบฝนก็เพราะว่าได้เจอคุณเหมือนกัน” เขาขยับปากเพียงเล็กน้อย และมันแตะโดนปลายนิ้วผม ผมชักมือกลับเมื่อเผลอใจเต้น

“ต้องขอบคุณฝน ไม่งั้นตอนนี้ผมต้องทำงานเหงาๆ ไม่มีคนมาช่วย ไม่มีคนมาทำให้กังวลแบบนี้แน่” ผมทำทีเป็นบ่นเพื่อกลบเกลื่อนบางอย่างในใจ

“คุณคงต้องกังวลอีกเยอะเลย” เขาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย พลันทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “จริงสิ หน้าฝนแบบนี้ ตอนอยู่อังกฤษผมชอบเล่นอะไรบางอย่าง คุณมีกระดาษไหม ผมขอหน่อย”

“กระดาษ? มีในร้านเดี๋ยวผมไปเอามาให้ คุณดูเด็กๆ ไว้ก่อน”

ผมกลับไปที่ร้านหากระดาษที่ไม่ได้ใช้ออกมาสักสามสี่แผ่น มันเป็นกระดาษสีที่พี่ตรีใช้ทำงาน ไม่รู้ว่าเจย์เดนจะทำอะไรแต่กระดาษสีสวยแบบนี้เด็กๆ คงชอบ

“ทำอะไรเหรอคะ” น้องเอมหยุดเล่นที่แอ่งน้ำ หันมองพี่ชายที่นั่งลงกับพื้น ตั้งอกตั้งใจพับกระดาษ ไม่นานนักก็ได้เรือลำน้อย

“Paper boat” เขาพูดและส่งมันให้น้องเอมกับน้องพลูคนละอัน

“Paper boat!” พวกเขาพูดตามและเอาเรือไปลอยในแอ่งน้ำ ฝนที่ตกไม่หยุดเป็นเวลาทำให้แอ่งน้ำใหญ่ขึ้น เด็กน้อยสนุกกับเรือได้มากขึ้น ผมเองก็ได้รับมาหนึ่งอัน เจย์เดนยื่นมือไปลอยเรือกระดาษของเขาในแอ่งน้ำ

“เขาว่าชีวิตเราก็เหมือนกับเรือกระดาษ สักวันมันต้องจมลง” เขากระซิบ

“ใช่ ทั้งคุณและผม ต่อให้คุณไม่ได้แพ้อะไร ต่อให้แข็งแรงดี เราก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง เราทุกคนเหมือนเรือกระดาษ เมื่อเวลาผ่านน้ำก็ซึมเข้ามาจนหนักทำให้เราจมลง” ผมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เขาคงจะเปรียบเปรยตัวเองกับอะไรที่น่าเศร้าอยู่เสมอ แต่เจย์เดนที่มองตามเรือลำน้อยนั้นกำลังยิ้มอยู่

“ถึงอย่างนั้นก่อนที่มันจะจมเราก็แล่นเรือไปอย่างที่เราต้องการได้ มันไม่ได้สำคัญว่าเรือจะแล่นได้นานแค่ไหน แต่มันสำคัญที่เราจะแล่นมันยังไง มีความสุขกับมันยังไงตอนอยู่บนเรือนั้น นั่นเป็นสิ่งที่แม่เคยสอนแต่ผมไม่อยากเชื่อ ถึงอย่างนั้นทุกครั้งที่ผมพับมันและมองมันลอยไปบนแอ่งน้ำ ก็แอบคิดว่าจะมีสักวันหนึ่งที่เรือของผมจะแล่นอย่างมีความสุข” มือของเขากลับมากุมมือผมไว้อีกครั้ง

เรานั่งย่อตัวอยู่ที่พื้นหันหน้าเข้าหากัน

“ตอนนี้ผมว่าวันนั้นมาถึงแล้วล่ะ”

ผมไม่ได้ละสายตาจากเขา พูดให้ถูกก็คือละสายตาไม่ได้

เจย์เดนปล่อยให้ร่มหลุดร่วงลงบนพื้น สายฝนสัมผัสตัวผมและเขา ผมกุมมือเขาตอบ ไม่ผงะหนีเมื่อเขาขยับมาใกล้แนบหน้าผากลงกับหน้าผากผม

ระหว่างทางกลับร้านเราเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมิด มันเต็มไปด้วยเมฆฝนขนาดใหญ่และหยาดน้ำฝนมากมายกระทบลงมาบนใบหน้า

สายฝนกลับดูไม่เศร้าเหมือนเคย


#ใต้ร่มวันฝนซา


☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂


เรื่องแพ้แสงจากหลอดไฟ คนที่เป็นโรคนี้ก็มีสิทธิ์จะเป็นได้แต่ไม่มากค่ะ

พวกหลอดฟลูออเรสเซ้นที่เราใช้มันปล่อย UV ออกมา 

ถ้าเยอะๆ หรือแรงจัดก็แสบได้ ความรุนแรงของการแพ้ขึ้นอยู่กับคนแต่ละคน

ช่วงนี้พักขนมปัง เดี๋ยวคนอ่านจะอ้วนกันไปหมด ฮา

แต่เดี๋ยวขนมปังอร่อยๆ จะกลับมาแน่นอนค่ะ


แอบกระซิบว่าตอนหน้าหวานจนเป็นเบาหวานกันไปหมดแน่ 5555

คู่นี้ช้าๆ เรื่อยๆ แต่หวานมากนะเออ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 347 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,249 ความคิดเห็น

  1. #2229 thesky13 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 11:26
    ข้อดีของฝนมันดีจริงๆ น่ารักอบอุ่นไปหมดเลย
    #2,229
    0
  2. #2078 HanaTarita (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 มีนาคม 2563 / 00:54
    สายฝนไม่เศร้าแต่เราเศร้า!! กลัวเจย์ตาย ถ้าเค้าตายไปรวีเสียใจมากแน่ๆ
    #2,078
    0
  3. #2053 OummMamii (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 10:37
    ฮือออออ เจ้าเจย์เดนมีความสุขแล้ว เย้ๆ รวีมาหอมหัวที ทำใมน่ารักขนาดนี้ น้องเอมน้องพูลด้วยยย หมั่นเขี้ยวววว
    #2,053
    0
  4. #2034 _jppm (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 / 06:06
    ฮื่อออ ;-; 💖 โซน่ารัก
    #2,034
    1
    • #2034-1 _jppm(จากตอนที่ 15)
      26 กุมภาพันธ์ 2563 / 06:06
      so cute อ่ะคับ 545
      #2034-1
  5. #1935 mileylovely (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2562 / 00:58

    น่ารักมากเลย
    #1,935
    0
  6. #1863 อาร์ลิส (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 20:43

    รวีโคตรอบอุ่นเลย

    #1,863
    0
  7. #1765 KiHaE*129 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 00:04

    ท่ามกลางบรรยากาศของสายฝนที่ดีจริงๆ

    #1,765
    0
  8. #1708 pommys (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 19:38
    ละมุนละไมต่อใจ
    #1,708
    0
  9. #1677 Mune (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2560 / 14:01
    ชอบเวลาสองคนนี้อยู่ด้วยกัน ค่อยๆเติมเต็มความสุขให้กัน เป็นนิยายที่น่ารักมากเลยค่ะ ชอบความเรื่อยๆ
    #1,677
    0
  10. #1635 ไม่บอกกก1 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 23:18
    ตอนนี้คือน่ารักกก
    #1,635
    0
  11. #1548 nuiiny (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 มีนาคม 2560 / 01:37
    ชอบภาพประกอบจัง..อินตามเลย
    #1,548
    0
  12. #1539 snowwy pcy 61 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 14:27
    เขินนนนนนน ////////
    #1,539
    0
  13. #647 `ptnn (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2559 / 00:34
    โอย หวานกันไม่เกรงใจคนอ่านที่เพิ่งร้องไห้เสร็จเลย55555555
    #647
    0
  14. #595 ดอ ชฎา (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 11:27
    ชอบบรรยากาซตอนนี้จัง เด็กๆ เล่นน้ำ ผู้ใหญ่ก็หวานกันไป~
    #595
    0
  15. #588 Pop Blieber (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2559 / 14:25
    สีดำหวานแบบไม่ปรุงแต่ง สีเทาที่ละมุนอย่างลงตัว
    #588
    0
  16. #561 อนุบาลตัวแม่ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2559 / 21:43
    มีโมเม้นท์กอดกัน แอบจับมือกัน น่าร๊ากกกกกก
    #561
    0
  17. #482 InFiniTe'L (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2559 / 18:41
    ทำไมอ่านตอนนี้แล้วเห็นฝนเป็นสีชมพูน้า ฮ่าๆ
    #482
    0
  18. #401 lovemelikeyoudo (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 กันยายน 2559 / 11:33
    อย่างน้อย ๆ ก็มีเรือกระดาษ 4 ลำแล้วนะ อิอิ
    #401
    0
  19. #399 pungsj13 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 กันยายน 2559 / 09:10
    หวานสุดๆๆเลย
    #399
    0
  20. #398 BlackPearlSJK (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 กันยายน 2559 / 21:57
    เอาจริง นิยายในลิสตอนนี้ เรื่องนี้หวานกันอยู่เรื่องเดียวเลย ชอบนะ5555555555555555 เป็นเรื่องที่เนิบๆ จะฟินทีก็ฟุ้งเลย ฟุ้งกระจายย โอ้ยชั้นเขินอ่ะแก กรี้ดดดดดด
    #398
    0
  21. #397 Feremaka (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 กันยายน 2559 / 17:09
    เขินนนน
    #397
    0
  22. #396 Lukiris Tink (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 กันยายน 2559 / 09:16
    ตอนนี้น่ารัก
    #396
    0
  23. #395 Sangduan คุณนายบ้าน Hara (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 21:58
    หวานมากกกกกกกกกกกกกก แค่แอบจับมือกันก็เขินแล้วอ่ะ >///<
    #395
    0
  24. #394 baekbow (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 19:32
    โอ๊ยยย หวานจริงอะไรจริง อ่านแล้วเหมือนจะสุขปนเศร้าหน่อยๆอ่ะ
    #394
    0
  25. #393 ฟอแฟน นารูโตะ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 13:42
    ถ้าตอนหน้าหวานกว่านี้ ลีดต้องเป็นโรคแน่เลยค่ะ #เสพความหวานเข้าเลือด
    #393
    0