Radish (Radish and The Holy Grail)

ตอนที่ 8 : Ep.1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 753
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    29 พ.ย. 60

ช่องว่างระหว่างมิติ

ที่แห่งนี้คือเส้นทางที่ไปยังมิติต่างๆ มันมีลักษณะเป็นอุโมงค์กว้างใหญ่ที่เกิดจากธารแสงทั้งเจ็ดสี ราดิชพุ่งทะยานไปตามธารแสงด้วยความรวดเร็ว

“เราจะไปมิติที่เสียหายที่สุดก่อนใช่ไหม” ราดิชถามขณะเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก

“ใช่ ตรงไปตามเส้นทางนี้แหละ” เฟทราเซียร์ตอบเขา

ราดิชเมื่อทราบเป้าหมายก็ทะยานตัวไปด้านหน้าด้วยความตั้งใจ ทว่าขณะที่เขาเริ่มมองเห็นแสงที่ปลายทาง หรือก็คือมิติปลายทางนั้น ก็มีบางอย่าปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าเขาจากความว่างเปล่า ทำให้ราดิชต้องหยุดชะงัก สิ่งนั้นเป็นควันดำกลุ่มหนึ่ง กลุ่มควันนั้นแผ่ขยายออกมาจนปิดบังทางด้านหน้าไปจนหมด

“ควันนั่น !!! ระวังด้วย!!” เหล่าจอมมารต่างร้องเตือนเขา

แต่ก่อนที่ราดิชจะลงมือ กลุ่มควันนั้นก็เริ่มการเปลี่ยนแปลง พวกมันเริ่มกลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา บางส่วนยืดขยายออก บางส่วนหดตัวกลับไปรวมกัน เพียงชั่วอึดใจมันก็กลายสภาพเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ มันคือมังกรที่มีเกล็ดสีดำทมิฬแวววาว ปีกใหญ่สีดำโบกสะพัดส่งกระแสลมแรงออกมาจนเขารู้สึกได้ มังกรตัวนี้ไม่มีมือเป็นมังกรสี่เท้า เล็บเท้าของมันยาวและแหลมคมมาก ทว่าสิ่งที่น่าตกใจคือส่วนหัว มันมีลำคอที่ยืดยาวออกมาและมีมากกว่าสิบหัว แต่ละหัวมีดวงตาสีแดงแวววาวกระหายเลือดอยู่ มันจ้องมองมาที่ราดิชด้วยจิตสังหารรุนแรง เขาเห็นฟันในปากของมันที่เป็นใบมีดแล้วก็แอบกลืนน้ำลายเล็กน้อย

“อะไรฟะนั่น!!” ราดิชตกใจไม่น้อยเมื่อเจอตัวแบบนี้ เขารู้สึกได้ว่ามันแข็งแกร่งมาก

“เจ้านี่แหละที่โจมตีพวกเรา” เอนีลรีบบอก

มังกรหลายหัวไม่รอช้า หัวหลายหัวอ้าปากออกพร้อมคลื่นพลังที่กำเนิดขึ้นมา แน่นอนว่าเป้าหมายคือราดิชอย่างไม่ต้องสงสัย

“ใครจะยอมเล่า” ราดิชชักกระบี่ออกมา พร้อมพุ่งเข้าไปหมายตัดหัวพวกมันก่อนจะปล่อยลำแสง ทว่ามังกรร้ายกลับรวดเร็วกว่า เพียงแค่ราดิชออกตัว ลำแสงก็ถูกปลดปล่อยออกมา มันมีสีดำทมิฬเช่นเดียวกับร่างของมัน

“อย่าปะทะโดยตรง” มีเสียงเตือนเขา

แต่มันอาจจะสายไปแล้ว เพราะลำแสงเหล่านั้นเร็วเกินกว่าราดิชจะหลบได้ เขาถูกลำแสงพุ่งเข้าปะทะจากทุกด้านแม้จะมีบางเส้นที่เขาใช้กระบี่ป้องกันได้ ทว่าที่เหลือก็ปะทะกับร่างของเขาอยู่ดี

ตูม!!!

แรงระเบิดส่งให้ร่างของราดิชกระเด็นลงไปกระแทกธารแสดงนั้นอย่างรุนแรง เสื้อผ้าด้านนอกไม่มีความเสียหายทว่าเขากลับได้รับบาดเจ็บสาหัส จนกระอักเลือดออกมา พร้อมเสียงกรีดร้องในหัว ส่วนเจ้าคาโมนั้นอาศัยความไวหลบรอดไปได้อย่างหวุดหวิดแต่หางของมันก็ไหม้ไปเล็กน้อย มันรีบพุ่งเข้ามาดูอาการเจ้านายอย่างเป็นห่วง ทางราดิชเองก็รีบโคจรลมปราณเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บทันที

“เจ้านาย!!!” คาโมคิดว่าราดิชต้องจัดการลำแสงได้จึงไม่ได้ช่วย ตอนนี้มันรู้สึกเสียใจ

“เจ้านี่แข็งแกร่งมาก” ราดิชพยายามยันตัวขึ้น และพบว่ากระบี่คู่กายเขากลายเป็นซากและกำลังสลายหายไป ขนาดกระบี่ที่สร้างจากพลังของเรายังกลายเป็นผง โชคดีแค่ไหนแล้วไม่ตายราดิชตื่นตระหนกไม่น้อย

ทว่ามังกรทมิฬหลายหัวไม่รอให้ราดิชตั้งตัว ลำแสงชุดที่สองก็ยิงใส่ราดิชอีก คราวนี้ราดิชพยายามพุ่งถอยหนี ขณะที่คาโมก็พุ่งไปด้านหน้าพร้อมเร่งพลังสายฟ้าถึงขีดสุด มันสร้างโล่สายฟ้าขึ้นมาทันที่ลำแสงจะถึงตัว แม้โล่นี้จะแข็งแกร่งแต่มันก็ถูกทำลายในพริบตา ยังดีที่คาโมเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสงไปอยู่กับราดิชได้ทัน

“เจ้านาย ข้าว่าเราสู้ไม่ไหวนะ” คาโมเองก็รู้ตัวว่ามันสู้ไม่ได้

ราดิชคงต้องพึ่งทางออกสุดท้าย เขาพยายามเรียกใช้พลังจอมมาร ทว่ากลับไมมีอะไรเกิดขึ้นและเขายังจับสัมผัสพวกเธอไม่ได้อีกด้วย

“มันเกิดอะไรขึ้น!!” ราดิชตกใจมาก

“ข้าส่งพวกเธอไปที่อื่นแล้ว หึหึ” เสียงลึกลับดังก้องไปทั่ว

“เสียงเจ้ามังกรนั่น” เป็นคาโมที่ทราบได้เพราะมันจับตาดูเจ้ามังกรตลอด

“แก!! ส่งพวกเธอไปไหน” ราดิชได้แต่พูดไม่ออก เขาพยายามโคจรลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บต่อเนื่อง

“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอก เพราะเจ้าต้องตายที่นี่” มังกรทมิฬเย้ยหยัน พร้อมลำแสงสีดำที่ถูกยิงออกมาอย่างต่อเนื่องชนิดที่ราดิชไม่อาจหลบได้แน่นอน

“แย่แล้ว!!” ทั้งราดิชและคาโมต่างพุ่งถอยหลังและเร่งพลังป้องกันตัวเองอย่างเต็มที่ ราดิชไม่รู้ว่านี่คือการโจมตีทางเวทมนต์หรือเปล่า แต่ร่างกายเขาได้รับบาดเจ็บแต่ชุดไม่เสียหายนับว่าแปลกมาก

“เจ้าหนีไม่พ้นหรอก!!” และนั่นคือเสียงสุดท้ายที่ราดิชและเจ้าอ้วนได้ยิน เพราะทั้งสองถูกลำแสงสีดำที่เพิ่มความเร็วมากขึ้นจนแม้แต่คาโมก็หลบไม่พ้นเข้าปะทะร่างเต็มกำลัง

บรึม!!!!

 

มิติคาเดีย

หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ระหว่างรอยต่อเมืองทาเซียและยูเซีย

                “จะรีบไปไหน!!

                “เย็นนี้ที่บ้านข้ามีงานเลี้ยง พอดีพี่ชายข้ากลับมาจากในเมืองพอดี”

                “เหรอ..ข้าไปด้วยสิ”

                “ก็เอาสิ แต่เจ้าต้องช่วยงานข้าด้วยนะ”

                “แน่นอนอยู่แล้ว”

                เด็กน้อยอายุราวสิบขวบสองคนวิ่งแข่งกันไปพลางสนทนาอย่างสนุกสนานหลังจากเลิกเรียน วันนี้ที่บ้านของเด็กชายคนแรกมีงานเลี้ยงต้อนรับพี่ชายผู้จะกลับมาจากในเมือง ขณะที่เด็กชายคนที่สองก็กำลังว่างงาน เลยตัดสินใจไปช่วยเด็กชายคนแรกเตรียมงานเลี้ยงด้วย

                “เอ๊ะ!! นั่นอะไรน่ะ”

                เด็กชายคนแรกหยุดวิ่ง ขณะจ้องมองบางสิ่งบางอย่าง ทำให้เด็กชายคนที่สองต้องหยุดดูไปด้วย

                “นั่นมันรถม้าไม่ใช่เหรอ”

                เด็กชายคนที่สองจ้องมองรถม้าที่กำลังแล่นเข้ามาในหมู่บ้านอย่างเชื่องช้า มันเป็นรถม้าทาสีขาวทั้งคันมีสัญลักษณ์กากบาทสีแดงขนาดใหญ่ติดอยู่ที่ด้านข้างตัวรถ สัญลักษณ์นี้เป็นที่รู้กันว่าคือสัญลักษณ์ของหน่วยที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลนั่นเอง

                “ไปดูกันหน่อยไหม”

                เด็กชายคนที่สองกล่าวชักชวน คราวแรกเด็กชายอีกคนมีท่าทางลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่ายังไงก็เป็นทางผ่านไปที่บ้านของตน จึงตัดสินใจเข้าไปดูก็คงไม่เสียหายอะไร

                รถม้าคันดังกล่าววิ่งเข้ามาตามถนนเส้นหลักของหมู่บ้านอย่างเชื่องช้า ความจริงหมู่บ้านแห่งนี้มีอยู่ราวสามสิบหลังคาเรือนตั้งแยกย้ายกระจัดกระจายกันไป บ้านของเด็กชายนั้นอยู่เยื้องไปทางด้านขวาของถนนหลัก อันเป็นทางที่รถม้าแล่นเข้ามาพอดี

                ทั้งคู่วิ่งกระหืดกระหอบตรงไปที่รถม้าคันนั้นที่เลี้ยวเข้าไปจอดหน้าร้านขายของประจำหมู่บ้านพอดี เมื่อประตูรถเปิดออก ก็เผยให้เห็นชายหนุ่มในชุดสีขาวคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถ ตามมาด้วยชายหนุ่มที่สวมชุดขาวอีกสองคน และคนขับรถที่สวมชุดขาวก็ลงตามมาเช่นกัน พอเห็นคนทั้งสี่ลงมาจากรถ ทั้งคู่ก็วิ่งอ้อมตัวรถเข้าไปทักทายพวกเขาทันที

                “สวัสดีครับคุณหมอ”

                “ว่าไงหนุ่มน้อย”

                “คุณหมอมาทำอะไรที่หมู่บ้านนี้เหรอครับ”

                “ไม่เอาน่าเจมส์ คุณหมอก็ต้องมารักษาคนป่วยอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ”

เด็กชายคนที่สองแยกเขี้ยวให้เจมส์หรือเด็กชายคนแรก ส่วนเจมส์ที่ทำหน้าสงสัยก็รีบถามต่อด้วยความอยากรู้

                “ก็ตามปกติคนที่นี่ถ้าป่วย ก็จะเดินทางไปรักษากับหมอที่หมู่บ้านข้างเคียงนี่นาจอห์น”

เจมส์ตอบด้วยความสงสัย การสนทนาของทั้งคู่ทำให้หมอหนุ่มหัวเราะเล็กน้อย เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ผมสีดำตัดสั้นเข้ากับใบหน้าเรียวยาว เขาสวมแว่นตากรอบสี่เหลี่ยมสีดำที่ดูเข้ากันดีกับใบหน้า ส่วนชายหนุ่มที่เหลือก็ยิ้มให้กับเด็กน้อยทั้งสองเช่นกัน และเป็นคุณหมอหนุ่มที่ตอบคำถามของเด็กช่างสงสัยรายนี้

                “พวกเราเป็นหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของเมืองยูเซีย  มีหน้าที่ตระเวนรักษาคนป่วยตามหมู่บ้านรอบเมืองน่ะ  แล้ววันนี้เราก็มาที่หมู่บ้านนี้ไงล่ะ”

                “ผมรู้จักนะหน่วยแพทย์เคลื่อนที่  เคยได้ยินจากพ่อบ่อยๆ”

                “แล้วพวกผมพอจะช่วยอะไรได้บ้างครับ”

                ทั้งสองคนพอจะรู้จักหน่วยแพทย์เคลื่อนที่แบบนี้อยู่บ้าง ดังนั้นท่าทีของทั้งสองจึงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเจมส์ที่อาสาช่วยงานหมอหนุ่มทันทีที่ทราบความจริง

                “พวกเธอช่วยไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาพบหมอหน่อยได้ไหม นอกจากมารักษาคนป่วยแล้ว พวกเราต้องตรวจสุขภาพของคนในหมู่บ้านด้วย อีกอย่างตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว พวกเราคงต้องขอค้างคืนที่นี่”

                หมอหนุ่มขอร้องทั้งสองคน เด็กชายทั้งสองรับคำอย่างแข็งขัน และรีบวิ่งไปตามหัวหน้าหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ความจริงบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านก็ไม่ได้อยู่ไกลจากตรงนั้นมากนัก ไม่นานหัวหน้าหมู่บ้านที่เป็นชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีก็วิ่งตามทั้งคู่กลับมา คราวนี้นอกจากหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว ก็ยังมีชาวบ้านอีกหลายคนตามมาด้วย

                “สวัสดีครับคุณหมอ”

                หัวหน้าหมู่บ้านทักทายอีกฝ่ายหลังจากวิ่งมาถึง แม้จะเหนื่อยหอบแต่เขาก็พยายามปั้นสีหน้าให้ดูจริงจังน่าเชื่อถือ ให้สมกับเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้

                “สวัสดีครับท่านหัวหน้าหมู่บ้าน พวกผมเป็นหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของท่านเจ้าเมือง พอดีจะขอพักค้างคืนที่นี่เสียหน่อย แล้วก็ต้องขออนุญาตตรวจดูแลชาวบ้านด้วย เผื่อว่าบางคนต้องการการรักษา”

                “เรื่องที่พักไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณหมอ ที่บ้านผมกว้างขวางพอจะให้ทุกคนได้พักอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการตรวจรักษาไม่ทราบว่าจะเริ่มในวันพรุ่งนี้เลยหรือเปล่า”

                “ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเริ่มพรุ่งนี้ แต่ถ้าใครมีอาการเจ็บป่วยก็สามารถมาตรวจได้เลยครับ”

                “ต้องขอบคุณคุณหมอจริงๆที่เดินทางมา พ่อของผมกำลังเป็นโรคปวดข้ออยู่พอดี ไปรักษากับหมอที่ข้างหมู่บ้านก็ยังไม่ทุเลาเท่าไรเลย”

                “ถ้าอย่างนั้นนำทางผมไปได้เลยครับ”

                หมอหนุ่มผายมือให้อีกฝ่ายนำทาง โดยมีบุรุษพยาบาลทั้งสามคนขนของตามไป หัวหน้าหมู่บ้านหันไปสั่งความกับลูกบ้านให้ไปบอกทุกคนเรื่องคุณหมอเรียบร้อยแล้ว ก็นำทางคุณหมอหนุ่มไปยังบ้านของตน ส่วนจอห์นกับเจมส์ก็ขอตัวกลับไปบ้านเพื่อเตรียมงานเลี้ยงให้พี่ชายของเจมส์ต่อไป

                บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านมีพื้นที่กว้างขวางตามที่บอก หมอหนุ่มและลูกมือเลือกกางเต็นท์ที่พักและเต็นท์พยาบาลตรงที่ว่างข้างบ้านนั่นเอง โดยมีลูกบ้านที่เป็นชายหนุ่มหลายคนช่วยงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่นานเต็นท์ทั้งสองหลังก็ตั้งเสร็จเรียบร้อยพร้อมใช้งาน

                หัวหน้าหมู่บ้านจึงไปพาบิดาของตนที่อายุเกือบเจ็ดสิบมาให้หมอหนุ่มตรวจเป็นคนแรก หลังตรวจอาการไม่นาน หมอหนุ่มก็จัดยาและบอกวิธีการปฏิบัติให้หัวหน้าหมู่บ้านทราบถึงการดูแลคนป่วยอย่างถูกวิธี หลังตรวจคนไข้คนแรกเสร็จ ก็มีคนไข้มาให้คุณหมอตรวจอีกหลายคน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุของหมู่บ้าน ที่มักจะเป็นโรคคนแก่ อย่างความดันโลหิตสูง เบาหวานและโรคปวดตามข้อเป็นต้น

                คุณหมอหนุ่มตรวจและจัดยาให้อย่างไม่รู้จักเหนื่อย กว่าจะตรวจผู้สูงอายุคนสุดท้ายเสร็จก็เป็นเวลาค่ำพอดี ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านก็มาเชิญทั้งสี่ไปร่วมอาหารเย็น หมอหนุ่มตอบรับอย่างยินดี เพราะเขาเองก็รู้สึกหิวแล้วเช่นกัน

                หลังอาหารเย็นมื้อนั้น หมอหนุ่มและลูกมือก็กลับมาที่เต็นท์เพื่อเตรียมการตรวจและรักษาที่จะเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในวันพรุ่งนี้ และกว่าจะทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เริ่มดึกมากแล้ว พวกเขาที่เหน็ดเหนื่อยก็แยกกันไปพักผ่อนและหลับไปอย่างรวดเร็วในคืนนี้

                ส่วนที่บ้านของเจมส์ พี่ชายของเขากลับมาตอนสองทุ่มของคืนวันนั้น งานเลี้ยงต้อนรับที่แสนเรียบง่ายเรียกรอยยิ้มจากผู้เป็นพี่ได้เป็นอย่างดี แถมชายหนุ่มยังมีของเล่นจากในเมืองหลายอย่างมาฝากน้องชายและเพื่อนด้วย บรรยากาศของบ้านหลังนั้นจึงเต็มไปด้วยความสุข

 

                เช้าวันรุ่งขึ้นหมอหนุ่มและลูกมือก็รีบตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัว พอเริ่มสายชาวบ้านก็แห่กันมาเพื่อตรวจร่างกายและรักษาโรค วันนี้โรงเรียนประจำหมู่บ้านของเจมส์หยุดหนึ่งวัน เพื่อให้เด็กทุกคนได้ตรวจสุขภาพอีกด้วย เจมส์และจอห์นที่ตรวจสุขภาพเสร็จก่อนคนอื่น ก็พากันไปที่บ้านของเจมส์เพื่ออ่านหนังสือนิทานที่พี่ชายของเจมส์ซื้อมาฝากจากในเมืองกันอย่างสนุกสนาน

                การตรวจสุขภาพเป็นไปด้วยดี เด็กและคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านนี้มีสุขภาพแข็งแรงดีกันเกือบทุกคน เว้นแต่บางคนที่เป็นโรคทางพันธุกรรมที่รักษาไม่ได้เท่านั้น ส่วนผู้สูงอายุก็มีโรคติดตัวบ้างคนละโรคสองโรค แต่ก็มีผู้สูงอายุหลายคนที่ร่างกายแข็งแรงดีไม่เป็นโรคอะไรเลยเช่นกัน

                “เหนื่อยหน่อยนะครับคุณหมอ”

                หัวหน้าหมู่บ้านนำน้ำและของว่างเข้ามาให้หมอหนุ่มและลูกมือทานระหว่างพักการตรวจ ตอนนี้การตรวจดำเนินไปจนถึงช่วงบ่ายแล้ว

                “แค่นี้ไม่เหนื่อยหรอกครับ เท่าที่ตรวจดูทุกคนร่างกายแข็งแรงดี แต่ผมก็ฉีดยากันไข้หวัดใหญ่ที่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ให้แล้วด้วย คิดว่าคงไม่มีใครป่วยอีกสักพักแหละครับ”

                นอกจากตรวจสุขภาพแล้ว หมอหนุ่มยังฉีดยากันไข้หวัดใหญ่ที่กำลังระบาดอยู่ในช่วงนี้ให้อีกด้วย เอาตามจริงคนในหมู่บ้านนี้ก็ไม่ได้มีมากมายอะไร บ้านสามสิบหลังคาเรือนมีคนรวมกันประมาณแปดสิบกว่าคนเท่านั้นเอง วัคซีนที่เตรียมมาจึงเพียงพอที่จะฉีดให้ทุกคนแน่นอน

                “ต้องขอบคุณคุณหมอจริงๆที่มารักษาพวกเรา คนในหมู่บ้านนี้ถ้าป่วยหนักล่ะก็แทบไม่มีทางรอดเลย เพราะกว่าจะไปถึงอีกหมู่บ้านก็ต้องเดินทางไกลและลำบากมาก”

                “ผมเองก็ทำเท่าที่ทำได้แหละครับ ถ้ากลับไปแล้วผมจะลองขอทางเจ้าเมืองให้ส่งหมอมาที่นี่ แต่ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า”

                “แค่คุณหมอช่วยเหลือพวกเราก็เป็นพระคุณอย่างมากแล้วล่ะครับ”

หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวอย่างตื้นตันใจ ส่วนหมอหนุ่มก็ยิ้มอย่างใจดีเหมือนทุกครั้ง หลังสนทนากันอีกชั่วครู่จนหายเหนื่อย คณะของหมอหนุ่มก็เริ่มตรวจรักษาชาวบ้านต่อ โดยชาวบ้านทุกคนจะได้รับวัคซีนป้องกันโรคหวัดหลังจากตรวจร่างกายเสร็จ ไม่ว่าจะเจ็บป่วยหรือไม่ก็ตาม

                การตรวจรักษาดำเนินไปจนถึงช่วงเย็นก็เสร็จเรียบร้อย ตอนแรกหัวหน้าหมู่บ้านก็ชวนให้หมอหนุ่มอยู่ค้างต่ออีกคืน แต่เขาก็บอกว่ามีหมูบ้านอื่นต้องไปต่อ จึงไม่ขออยู่รั้งนานกว่าหนึ่งวัน และเมื่อถึงเวลาต้องจากกันจริงๆ พวกชาวบ้านต่างก็มายืนส่งรถม้าคันนั้นจนวิ่งหายลับไปจากสายตา ก่อนจะเริ่มแยกย้ายกลับบ้านไปทำกิจกรรมของตนเองตามปกติ แต่ก็มีชาวบ้านหลายคนจับกลุ่มวิจารณ์เรื่องของหมอหนุ่มและสถานพยาบาลที่หมอหนุ่มจะไปขอให้มาตั้งที่นี่ แม้ว่าความหวังในเรื่องนั้นจะเลือนรางแค่ไหน แต่พวกเขาก็หวังว่ามันจะเป็นไปได้เช่นกัน

 

                ด้านเจมส์และจอห์นที่อ่านหนังสือนิทานไปหลายเรื่องก็เผลอหลับไปอย่างมีความสุข กว่าทั้งสองคนจะตื่นก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว เมื่อตื่นขึ้นมาก็ไม่พบใครอยู่ที่บ้านเลย ทั้งสองจึงพากันออกไปข้างนอก โดยเจมส์ตั้งใจจะไปส่งจอห์นที่บ้านก่อนจะกลับมาอ่านหนังสือต่อ ทว่าพอทั้งสองออกมาที่หน้าบ้าน ก็พบร่างของชายชราคนหนึ่งนอนคว่ำแน่นิ่งอยู่กับพื้นถนน

                “เกิดอะไรขึ้น!!

                “ข้าว่าลุงเบนคงจะเป็นลมนะ”

                เจมส์บอกและรีบเข้าไปหาชายชราที่มีบ้านอยู่ตรงข้ามตน โดยมีจอห์นตามไปไม่ห่าง ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสองจะเข้าไปถึงตัวอีกฝ่าย ด้านชายชราก็มีอาการชักกระตุกขึ้นมาอย่างรุนแรง ทำให้ทั้งสองชะงักและเริ่มกลัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นมาในตอนนี้ ร่างของชายชรากระตุกอยู่หลายครั้งพร้อมตามที่เบิกโพลงและไม่มีทีท่าว่าจะหลับลงได้อีกเลย

                “ข้าว่าไม่ดีแล้วนะ รีบไปตามคนมาช่วยเถอะ!!

                จอห์นเริ่มลนลานและดึงแขนเสื้อของเจมส์ที่กำลังจะเข้าไปดูชายชรา จอห์นลากเพื่อนของตนที่ไม่ค่อยเต็มใจนักเพื่อออกไปตามคนอื่นมาช่วย ทว่าสิ่งที่ทั้งสองคนพบเจอคือชาวบ้านที่มีอาการแบบเดียวกับชายชรา ในตอนนี้ชาวบ้านหลายคนกำลังนอนชักกระตุกตาเบิกโพลง หลายคนนอนแน่นิ่งไปแล้ว มีเพียงไม่กี่คนที่ยังพอมีสติอยู่บ้าง ทว่าพวกเขาก็ทำได้แค่คลานไปมาอย่างสะเปะสะปะเท่านั้น ทั้งสองกลัวมากขึ้นและเริ่มร้องไห้ ขณะนั้นเองเจมส์ก็เหลือบไปเห็นหัวหน้าหมู่บ้านกำลังคลานอยู่ไม่ห่าง จึงรีบเข้าไปพยุงอีกฝ่ายขึ้นมาอย่างทุลักทุเล และถามอีกฝ่ายด้วยความร้อนใจเป็นที่สุด

                “มะ..มันเกิดอะไรขึ้นครับ”

                “ขะข้าก็ มะ..ไม่รู้ มะ..เหมือนกัน ระ..รู้แต่ ตะ..ตอนนี้ ขะ..ข้า ทะ..ทรมานมาก”

                หัวหน้าหมู่บ้านตอบได้แค่นั้นก็ลงไปนอนดิ้นกับพื้นอย่างทรมานด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวตาเบิกโพลง สร้างความตกใจให้กับเด็กทั้งสองเป็นอย่างมาก ตอนนี้ทั้งคู่สับสนไปหมดเพราะไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับทุกคนกันแน่

                “มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย!!!

                จอห์นตะโกนอย่างสติแตกและออกวิ่งไปทางด้านหน้าหมู่บ้านอย่างตื่นตระหนก ทำให้เจมส์ที่กลัวมากอยู่แล้วยิ่งกลัวขึ้นไปอีก เด็กน้อยรีบวิ่งตามเพื่อนของตนไปอย่างไม่คิดอะไรทั้งสิ้น เพราะจอห์นเป็นคนเดียวที่พูดกับเขารู้เรื่องในตอนนี้

ทั้งสองวิ่งเตลิดไปถึงบ้านของจอห์นและพบพี่ชายของจอหน์นอนคว่ำอยู่กับพื้นตรงหน้าบ้านตัวเอง แม้ว่าจอห์นจะตกใจเพียงใด ทว่าเมื่อเห็นพี่ชายของตนนอนคว่ำอยู่ก็รีบเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง ทว่าก่อนที่จอหน์จะเข้าไปถึงตัวพี่ชายนั้น อีกฝ่ายก็เกิดอาการผิดปกติขึ้นมาเสียก่อน

พี่ชายของจอหน์พลันดีดตัวขึ้นมายืนอย่างฉับพลันได้อย่างน่าอัศจรรย์ แววตาของอีกฝ่ายดูเลื่อนลอยไร้ประกายของชีวิต ในตอนนั้นเองที่เริ่มมีอะไรบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากตัวของเขา ทำให้อากาศรอบตัวชายหนุ่มแตกตัวอย่างต่อเนื่อง พลังงานบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นมารอบกายของชายหนุ่ม ขณะที่เด็กน้อยทั้งสองถึงกับผงะถอยห่างด้วยความตกใจ

                “นะนั่นมันพลังเวทไม่ใช่เหรอ!!

                “มะไม่น่าเป็นไปได้เลย”

                ทั้งสองดูตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก เพราะต่างก็รู้ดีว่าพี่ชายของจอหน์เป็นเพียงคนธรรมไม่ใช่จอมเวท ทว่าในยามนี้อีกฝ่ายกำลังใช้พลังเวทออกมาอย่างต่อเนื่อง และขณะที่ทั้งสองยังรีรอว่าจะทำอะไรต่อไป พี่ชายของจอห์นก็ระเบิดพลังเวทออกมาในพริบตา ทำให้บ้านของจอหน์พังยับในทันที ส่วนเด็กน้อยทั้งสองถึงกับกระเด็นไปด้านหลังไกลหลายสิบเมตร โชคดีที่ทั้งสองกระเด็นไปปะทะกองฟางขนาดใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บหนักถึงแก่ชีวิต แต่ก็สร้างความเจ็บปวดให้เด็กน้อยทั้งสองจนร้องไห้ออกมาเสียงดังลั่น

                และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพี่ชายของจอห์นก็เกิดกับทุกคนในหมู่บ้าน ทั้งเด็กไปถึงจนถึงคนแก่ล้วนระเบิดพลังเวทมหาศาลออกมา ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย เพราะคนเหล่านี้เป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้น บ้านหลายหลังพังทลายลงเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือสิ่งที่ทั้งคู่ไม่เคยจะคาดคิดว่าจะได้เห็นเช่นกัน

                ชาวบ้านเริ่มอาละวาดปล่อยพลังเวทออกไปอย่างไร้การควบคุม บางคนก็เข้าต่อสู้กันเอง พวกเขาต่างใช้พลังเวทมนตร์ได้ แม้จะไม่สามารถควบคุมได้ดีนัก แต่ก็สามารถสร้างความเสียหายได้มากมาย หลายคนถูกลูกหลงจากคนอื่นจนล้มลง หลายคนบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้ แต่พวกเขายังคงบ้าคลั่งไม่สนใจสิ่งอื่นอยู่ดี

                ทั้งสองอาศัยกองฟางใหญ่เป็นที่หลบซ่อน และเฝ้ามองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความหวาดกลัว ทั้งสองกอดกันและพยายามส่งเสียงให้เบาที่สุด เพราะเกรงว่าถ้าถูกหาตัวเจอคงไม่รอดแน่นอน ทว่าก็มีชาวบ้านบางคนพบที่อยู่ของทั้งสอง และปล่อยพลังเวทออกมาโจมตี แรงระเบิดทำให้เศษฟางกระจุยไปทั่ว ส่วนเด็กน้อยทั้งสองที่โดนแรงอัดจนกลิ้งไม่เป็นท่า ก็รีบลุกขึ้นเพื่อวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต พวกเขาแหกปากตะโกนขอความช่วยเหลือไปตลอดทาง แต่ก็ไม่มีใครมีสติหลงเหลืออยู่เลย สิ่งที่ทั้งสองต้องพบเจอคือการโจมตีของชาวบ้านที่มุ่งตรงมาอย่างพร้อมใจ พวกเขาต้องวิ่งไปหาที่หลบซ่อนไป จนเกือบจะออกนอกหมู่บ้านได้แล้ว

แต่ก่อนที่ทั้งสองจะได้ออกนอกหมู่บ้าน ก็พบชายร่างยักษ์ยืนขวางทางอยู่ อีกฝ่ายปล่อยพลังเวทใส่เด็กน้อยอย่างไม่ปราณีทันที ทำให้ทั้งสองต้องหลบการโจมตีนี้ ทว่าทันใดนั้นก็มีพลังเวทส่วนหนึ่งพุ่งเข้าใส่ทั้งสองจากทางด้านหลังในเวลาเดียวกัน มันเป็นการโจมตีของสาวชาวบ้านอีกคนที่ตามทั้งสองมา แน่นอนว่าทั้งคู่ไม่อาจหลบการโจมตีที่เข้ามาจากด้านหลังได้แน่นอน

                ทั้งสองหลับตาแน่นรอรับความตาย แต่เมื่อผ่านไปชั่วอึดใจก็พบว่าตัวเองไม่เป็นอะไรเลย ทั้งคู่จึงลืมตาขึ้น และพบว่ามีม่านพลังสีฟ้าอ่อนปกป้องการโจมตีนั้นเอาไว้ พร้อมพลังเวทที่เอ่อล้นขึ้นมาจากร่างของจอห์น มันทำให้เจมส์ถึงกับตกตะลึงมาก

                “เจ้าก็เป็นจอมเวทเหรอเนี่ย”

                “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้าข้าเป็นจอมเวทจริง งานนี้พวกเราคงมีโอกาสรอดแล้ว”

จอห์นเริ่มเห็นโอกาสรอด และเมื่อการโจมตีแรกไม่เป็นผล สาวชาวบ้านก็ระดมยิงพลังเวทใส่ทั้งสองคนอีก ทว่ามันก็ไม่อาจเจาะผ่านม่านพลังป้องกันของจอห์นเข้ามาได้เลย ด้านสาวชาวบ้านที่ปล่อยพลังอย่างต่อเนื่องอยู่หลายวินาทีก็หยุดชะงักและชักกระตุกอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ได้มีเลือดไหลออกมาจากทั่วร่างของเธอ ก่อนที่ร่างนั้นจะล้มลงและไม่เคลื่อนไหวอีกเลย

                ทั้งสองต่างคิดว่าอีกฝ่ายตายแล้ว จึงเตรียมตัวออกวิ่งต่อ เพราะชาวบ้านหลายคนเริ่มเปลี่ยนเป้ามาโจมตีทั้งสองคนแทน ขณะที่ทั้งสองกำลังดีใจที่จะได้ออกนอกหมู่บ้าน ก็พบกลุ่มชาวบ้านนับสิบคนยืนอยู่บริเวณทางเข้าหมู่บ้าน และทันทีที่พวกชาวบ้านเห็นทั้งสองคน พวกเขาก็เลิกโจมตีกันเองและเปลี่ยนมาโจมตีใส่เด็กน้อยอย่างพร้อมเพรียงกัน

                ทั้งสองหยุดชะงักและหลบอยู่หลังม่านพลังของจอห์นอย่างมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่มีทางทำอะไรได้แน่นอน ทว่าความคิดของเด็กน้อยทั้งสองคนนั้นผิดมหันต์ เมื่อม่านพลังของจอห์นที่รับการโจมตีไปหลายครั้งก็มาถึงขีดจำกัด ม่านพลังนั้นเริ่มเกิดร้อยร้าวและแตกกระจายเป็นชิ้นส่วนในเวลาต่อมา พร้อมจอห์นที่กระอักเลือดออกมาคำใหญ่ และเมื่อทั้งสองคนไร้ซึ่งการปกป้องแล้ว พลังเวทมนตร์นับสิบสายก็พุ่งเข้าปะทะร่างของทั้งสองในทันที ทำให้เด็กน้อยทั้งสองกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้นและแน่นิ่งไป

ทว่าชาวบ้านที่เหลืออยู่ก็มีเลือดไหลออกมาจากทั่วร่างและล้มลงนอนนิ่งไม่ไหวติงเช่นกัน ตอนนี้คงมีแต่พวกเขาที่ยังมีชีวิตอยู่ ท่ามกลางซากศพและความตายของหมู่บ้านแห่งนี้ เจมส์ที่ยังพอมีสติเหลืออยู่บ้างก็พยายามเอียงคอไปทางเพื่อนรักของตน แต่ก็พบว่าจอห์นได้นอนตาเบิกโพลงสิ้นใจไปแล้ว ทำให้เจมส์ร้องไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัว และยิ่งพบว่าตัวเองไม่อาจขยับตัวได้ ก็ยิ่งทำให้เด็กน้อยที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวหวาดกลัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นมายิ่งขึ้นไปอีก

                ขณะที่เจมส์กำลังนอนร้องไห้อย่างหวาดกลัวอยู่นั้น หูของเด็กน้อยก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้ากำลังใกล้เข้ามา เขาจึงหันไปมองยังด้านนั้นเพื่อคิดจะขอความช่วยเหลือจากอีฝ่าย ในสายตาที่พร่าเลือนของเขา มองเห็นคนสี่คนในชุดรัดรูปสีดำทั้งตัวกำลังเดินตรงเข้ามา นอกจากสวมชุดดำแล้วทั้งสี่คนยังใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าเอาไว้ด้วย

                “มีคนที่พลังเวทไม่ตื่นอยู่ด้วย”

                “ให้จัดการเลยไหมครับ”

                “เก็บข้อมูลก่อน แล้วพาตัวกลับไปด้วย”

                เสียงทั้งสามเสียงที่ดังขึ้นฟังดูคุ้นหูเด็กน้อยมาก สองในสี่คนเดินตรงมาที่เจมส์ พร้อมใช้เครื่องมือบางอย่างที่มีลักษณะเป็นแท่งเหล็กสีเงินขนาดไม่ใหญ่นักจิ้มมาที่ต้นแขนของเด็กน้อย เจมส์ถึงกับร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวด ชายชุดดำไม่ได้สนใจเด็กน้อยก่อนจะดึงแท่งเหล็กออกและเก็บเข้ากล่องที่เตรียมมา จากนั้นชายชุดดำอีกคนก็ใช้ถุงอะไรบางอย่างสวมครอบศีรษะของเขา ก่อนจะถอดออกและเก็บมันไป

                “ทีนี้ก็จัดการเก็บกวาดทุกอย่างให้เรียบร้อย อย่าให้เหลือหลักฐานสาวมาถึงพวกเราได้”

                เสียงสุดท้ายที่ดังขึ้นทำให้เจมส์ตื่นตัวและจำได้ว่าเป็นเสียงของใคร ทว่าเขาก็ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะขยับตัวได้อีก ชายชุดดำสามคนแยกย้ายกันไปทำตามคำสั่ง ไม่นานหมู่บ้านที่แสนสงบสุขแห่งนี้ก็กลายเป็นทะเลเพลิง เพราะเวทมนตร์สายไฟระดับสูงที่เผาผลาญทุกอย่างอย่างรุนแรง

                “หลับให้สบายนะเด็กน้อย”

                ชายชุดดำคนสุดท้ายกล่าวอย่างอ่อนโยน เจมส์ได้แต่มองภาพตรงหน้าอย่างหวาดกลัว เมื่อชายคนนั้นยื่นมือมาที่ร่างของเจมส์พร้อมร่ายเวทบทหนึ่งออกมา ทันใดนั้นร่างของเจมส์ก็ลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ฉับพลันอากาศรอบตัวเด็กน้อยก็ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เมื่ออากาศลดลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ก็บังเกิดโลงสีฟ้าใสครอบร่างของเด็กน้อยเอาไว้ ตาของเจมส์เบิกโพลงมองหน้ากากของอีกฝ่ายก่อนที่สติของเด็กน้อยจะดับไป ทำให้เจมส์ไม่อาจรับรู้ได้อีกต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

                “ในหมู่บ้านนี้ไม่มีคนรอดชีวิตแล้วครับ”

ชายชุดดำคนหนึ่งเข้ามารายงานสถานการณ์ในตอนนี้ ฝ่ายชายชุดดำที่แช่แข็งเจมส์ก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดาย

                “การทดลองครั้งนี้ก็ล้มเหลวสินะ แม้จะเกือบสำเร็จก็ตาม”

                “แต่อย่างน้อยพวกเราก็ได้ข้อมูลใหม่มาเพียบเลยนะครับ แถมยังมีคนที่ไม่เกิดอาการคลั่งอีกด้วย”

ชายชุดดำคนที่สองวิ่งเข้ามา พร้อมชูวัตถุบางสิ่งให้เห็น ของชิ้นนั้นเป็นก้อนโลหะสีเงินขนาดเล็กที่ส่องประกายอย่างงดงาม สิ่งที่เห็นทำให้ชายหัวหน้ากลุ่มพุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายและร้องลั่นด้วยความยินดี

                “นั่นมัน!!

                “ไม่ผิดแน่ครับ มันคือสิ่งที่พวกเราตามหาอยู่ ผมเดินตรวจทั้งหมู่บ้านแล้ว พบพวกมันกว่าสิบก้อนเลยทีเดียว”

                ชายหัวหน้ากลุ่มรับก้อนโลหะนั้นมาดูอย่างพิจารณา อีกทั้งยังทดลองอัดพลังเวทใส่เข้าไปด้วย ทำให้ก้อนโลหะเปล่งแสงสีน้ำเงินออกมาเล็กน้อย มันทำให้ชายหัวหน้ากลุ่มมีสีหน้าพอใจมาก

                “ยังไม่ค่อยบริสุทธิ์เท่าไร แต่ก็ถือว่าพอใช้ได้” ชายหัวหน้ากลุ่มค่อนข้างพอใจมาก “เดี๋ยวช่วยกันย้ายเด็กคนนี้ไปไว้ที่ห้องทดลองที่แปดด้วย ผมจะทดลองกับเด็กคนนี้ต่อ”

                “ได้ครับ”

                ชายชุดดำคนนั้นรับคำ จากนั้นพวกเขาก็ทำลายหมู่บ้านแห่งนี้และทุกอย่างรอบหมู่บ้านจนไม่เหลือซาก เมื่อสำรวจจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีหลักฐานอะไรเหลืออยู่อีก พวกเขาก็เดินทางจากไปทันที เหลือทิ้งไว้แต่เพียงสถานที่ว่างเปล่า ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านอันแสนสงบสุขเท่านั้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

34 ความคิดเห็น

  1. #21 tangkwa1864 (@tangkwa1864) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 / 09:08
    รอค่าไรท์
    #21
    0
  2. #19 HOLYNOT (@holynot) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 20:41
    เหมือนไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไรเลย จะเปลี่ยนไปลงเรื่องที่ไม่ใช่ราดิชดีไหม หรือว่าลงราดิชต่อดี
    #19
    3
    • #19-2 KingsPark (@mafiapark) (จากตอนที่ 8)
      29 พฤศจิกายน 2560 / 20:46
      ส่วนตัวชอบเรื่องนี้มากอยากให้กลับมาแต่งจิงจังครับ แค่นี้ล่ะ
      #19-2
    • #19-3 HOLYNOT (@holynot) (จากตอนที่ 8)
      29 พฤศจิกายน 2560 / 21:40
      ตอนนี้กลับมาลงปกติแล้วครับ
      #19-3
  3. #18 OozTia (@OozTia) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 20:32
    ตอนเดียวไม่พอยาไส้เท่าไหร่ เเต่ก็ยาวๆไป

    #18
    0