Radish (Radish and The Holy Grail)

ตอนที่ 13 : Ep.6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 388
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    7 ธ.ค. 60

                ราดิชให้รีน่าไปพักผ่อนก่อน ส่วนตัวเองขอคุยอะไรกับเจ้าเมืองเสียก่อน ระหว่างรอให้แม่บ้านจัดห้องให้ เรื่องที่คุยก็เป็นรายละเอียดการดำเนินการที่เขาคิดขึ้น

                “ผมอยากให้นายกองกัสไปด้วย ฝีมือเขาไม่ใช่ย่อยเลย น่าจะช่วยได้มากทีเดียว” ราดิชลองขอดู

                “อืมได้สิ ไม่น่าจะมีปัญหานะ เดี่ยวข้าจะไปคุยกับกัสให้เอง” เจ้าเมืองรับปากเป็นอย่างดี เพราะรู้ว่ากัสนั้นมีฝีมือพอตัว

                “อีกเรื่อง เราต้องทำเรื่องนี้ให้เงียบที่สุด เพราะเรายังไม่รู้ว่าคู่ต่อสู้เป็นใคร แต่ในบันทึกได้บอกว่าผู้ถูกเลือกจะมีเวทบทหนึ่งไว้ค้นหา ส่วนสิ่งที่ถูกอัญเชิญมาจะสัมผัสได้ แน่นอนว่าผมสัมผัสพลังที่แข็งแกร่งได้อีกหกจุด คาดว่าน่าจะเป็นพวกนั้น” ราดิชกล่าวและหันหน้ายังทิศเหนือ

                “ตอนนี้คนที่ใกล้ที่สุดอยู่ทางนั้น แต่ว่าเจ้านี่แข็งแกร่งทีเดียว ไม่น่าใช่ตัวเลือกแรกที่จะสู้” ราดิชมีสีหน้าครุ่นคิด

                “หมายความว่าท่านจะไล่จัดการคนที่อ่อนแอที่สุดก่อนหรอ” เจ้าเมืองถามและพร้อมช่วยคิด

                “ก็คงต้องอย่างนั้น อีกอย่างผมมีเจ้านี่เป็นคู่หู รับรองสบายมาก” ราดิชยิ้มอย่างมีเลศนัยกับเจ้าอ้วน ความจริงเจ้าเมืองก็แอบสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเจ้าหนูตัวนี้เป็นใคร ถึงได้เกาะไหล่ราดิชมาตลอด ส่วนรีน่าและกัสนั้นทำความรู้จักกับเจ้าอ้วนไปเรียบร้อย และเจ้าอ้วนเองก็สงบปากสงบคำลงมากเมื่อมาถึงที่นี้

                “ข้ารับรองเลยว่า เจ้านายของข้าแข็งแกร่งที่สุด งานนี้ชนะสบายอยู่แล้ว” คาโมยังคงกล่าวโอ้อวดเหมือนเดิม

                “พะพูดได้ด้วย” เจ้าเมืองตกใจจนแทบสิ้นสติ

                “ข้าต้องพูดได้สิ ถ้าเจ้านายข้าเป็นมังกรในตำนาน แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะเป็นอะไรล่ะ ฮ่ะๆ” คาโมได้ทียกยอตัวเอง

                “เอ่อ….” เจ้าเมืองอึ้งจนพูดไม่ออก ความจริงในโลกนี้มีสัตว์จำนวนไม่น้อยที่พูดไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นสัตว์ชั้นสูงหรือไม่ก็ตัวที่มีพลังเวทมหาศาล หรือก็ต้องเป็นสัตว์ที่มีสติปัญญามากจึงจะพูดได้

                “เอาเป็นว่าไม่ต้องห่วงอะไรมากหรอกครับ” ราดิชรู้ว่าเจ้าเมืองเป็นห่วงบุตรสาวของตนมาก เขาทราบว่าเจ้าเมืองมีบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคนคือรีน่า พี่ชายของเธอต่างเป็นจอมเวทที่แข็งแกร่ง ทว่ากลับไม่ได้รับเลือก แต่เป็นรีน่าผู้เป็นลูกสาวคนเล็ก จึงไม่แปลกที่ท่านเจ้าเมืองจะเป็นห่วงขนาดนี้

                ราดิชคุยอะไรต่อกับเจ้าเมืองได้อีกเล็กน้อย แม่บ้านก็มาแจ้งว่าห้องจัดเรียบร้อยแล้ว เขาจึงขอตัวไปพักผ่อนก่อน และคงต้องรอให้เจ้าเมืองไปคุยกับกัสให้เรียบร้อยและเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พวกเขาก็จะได้ออกเดินทางกัน

                แม่บ้านนำราดิชไปที่ชั้นสองของคฤหาสน์ ห้องนอนของแขกนั้นดูดีมากทีเดียว มันทาสีชมพูและมีเตียงนอนขนาดใหญ่ ราดิชจัดการอาบน้ำก่อนและตามด้วยเจ้าอ้วน ก่อนนอนเขาไม่ลืมนั่งสมาธิเดินลมปราณเหมือนเช่นเคย ก่อนจะหลับไปในช่วงสายนั้นเอง ส่วนเจ้าอ้วนนั้นหลับไปก่อนแล้ว แถมยังยึดที่นอนตรงกลางไว้อีกต่างหาก

                กัสกลับมาถึงคฤหาสน์เย็นวันนั้นเพราะเขามีงานค้างที่กองบัญชาการ ความจริงกัสเองก็อาศัยอยู่ที่บ้านนี้เช่นเดียวกัน หลังฟังเรื่องราวจากเจ้าเมืองแล้วเขาก็ตกปากรับคำจะออกเดินทางด้วยเป็นอย่างดี ก่อนจะขอตัวไปพักผ่อนบ้าง

                ส่วนราดิชและรีน่าตื่นขึ้นมาหลังกัสกลับมาไม่นาน เมื่อทราบว่ากัสจะไปด้วยรีน่าก็ดีใจมาก ส่วนราดิชนั้นก็สามารถวางแผนได้หลากหลายขึ้น เขากับรีน่าไปทานอาหารเย็นกันที่ด้านหลังคฤหาสน์เพื่อคุยเรื่องการเดินทาง โดยราดิชขอแผนที่จากเจ้าเมืองไปด้วย

                “ผมพอจะรู้ตำแหน่งคร่าวๆของอีกหกคนแล้ว ทางนั้นก็น่าจะรู้ตำแหน่งของเราแล้วเหมือนกัน” ราดิชเปิดประเด็ดขึ้น ความจริงอาหารที่ขนมานั้นเกือบทั้งหมดตกเป็นของคาโมจอมเขมือบ รีน่าที่มองเจ้าอ้วนกินถึงกับอึ้งทีเดียว

                “ค่ะ ว่าแต่ท่านคาโมกินเก่งจังเลยนะคะ” รีน่าเห็นความเร็วและปริมาณหาอาหารที่ลดลงแล้วถึงกับอิ่มเลยทีเดียว

                “อย่าไปสนใจเลย เจ้านี่ต้องกินตุนเพื่อชดเชยพลังเวทที่เสียไปน่ะ” ราดิชบอกและหันกลับมาสนใจแผนที่ต่อ ความจริงเขาบอกรีน่าไปว่าเขาต่อสู้กับมังกรชั่วร้าย และพลาดท่าจนกลายเป็นเด็กแบบนี้ ตอนแรกเธอก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไร แต่เขาก็บอกว่ามังกรตนนั้นเก่งมาก แต่ถ้าเจออีกทีเขาต้องชนะแน่นอน

                “แล้วท่านมีแผนยังไงบ้าง” รีน่าหันมาสนใจแผนที่บ้าง

                “เราน่าจะออกเดินทางกันพรุ่งนี้เช้า เป้าหมายคือเมืองนี้” ราดิชลากนิ้วไปบนแผนที่

                “ทำไมล่ะคะ” รีน่าถามด้วยความอยากรู้

                “ทางนี้มีคู่ต่อสู้ของเราสองคนอยู่ คนหนึ่งแข็งแกร่งมาก เราน่าจะเลี่ยงไปก่อน แต่อีกคนผมคิดว่าเธอน่าจะสู้ได้ ไม่แน่ว่าพอเราไปถึง สองคนนี้อาจสู้กันไปแล้วก็ได้ เพราะสองคนนั้นอยู่ไม่ไกลกันนัก” ราดิชวิเคราะห์ตามข้อมูลในตอนนี้

                “แล้วต่อไปล่ะ” รีน่าเริ่มคล้อยตามแผนของราดิช

                “ถ้าเราปะทะกับหนึ่งในสองคนนี้ก่อนค่อยว่ากัน ผมไม่รู้ว่าพวกนั้นเป็นใครหรืออัญเชิญอะไรออกมาต่อสู้ ต้องสู้ไปพลางเก็บข้อมูลไปพลางก่อน” ราดิชลากนิ้วไปยังจุดอีกสี่จุด

                “ส่วนที่เหลือ มีจุดหนึ่งที่ผมสงสัยเพราะมันตรวจสอบพลังไม่ได้ ส่วนอีกสองจุดผมจัดการได้ไม่มีปัญหา ปัญหาคือจุดสุดท้ายนี้” ราดิชลากนิ้วไปหยุดที่เมืองหนึ่ง “ผมสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ นี่แหละคือสิ่งที่เราควรต้องกังวล จุดนี้เราน่าจะปล่อยไว้สุดท้ายเลย”

                “มีแค่ฉันกับท่านกัสไปแค่นี้จะดีหรอ คนอื่นอาจพาพวกไปเยอะก็ได้นะ” รีน่าบอกในสิ่งที่เธอคิด

                “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก เพราะนี่เป็นการต่อสู้ที่คนรู้น้อยเท่าไรยิ่งดี คุณอาจไม่รู้ แต่ว่าสิทธิการเข้าต่อสู้มันถูกแย่งชิงได้” ราดิชเสียงเบาลงจนเกือบกระซิบ

                “อะไรนะ!!” รีน่าเกือบตะโกนออกมาแล้วถ้าไม่ได้ราดิชปิดปากไว้ก่อน

                “เธอมีวงเวทแบบเดียวกับที่อัญเชิญผมมาประทับอยู่บนตัวใช่ไหม” ราดิชกล่าวเสียงเบา

                “ค่ะ” รีน่าตอบไม่เต็มเสียงนัก เธอหน้าแดงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเรื่องนี้

                “ดีแล้ว อย่าบอกใครว่าอยู่ตรงไหน และอย่าให้คนอื่นเห็นด้วย เท่าที่ผมรู้มาจอมเวทตระกูลอื่นก็รู้เรื่องนี้เหมือนกัน พวกเขาอาจอยากแย่งชิงสิทธิการต่อสู้ก็ได้” ราดิชรู้ดีว่าความโลภของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด ต้องมีคนที่ต้องการแย่งชิงสิทธิเพื่อให้ตัวเองสมปารถนาแน่นอน

                ฝ่ายเจ้าอ้วนนั้นความจริงนอกจากกินแล้วมันก็แอบฟังทั้งสองคุยกันไปด้วย ไม่มีใครรู้ว่าคาโมคิดอะไรอยู่ แต่แวบหนึ่งเจ้าอ้วนแอบยิ้มขึ้นมา ถ้าเจ้านายของตนชนะและได้จอกที่ว่านั้นมาจริง มันก็มีแผนสำหรับจอกใบนั้นแล้ว

                รีน่าและราดิชหารือกันต่ออีกครู่ใหญ่ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน สำหรับเรื่องที่ราดิชเป็นเด็กนั้น เขาบอกเจ้าเมืองกับกัสไปว่าอยู่ในร่างนี้เคลื่อนไหวง่ายกว่า คนอื่นจะไม่สงสัยด้วยจะมีแต่รีน่าที่รู้ความจริงเพียงครึ่งเดียวที่เขาบอก

                เช้าวันรุ่งขึ้นทั้งสามก็มาเจอกันที่หน้าคฤหาสน์ ทั้งกัสและรีน่าเปลี่ยนมาใส่ชุดธรรมดา กัสอยู่ในชุดเสื้อแขนกุดสีแดงสด ส่วนรีน่าอยู่ในชุดขี่ม้าของผู้หญิงสีเดียวกัน ทั้งสองสวมใส่เกราะอ่อนไว้ด้านในแทนเกราะหนักที่ใส่เป็นประจำ เพราะถ้าใส่เกราะหนักไปคงถูกสงสัยแน่

                “แล้วท่านราดิชจะใส่ชุดนี้ไปจริงหรือ” กัสถามด้วยความสงสัยขณะรับดาบประจำตัวจากทหารรับใช้

                “คงต้องชุดนี้แหละท่านกัส” ราดิชตอบ ความจริงเขาก็ได้สวมเสื้อเกาะอ่อนเหมือนกัน รีน่าเป็นคนเอาไปให้เขาแต่ตอนเช้า

                “ท่านราดิชจะไปกับฉันหรือท่านกัสล่ะ” เป็นรีน่าที่ถามบ้าง

                “ผมอยู่กับรีน่าดีกว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะได้ช่วยกันได้ อีกอย่างท่านกัสจะได้เคลื่อนไหวสะดวกด้วย” ราดิชบอกสิ่งที่คิดไว้ตามแผน การให้กัสไม่มีคนซ้อนท้ายจะทำให้เขาเคลื่อนไหวได้สะดวกเมื่อเกิดอะไรขึ้น

                “ของเราก็เอาไปแค่ที่จำเป็นพอ” ราดิชหันไปมองกองสัมภาระ กัสนั้นมีเป้สนามที่จุแต่ของจำเป็นตามแบบทหาร ส่วนรีน่าแม้จะมีเป้แบบเดียวกันแต่เธอก็อดขนอย่างอื่นไปด้วยไม่ได้ สำหรับราดิชไม่ต้องเอาไปเพราะของเขาไม่ได้มีแต่แรกแล้ว

                “อ่าทราบแล้วค่ะ” รีน่าอายเล็กน้อยและรีบไปจัดการสัมภาระจนเหลือแค่ที่จำเป็นพอ แม้ว่าพวกเขาจะต้องแวะพักตามเมือง แต่ก็น่าจะเดินทางกันเป็นใหญ่มากกว่า การพกสัมภาระไปเยอะจะเป็นภาระมากเกินไป

                ทั้งสามเตรียมตัวเสร็จแล้วและพร้อมออกเดินทาง ไม่นานท่านเจ้าเมืองก็มาส่งพวกเขา และมีทหารนำม้าประจำตัวของสองมาส่งให้ ทั้งสามขึ้นม้าก่อนจะออกเดินทางจากคฤหาสน์ในเวลาสายวันนั้น โดยมีสายตาห่วงใยของเจ้าเมืองมองตามจนทั้งสองหายลับไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

34 ความคิดเห็น