For Better Life กลเม็ดมัดใจ จับรักให้อยู่หมัด!

ตอนที่ 4 : || 2 || ดีใจที่จะจบ เสียใจที่จะจาก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 97
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 พ.ค. 55

  







 
 
 
 






2

ดีใจที่จะจบ เสียใจที่จะจาก





               ฉันรู้สึกได้ถึงสภาพจิตใจที่เริ่มย่ำแย่เต็มที มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนที่เขาหุบยิ้มแสนหวานนั่นแล้ว ฉันพยายามคุยกับเขาให้รู้เรื่องเกี่ยวกับกฎข้อที่สามอันนั้น แต่เสียงเฮฮาจากคนในเมืองก็ดังขึ้นราวกับกำลังพูดแข่งกับฉัน

               “ไม่! ฉันไม่ยอมรับข้อเสนอของนาย ฉันไม่ได้เลวขนาดที่แย่งน้ำตาของมนุษย์ได้โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไร แถมนายยังเอาน้ำตาแห่งความเศร้ามาเป็นข้อกำหนดระหว่างเราอีกเหรอ ไม่สิ...ระหว่างมนุษย์พวกนั้นที่รักกันต่างหากล่ะ! ฉันเป็นกามเทพนะนายเองก็รู้ดี ฉันไม่ได้มีหน้าที่มาทำให้ใครร้องไห้โดยมีต้นเหตุมาจากความรักหรอกนะ ฉันทำแบบนั้นไม่ได้จริงๆ หวังว่านายจะเข้าใจ...!

               เขานิ่งไปหลังจากที่ฉันพูดจบ ดวงตาทั้งคู่มองมาที่ฉันอย่างแข็งกระด่างและเยือกเย็นจนรู้สึกเสียวสันหลังวาบไปหมด จะให้ฉันทำไงได้ล่ะ ไปทำให้คนๆ นึงร้องไห้เพราะความรักอย่างงั้นเหรอ ในฐานะกามเทพฉันไม่มีทางทำอะไรป่าเถื่อนแบบนั้นแน่

               “เรื่องมาก” เขาพึมพำหากแต่ฉันกลับได้ยิน มือทั้งสองเข้าไปกระชากคอเสื้อของเขาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่เคอเรจก็ไม่มีท่าที่ว่าจะหวั่นกลัวซ้ำยังยิ้มเจ้าเล่ห์นั้นใส่ ฉันทำเรื่องแบบนั้นไม่ได้จริงๆ นายเองน่าจะเข้าใจดีนี่ เหอะ สุดท้ายแล้วก็แค่หลงคิดไปเองสินะ ว่าพวกเราสองคนอาจจะมีความรู้สึกดีๆ ที่หลงเหลืออยู่บ้าง แต่มันก็กลับผิดคาดมหันต์! กะอีแค่นิสัยของฉันเขายังลืมมันลงไปได้เลย แล้วนับภาษาอะไรกับเยื้อใยบางๆ ที่แค่จับก็ขาดเป็นส่วน

               “ฉันไม่ยอมรับเสนอของนาย” ฉันว่าไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง หวังว่าครั้งนี้เขาจะเข้าใจ

               “เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะมาคัดค้านฉัน”

               “บอกว่าไม่ก็คือไม่สิ! นายไม่เข้าใจที่ฉันพูดหรือยังไง”

               “...” เขาเงียบแต่ยังคงชักสีกวนประสาทใส่ นัยน์ตาสีดำสนิททั้งสองข้างปรายตามามองฉันอย่างเยือกเย็นแต่แฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์ในนั้น ยิ่งมันผสมผสานกับรอยยิ้มร้ายๆ นั่นแล้ว ก็กลับทำให้ฉุนจัด! ราวกับคนบ้าในทันที

               “เอ้อ! ถ้านายยังยืนกรานอยู่แบบนั้นฉันก็จะตั้งกฎข้อที่สี่เหมือนกัน!!

               ฉันชักจะทนไม่ไหวแล้วนะกับการกระทำเห็นแก่ตัวแบบนั้น คิดว่าสนุกนักหรือยังไง ทั้งที่แข่งแบบเดิมก็ดีอยู่แล้วเชียว ไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มกงเพิ่มกฎให้มันยุ่งยากเลยสักนิด ฉันน่ะ...ไม่เข้าใจนายเลยจริงๆ จนถึงตอนนี้ นายกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ เคอเรจ

               “กฎข้อที่สี่งั้นเหรอ ก็เอาสิ ถ้าเธอตกลงว่าจะยอมรับกฎข้อนี้ของฉัน”

               เอาแล้วไง ฉันพูดบ้าอะไรออกไปเนี่ยยย! มันเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบชัดๆ

               “เออ...คือ...”

               ฉันได้แต่อ้ำอึ้งพูดไม่ออกว่าจะตอบอะไรเขาดี จะบอกว่านี่เป็นการล้อเล่นเพราะไม่ได้คิดกฎข้อที่สี่จริงๆ อย่างนั้นเหรอ ไม่ๆ แบบนั้นก็จะเท่ากับฉันเสียฟอร์มไปเต็มๆ น่ะสิ ฉันหันไปสบตากับเขาที่เมื่อครู่นี้เมินหนี เขามองมาที่ฉันด้วยสายตาสงสัยนิดๆ ก่อนจะขยับริมฝีปากแล้วยักยิ้มร้ายๆ ขึ้นมา

               “ตกลงจะเอาไง กฎข้อที่สี่ของเธอน่ะ : )”

               “เออ...เราจะต้องสัญญากันว่า...”

               “...” เขานิ่ง หากแต่จ้องมาที่ฉันไม่กระพริบตา

               “ว่าเราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกัน” ชะ...ใช่แล้ว “กฎข้อที่สี่ก็คือ ทันทีที่จบเกมนี้ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะ พวกเราทั้งสองคนก็จะไม่ได้เจอกันอีก...ใช่ ไม่ได้เจอ แต่ถ้าสมมุติว่าเราเจอกันโดยบังเอิญก็ทำเป็นเหมือนคนไม่รู้จัก ไม่มีการทักทายหรือพูดกล่าวอะไรใดๆ ทั้งสิ้นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” ฉันฉีกยิ้มกว้างให้กับความคิดสุดวิเศษของตัวเอง

               “ฉะ ฉันไม่เข้าใจ” เคอเรจพูดด้วยน้ำเสียงติดขัดอย่างเห็นได้ชัด ถ้าฉันไม่รู้จักเขามาก่อน คงคิดว่าตอนนี้กำลังสับสนอยู่แน่ แต่เขาจะสับสนไปเพื่ออะไรกันล่ะ นั่นสิที่ฉันตอบไม่ได้ “ธะ เธอคงไม่ได้หมายถึง...”

               “ใช่! นายจะต้องหายไปจากชีวิตของฉัน! แล้วกฎข้อที่สามฉันถึงจะยอมรับมันเอง”

               นับว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เลวเลยใช่มั้ยกับการที่เราสองคนจะไม่ได้เจอกันอีก สำหรับฉันมันนับว่าเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ายเชียวนะ เป็นประโยชน์ที่ว่า เขา...จะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับการที่มีปากมีเสียงกับฉันบ่อยๆ ส่วนฉัน...จะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับการที่มีคนมาคอยกวนใจหรือตามรังควาญอีกบ่อยๆ แถมเขายังเคยเป็นคนที่ฉันรักมากและเป็นคนที่ฆ่าน้องสาวของฉันเมื่อห้าปีก่อนอีก มันอาจทำให้ฉันเลิกคิดฟุ้งซ่าน พร่ำเพ้อถึงน้องสาวที่ไม่มีทางได้กลับมา แม้ความหวังก็ไม่มี...

               คุณเชื่อมั้ย ฉันพยายามฆ่าเขามากว่าสี่ปีเพื่อที่จะล้างแค้นแทนน้องสาวของฉัน แต่มันก็ไม่เคยสำเร็จนี่สิ จนฉันไม่เหลือแรงกายและแรงใจให้คิดที่จะทำต่อไปอีกแล้ว ฉันปลงแล้วล่ะ กับการที่น้องสาวจากไปและไม่มีวันที่เธอจะกลับมา สู่อ้อมกอดเล็กๆ ของพี่สาวแสนดีคนนี้... เหอะ ฉันดราม่าอีกแล้วสินะ เอาเป็นว่าพวกเรากลับเข้าเรื่องกันดีกว่า

               ฉันสังเกตสีหน้าของเขาที่ก้มมองพื้นก่อนจะเชิดขึ้นมาหาฉัน นัยน์ตาสีดำสนิทแลดูหดหู่คู่นั้นกลับเปลี่ยนสภาวะเข้าสู่ปกติ เขาทำสีหน้าแบบนั้นอีกแล้ว! แม้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่ฉันได้เห็น สายตาเย็นชาแข็งกระด้างกลับทำให้พื้นที่ตรงนี้เย็นยะเยือกราวกับถูกหิมะปกคลุม

               เราทั้งสองตกอยู่ในภวังค์ความเงียบ ก่อนที่เขาจะเปิดบทสนทนาขึ้นมาต่อ

               “ได้ ฉันยอมรับข้อเสนอของเธอ...”

               น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับพูดคนเดียวกลับทำให้ฉันเหน็บหนาวเข้าไปใหญ่ อาจเป็นเพราะตอนนี้ก็ดึกมากแล้วเลยทำให้อากาศเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ

               ตอนนี้ฉันไม่ได้สนใจคำตอบเลยสักนิด แต่กลับหันมาสนใจที่เขา...ทำไมกัน ทำไมนายถึงต้องพูดด้วยน้ำเสียงแบบนั้น นายเป็นอะไรของนายกันแน่เคอเรจ ทำไมถึงไม่พูดกับฉันด้วยน้ำเสียงดูถูกเหยียดหยามเหมือนเดิม ฉันชอบที่นายเป็นแบบนั้นมากกว่านะ แม้มันจะทำร้ายจิตใจฉันมากมายขนาดไหนก็ตาม ระ หรือว่า เขาไม่ได้อยากให้ฉันจากไปอย่างนั้นเหรอ คงไม่หรอกมั้ง...เขาก็แค่ดีใจจนพูดอะไรไม่ออกก็เท่านั้นเอง นี่แค่การเดาสุ่มเอามั่วๆ

               “หา เมื่อกี้นี้นายบอกว่าอะไรนะ ฉันไม่ค่อยได้ยิน”

               “...ทำไมล่ะ เธออยากให้ฉันออกไปจากชีวิตมากขนาดนั้นเชียว”

               ฉันเองก็แสร้งถามไปอย่างนั้นทั้งๆ ที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว แต่คำพูดของเขามันกลับทำให้ฉันรู้สึกเศร้าขึ้นมาอย่างประหลาด อยากจะจากงั้นเหรอ ใช่! ฉันอยากจาก ในเมื่อนายเรียกร้องฉันก็ไม่อยากยุ่งกับนายอีกต่อไป!

               “ก็ใช่น่ะสิ ไม่งั้นฉันจะเสนอกฎข้อนี้ขึ้นมาหรือยังไง”

               “ก็ได้! ฉันจะพูดอีกครั้งแล้วจะไม่พูดซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง ฉัน-ยอม-รับ ข้อเสนอของเธอ!!

               ทำไมกัน ทำไมเขาถึงต้องพูดด้วยน้ำเสียงกระแทกแดกดันแบบนั้นด้วย

               “ก็ดีนี่ เอาเป็นว่าฉันก็ยอมรับกฎข้อที่สามเหมือนกัน :’)”

               ฉันแสร้งยิ้มออกมาพร้อมๆ กับทบทวนคำพูดของตัวเอง ฉันยอมรับมันแล้วงั้นเหรอ อะไรจะง่ายดายปานนั้นราวกับไม่ได้คิดอะไรเลย แต่ฉันก็ต้องทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้สินะ ในเมื่อเขายอมรับ ฉันก็ต้องยอมรับเหมือนกัน...

               “ฮึ เอาเป็นว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน ยังเหลืออีกสี่สิบห้าวันที่เราจะได้เจอกันอีก”

               ฉันเชื่อคำเขา นั่นสิ ยังเหลืออีกสี่สิบห้าวันที่เราจะได้เจอกันอีก ถึงตอนนั้นก็คงมากพอล่ะมั้ง บางทีฉันยังแอบสงสัยตัวเองอยู่เลยว่า...ทำไม ทำไมฉันถึงได้คิดข้อเสนอแบบนั้นออกไปได้ ทั้งที่ความเป็นจริงฉันก็ไม่ได้อยากจากกับเขาไปไหน แต่ตอนนั้นฉันตั้งสติตัวเองไว้ไม่ได้เลยพูดอะไรพล่อยๆ แบบนั้นออกไป...ไม่นะ! เธอห้ามเสียใจเด็ดขาดนะแคร์เนส สะกดจิตตัวเองไว้เหมือนทุกครั้งว่าเธอเป็นคนตั้งข้อเสนอแบบนั้นขึ้นมาเอง เธอไม่อยากเจอเขา เธอไม่อยากเจอผู้ชายคนนี้อีกต่อไป อย่าลืมซะสิ

               “ฮึ ฉันว่าเราอย่าได้เจอกันอีกเลยจะดีกว่า...”

               ฉันร้องฮึแสดงความไม่พอใจ ฉันสังเกตสีหน้าของเขาที่ดูหมองลงกว่าปกติ เขาเริ่มทำสีหน้าแบบนั้นอีกครั้งตั้งแต่ตอนที่ฉันบอกไปว่า อย่าได้เจอกันอีกเลย เหอะ
! นี้คงเป็นเล่นละครตบตาให้ฉันคิดเองไปต่างๆ นานาสินะ

               “ช่างเถอะ ยังไงซะฉันก็ไม่ได้สนเรื่องนั้นอยู่แล้ว”

               “...

               “หวังว่าเราจะได้เจอกันอีก แคร์เนส...ผู้น่ารักของฉัน J

               เขาพูดทิ้งท้ายก่อนที่จะเดินจากไป ฉันมองแผ่นหลังของเขาด้วยสีหน้าอ้ำอึ้งพูดไม่ออกกับคำพูดสุดท้ายของเขา คุณอาจคิดว่าประโยคนั้นสมบูรณ์ดีแล้วหรือแทบไม่มีอะไรให้คิดต่อ แต่สิ่งที่คุณกำลังเข้าใจอยู่นั้นมันกลับผิดคาดอย่างมหันต์! หลังจากที่เขาเอ่ยชื่อของฉันไป แคร์เนส... มันก็เป็นจังหวะเดียวกันกับการที่พลุลูกใหญ่ระเบิดขึ้นเสียงดัง และเสียงระเบิดที่ว่านั่นก็ดันกลบเสียงของเขาไปซะหมด มาได้ยินอีกทีก็เป็นประโยคที่ว่า ...ผู้น่ารักของฉัน เสียแล้ว

               ตกลงช่องว่างระหว่างประโยค เขาต้องการพูดอะไรออกมากันแน่

               แต่เขาคงไม่ได้พูดคำนั้นออกมาจริงๆ ใช่มั้ย

               คำๆ นั้น คำที่บั่นทอนความรู้สึกของฉันได้มากที่สุด...!




               1 January 2013
               00: 35 A.M. @ หน้าสวนสาธารณะฟลอร่า

               ฉันเดินออกมาจากที่นั่น สถานที่ซึ่งมีแต่ต้นไม้ใบหญ้าจนน่ารกหูรกตาเต็มไปหมด ตอนนี้ฉันยังไม่ได้คิดแผนอะไรเลยด้วยซ้ำเกี่ยวกับกฎข้อที่สามนั่นของเขา แต่ฉันคิดว่าน่าจะหา ผู้เคราะห์ร้ายในครั้งนี้ซะก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องไปพลิกแผ่นดินหาทีหลังว่าใครกันที่บริสุทธิ์ อืม คุณฟังไม่ผิดหรอก คุณสมบัติของเป้าหมายแต่ละคนก็คือ

               1. ต้องไม่เคยจูบใครมาก่อน
               2. ต้องไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับใครมาก่อน
 
               เห็นมั้ย แต่ละคุณสมบัติต้องผ่านการคัดกรองมาเป็นอย่างดี ถ้าริมฝีปากไม่บริสุทธิ์จริงก็จะไม่มีเศษเสี้ยวความรักปรากฏขึ้นให้เห็น ส่วนเรื่องหยาดน้ำตาแห่งความเศร้าก็อย่างที่ฉันเคยบอกไว้ มันจะไม่เกิดผลกับผู้ที่สูญเสียพรหมจรรย์ไปแล้วในชีวิต บอกตามตรง มนุษย์สมัยนี้หายากเป็นบ้า! คนที่จะบริสุทธิ์ทั้งกายและใจแบบนั้น...

               “เอาล่ะ เริ่มปฏิบัติการเลยดีกว่า”

               ฉันพึมพำกับตัวเองเบาๆ ขาทั้งสองที่ก้าวเอื่อยๆ กลับเร่งสปีดขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้มีสิ่งที่ฉันจะต้องสะสางให้ได้แล้วห้ามเอ้อละเหยลอยชายเด็ดขาด อีกสี่สิบห้าวันเท่านั้น สี่สิบห้าวันที่ฉันจะต้องโค่นล้มผู้ชายอย่างเขาให้ได้ เคอเรจ! เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดี ฉันจะเป็นฝ่ายชนะเพราะกฎข้อที่สามของนายนี่แหละ (เขาทำให้คนรักกันไม่ได้หรอก หึหึ...)

                จริงสิ ลืมบอกไปอีกอย่างเกี่ยวกับกฎที่พ้วงท้ายข้อที่สามมา

            ‘ระยะเวลากับหัวใจดวงสุดท้าย ต้องนำมาจากเป้าหมายคนเดียวกัน

               อธิบายให้เข้าใจก็คือ ในสี่สิบห้าวันตามระยะเวลาที่กำหนด พวกเราสองคนจะต้องมอบ ความหวัง และ ความสิ้นหวัง ให้กับผู้เคราะห์ร้ายที่ตัวเองเลือกไว้ ทำให้คนๆ นึงสมหวังในความรัก และทำให้คนๆ นั้นเจ็บปวดไปกับรักด้วยเช่นกัน จะอธิบายยังไงดีล่ะ...มันก็เหมือนกับแม่สื่อที่ทำให้คนรักกันล่ะมั้ง แต่พอรู้ว่าตัวเองรักเขาเข้าแล้วก็พยายามกีดกันทุกวิถีทาง พอจะเข้าใจบ้างมั้ยทุกคน
 
               เอ๊ะ! ที่นี่มันที่ไหนเนี่ย ฉันรีบเดินจนไม่ลืมหูลืมตาเลยหรือไง เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ แคร์เนส...ดูจากสถานที่ตรงนี้ซึ้งมีแต่ร้านค้ามากมายสงสัยจะเป็นแหล่งย่านค้าขายล่ะมั้ง แต่แปลกจังที่ทำไมเธอถึงไม่คุ้นเลยทั้งๆ ที่มาอยู่ที่นี่ตั้งหนึ่งปี วินาทีนั้นที่ฉันต้องแก้ปัญหา เลยเลือกที่จะหันหลังกลับไปแล้วเดินกลับในทางเดิม แต่แล้ว...

            โป๊กกก!

               ฉันที่กลับหลังหันอยู่พอดี ก็ชนเข้ากับสิ่งมีชีวิตที่สูงกว่าเข้าอย่างจัง!

               “โอ๊ยยย!” ฉันร้องลั่นก่อนจะเสล้มลงไปด้านหลัง เจ็บ...เจ็บเป็นบ้า ข้อเท้าของฉันต้องพังแล้วแน่ๆ

               “ยื่นมือมาสิ” ฝ่ามือเรียวหย่อนลงมาตรงหน้าของฉัน สังเกตจากน้ำเสียงและฝ่ามือบางๆ นั่น ฉันขอเดาว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้คงเป็นมนุษย์เพศหญิงไม่มีผิด       

               “ขอบคุณนะ แล้วฉันก็ต้องขอโทษด้วย” ฉันยื่นมือขึ้นไปอย่างไม่ปฏิเสธความช่วยเหลือ มองดูข้อเท้าของตัวเองซึ่งเกิดเป็นรอยม่วงช้ำจนรู้สึกเจ็บแปลบไปหมด เฮ้อ...ร่างกายของมนุษย์นี่นะช่างไม่ทนทายาดเอาซะเลย อะไรนิดอะไรหน่อยก็เจ็บเสียแล้ว ผิดกับร่างกายของกามเทพที่มีวิวัฒนาการป้องกันภายในตัว ไฮเทคกว่ามนุษย์ซะอีก

               ฉันปัดกางเกงของตัวเองที่เต็มไปด้วยเศษฝุ่นอยู่สักครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปสบตากับผู้หญิงคนนั้นแล้วรีบชักมือออกในทันที ผมยาวสลวยดัดลอนปลายสีน้ำตาลถูกรวบไว้เป็นหางม้า ผิวขาวเนียนละเอียดควบคู่กับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนดูสดใส ปากนิดจมูกหน่อยนับว่าใช้ได้ เธอจัดว่าเป็นคนสวยในแบบเอเชียเลยทีเดียว สงสัยจะเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนล่ะมั้ง เพราะว่าใบหน้าของเธอดูเด็กมาก! เด็กกว่าฉันที่อายุสิบแปดซะอีก

               “ไม่เป็นอะไรมากใช่มั้ย : )”

               “อืม ฉันไม่เป็นไรมากหรอก ต้องขอโทษด้วยที่เดินซุ่มซ่ามไปหน่อย แหะๆ”

               “อ่าหะ งั้นก็ดีแล้ว ฉันขอตัวไปก่อนแล้วกัน”

               ก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าเธอจะยิ้มให้ฉันไปทำไม นี่ฉันเป็นคนผิดไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่ด่าฉันเหมือนกับที่มนุษย์คนอื่นๆ เขาทำล่ะ จากประสบการณ์ที่ได้เจอมา ฉันเคยคิดว่ามนุษย์ทุกคนจะเป็นพวกไร้เหตุผลซะอีก

               “ต้องขอโทษอีกครั้งด้วย”

               ฉันมองแผ่นหลังของผู้หญิงคนนั้นที่เดินจากไป ไม่ได้เห็นมนุษย์ดีๆ แบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ ความคิดที่ฉันจะเอาเธอมาเป็นเหยื่อหรือผู้เคราะห์ร้ายก็ดันหายไปซะหมด เอาเป็นว่า...หาเหยื่อรายใหม่ที่หน้าโหดๆ จะดีกว่า เพราะคนประเภทนั้นถึงจะร้องไห้ฟูมฟามขนาดไหนก็ไม่มีใครเค้าเห็นใจหรอก เชื่อฉันสิ

               “เฮือก!

              ฉันสะดุ้งเฮือกทันทีที่มีแรงกดมหาศาลและฝ่ามือหนักๆ มาวางทาบไว้ที่ไหล่ คือถ้ามาวางกันดีๆ ฉันจะไม่ว่าอะไรเลยสักคำ แต่นี่มันกลับบีบซ้ำซะจนไหล่ของฉันเหน็บกินไปหมด

              ฉันหันหลังเพื่อที่จะไปสบตากับเขา มือข้างซ้ายที่บีบหัวไหล่ก็ถูกนำกลับไปไว้ที่เดิม ข้างๆ ลำตัวยาวดูสมส่วนนั่นของเขา ความคิดแรกที่ผุดขึ้น...หมอนี่เป็นใครกัน! ฉันจ้องเข้าไปในแววตาของเขาเพื่อที่จะประเมินสถานการณ์ในตอนนี้ ภายใต้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นกำลังแอบแฝงอะไรบางอย่างไว้อยู่ เห็นฉันเป็นแบบนี้แต่ก็ห้ามดูถูกกามเทพเลยเชียว! ถึงฉันจะเป็นกามเทพที่ไม่สมบูรณ์ก็เถอะ แต่ศาสตร์ด้านการมองเห็นของฉันก็ยังเข้าขั้นว่าดีไม่หยอก มีก็แต่ผู้ชายคนนั้นที่ฉันอ่านตาของเขาไม่ออกเลย...เคอเรจ ชายผู้มีดวงตาสีดำสนิทแบบฉัน

               “นายเป็นใคร! ถือวิสาสะอะไรถึงได้มาบีบไหล่ของคนอื่น”

               ตั้งสติที่หลุดออกมาได้ ก็ตวาดใส่หน้าของเขาอย่างไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น

               “เธอรู้จัก...ผู้หญิงคนเมื่อกี้นี้ใช่มั้ย”

               ผู้หญิง ผู้หญิงงั้นเหรอ เขาหมายถึงคนที่ช่วยฉันไว้รึเปล่านะ

               “ฉันไม่รู้ว่านายหมายถึงใคร อธิบายให้มัน...เฮ้ยยย!!

               ฉับพลัน! ผู้ชายร่างสูงตรงหน้าก็เดินเข้ามาประชิดตัวฉันจนแทบจะรวมร่างกันอยู่แล้ว บอกตามตรงว่าเร็วมาก! เร็วซะจนจับจังหวะไม่ทันว่าเขาเข้ามาถึงตัวฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่เข้ามาในร่างกายกับกลิ่นน้ำหอมในแบบผู้ชายที่เย้ายวนชวนเตะจมูกนั่นของฉัน

               “ปล่อยนะ”

               ฉันสะบัดมือเขาออกก่อนจะลอบกลืนน้ำลายลงคอ ให้ตายเถอะ หมอนี่จะน่ารักไปไหนกัน! ใบหน้าขาวเนียนล้อมกรอบด้วยเส้นผมสีน้ำตาล แม้จะดูยุ่งเหยิงราวกับราชสีห์ แต่มันก็ทำให้เขาดูดีใช่เล่นต่างจากผู้ชายบางคนที่ฉันเคยเห็น ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่านะ แต่เขาออกจะเบี่ยงไปทางน่ารักมากกว่าหล่อซะล่ะมั้ง

               “เธอไม่รู้จัก...จริงๆ เหรอ” เขายักคิ้วบอกเป็นเชิงว่าไม่เชื่อ ก็ในเมื่อไม่บอกว่าเป็นใครแล้วฉันจะไปรู้หรือยังไงหา!

               “ฉันไม่รู้ว่านายหมายถึงใคร อธิบายให้มันละเอียดหน่อยได้มั้ย”

               “ก็ผู้หญิงคนนั้นไง! ผู้หญิงที่ช่วยพยุงเธอให้ลุกขึ้น”

              เขาปล่อยเสียงให้สูงขึ้น มือไม้ขยับไปตามสีหน้าพยายามอธิบายให้ฉันเข้าใจ เป็นผู้หญิงคนนั้นจริงๆ ด้วยสินะ เธอที่ช่วยฉันไว้เมื่อกี้นี้ แล้วทำไมหมอนี่ถึงต้องออกอาการหน้าแดงแบบนั้นด้วย อ๋อ คงเป็นเป็นเพราะเขา...

               “กำลังตามจีบเธออยู่งั้นสิ”

               “!!!

               เขาอึ้งในขณะที่ฉันกำลังยิ้มใส่ อาการแบบนั้นทำไมฉันจะไม่รู้ ตกหลุมรักผู้หญิงคนนั้นเข้าแล้วล่ะสิ หมอนี่...

               น่าดีใจชะมัด แค่วันแรกก็มีเหยื่อเดินมาให้ต้มถึงที่ ดูจากลักษณะของผู้ชายคนนี้คงกำลังตามจีบเธออยู่แน่ๆ และถ้าฉันรู้แบบนี้ซะตั้งแต่ทีแรก จะได้ถามชื่อของเธอไว้ก่อนก็ยังดี (ขี้เกียจหาสรรพนามอื่นมาใช้)

               แต่เอาเถอะ! ในเมื่อผู้ชายคนนี้กำลังตามจีบเธออยู่ก็คงมีโอกาสได้เจอกับเธออีกล่ะนะ เขาคงไม่ปล่อยให้ผู้หญิงดีๆ แบบนั้นหลุดพ้นเงื้อมมือออกไปได้แน่ นอกเสียจากว่าเขาจะเป็นคนที่ตัดใจอะไรง่ายๆ น่ะนะ

               “นี่! เธออย่ามาเปลี่ยนเรื่องสิ! ฉันถามว่ารู้จักผู้หญิงคนนั้นมั้ย ถ้าใช่ก็บอกมา” เขาเมินคำถามของฉันสินะ แต่ช่างเถอะ ยังไงคนอย่างฉันก็ดูออกอยู่ดี

               “อืม...ก็ไม่เชิงกับรู้จักหรอก แต่เธอช่วยฉันไว้แล้วเดินไปข้างหน้านู้น...” ฉันชี้ไปข้างหลังซึ่งเป็นทางที่ผู้หญิงคนนั้นเดินไป หมอนี่ก็หันมายิ้มให้ก่อนจะมองไปตามนิ้วชี้ประกาศิตของฉัน 

               “งั้นเหรอ...” เขางึมงำกับตัวเองก่อนจะก้มหน้าลงมาสบตากับฉัน เซ็งจิต
! ถ้าฉันจะเตี้ยขนาดนี้...

               “ถ้าชอบเธอก็ลองตามไปดูสิ : )”

               ฉันมองหน้าเขาก่อนจะยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก ใจจริงอยากจะยิ้มกว้างๆ แต่คงต้องเก็บมันไว้ในใจก่อน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาดีใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้สักเท่าไหร่ คนเราต้องรอบคอบให้มากๆ คิดหน้าคิดหลังให้ดีๆ ไม่งั้นอาจจะพลาดท่าเสียทีเหมือนฉันเมื่อก่อนก็เป็นได้

               “อืม ขอบใจเธอมากนะที่บอก”

               “นะ นาย...”

               ฉันรั้งเขาไว้ด้วยคำพูดที่สั่นเครือ ตอนแรกกะจะบอกอะไรสักอย่างเพื่อที่จะช่วยให้เขาสมหวังในความรัก แต่จู่ๆ ก็มีเรื่องกฎบ้าๆ นั่นแล่นผ่านเข้ามาในหัว มันกำลังตอกย้ำฉันว่า...ถ้าจะทำให้ผู้ชายคนนี้สมหวัง ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม ว่าจะต้องทำให้เขาผิดหวังและร้องไห้ไปกับความรักด้วยเช่นกัน!

               ฉันมองเขาที่หยุดนิ่ง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นกำลังมองมาที่ฉันอย่างสงสัย ไม่ ฉันทำแบบนั้นไม่ได้จริงๆ แค่คิดว่าจะต้องทำให้คนร้องไห้โดยที่ไม่มีความผิดอะไรแล้ว แบบนั้นมันก็แย่พอที่จะทำให้ฉันรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต! แถมผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้มีท่าทีที่เลวร้ายอะไรด้วย เขาก็แค่บังเอิญเดินเข้ามาแล้วถามว่ารู้จักผู้หญิงคนนั้นบ้างหรือเปล่า ก็เท่านั้นเอง...

            ‘หวังว่าเราจะได้เจอกันอีก แคร์เนส...ผู้น่ารักของผม

               ฮึก! ประโยคนั้นลอยขึ้นมาให้หัวอีกแล้ว มันเป็นประโยคที่เคอเรจได้พูดทิ้งท้ายไว้ก่อนที่เขาจะเดินจากไป ช่วงที่เสียงพลุดังสนั่นมันทำให้ฉันคิดถึงคำพูดที่ขาดหาย ช่องว่างระหว่างประโยคแท้ที่จริงมันคืออะไรกันแน่ แต่ฉันภาวนาว่าอย่าให้เป็นแบบนั้น...ขอแค่คำนั้น คำนั้นคำเดียว คำที่ฉันไม่อยากได้ยินอีกต่อไป

               “เธอมีอะไรกับฉันงั้นเหรอ”

               “เอ่อ...คือ...”

             
 ฉันไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกลับไป ความคิดในตอนแรกมันกลับเลือนรางไปหมด จะปล่อยให้เรื่องมันจบแบบนี้ดีไหมนะ ฉันถามขึ้นกับตัวเอง...แต่ผู้ชายคนนี้เขาเป็นเหยื่อของฉันนี่! เขาเดินเข้ามาหาฉันในตอนที่กำลังต้องการใครสักคน จะว่าอะไรฉันมั้ย ถ้าเกิดจะใช้หมอนี่เป็นเครื่องมือเพื่อที่จะทำให้เกมจบไปเร็วๆ เอาเถอะ...ถึงทุกคนจะด่าจะว่าฉันยังไง ฉัน-ก็-จะ-ทำ!! เพื่อผลประโยชน์ต่อตัวฉันแล้ว ยอมรับชะตากรรมตัวเองหน่อยแล้วกัน

               ฉันเริ่มเปลี่ยนความคิดและมุมมองดูใหม่ ถ้าทำให้เกมๆ นี้จบๆ ไป เคอเรจจะได้เลิกยุ่งกับฉันเสียที แล้วถ้าฉันตัดขาดไปจากเขา คำๆ นั้นก็จะไม่ถูกพูดหรือรื้อฟื้นขึ้นมาอีก ฉันไม่อยากจะนึกถึงมันเลย คำที่บั่นทอนความรู้สึกของฉันได้มากที่สุด และอาจทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเรากลับไปเป็นเหมือนเดิมอย่างแต่ก่อนก็ได้ ซึ่งฉัน...ไม่ต้องการแบบนั้น!

               ฉันจะต้องหาวิธีการอะไรสักอย่างเพื่อที่จะช่วยให้ผู้ชายคนนี้สมหวัง แล้วก็ค่อยๆ เก็บเศษเสี้ยวความรักและหยาดน้ำตาแห่งความเศร้ามาให้เร็วที่สุด จากนั้น ก็คงต้องปล่อยไปตามยถากรรมที่ตัวเองสร้างขึ้นล่ะนะ 

               เอาเป็นว่า...ตกลงเป็นเขานี่แหละ เหยื่อรายสุดท้ายของฉัน!

               “นาย!

               “...”

               “
ฉันช่วยให้นายสมหวังในความรักได้นะ




To be continued







                     


UP: 10/05/12
Little Garden

TALK ::

  ตอนที่สองอัพแล้วหลังจากที่รีไรท์หาคำผิดนานมากกกก!
  ตอนนี้ค่อนข้างยาวกว่าตอนที่หนึ่งนิดนึง ประมาณเจ็ดหน้า Word นะครับ
  ตอนนี้มันจะน่าเบื่อไปไหมเนี่ย มีคนบอกว่านิยายนี้ดูค่อนข้างดราม่าและบรรยายเยอะ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ! เพียงแต่นิยายเรื่องนี้มันปม
        เยอะไปหน่อยเลยต้องอธิบายอะไรให้มันละเอียดนิดนึง (ตามจริงปมก็ไม่เยอะหรอก แต่ซับซ้อนและสับสนล่ะมั้ง)
  ท้ายสุดนี้ ยังคงฝากนิยายเรื่องนี้อยู่เหมือนเดิมครับ : )

        



70 ความคิดเห็น

  1. #69 sarunoth (@sarunoth) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กันยายน 2555 / 10:57
    อย่ามัวแต่วาดรูปเพลินนะ มาอัพต่อด้วยยยย มันค้างรู้มั้ยคุณดิ่ง!!
    #69
    0
  2. #65 มายท์มิ้ม (@mimkub) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2555 / 12:36
    มา-อ่าน-แล้ว-นะ-พี่ดิ่ง 555
    แบบว่าแอบอ่านข้ามๆ ไปหน่อย ขออภัยด้วย เพราะ ถ้าอ่านเยอะๆ เดี๋ยวมิ้มจะงง
    แบบว่าเนื้อเรื่องเริ่มเข้นข้นแล้ว กรี๊ดด+ >__
    #65
    0
  3. #62 Theletterofdevil (@theletterofdevil) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2555 / 20:58
     โอ้... สนุกมากกกก เออ ลืมเเนะนำตัว หนูเอง ซันคุงน้องรักของพี่น่ะ ฮ่าๆๆ
    น่าติดตามที่สุด นี่ๆ หนูชอบตานั่นมากอ่ะ คนที่น่ารักๆ ไง ฮ่าๆๆ (ชอบง่ายมากก)
    น่าติดตามอีกตามเคย ภาษาที่ใช้ดูสวยหรู  เนื้อเรื่องก็ปะติดปะต่อกันดี เเถมยังอธิบายได้ละเอียดดีด้วย
    ชอบมากอ่า เรื่องนี้  ดีมากค่ะที่เเก้คำผิดให้ถูก ><
    เป็นกำลังใจให้ต่อไปค่ะ ไปเเปะไว้ที่ไทม์ไลน์หนูได้เช่นเคย  ขออภัยในความล่าช้านะคะที่กว่าจะอ่านเรื่องนี้
    ขอโทษเจงๆ TOT 
    สู้ๆ ค่า
    #62
    0
  4. #59 DarkPhoenix (@pear1310) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 / 13:51
    อ่านจนจบตอนเรียบร้อย ตรงประโยคสุดท้าย

    ฉันช่วยให้ความรักสมหวังให้เอาไหม

    มันใช้  ให้  สองที่แล้วอ่านขัดๆ แปลกๆ

    อาจแก้เป็น   ฉันช่วยนายให้สมหวังในความรักได้นะเอาไหม



    ตอนนี้รู้สึกได้เลยเหมือนเคอเรจจะยังรักแคร์จังอยู่นะเนี่ย =w= 
    #59
    0
  5. #58 ฮานาโซระ (@barbie-princess) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 / 13:45
    ในที่สุดก็อัพแล้ว >_<
    #58
    0