Radish (Radish and The Holy Grail)

ตอนที่ 15 : Ep.8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 524
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    14 ธ.ค. 60

                ขณะที่การประลองเริ่มขึ้น ไม่มีใครทราบว่าคาโมหายไปไหน เจ้าอ้วนอาศัยจังหวะที่ราดิชมีสมาธิกับการต่อสู้ใช้ความเร็วขั้นสุดยอดหายไป และมันก็กลับมาก่อนที่การประลองจะจบลง แม้แต่กัสหรือรีน่าก็ไม่รู้ถึงการหายตัวไปนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าอ้วนหายไปไหนและไปทำอะไรมากันแน่

                “เมื่อกี้สุดยอดไปเลยค่ะ ฉันมองตามแทบไม่ทันเลย” เป็นรีน่าที่ชวนคุยขึ้นมาก่อน

                ตอนนี้พวกเขาออกจากเมืองมาได้ระยะหนึ่งแล้ว พวกเขาอยู่บนเส้นทางหลักที่ใช้สัญจรไปมา รอบด้านเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี ความจริงเป้าหมายของพวกเขาคือป่าเบื้องหน้า อันเป็นเขตรอยต่อของทั้งสามเมือง

                “เล่นเอาเจ้าโอลอฟล้มทั้งยืนแบบนั้น มันคงพูดไม่ออกไปอีกนาน” กัสเองก็เข้ามาผสมโรงด้วย

                “ผมแค่คิดว่าผู้ชายคนนั้นเหมือนจะดูถูกท่านกัสอยู่ในที แล้วอีกอย่างเขาก็ดูไม่ชอบมาพากลด้วย” ราดิชบอกเป็นนัย

                “ไม่ชอบมาพากลแบบไหนกันคะ” รีน่าถามด้วยความอยากรู้

                “พวกเจ้าไม่รู้อะไร เจ้านั่นมันพร้อมจะเล่นงานลับหลังพวกเราน่ะสิ” เป็นเจ้าอ้วนที่ชิงบอกขึ้นมาก่อน ทำให้ทั้งสองถึงกับคิ้วขมวดด้วยความสงสัยกว่าเดิม

                “โอลอฟใช้เวทโจมตีได้ใช่ไหมล่ะ” ราดิชถามทั้งสองคน

                “ก็ใช่นะครับ เพราะก่อนมาเป็นทหาร เขาเป็นจอมเวทมาก่อน แบบเดียวกับรีน่า” กัสตอบคำถามนี้และหันมาที่รีน่า

                “ผู้ชายคนนั้นแอบผนึกพลังเวทไว้ที่ดาบ ถ้าปะทะกันเต็มแรงอาจเกิดระเบิดได้ และนอกจากนี้ผมยังทราบว่าเขาแอบร่ายเวทไว้หลายบทด้วย ถ้าเป็นการสู้ตามปกติผมอาจแพ้ก็ได้ ดังนั้นผมจึงตัดสินใจเอาชนะเขาให้เร็วที่สุด” ราดิชอธิบายทำให้สองคนนั้นถึงกับอ้าปากค้าง

                “ไม่คิดว่าเจ้านั่นจะเก่งขนาดนั้น” เป็นกัสที่ทำใจให้เชื่อได้ เพราะถ้าวัดกันที่ฝีมือดาบแล้วทั้งสองกินกันไม่ลง แต่กัสนั้นใช้เวทประเภทโจมตีได้ไม่ดีนักต่างจากเวทเสริมพลัง

                “เขาอาจต้องการปิดบังตัวตนหรือเพื่อปกปิดอะไรบางอย่างก็ได้” ราดิชสันนิฐานไว้ก่อน

                “นายท่านๆ เหมือนข้างหน้าจะมีอะไรนะ” คาโมสะกิดราดิช ทำให้อีกสองคนกลับไปสนใจด้านหน้าด้วย

                ที่ริมทางด้านหน้ามีรถม้าจอดทรุดอยู่ ทว่าสภาพของมันดูไม่ดีเลย มีร่องรอยความเสียหายอยู่หลายแห่ง แถมล้อยังหลุดออกมาอีกต่างหาก ทั้งสามชักม้าให้หยุดและเป็นกัสที่ลงจากม้าเป็นคนแรก ตามด้วยรีน่าและราดิช

                “ข้าจะลองเข้าไปดูก่อน ระวังตัวตัวด้วย” กัสชักดาบออกมาและกำชับรีน่า

                กัสเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังไปที่รถม้า ขณะที่รีน่าก็ชักดาบของตนออกมาและตามไปด้วยความระมัดระวัง ส่วนราดิชยืนอยู่คอยอยู่ เขามองทั้งคู่อย่างชื่นชม ทั้งกัสที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี เขาเป็นคนติดนิสัยรอบคอบไว้ก่อน ถ้าไม่มั่นใจก็จะไม่ลงมือเด็ดขาด เช่นเดียวกับคราวที่จัดการพวกโจร เพราะกัสมันใจว่ากองทหารของเขาต้องจัดการพวกโจรได้ จึงไม่รอกองเสริมนั่นเอง

                แม้รถม้านี้จะดูน่าสงสัย แต่สิ่งที่น่าสงสัยกว่าคือะไรที่โจมตีรถม้านี้ต่างหาก เพราะจากสภาพแล้วไม่น่าใช่ฝีมอของพวกโจรหรือมนุษย์เลย เพราะรอยบนตัวรถม้าคล้ายกับกรงเล็บของสัตว์ใหญ่มากกว่า กัสเข้าไปตรวจสอบในรถม้าและออกมาพร้อมการส่ายหน้า

                “ไม่มีใครอยู่เลย รวมถึงสิ่งของด้วย” กัสบอกและเริ่มออกสำรวจโดยรอบ

                ฝ่ายรีน่าก็เตรียมพร้อม ราดิชรับรู้ได้ว่าเธอร่ายเวทเตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่คนทั่วไปย่อมดูไม่ออกว่าเธอร่ายเวท เว้นแต่จอมเวทที่จะจับสัมผัสพลังเวทที่เพิ่มขึ้นได้ รีน่ายืนรออยู่ที่รถม้า ขณะที่กัสสำรวจไปทั่วบริเวณแต่ก็ไม่พบอะไร นอกจากรอยเท้าประหลาด

                “มาดูตรงนี้สิ” กัสเรียกทุกคน รีน่าและราดิชจึงไปตรงที่กัสอยู่ ส่วนเจ้าอ้วนนั้นแวบหายไปอย่างรวดเร็ว

                พวกเขามาล้อมวงดูรอยเท้าที่ปรากฏชัดบนดินบริเวณนั้น มันมีลักษณะคล้ายรอยเท้ามนุษย์ ทว่ากลับมีรอยเล็บที่แหลมคม แถมขนาดของมันก็ใหญ่กว่ากัสที่เป็นชายฉกรรจ์ถึงสองเท่า

                “รอยเท้าพวกนี้มัน” ดูเหมือนรีน่าจะรู้จักรอยเท้านี้เพราะเสียงเธอขาดหายไป

                “ข้าว่ามันต้องเป็นไลแคนท์แน่นอน” กัสเองก็พอจะทราบว่าเป็นรอยเท้าของอะไร

                “หมายถึงมนุษย์หมาป่าตัวใหญ่หรอ” ราดิชอดถามขึ้นมาไม่ได้

                “ใช่แล้วค่ะ” รีน่าพยักหน้ารับและเริ่มเล่าให้ราดิชฟัง

                ไลแคนท์หรือมนุษย์หมาป่าพวกนี้เดิมทีเป็นจอมเวทที่ฝึกฝนพลังเวทผิดพลาด พวกเขาเลยกลายเป็นสัตว์ประหลาดไป แต่บางตำราก็ว่าพวกมันเป็นสัตว์เวทที่ใช้เวทมนตร์ได้ บางตำราก็ว่าพวกมันเป็นการทดลองที่ผิดพลาดของพวกนักวิจัยเวทมนตร์ แต่ไม่ว่าจะเกิดจากสิ่งไหน พวกมันล้วนเป็นตัวอันตรายเพราะไม่มีสำนึกหรือสติของความเป็นคนเหลืออยู่อีก

                “แต่ว่านี่มันก็ใกล้เมืองมากเลยนะ” ราดิชไม่คิดว่ามันจะอยู่ใกล้เมืองขนาดนี้

                “ใช่แล้วท่านราดิช ปกติพวกมันจะหลีกหนีผู้คนเข้าไปอยู่ในป่าลึก ถึงได้แปลกใจว่าทำไมมันถึงโจมตีรถม้าคนนี้ แถมยังอยู่ใกล้เมืองมากด้วย” กัสเองก็เห็นด้วยกับราดิช เพราะพวกเขายังมองเห็นกำแพงเมืองอยู่เลยแม้จะไกลมากก็ตาม

                “จะตามไปดูไหมท่านพี่” เป็นรีน่าที่ถามขึ้น ดูเหมือนเธอจะยังติดใจเรื่องนี้

                “ข้าว่าคงตามไม่ทันแล้ว พวกมันเคลื่อนไหวเร็วมาก ป่านนี้คงกลับเข้าป่าไปถึงไหนละ อีกอย่างเรามีภารกิจของเจ้าที่ต้องทำจริงไหม ยังไงก็เดินทางกันต่อ ถ้าเจอพวกมันค่อยว่ากัน” กัสออกความเห็นสมกับเป็นผู้นำกองทหาร เขาสามารถวิเคราะห์ความสำคัญของภารกิจได้เป็นอย่างดี

                “ไปกันต่อเถอะ เป้าหมายของเราวันนี้คือหมู่บ้านก่อนเข้าเขตป่าใช่ไหม” ราดิชถามทั้งสองคน

                “ใช่ค่ะ” รีน่าตอบก่อนจะหยิบเอาแผนที่ออกมาดูให้แน่ใจ ขณะเดียวกันเจ้าอ้วนคาโมก็กลับมา

                “เจ้านายๆ ข้าลองไปดูทางโน้นมา เจอรอยเท้าพวกนี้ตรงไปทางนั้นเพียบเลย” คาโมรายงานอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่มันรายงานทำให้อีกสองคนชะงัก

                “มีหลายตัวหรอ” กัสมีท่าทีชะงัก

                “พวกมันชอบอยู่ตัวเดียวนี่ ไม่เคยอยู่เป็นกลุ่มมาก่อน” รีน่าเองก็ชะงักไปเหมือนกัน

                “สงสัยข้าต้องส่งข่าวกลับไปที่เมืองก่อน” กัสไม่รอช้ารีบไปที่เป้เพื่อหาอะไรบางอย่าง

                สิ่งที่กัสนำออกมาคือแท่งผลึกแก้วสีขาวขุ่นทรงกระบอกกลมแท่งหนึ่ง กัสอัดพลังเวทใส่จนมันเปล่งแสงออกมา จากนั้นเขาก็พูดข้อความลงไป จับใจความได้ว่าพบไลแคนท์หลายตัวที่นอกเมือง ขอให้ส่งทหารออกมาตรวจสอบด้วย หลังจากพูดจบเจ้าผลึกนั่นก็กระพริบแสงสองครั้ง ก่อนจะมีเสียงตอบกลับมา ราดิชจำได้ว่าเป็นเสียงของทหารคนสนิทของกัส ทางนั้นรับทราบและจะส่งทหารมาในช่วงบ่ายนี้

                ความจริงเขาเคยเห็นผลึกนี้ครึ้งหนึ่งตอนกำลังกลับเมืองหลังปราบโจรเสร็จ กัสใช้มันติดต่อสื่อสารกับทหารที่กองบัญชาการ สิ่งนี้ถูกเรียกว่าผลึกสื่อสารเป็นวิทยาการที่พวกนักวิจัยเวทมนตร์ประดิษฐ์ขึ้น มันสามารถใช้สื่อสารได้ไกลมากทีเดียว ขอเพียงมีพลังเวทที่มากพอ นั่นก็หมายความว่ายิ่งผู้ใช้แข็งแกร่งแค่ไหนก็ยิ่งติดต่อได้ไกลมากขึ้นนั่นเอง

                “กว่ากองทหารจะมาคงอีกนาน พวกเราเดินทางกันต่อดีกว่า” กัสเก็บผลึกสื่อสารและขึ้นม้าเป็นคนแรก ทำให้รีน่าและราดิชต้องขึ้นตามไปด้วย

                พวกเขาออกเดินทางกันต่อ คราวนี้ทั้งกัสและรีน่าดูระวังมากขึ้น ความจริงทางเส้นนี้ไม่ค่อยมีรถม้าผ่านไปเท่าใดนัก เพราะพวกเขาเองก็เพิ่งพบเจอรถม้าเพียงสามคันเท่านั้นที่แล่นสวนทางไป ทางเส้นนี้มีทางแยกไปทั้งสองข้างทาง เพราะแถบนี้ก็มีหมู่บ้านกระจายอยู่ทั่วไป แต่ที่พวกเขาจะไปนั้นเป็นหมู่บ้านที่อยู่ชายป่า

                “ใกล้แล้วค่ะท่านราดิช เห็นทางแยกตรงนั้นไหม ถ้าเราไปทางขวาก็จะถึงหมู่บ้านได้ก่อนค่ำ” รีน่าชี้ให้เขาดูทางแยกด้านหน้า ตอนนี้ถนนเส้นหลักได้แยกเป็นสองทาง ทางซ้ายเหมือนจะมุ่งไปยังป่าอีกด้าน ส่วนทางขวาไปที่หมู่บ้านที่เป็นจุดหมายของพวกเขา

                ที่พวกเขาจะไปที่หมู่บ้านแห่งนี้ก่อน เพราะว่ากัสเคยนำทหารมาปราบพวกสัตว์เวทเมื่อหลายปีก่อน ทำให้กัสรู้สึกสนิทสนมกับหัวหน้าหมู่บ้านคนปัจจุบันเป็นอย่างดี เพราะภารกิจคราวนั้นใช้เวลาเป็นแรมเดือนกว่าจะสงบเรียบร้อย

                เส้นทางไปยังหมู่บ้านดูเงียบผิดปกติ มันทำให้กัสแปลกใจ เพราะตามจริงพื้นที่แถบนี้อุดมสมบูรณ์มากและไม่มีสัตว์ร้ายอยู่แล้วหลังจากพวกเขาปราบพวกมันจนหมด แต่นี่แม้แต่เสียงนกร้องก็ไม่มีเลย ทำให้กัสตื่นตัวมาก แน่นอนว่าพลอยทำให้รีน่าและราดิชเริ่มระวังตัวมากขึ้นด้วย

                พวกเขาไปตามทางจนกระทั่งเห็นหมู่บ้านไม่ไกลแล้ว ทว่าน่าแปลกคือพวกเขาไม่เห็นความเคลื่อนไหวจากหมู่บ้านเลย แม้กระทั่งไร่นาของชาวบ้านก็ไม่มีคนดูแล และเมื่อพวกเขาเข้าไปถึงตัวหมู่บ้านก็ต้องพบเจอกับสิ่งที่น่าตระหนก

                “นี่มันอะไรกัน….


ผู้เขียนไปต่างจังหวัด กลับวันอังคารที่ 19 ธันวาคม 60 นะครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

34 ความคิดเห็น