Black or White สวมหัวใจหันหน้าเข้าหากัน

ตอนที่ 2 : Black or White || 1 || โลกกลม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 87
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    8 ก.ค. 58



1

โลกกลม

 

 

          “ฮัลโหลครับ สวัสดีครับคุณอธิป...อีกไม่น่าเกินยี่สิบนาทีก็คงจะถึงแล้วล่ะครับ ครับ คุณเตรียมแบบแปลนรอไว้ได้เลย...โอเคครับ...ครับ สวัสดีครับ”

          “ทำไมพ่อไม่บอกลุงอธิปไปล่ะว่ายังไงก็ไปไม่ทัน นี่มันสิบโมงกว่าแล้วนะพ่อ! เลื่อนเวลาไปหน่อยก็ได้มั้ง”

          ไม่ทันที่ไกรวิชญ์จะวางสายสนิทดี กวี ลูกชายคนเล็กที่นั่งอยู่บนเบาะข้างกายก็พูดดักทางขึ้นมาเสียก่อน เป็นเหตุให้คนเป็นพ่อต้องหันมาขึ้นเสียงใส่และอธิบายโครงการใหม่อย่างยืดยาว

          “ถ้าไม่ช่วยก็หุบปากแย่ๆ ของแกไปเลยวี! พ่อบอกแกแล้วใช่มั้ยว่าโปรเจคบ้านพักตากอากาศที่เมืองกาญฯ มันใหญ่มาก พ่อลงทุนลงแรงไปตั้งเท่าไหร่ทำไมไม่รู้จักจำ แล้วแบบนี้จะขึ้นมาบริหารแทนพ่อได้ยังไง”

          คนโดนดุเม้มปาก รู้สึกเสียอารมณ์ที่ต้องมาถูกตำหนิ ทั้งที่ตัวเองก็พูดด้วยความหวังดีแท้ๆ

          พ่อของเขาก็เป็นคนแบบนี้นี่แหละ เป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว หากดูภายนอก ไกรวิชญ์จะเป็นชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่และใจดี เขาเป็นนักธุรกิจพันล้านเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ จึงไม่แปลกที่ใครต่อใครต่างก็ยำเกรงและยกให้เขาเป็นบุคคลที่น่าจับตามองคนหนึ่ง...เว้นแต่ลูกชายคนเล็กของเขาเท่านั้น ที่ดูจะไม่ลงรอยกับผู้เป็นพ่อเสียเท่าไหร่ ชายหนุ่มรู้ดีว่าแท้ที่จริงแล้ว ไกรวิชญ์เป็นคนปากร้าย ขี้หงุดหงิด ที่ให้สัมภาษณ์สื่อไปทั้งหมดก็เป็นแค่หน้ากากใบหนึ่งเท่านั้น

          กวีในชุดสูทสีเข้มเหม่อมองออกไปยังนอกกระจกรถ Benz e250 สีดำอย่างเหม่อลอย หยาดน้ำฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายตั้งแต่เช้าแล้ว ส่งผลให้ท้องถนนที่เคยคับคั่งกลายเป็นอัมพาตไปชั่วขณะ เสียงบีบแตรจากรถคันหลังๆ เริ่มดังมาเป็นระยะ เขาเหลือบมองไปทางบิดาที่ชักสีหน้าไม่พอใจแล้วก็นึกขำ

          อันที่จริงชายหนุ่มรู้ดี ว่าโปรเจคที่ว่านี้มันสำคัญกับไกรวิชญ์ขนาดไหน แต่ในเมื่อรถมาติดเป็นลานจอดแบบนี้แล้ว ต่อให้เทวดาทั้งชั้นฟ้ามาร่ายมนตร์ ก็คงช่วยให้เหล่ารถยนต์ขยับไปไหนไม่ได้อยู่ดี...คงไม่มีใครคิดหรอกว่าในหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงทะลุสามสิบห้าองศาแบบนี้ จะมีฝนหลงฤดูพัดเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย   

          กวีเบนสายตาไปมองท้องฟ้าที่กำลังร้องไห้...แต่ภายในใจของเขากลับร้องไห้หนักยิ่งกว่า

          เขาถูกบิดาบังคับให้นั่งรถไปดูงานร่วมกับท่านด้วย โดยที่กวีไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธหรือเรียกร้องสิทธิและความฝันของตัวเองเลยสักนิด ชายหนุ่มถูกวางกรอบแบบนี้ไว้ตั้งแต่ตอนที่พี่ชายของเขาหนีออกจากบ้านไปเมื่อสี่ปี่ก่อน ทิ้งไว้เพียงภาระที่น้องชายอย่างเขาต้องเป็นคนสานต่อ...

          ...ความฝันของพ่อตัวเอง

          ในขณะเดียวกัน ไกรวิชญ์เองก็ลอบถอนหายใจ เขาใฝ่ฝันอยากจะให้ กังวานลูกชายคนโตเป็นผู้สานต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พันล้านของตน แต่ในเมื่อลูกชายไม่รักดีหนีออกจากบ้านไปแบบนั้น เขาก็พร้อมจะยกธุรกิจที่เขาปั้นมาเองกับมือให้กับลูกชายคนเล็กที่หัวอ่อนกว่า แต่ดูท่าแล้วกวีจะไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพยายามมอบให้เลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่ลูกชายคนเล็กของเขาอยากเป็น คือการเดินไปบนเส้นทางสาย นักร้อง นักดนตรี ที่ผู้เป็นพ่ออย่างเขาไม่สนับสนุนเท่าไหร่นัก

          ไกรวิชญ์มั่นใจว่าสิ่งที่เขาเลือกให้ลูกคือสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ แต่กลับไม่มีลูกคนไหนเข้าใจเขาเลย ไม่ว่าจะเป็นคนเล็กหรือคนโต

          “แกมองอะไรน่ะวี” หลังจากที่เห็นลูกชายเหม่อลอยมาได้พักหนึ่ง คนเป็นพ่อจึงเกิดอาการสงสัย

          “ก็มองไปเรื่อยอ่ะพ่อ น่าเบื่อจะตายชัก”

          ชายหนุ่มตอบตามตรง ไม่มีอะไรน่ามองไปมากกว่านี้แล้วหรือไง...กวีนึกถาม

          เขาระบายลมหายใจอ่อนๆ ออกมาอย่างเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นอยู่ ก่อนที่สายตาคู่คมจะไปหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางของนักศึกษาสาวคนหนึ่ง ซึ่งอายุอานามก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเขาหรือไม่ก็อ่อนกว่า เธอยืนหลบฝนอยู่บนฟุตบาทบริเวณป้ายรถประจำทางที่ห่างออกไปไม่กี่เมตร หญิงสาวมีผิวที่ขาวใสราวกับไข่มุก ใบหน้าเรียวสวยราวกับตุ๊กตา เรือนผมหยักศกสีน้ำตาลถูกมัดรวบไว้เป็นหางม้า กระทั่งใบหน้าที่อ่อนหวานปานน้ำผึ้งนั่น ก็ทำให้กวีรู้สึกว่าเธอพิเศษขึ้นมาจับใจ

          ความรู้สึกของเขาในตอนนี้คงยากเกินกว่าจะอธิบายได้ ชายหนุ่มไม่ใช่ผู้ชายเพลย์บอยเหมือนอย่างที่ใครๆ กล่าวหา แม้ว่าเขาจะป๊อปปูล่าในหมู่สาวๆ มากก็ตาม แต่กวีก็ยังไม่ได้หลงรักปักใจกับใครเลยสักคน จนได้มาพบกับหญิงสาวผู้เป็นเสมือนเทพธิดาตัวน้อยๆ คนนี้เข้า กวีกล้าพูดว่าเขารู้สึกพิเศษกับเธอ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ ความรู้สึกเหมือนอยากปกป้องร่างเล็กๆ นั่นให้พ้นจากภยันอันตรายทั้งปวง

          ชายหนุ่มลอบมองเธอจากทางด้านหลัง เขาแอบพินิจสาวน้อยคนนั้นอยู่อย่างเงียบๆ โดยที่สายฝนไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเขาเท่าไหร่นัก

          จนกระทั่งมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งดูท่าทางน่าสงสัยเดินเข้าไปใกล้กับเธอ ทำให้กวีที่จับตามองสาวน้อยอยู่ถึงกับเพ่งดูเด็กหนุ่มคนนั้นไปด้วย...

          สุดท้ายแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น! เมื่อเด็กหนุ่มน่าสงสัยคนนั้นกระชากกระเป๋าสะพายใบสวยของร่างบางแล้วรีบวิ่งหนีไป

          “โอ๊ย...เดี๋ยว เอากระเป๋าของพี่คืนมานะ!!

          เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้น พร้อมๆ กับร่างบางที่ถูกผลักจนเซล้มลงกับพื้น

          กวีไม่รอช้า เขาเปิดประตูรถลงมากลางถนนแล้วรีบวิ่งตามโจรเด็กนั้นไป ไม่สนว่าบิดาของเขาจะร้องห้ามแค่ไหนด้วยซ้ำ ชายหนุ่มใช้ช่วงขาที่ยาวกว่าวิ่งฝ่าสายฝนออกไปอย่างคล่องแคล่ว จนโจรวิ่งราวที่หันหลังกลับมาถึงกับร้องผวาด้วยความกลัว กวีแค่นยิ้ม ที่แท้ก็เป็นแค่โจรกระจอกธรรมดานี่เอง

          “ยะ อย่าตามมานะโว้ย! อยากตายหรือไง!!

          โจรเด็กทำปากกล้า ทว่าเสียงสั่น จนกวีที่ใช้ช่องว่างตอนที่มันกลัวอยู่นั้น จับโจรกระจอกตรงหน้าได้อย่างง่ายดาย

          “ปล่อยนะโว้ย...บอกว่าให้ปล่อยไง โอ๊ยๆ! ยอมแล้วๆ” คนถูกจับครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด เมื่อข้อมือที่มีเพียงหนังหุ้มกระดูกถูกตำรวจจำเป็นอย่างชายในชุดสูทบีบรัด จนต้องยอมปล่อยของที่เพิ่งขโมยมาได้นั้นกลับคืน

          กวีหยิบกระเป๋าสะพายสีขาวที่หลุดออกจากมืออันผอมแห้ง เขาใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งล็อคแขนของคนร้ายไว้ทางด้านหลัง ก่อนจะใช้ฝ่ามืออีกข้างจับศีรษะของคนร้ายแล้วยึดกับพื้นถนนไว้อย่างมั่นคง โจรเด็กทำได้เพียงนอนดิ้นอย่างสุดแรง แต่เมื่อรู้ว่าไม่อาจสู้คนตัวใหญ่ได้ จึงเปลี่ยนเป็นขอร้องอ้อนวอน

          “ปล่อยผมเถอะครับพี่...ผมไม่ได้ตั้งใจ...ผมไม่มีทางเลือก”

          “แกบอกว่าไม่มีทางเลือกเนี้ยนะ? อาชีพดีๆ ก็มีเยอะแยะป่ะวะ ทำไมไม่รู้จักทำ! นี่ยังเด็กอยู่เลยนะเว้ยยังทำตัวแบบนี้ ไม่สงสารพ่อแม่หรือไงวะ” ชายหนุ่มกระแทกเสียง จนโจรเด็กที่ดูแล้วอายุคงแค่สิบหก-สิบเจ็ดถึงกับไม่กล้าหันหลังมาสบตา “หรือว่าพ่อกับแม่แกก็เป็นโจรเหมือนกัน งั้นลูกโจรอย่างแกต้องลองไปกินข้าวแดงในคุกหน่อยแล้วมั้ง มานี่เลย...พี่จะพาไปส่งตำรวจ!

          “ไม่เอานะครับพี่ ผมขอล่ะ...นะๆ เอากระเป๋าคืนไปเลยก็ได้ ผมไม่เอาแล้ว แต่อย่าแจ้งตำรวจเลยนะครับพี่ ผมกราบ”

          ชายหนุ่มไม่ฟัง เขาเชื่อว่าคนทำผิดสมควรที่จะได้รับโทษตามกฎหมาย แม้ว่าโจรกระจอกนี่จะยังเด็กก็ไม่ควรวางใจ เพราะถึงอย่างไรเมื่อเด็กคนนี้โตขึ้น ก็ไม่มีหลักประกันว่าเขาจะไม่กลับมาวิ่งราวอีกอยู่ดี

          “ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ น้องเขาคงไม่มีทางเลือกจริงๆ”

          เป็นหญิงสาวเจ้าของกระเป๋าที่ออกมาพูดด้วยความเห็นใจ กวีหันหลังกลับไป ก็พบว่าเธออยู่ในสภาพที่เปียกโชกเพราะวิ่งตากฝนตามมา เขามองแผลถลอกบนหัวเข่าของเธอด้วยความรู้สึกที่อยากซัดหน้าโจรกระจอกแรงๆ แต่ใบหน้าของเทพธิดาตัวน้อยก็ยังเปื้อนยิ้ม ไม่แสดงความรู้สึกเจ็บออกมาเลย

          “แต่ถ้าผมปล่อยเด็กนี่ไป มันอาจทำแบบนี้กับคนอื่นอีกนะครับ”

          “อืม...ถ้างั้นฉันขอคุยกับน้องเขาหน่อยนะคะ” หญิงสาวอนุญาตตัวเองโดยไม่รอฟังคำตอบ เธอเดินลงไปนั่งยองๆ ตรงพื้นที่เฉอะแฉะด้านหน้าหัวขโมยเด็กคนนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับชายหนุ่มที่กำลังจับศีรษะของคู่สนทนาของเธอด้วยแววตาขอร้องว่า...

          ปล่อยมือออกจากตัวเขาเถอะค่ะ ฉันขอร้อง

          ในจังหวะนั้น กวีรู้สึกราวกับถูกสั่ง เขาค่อยๆ ถอนมือออกจากการจับกุมผู้ร้ายอย่างงงๆ ทำได้เพียงมองการสนทนาระหว่างเทพธิดากับโจรกระจอกอยู่นิ่งๆ ท่ามกลางเม็ดฝนที่โปรยปราย

          “น้องรู้ตัวใช่มั้ยว่าทำอะไรลงไป”

          โจรเด็กมองหน้าคนพูดอย่างสลด สำนึก ไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อนเอ่ยคำตอบออกมา

          บางทีเขาอาจมีปมในใจก็ได้ ถึงทำให้ต้องมาเป็นหัวขโมยแบบนี้...หญิงสาวมองโลกในแง่ดี

          “งั้นน้องสัญญากับพี่ได้มั้ยว่าวันหลังจะไม่ทำแบบนี้อีก”

          “ดะ ได้ครับพี่...ผมสัญญา ผมจะไม่เป็นขโมยอีกแล้ว ฮึก...ปล่อยผมไปเถอะนะ...” โจรเด็กบอกน้ำตานองหน้า เธอจับอารมณ์ความกลัวได้จากน้ำเสียงสั่นนั้น

          หญิงสาวไม่ใช่คนใจร้าย เธอเชื่อว่าเด็กคนนี้ต้องมีเบื้องลึก เบื้องหลัง หรือเหตุผลอะไรบางอย่างที่ทำให้ต้องจำใจกลายมาเป็นโจรวิ่งราวทั้งที่ไม่อยากจะเป็น เธอเชื่อว่าเด็กที่เพิ่งจะฉกกระเป๋าเธอไปเมื่อสักครู่นี้ อย่างมากก็เป็นแค่โจรมือใหม่ ยังไม่สายถ้าหากได้รับการปลูกฝังที่ดี เพราะเขายังเป็นแค่กิ่งไม้อ่อนๆ อยู่เลย

          แต่ชายหนุ่มในชุดสูทไม่ได้คิดแบบนั้น ดวงตาคู่คมมองการกระทำของหญิงสาวแล้วคิดว่าเธอบริสุทธิ์เกินไป โลกนี้มันกว้างใหญ่นัก ขนาดคนธรรมดายังสวมหน้ากากเข้าหากัน แล้วโจรผู้ร้ายที่อาศัยเหลี่ยมโจรอย่างเชี่ยวชาญ จะเล่นละครตบตาคนมันจะแปลกอะไร

          “พี่ปล่อยน้องก็ได้ แต่วันหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะรู้มั้ย...อ่ะนี่ พี่ให้เงินไปกินขนมนะ” หญิงสาวใจกล้า คว้าเงินในกระเป๋าลับที่แอบเย็บติดกระโปรงนักศึกษามาให้กับโจรเด็ก “อ้ะ พี่ให้ห้าร้อย คนใจดีแบบพี่มันมีอยู่น้อยแล้วนะ เอาเงินไปซื้อข้าวกับขนมกินแล้วอย่ากลับมาเป็นขโมยอีก โอเค้?”

          โจรเด็กพยักหน้าเข้าใจ เขาลุกขึ้นไหว้ขอบคุณ ก่อนจะหยิบธนบัตรสีม่วงที่เปียกน้ำมากำไว้ในมือแล้ววิ่งหนีไปจนลับตา ร่างบางหัวเราะในท่าทางนั้น แต่อารมณ์ก็พลันสะดุดลง เมื่อชายหนุ่มสุดหล่อในชุดสูทเปียกฝนมองเธอราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

          แน่ละ...เรื่องราวของเทพธิดากลางสายฝนกับโจรเด็กผู้โชคดี ขืนเขาเอาไปเล่าให้ใครฟัง คงตลกไปสิบปีแน่ๆ

          ...ภาพตอนที่เธอเพิ่งจะปล่อยโจรเด็กคนนั้นไปต่อหน้าต่อตา แถมยังให้สินรางวัลเป็นเงินสดห้าร้อยบาทกับการทำเลวในครั้งนั้น...ฟังดูแล้วเขาเองก็ไม่อยากจะ....

          ...ไม่อยากจะเชื่อเลย ให้ตายสิ!

          “เอ่อ...คุณโอเคใช่มั้ยคะ?” ร่างบางถามออกมาอย่างเป็นห่วง มองคนเปียกฝนตรงหน้าอย่างรู้สึกขอบคุณ

          “อ๋อ อื้มๆ ผมโอเคครับ คุณนั่นแหละโอเคเปล่า ผมเห็นเข่าคุณถลอกด้วย...อ้อ นี่ครับกระเป๋า”

          ชายหนุ่มยื่นกระเป๋าสะพายสีขาวให้กับเธอด้วยมือไม้ที่สั่นเพราะความอาย เทพธิดาของเขาจะรู้ทันไหมนะ ว่าเขาสังเกตเธอทุกท่วงท่าและอิริยาบถแบบนี้

          ร่างบางรับกระเป๋าของตัวเองกลับมาด้วยความรู้สึกที่ดีอย่างบอกไม่ถูก สิ่งที่เธอเห็นในมือของตัวเองไม่เพียงแต่เป็นกระเป๋าสะพายใบหนึ่งเท่านั้น แต่มันกลับมีไมตรีที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ถูกหยิบยื่นมาให้เธออีกด้วย

          “ขอบคุณนะคะที่นำมาคืนให้ ส่วนเรื่องแผล...ฉันว่ามันก็ไม่ได้เจ็บอะไรขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่แผลถลอกเอง สบายใจได้” หญิงสาวอมยิ้มพร้อมก้มลงมองแผลตัวเอง “อ้อ...แล้วก็ที่ฉันถามว่าคุณโอเคมั้ย ฉันหมายถึงว่าคุณน่ะโอเคหรือเปล่าที่ฉันปล่อยน้องเขาไปแบบนั้น คุณไม่ได้ติดใจอะไรใช่ไหมคะ?”

          กวีอยากตอบว่าติด เขายังยืนยันคำเดิมว่าเธออ่อนต่อโลกเกินไป ไม่มีใครรู้ว่าหัวขโมยเด็กคนนั้นจะนำเงินที่ได้มาฟรีๆ ไปใช้ทำอะไรไม่ดีหรือเปล่า บางทีเงินที่เธอให้นั้นนั้นอาจหมดไปกับการซื้อบุหรี่ เล่นยา หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เด็กซึ่งได้ชื่อว่าเป็น หัวขโมยอย่างเขาจะทำได้

          แต่ก็เท่านั้นแหละ...

          ในเมื่อเทพธิดาของเขาได้ลงมาโปรดสัตว์โลกแล้ว ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลยไป

          “ก็ไม่นะครับ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผมอยู่แล้ว คุณนั่นแหละดูแลตัวเองดีๆ หน่อย ยิ่งตัวเล็กๆ สวยๆ แบบนี้...ยิ่งต้องระวัง”

          ราวกับหัวใจกำลังสั่นคลอน...เธอจับความรู้สึกเป็นห่วงได้จากประโยคเมื่อสักครู่นี้ แม้ว่ามันอาจฟังดูห้วนไปสักหน่อย แต่ความรู้สึกเป็นห่วงของเขาก็พิเศษเกินกว่าที่เธอจะทำเป็นไม่รู้สึก

          คิดได้ดังนั้นใบหน้าของเธอก็เริ่มแดงก่ำ หญิงสาวรู้สึกดีขึ้นมาอย่างที่ตัวเองก็บอกไม่ถูกเลย

          ทั้งที่ใครหลายๆ คนต่างก็ชมว่าเธอ สวยด้วยกันทั้งนั้น แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกพิเศษจนเธอมาได้ยินเองจากปากของเขา...

          ...ชายแปลกหน้าที่เธอเองยังไม่รู้จัก

          หญิงสาวไม่อยากเชื่อด้วยซ้ำว่าหัวใจดวงน้อยๆ ที่คอยเก็บรักษามานานแรมปี จะหวั่นไหวให้กับผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ ที่พูดกันเพียงไม่กี่ประโยค

          “ยังไงก็ขอบคุณคุณอีกครั้งนะคะ ไว้ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ เดี๋ยวฉันพาไปเลี้ยงข้าวอร่อยๆ ตอบแทนเอง”

          “งั้นเลี้ยงตอนนี้เลยได้มั้ยครับ ผมหิวพอดีเลย~” กวีไม่ปฏิเสธ แถมยังดีใจจนออกนอกหน้าเสียด้วยซ้ำ “แต่ก่อนอื่น ผมว่าเราควรหาที่หลบฝนกันก่อนนะครับ ไม่งั้นเป็นหวัดแน่ๆ”

          นั่นสินะ...ดันลืมไปเลยว่าฝนตก...

          หญิงสาวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ากำลังยืนคุยอยู่กับชายแปลกหน้า ท่ามกลางหยาดฝนที่โปรยปราย หรือเป็นเพราะความอบอุ่นจากตัวของเขากันนะ ที่ทำให้เธอลืมความหนาวเหน็บซึ่งโอบล้อมเธออยู่ในตอนนี้ไปเสียหมด ร่างบางก้มมองร่างกายที่เปียกโชกสลับกับเมฆฝนอย่างไม่ยี่หระ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจควานหาอะไรบางอย่างในกระเป๋าที่เพิ่งได้รับกลับมาแทน

          “เอ่อนี่ ฉันมีร่มด้วยนะคะ มันน่าจะช่วยกันฝนได้บ้าง...มั้ง”

          “ฮ่ะๆๆ เปียกขนาดนี้แล้ว ผมว่าเรารีบเดินไปหลบฝนที่ห้างนั่นดีกว่าครับ เสียเวลาเปล่าๆ”

          คนตัวใหญ่หัวเราะในความน่ารักของหญิงสาว เขาถอดเสื้อสูทสีเข้มมาคลุมให้กับเธอที่เนื้อตัวเปียกปอนอย่างเป็นห่วง หวังเพียงว่ามันจะสามารถปกปิดเนื้อนวลเนียนที่แนบติดกับชุดนักศึกษาบางๆ นั่นได้ ไม่ให้อะไรต่อมิอะไรถูกเปิดเผยออกมามากกว่านี้

          “คลุมไว้ แล้วไปหาอะไรกินกัน” 

          ร่างบางนึกขอบคุณกับความปรารถนาดีที่เขามอบให้ เธอเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรให้หายเคอะเขิน จึงกล่าวออกมาเพียงคำขอบคุณสั้นๆ เท่านั้น

          ชายหนุ่มถือวิสาสะจูงมือเธอให้เดินตามเขาไป...ถึงหญิงสาวจะอาสาเป็นคนเลี้ยงข้าวเขาเอง แต่สุภาพบุรุษอย่างเขาเคยปล่อยให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายเลี้ยงข้าวเสียที่ไหน

          กวีกำฝ่ามือเรียวบางของเธอไว้อย่างมั่นคง ก่อนจะพาหญิงสาวเดินฝ่าสายฝนที่เริ่มซาเข้าไปในตึกของห้างสรรพสินค้า ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่พวกเขายืนอยู่เท่าไหร่นัก

           “อ่า ผมลืมถามคุณไปเลย...”

          “คะ?” หญิงสาวทำหน้าตาสงสัย

          “คุณชื่ออะไรอ่ะครับ ผมกวี ยินดีที่ได้รู้จักนะ” กวีกล่าวด้วยรอยยิ้มหวาน ดวงตาคู่คมมองเธออย่างรอคำตอบ 

          หญิงสาวรู้สึกตื้นเต้นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด หัวใจพองโตจนไม่เหลือที่ว่างให้หายใจ เธอนึกขอบคุณโจรเด็กคนนั้นที่ทำให้เธอได้พบกับกวีในวันนี้

          หรือนี่จะเป็นพรหมลิขิตที่พระเจ้าขีดเส้นมาให้เขาและเธอกันนะ

          “อ๋อ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ ฉันตะวันพราวนะคะ...เรียกว่าตะวันเฉยๆ ก็ได้”




          ณ แกลลอรี่เล็กๆ แห่งหนึ่งย่านกลางเมือง...

          ทะเลจันทร์ขับรถ Mini cooper สีเทาคันเก่งมาจอดไว้ที่ลาดจอดรถอย่างคุ้นเคย เธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูอย่างทำใจ แต่เมื่อเห็นตัวเลขดิจิตอลสี่ตัวบนหน้าปัดก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง

          11.55 AM.

          โอเค...อย่างน้อยก็มาก่อนเวลาล่ะนะ...

          ร่างบางถอนหายใจอย่างโล่งอก ฝนที่ตกหนักเมื่อเช้าทำให้การจราจรเป็นอัมพาตอยู่นานพอสมควร โชคดีที่ช่วงสิบเอ็ดโมงฝนเริ่มซาลงไปบ้าง เธอถึงขับรถมาทันก่อนเวลางานที่นัดไว้ถึงห้านาที

          หญิงสาวมักมาติดต่อรับงานวาดภาพที่แกลลอรี่แห่งนี้อยู่เป็นประจำ มันเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถทำเงินให้กับเธอได้นอกจากงานฟรีแลนซ์ที่กำลังทำอยู่ เธอทำงานที่นี่ควบคู่ไปกับการเรียนมหาวิทยาลัยตั้งแต่ตอนเป็นเฟรชชี่ปีหนึ่ง จนตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่สี่แล้วสำหรับวงการสายศิลปะที่เธอรักและใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก

          ทะเลจันทร์ตัดสินใจหยิบกระเป๋าเป้สีดำมาสะพายไว้อย่างคล่องตัว ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าผ่านทางกระจกรถที่เปิดทิ้งไว้

          ลมอ่อนๆ เคล้ากลิ่นฝนกำลังโชยมา ดวงอาทิตย์แจ่มจ้าสาดแสงลงมากระทบกับละอองน้ำในอากาศ เกิดเป็นประกายระยับดูงดงามจับตาราวกับภาพวาดในความฝัน สายรุ้งเจ็ดสีที่ปรากฏขึ้น ณ ปลายฟ้านั่น แม้จะสวยสดจนน่าจดจำเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้หญิงสาวรู้สึกมีความสุขขึ้นมาได้ เหมือนกับอดีตที่ผ่านมาอยู่ดี...

          …เธอมีปมหลังกับบรรยากาศเย็นๆ หลังฝนตกแบบนี้มานานแล้ว บรรยากาศที่ครั้งหนึ่งเธอเคยมีความสุขมากที่สุด แล้วก็เป็นบรรยากาศเมื่อตอนที่เธอเสียใจมากที่สุดเช่นกัน

          หญิงสาวปิดกระจก แล้วเดินลงจากรถของตัวเองไป ไม่ลืมที่จะเดินไปเปิดประตูหลัง เพื่อเช็คภาพวาดพอร์ทเทรตสีน้ำขนาดเอสองซึ่งเตรียมมาใส่กรอบอย่างดิบดี เธอต้องส่งผลงานชิ้นนี้ที่มีมูลค่ามากถึงเลขห้าหลัก ไปให้กับลูกค้าภายในวันอาทิตย์ที่ใกล้จะถึง ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

          ร่างบางเดินไปหยุดอยู่ที่ประตูกระจกหน้าร้านแกลลอรี่ เธอมองโลโก้และป้ายชื่อร้านที่ตัวเองเป็นคนออกแบบ เช่นเดียวกับทุกครั้งที่มาถึง

          แกลลอรี่แห่งนี้มีชื่อว่า ‘HOME’ คอนเซปในการสร้างที่นี่คืออยากให้ทุกคนรู้สึกอบอุ่นยามที่ได้มองภาพวาดและภาพถ่ายที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นมา เจ้าของแกลลอรี่มักบอกกับเธอเสมอว่า อยากให้ความรู้สึกเมื่อตอนอยู่ที่นี่นั้น เหมือนกับตอนที่ตัวเองได้นั่งเล่นอยู่ที่ บ้านซึ่งเป็นสถานที่แห่งความรักและความอบอุ่น

          ดังนั้น การตกแต่งภายในของที่นี่จึงเปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านด้วยอิฐประสานอันอบอุ่น เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างล้วนเป็นสีขาวหรือสีนวลเพื่อให้มองไปแล้วสบายตา ไม่ขัดกับผลงานศิลปะที่ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดหรือภาพถ่ายก็ดูสวยงาม มีความหมายทั้งนั้น

          กรุ๊งกริ๊ง~

          เสียงกระดิ่งซึ่งแขวนไว้ที่ประตูหน้าร้านดังขึ้น เมื่อฝ่ามือเรียวบางผลักประตูกระจกเข้าไป

          สมาชิกที่ HOME มีอยู่ด้วยกันสี่คน ประกอบไปด้วยคนแรกคือ ทะเลจันทร์ ซึ่งเป็นนักวาดภาพประจำของที่นี่ เธอเชี่ยวชาญด้านการออกแบบนิเทศศิลป์ตามสายงานที่เรียนมา ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบภาพประกอบ ฟ้อนต์ตัวหนังสือ หรือโลโก้ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังถนัดด้านการวาดภาพพอร์ทเทรต ซึ่งเป็นความสามารถที่เธอขวนขวาย ไม่ได้ร่ำเรียน

          สมาชิกคนที่สองคือ ปลายฝันเด็กสาวซึ่งอายุน้อยกว่าเธอแค่ปีเดียวแต่เปี่ยมไปด้วยความคิดของศิลปิน เธอเป็นช่างภาพประจำของที่นี่ควบคู่ไปกับการเรียนเช่นเดียวกับเธอ แต่เห็นว่าอีกไม่นานนี้ ปลายฝันจะย้ายไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ เพราะได้ทุนเรียนฟรีของมหาวิทยาลัยชื่อดังทางโซนยุโรป

          สมาชิกคนที่สามคือ การ์ตูนชายหนุ่มนักโบราณคดีสุดอินดี้ที่ผันตัวเองมาเปิดร้านเบเกอรี่อยู่ที่โซนเล็กๆ ชั้นล่าง ถึงเขาจะวาดภาพหรือถ่ายภาพอะไรไม่เป็น แต่ศิลปะบนหน้าเค้กกับกาแฟกลมกล่อมของเขานั้นไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่เลยแม้แต่น้อย แถมรสชาติยังอร่อยเหาะอีกต่างหาก 

          ส่วนคนสุดท้ายคือ เจ๋ง เจ้าของบ้านแกลลอรี่หลังเล็กแห่งนี้ เขาเป็นเพื่อนของพี่รหัสที่ชักชวนเธอมาทำงานด้วยกันที่นี่ตั้งแต่ตอนที่เธอเป็นเฟรชชี่ใหม่ๆ เจ๋งใฝ่ฝันอยากเปิดแกลลอรี่เป็นของตัวเองมานานแล้ว โชคดีที่ทางบ้านของเขามีฐานะอยู่บ้างจึงเปิดกิจการได้สำเร็จ โดยส่วนงานของเจ๋งจะเป็นการเปิดสอนติวความถนัดทางศิลปะที่ชั้นสอง ให้กับเหล่าน้องๆ มัธยมปลายที่ต้องใช้ความรู้ในส่วนนี้ไปใช้ในการสอบรับตรงของมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ

          “ว่าไงเอ็ง มาส่งงานได้แล้วเหรอวะ หายไปนานเลยนะเว้ย”

          เจ๋งซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาหน้าเคาท์เตอร์เปิดบททักทายออกมาอย่างเป็นกันเอง เขาเป็นชายหนุ่มสุดเซอร์ที่หน้าตาดีไม่น้อยหน้าไปกว่าใครที่เธอเคยพบ

          “สวัสดีค่าพี่จันทร์ ไม่ได้เจอกันนานเลยน้า~ พี่จู๊ดแอบบ่นคิดถึงด้วยแหละ” ปลายฝันที่ยืนเท้าแขนบนเคาน์เตอร์ข้างกันหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี เธอเป็นหญิงสาวหน้าตาน่ารัก ผมสั้นหยักศกช่วยขับให้ใบหน้าดูสดใสยิ่งขึ้น

          “อย่าเรียกข้าว่าจู๊ดนะโว้ย! แค่ให้พวกเด็กๆ เรียกก็พอแล้วป่ะ”

          ‘จู๊ดคืออีกฉายาหนึ่งของเจ๋งที่เหล่านักเรียนวัยซนเป็นคนตั้งให้เขาจนเรียกติดปากมานานหลายปี ถึงปากจะบอกว่าไม่ดีๆ แต่เจ๋งก็ไม่ได้รู้สึกแย่เท่าไหร่นักเวลาที่ถูกเรียกชื่อนี้

          “แล้วนี่เอ็งจะไม่ทักข้าหน่อยเหรอวะ เห็นข้าเป็นหัวหลักหัวตอแล้วใช่มั้ยเนี้ย”

          “เออลืม สวัสดีค่าพี่จู๊ด~” ทะเลจันทร์แกล้งแหย่ ก่อนวิ่งเข้าไปโผกอดชายหนุ่มแบบไม่ถือตัว “แล้วนี่พี่ตูนไปไหนคะเนี่ย อย่าบอกนะว่าท้องเสียอีกแล้ว”

          ทั้งสองหัวเราะให้เป็นคำตอบ ร่างบางรับรู้ได้ว่าเป็นไปอย่างที่เธอคิด

          สมาชิกที่นี่ต่างอยู่ด้วยกันเหมือนครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ เธอมีเจ๋งกับการ์ตูนเหมือนกับพี่ชาย มีปลายฝันเหมือนกับน้องสาว...เธอคิดว่า ‘HOME’ เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เธอรู้สึกว่ามันคือบ้านจริงๆ ไม่ใช่คอนโดอ้างว้างแบบที่เธอใช้ซุกหัวนอนอยู่จนถึงทุกวันนี้

          “อ่ะนี่ จันทร์เอางานมาส่ง ฝากใส่กรอบแล้วส่งให้ลูกค้าด้วยนะคะพี่จู๊ด จันทร์คงไม่ได้เข้ามาที่นี่อีกพักใหญ่ๆ เลย”

          ทะเลจันทร์ยื่นซองกระดาษงานให้กับเจ๋งที่รับไปอย่างรู้ดี แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือเหตุผลข้อหลังมากกว่า

          “ทำไมอ่ะ จะทิ้งข้าไปแบบไอ้ฝันอีกเหรอ”

          “ก็เปล่า...พอดีจันทร์ถูกพี่แพรบังคับให้ไปแคสบทเป็นนางเอกละครไง”

          “ฮะ! อะไรนะ!?” เจ๋งกับปลายฝันอุทานขึ้นมาพร้อมกันอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง คนที่เกลียดวงการบันเทิงเข้าไส้และมีปมหลังมากมายแบบทะเลจันทร์เนี้ยนะ จะไปแคสบทเป็นนางเอกละคร ให้ตายยังไงพวกเขาก็ไม่มีทางเชื่อ สงสัยต้องไปแคะน้ำในหูให้มันเท่ากันหน่อยแล้ว

          “ไม่ต้องตกใจเลยทั้งสองสองคน คืองี้...นิยายของพี่แพรกำลังจะถูกสร้างเป็นละครอ่ะ แล้วพี่เขาก็อยากให้จันทร์เล่นเป็นนางเอกด้วย จันทร์ก็เลยยอมๆ ไปแคสบทดู เผื่อจะได้เจอกับตะวันในกองถ่ายบ้างอะไรบ้าง แบบนี้ไง"

          “อ๋อ...เพราะตะวันเองเหรอคะพี่จันทร์ถึงยอมไป แล้วละครนี่เรื่องอะไรเหรอคะ” ปลายฝันอดถามไม่ได้ทั้งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว

          “ก็เรื่อง ทะเลจันทร์...ตะวันพราว ที่พี่วาดปกนั่นแหละ แต่พี่แค่ไปแคสบทเองนะ ไม่รู้ว่าจะผ่านหรือเปล่า ฝันก็รู้ว่าพี่ปั้นหน้าไม่ค่อยเป็นอยู่ด้วย ขายขี้หน้าเขาตาย”

          ปกติแล้วถ้าไม่ได้อยู่คนเดียวหรือกับคนรู้จัก ทะเลจันทร์จะเป็นผู้หญิงเงียบๆ ขรึมๆ ไม่ค่อยปริปากพูดกับใคร ดังนั้นเมื่ออยู่ในที่สาธารณะเพียงลำพัง เธอจะเป็นผู้หญิงที่ดูลึกลับ น่าค้นหา และเข้าถึงได้ยากมากๆ คนหนึ่ง ผิดกับตอนที่เธออยู่กับคนที่รู้จักและไว้ใจ หญิงสาวจะดูน่ารักสดใส เฮฮา บ้าบอไปตามประสา

          “เอาน่า ไอ้ตูดของพี่มันเก่งอยู่แล้วละ กะอีแค่ไปแคสบทหน่อยเดียว ง่ายจะตายเนอะฝัน” เจ๋งหันไปถามปลายฝันที่เออออตามไปด้วย

          “ใช่แล้วค่ะพี่จันทร์ คนเก่งๆ แบบพี่ทำได้สบายอยู่แล้ว” ปลายฝันพูดให้กำลังใจ “แต่ก็อย่างที่พี่จันทร์เคยบอกอ่ะแหละ ว่าวงการนี้มันไม่ได้ขาวใสหรอกนะ แต่ถ้าพี่จันทร์ทำแล้วสบายใจก็ทำไปเถอะค่ะ พวกเราคงห้ามอะไรไม่ได้อยู่แล้ว นอกจากจะบอกว่าให้ระวังตัวด้วย พวกเราเป็นห่วงพี่นะ”

          หญิงสาวเก็บคำพูดของของปลายฝันมาคิดก็เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ เธอมักบอกกับพวกเขาเสมอว่าวงการบันเทิงนั้นก็เหมือนกับงานแฟนตาซีที่เต็มไปด้วยหน้ากากหลากสีสัน ทุกคนมีหน้ากากกันคนละใบเพื่อใช้เป็นตัวแทนในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน และแน่นอนว่าถ้าหากเธอได้หลงเข้าไปในวังวนแห่งความหลอกลวงนั่นแล้ว ทะเลจันทร์ก็ต้องหล่อหลอมหน้ากากขึ้นมาใส่บ้าง...

          ฉันน่ะเหรอจะใส่หน้ากาก...

          แค่คิดก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบไปหมด

          ไม่มีทางที่ทะเลจันทร์จะเอาใจที่บริสุทธิ์ของตัวเองไปลงทุนกับสังคมจอมปลอมแบบนั้นอยู่แล้ว เธอสัญญากับตัวเองไว้ว่าถ้าหากต้องเข้าไปยืนอยู่ในจุดของนักแสดงจริงๆ หญิงสาวจะไม่เฟคต่อหน้าสื่อเด็ดขาด เธออยากคิด อยากทำอะไร ก็จะทำมันไปอย่างไม่แคร์สายตาใครทั้งนั้น

          แต่หญิงสาวขอผิดสัญญาตัวเองจนกว่าจะใช้โอกาสการเป็นนักแสดง แก้แค้นผู้ชายคนนั้นให้ได้เสียก่อน

          “ขอบคุณทุกคนมากนะ จันทร์สัญญาว่าจะระวังตัวเองให้ดีเลย ไม่อยากทำให้ทุกคนเป็นห่วง”

          “ค่า~” ปลายฝันขานรับ

          “งั้นจันทร์ลาล่ะค่ะพี่จู๊ด ฝัน ฝากบอกพี่ตูนด้วยว่าอย่าไปกินส้มตำร้านตรงข้ามบ่อยนักล่ะ เดี๋ยวท้องเสียอีกหนูไม่รู้ด้วย” คนพูดพูดด้วยน้ำเสียงขบขัน “งั้นไว้เจอกันค่ะ บาย”

          ทะเลจันทร์โบกมือลาเจ๋งกับปลายฝันพร้อมด้วยรอยยิ้มหวาน แต่ในใจของเธอนั้นกำลังขมขื่นด้วยความคิดที่ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดีในสิบโมงเช้าวันพรุ่งนี้

          ปากก็บอกระวังตัวๆ แต่เธอคงไม่มีความกล้าพอที่จะทนอยู่ในสังคมแบบนั้นได้อยู่แล้ว เพราะไม่ว่าจะพยายามหลอกตัวเองแค่ไหน ใช้เหตุผลสารพัดมาเป็นข้ออ้างเพียงใด เธอก็คลายความเครียดที่เกาะกินหัวใจไม่ได้อยู่ดี

          ถ้าใครไม่ได้เกิดเป็นเธอคงไม่รู้หรอก...ว่าความรู้สึกของคนที่โดนคนในวงการนั้นหลอกถึงสองคน แถมยังเป็นคนที่เธอรักมากที่สุดอีกด้วย มันจะรู้สึกเจ็บปวดแค่ไหน...

          ทะเลจันทร์กลับหลังหันเพื่อที่จะเดินออกจากแกลลอรี่ไป แต่ไม่ทันที่สองขาจะได้ก้าวเดิน...หญิงสาวก็ชะงักเท้าขึ้นมาเสียก่อน...

          เธอมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองสุดๆ ราวกับความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลที่อดกลั่นมานานหลายปี กำลังจะระเบิดออกมาในครานี้คราเดียว

          หญิงสาวอยากร้องไห้ออกมาเพราะความโหยหาในหัวใจ แต่ในความคั่งแค้นที่สั่งสมมานานแสนนาน ก็ทำให้น้ำตาของเธอไม่ยอมไหล

          ภาพเบื้องหน้าภายนอกประตูกระจกบานใหญ่ คือภาพของชายหนุ่มกับหญิงสาวที่เดินเคียงคู่ตรงกันมาทางนี้ด้วยท่าทีเขินอายกันทั้งสองคน

          มันอาจดูเป็นภาพคู่รักธรรมดาสำหรับใครหลายๆ คน แต่สำหรับทะเลจันทร์ มันคือภาพที่ทำให้เธอรู้สึกเจ็บแปลบในอกมากที่สุด ความรู้สึกต่างๆ นานาที่ผสมปนเปกันจนยุ่งเหยิง ส่งผลให้ภายในใจของหญิงสาวแทบจะระเบิดออกมาอยู่รอมร่อ ซึ่งขนาดเธอเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าจะเรียกความรู้สึกแบบนั้นว่าอะไร

          เพราะภาพที่เธอเห็น...คือภาพของ ตะวันพราวน้องสาวที่เธอรักมากยิ่งกว่าใคร

          ส่วนคนที่เดินเคียงคู่มาด้วยกันก็คือ กวี น้องชายของ กังวาน แฟนเก่าที่มอบทั้งความรักและความบัดซบให้กับชีวิตของเธอตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อน!

          แล้วทำไมทั้งสองถึงเดินมาด้วยกันแบบนั้น...

          ทะเลจันทร์ต้องการคำตอบ!!

         

          

          CR.SHL

14 ความคิดเห็น

  1. #14 มิวมิวชอบกินนมปั่น (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2558 / 16:49
    บรรยายดีมากค่ะ ปรบมือรัวๆ



    ชอบที่เลือกใช้คำว่า บัดซบ อะค่ะ คือเลือกใช้คำที่ดูรุ่นแรงจนอยากจะรู้ว่าเรื่องราวในอดีตเป็นยังไง



    ทำไมนางเอกถึงได้เจ็บขนาดนั้น



    มันกระตุ้นต่อมอยากรู้ค่ะ55555



    สู้ๆนะ อวนพรให้ติด 1 ใน 20 คนค่ะ



    #14
    0
  2. #12 อัจฉริยะภาพ (@banpot_surasak) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2558 / 20:23
    สำหรับการบรรยายเราถือว่าเป็นผู้ชายที่บรรยายบุคคลที่สามได้ดีมากนะคะ จนบางทีเราก็คิดว่าเฮ้ยนี่มันนิยายผู้ใหญ่เลยนะเนี่ย ว่าด้วยเรื่องของการบรรยาย บวกกับชื่อตัวละคร พร้อมกับการดำเนินเรื่อง เเต่เราก็คิดว่ามันจะเป็นนิยายที่สมบูรณ์มากเเน่ๆ เมื่อเขียนจบ อยากให้สู้ๆ นะคะ
    #12
    0
  3. #8 chaprey_char (@chaprey_char) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2558 / 16:09
    บรรยายดีมาก ... ภาษาที่ใช้สวยมากๆเลย
    เรื่องเริ่มเข้มข้นขึ้นแล้วสิ 555555.
    ปล. ชอบรูปวาดมากก วาดสวยมากๆเลย ตอนแรกเรานึกว่าเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์แล้ว แบบภาพสวยยย งื้ออออ ///-///
    #8
    0
  4. #6 zaizonzaa (@so-cute-puppazaa) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2558 / 04:34
    อ่านแล้วชอบมากค่าา~ สนุกดีค่ะ แล้วจะรอติดตามผลงานต่อนะคะ ><



    ปล. เจอคำผิดหนึ่งที่ค่ะ คำว่าปี แต่เขียนว่า ปี่ (ไม้เอกเกินมา ตรงที่ >> หนีออกจากบ้านไปเมื่อสีปี่ก่อนค่ะ)
    #6
    0
  5. #4 รันรัณญ์. (@run-kiss-kiss) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2558 / 17:55
    มาแอบอ่านๆ แบบไม่ได้เจาะลึกอะไรมาก
    เราว่าบรรยายสวยมากเลยนะ บรรยายดีอ่ะ
    แต่บางประโยคเราว่ามีสรรพนามเดียวกันเยอะไปหน่อย เช่นคำว่าเธออ่ะ
    แล้วก็เราว่าชื่อตัวละคร+การบรรยาย ทำให้เรื่องดูเป็นผู้ใหญ่มากๆ ซึ่งก็เอกลักษณ์ดีๆ
    ป.ล. วาดรูปสวยมาก

    #4
    1
    • #4-1 D'Ding Dong (@hitman-killer) (จากตอนที่ 2)
      10 กรกฎาคม 2558 / 22:29
      กราบงามๆ 555555555 ได้ 1 ในนักเขียนหน้าใสมาเม้นให้ ฮือออออออออ
      #4-1
  6. #3 Hani_2109 (@smile21natnicha) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2558 / 20:28
    ภาษาสวยมากค่ะ เป็นกำลังใจให้ จะรอติดตามผลงานนะคะ
    #3
    0