Black or White สวมหัวใจหันหน้าเข้าหากัน

ตอนที่ 1 : Black or White || บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 169
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    8 ก.ค. 58





ถ้าให้คุณเลือก คุณจะเลือกอยู่ข้างไหน

 

Black or White

สีดำ หรือ สีขาว

 

แต่คุณอย่าเลือกเพียงเพราะว่า สีดำคือ จอมมาร

สีขาวคือ พระเจ้า เชียวล่ะ

 

เพราะว่านิยามของ หน้ากาก คือสิ่งที่มนุษย์ใช้ปกปิดความรู้สึกที่แท้จริง

และเรามิอาจรู้ได้เลย...ว่าใครบ้างที่ สวมหน้ากาก เข้าหาเรา!





บทนำ

 

       เสียงโทรศัพท์ดังไปทั่วห้องนอนในคอนโดมิเนียมสุดหรู ทำให้หญิงสาวที่กำลังนั่งปั่นงานอยู่ถึงกับสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เธอหันไปมองโทรศัพท์บนโต๊ะไม้ข้างกายด้วยแววตาและสีหน้าที่อิดโรย แต่เมื่อเห็นรายชื่อของลูกค้าคนสำคัญเข้า หญิงสาวก็เอื้อมมือไปกดรับสายทันที

          “สวัสดีค่ะพี่แพร”

          (ฮัลโหลค่า~ น้องจันทร์ พี่โทรมากวนเราป่ะเนี้ย)

          เสียงแป๊นๆ จากปลายสายทำให้จันทร์หรือ ทะเลจันทร์ เบือนหน้าหนีพลางถอนหายใจ นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาว่าเพิ่งจะเจ็ดโมงเช้าเท่านั้น แต่งานมากมายก่ายกองซึ่งรุมล้อมเธอจนสูงราวกับกำแพง ก็ทำให้หญิงสาวไม่ได้นอนหลับเอาแรงเลยสักงีบ

          “ไม่หรอกค่ะพี่แพร แล้วนี่มีอะไรหรือเปล่าคะ งานของพี่เดดไลน์วันที่สิบห้าไม่ใช่เหรอ” ทะเลจันทร์หมายถึงงานภาพประกอบหนังสือทำมือที่นักเขียนสาวพราวเสน่ห์อย่างแพรวาเป็นผู้ว่าจ้างไว้ เพราะเห็นว่ามีผลงานที่ตรงตามไลฟ์สไตล์ของเจ้าหล่อน “หรือพี่แพรจะเลื่อนเวลางานคะ งั้นรับเป็นวันที่เท่าไหร่ดี” หญิงสาวรีบหากระดาษกับปากกาขึ้นมาจด

          (โอ๊ยยย ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นเลยค่ะน้องจันทร์ คือพี่อะแค่มีงานใหม่มาป้อนให้เรา แถมงานใหญ่ซะด้วยนะ)

          ...ขอปฏิเสธเลยได้มั้ยคะเนี้ย...

          หญิงสาวอยากตอบแบบนั้นใจจะขาด เธอไม่อยากรับงานใดๆ อีกในช่วงนี้ มีอะไรอีกหลายอย่างที่เธออยากทำก่อนที่ตัวเองจะเรียนจบปีสี่ แล้วต้องทิ้งชีวิตอิสระในวัยเรียนนี้ไป ทะเลจันทร์อยากเที่ยวเล่นเป็นเด็กอีกสักครั้งเพื่อออกหาแรงบันดาลใจในการทำศิลปนิพนธ์ แต่ด้วยความที่แพรวาเป็นลูกค้าคนแรกที่เห็นแววรุ่งในตัวเธอ และผลักดันเธอให้เป็นที่รู้จักผ่านทางบรรดาแฟนคลับของเจ้าหล่อน หญิงสาวจึงไม่อยากขัดใจอะไรเธอนัก เพราะค่าตอบแทนที่แพรวาเสนอก็นับว่าสูงมากทีเดียว

          “งานอะไรเหรอคะพี่แพร ถ้าจันทร์ไม่ติดอะไรก็คงทำได้”

          (ไม่ใช่ก็คงทำได้ แต่หนู ต้องทำ งานนี้ให้ได้เลยค่ะ น้องจันทร์!)

          หญิงสาวเริ่มสงสัยแล้วว่างานนั้นคืองานอะไร

          (คืองี้ หนูจำนิยายเรื่องที่พี่ยืมชื่อของหนูกับน้องสาวมาตั้งเป็นชื่อเรื่องได้มั้ยอ่า)

          “อ๋อ...จำได้ค่ะ เรื่อง ทะเลจันทร์...ตะวันพราว น่ะเหรอคะ”

          (ใช่ๆ ฟังดีๆ นะ...คือนิยายของพี่เรื่องนั้นน่ะ กำลังจะถูกสร้างเป็นหนังใหญ่ว่ะเฮ้ย! เขาบอกว่านิยายที่พี่เขียนสนุกมากกกๆๆๆ แล้วถ้าเอาไปสร้างเป็นหนังนะ ก็คงดังเป็นพลุแตกไรงี้ พี่นี่กรี๊ดไปสามวันแปดวันเลยค่าคุณน้องขา~) แพรวากรีดร้องอย่างเสียสติ จนหญิงสาวต้องยกโทรศัพท์ออกไปไกลๆ หู

          “อ่า...ยินดีด้วยค่ะพี่แพร แล้วนี่พี่จะให้จันทร์ทำอะไรอ่ะคะ...ไปเป็นผู้ช่วยอาร์ตไดฯ* แบบนั้นเหรอ...?”

_____________________________________________

*Art Director หรือ ผู้กำกับฝ่ายศิลป์ มีหน้าที่ดูแล และตกแต่งฉาก

 

          (เฮ้ยเปล่า คืองี้ พี่บอกกับพี่แนนผู้จัดไปแล้วล่ะค่ะว่านางเอกต้องเป็นหนูจันทร์คนเดียวเท่านั้น เพราะถ้าไม่ใช่ พี่ก็จะไม่ขายลิขสิทธิ์ให้เขา พี่แนนเลยเรียกหนูไปลองแคสบทดูพรุ่งนี้อ่ะจ้า”

          “ฮะ?” ว่าไงนะ

          ทะเลจันทร์ถึงกับร้องเสียงหลง เธอเนี่ยนะจะไปแคสบทเป็นนักแสดง ให้คนออกลูกเป็นปลิงก่อนเถอะเธอถึงจะยอมไป ให้ตายสิ! 

          ไม่ใช่ว่าหญิงสาวไม่สวยหรือหุ่นบวมเป็นโอ่งหรอกนะ เธอสวยคม ผมยาว ตาพราว และหุ่นดี จนเคยถูกทาบทามโดยเหล่าแมวมองทั้งหลายให้ลองไปแคสบทเป็นนักแสดงดูหลายต่อหลายครั้ง แต่หญิงสาวก็ปฏิเสธไปแบบไม่ใยดีเช่นกัน ชีวิตในวงการนักแสดงของเธอนั้นมันน่าตลก ทะเลจันทร์เคยรับเล่นเป็นนางเอกละครเวทีสมัยมัธยม ซึ่งบทนางเอกที่เธอได้รับก็เป็นบทของเจ้าหญิงน้ำแข็ง ที่ไม่ว่าฉากไหนๆ ก็ทำหน้านิ่งเหมือนกันทั้งเรื่อง จนเธอถูกเพื่อนๆ ล้อว่าเป็น เจ้าหญิงหน้าเดียวตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

          หญิงสาวลอบถอนหายใจ เธอไม่เคยคิดฝันว่าจะมีใครมามอบโอกาสที่เธอเองก็ไม่อยากได้ ทะเลจันทร์ไม่ชอบการเป็นนักแสดง เธอไม่ชอบการทำงานที่อยู่เบื้องหน้า เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหน...ก็มีแต่คนใส่หน้ากากเข้าหากัน อีกอย่างคือเธอปั้นหน้าไม่เป็น ตลอดชีวิตของหญิงสาว เธอไม่เคยเล่นละครตบตาใคร งานแบบนี้จึงไม่เหมาะกับเธอมากที่สุด แม้ว่าหน้าตาและรูปร่างของเธอจะสามารถเขย่าวงการบันเทิงได้เลยก็ตาม

          (ไม่ต้องทำเป็นงงเลย ยังไงพรุ่งนี้หนูก็ต้องไปแคสบทกับพี่ เข้าใจมั้ย)

          ทะเลจันทร์ตั้งท่าปฏิเสธ แต่ปลายสายก็พูดดักเธอขึ้นมาเสียก่อน

          (อ้อ! บทตะวันพราวที่สมทบกับหนูก็ล็อคตัวนักแสดงไว้แล้วนะ ถ้าไม่ผิดพลาดอะไรก็น่าจะเป็นน้องสาวของหนูจันทร์นี่แหละ เพราะพี่ก็ขอคุณแนนไว้เหมือนกัน)

          และนั่นก็ทำให้หญิงสาวถึงกับร้องเสียงหลงออกมา

          “ฮะ! พี่แพรว่าอะไรนะคะ?! ตะวันรับเล่นด้วยเหรอ”

          เด็กสาวที่แพรวาพูดถึงคือ ตะวันหรือ ตะวันพราวน้องสาวแท้ๆ ของทะเลจันทร์ที่แยกกันอยู่มาได้หลายปีแล้ว

          เธอยังจำวันนั้นได้เป็นอย่างดี...วันที่พ่อและแม่ของทั้งสองพากันไปเซ็นใบหย่า เพราะปัญหาความไม่เข้าใจกัน ตอนนั้นเธออายุเพียงแค่สิบแปดปี แต่ต้องย้ายจากบ้านเกิดที่เชียงใหม่มาอาศัยอยู่ที่กรุงเทพกับพ่อเพียงสองคน ส่วนตะวันพราวที่แยกไปอยู่กับแม่ ซึ่งเคยเป็นถึง ราชินีแห่งวงการบันเทิง ก็คงเข้าวงการจอมปลอมนั้นได้โดยไม่ยาก

          (ใช่แล้วจ้า บทตะวันพราวก็ต้องให้ตะวันเป็นคนเล่นสิ ส่วนบททะเลจันทร์ก็ต้องให้หนูจันทร์เป็นคนเล่นด้วย นิยายของพี่ถึงจะสมบูรณ์ เนอะๆ)

          “เอ่อ...แต่จันทร์คิดว่า...”

          (ไม่-มี-แต่-ค่ะหนูจันทร์!)

          เมื่ออีกฝ่ายบ่ายเบี่ยง แพรวาก็ถึงกับขึ้นเสียง

          (ไม่รู้แหละ พี่ถือว่าหนูผิดเองนะ ที่ยอมให้พี่เอาชื่อกับลุคของหนูไปแต่งเป็นนิยายอ่ะ นักอ่านของพี่เขาก็ตั้งหน้าตั้งตารอดูกันอยู่ พี่ไปซาวด์เสียงมาหมดแล้ว เพราะงั้นไม่ว่ายังไงหนูก็ต้องไปแคสบทกับพี่ให้ได้! พี่จะไปรับหนูที่คอนโดพรุ่งนี้ตอนสิบโมง ถ้าหนูหนีพี่ พี่จะแคนเซิลงานที่จ้างหนูให้หมดเลย! โอเคนะ)

          “เฮ้ย!! เดี๋ยวสิคะพี่แพร”

          (อ้อ...ถือซะว่าพี่เปิดทางให้หนูได้เจอกับน้องสาวสุดที่รักเลยนะ ลองเก็บไปคิดดูดีๆ แล้วพี่จะไปรับพรุ่งนี้ บาย~)

          “เดี๋ยวค่ะพี่แพร! เดี๋ยว...อ่าว ไรวะ”

          ปลายสายตัดการติดต่อไปแล้ว ทะเลจันทร์ทำได้เพียงมองโทรศัพท์อย่างชั่งใจ ถึงเธอจะไม่ได้รับปากแต่ก็เหมือนถูกบังคับอยู่กลายๆ ว่ายังไงเธอก็ต้องไปแคสบทนี้ให้ได้อยู่ดี

          “คิดจะบังคับก็บังคับ แล้วใครมันจะยอมไปวะ!

          หญิงสาวหันมาบ่นกับตัวเองอย่างไม่สนใจ เธอวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะไม้เหมือนเดิมโดยไม่คิดที่จะมองมันอีก สมองสั่งให้เธอหันมาเซฟงาน ปิดคอมฯ แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิด นาฬิกาบอกเวลาเจ็ดโมงกว่าๆ แล้ว ควรค่าแก่การออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าเป็นไหนๆ หลังจากที่ไม่ได้นอนเลยทั้งคืน

          ร่างบางเดินไปหยุดอยู่ที่ประตูกระจกบานใหญ่ซึ่งเป็นทางออกไปสู่ระเบียง ฝ่ามือเรียวเล็กยกขึ้นคว้าผ้าม่านผืนหนาออกจากบานประตู แต่ไม่ทันที่เธอจะได้ออกไปสูดอากาศอย่างที่ตั้งใจไว้ หญิงสาวก็ทำหน้ามุ่ยขึ้นมาเสียก่อน

          ท้องฟ้าในเช้านี้ดูมืดครึ้มราวกับพระอาทิตย์กำลังร้องไห้ เมฆฝนสีเทาก่อตัวตั้งเค้ามาแต่ไกล ส่งผลให้กรุงเทพมหานครฯ ถูกปกคลุมไปด้วยขนมสายไหมสีดำที่ดูไม่น่ารับประทานเท่าไหร่นัก

          ทะเลจันทร์ต้องกลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมอย่างหงุดหงิด ไม่เข้าใจว่ากะอีแค่จะออกไปสูดอากาศให้หายเครียด ทำไมท้องฟ้าถึงยังไม่เป็นใจให้ถึงขนาดนี้ก็ไม่รู้ คอมพิวเตอร์ของเธอก็ปิดไปแล้วด้วย คงมีเพียงโทรศัพท์มือถือและอาหารแช่แข็งในตู้เย็นเท่านั้น ที่พอจะทำให้เธอหายเบื่อ หายหิว และหายเหงาลงได้บ้าง...

          ใช่แล้ว...ทะเลจันทร์กำลังเหงา หญิงสาวไม่ปฏิเสธ

          สี่ปีแล้วที่เธอต้องนั่งทนกับความเหงาแบบนี้อยู่คนเดียว...สี่ปีแล้วที่เธอต้องทนมองห้องกว้างๆ ในคอนโดมิเนียมสุดหรูที่ผู้เป็นพ่อซื้อทิ้งไว้ให้ โดยที่เจ้าตัวกลับไม่อยู่...

          ความหงุดหงิดและความเครียดทำให้หญิงสาวเริ่มคิดฟุ้งซ่าน ทะเลจันทร์รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองไม่ได้รับความรักจริงๆ จากใครเลยสักคน ไม่ว่าจะเป็นแฟนหนุ่มที่เธอรักหมดใจ แต่เขากลับทิ้งเธอไปอย่างไม่ใยดี กระทั่งพ่อกับแม่ที่แยกทางกันไปโดยไม่สนใจความรู้สึกของเธอเลยสักนิด ว่าลูกสาวของท่านคนนี้จะรู้สึกอย่างไรที่ต้องขาดใครไปสักคน

          เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังว่ายน้ำอย่างเดียวดายท่ามกลางมหาสมุทร โดยไม่มีเรือลำไหนหันมาจอดรับเธอเลยสักลำ

          ถ้าให้เลือกได้ หญิงสาวปรารถนาอยากจะอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ อันอบอุ่น มากกว่าการที่ต้องมาอยู่ในคอนโดฯ สุดหรู สะดวกสบาย แต่ต้องมานั่งอ้างว้างแบบนี้คนเดียวเป็นไหนๆ

 

          อ้อ...ถือซะซะว่าพี่เปิดทางให้หนูได้เจอกับน้องสาวสุดที่รักเลยนะ ลองเก็บไปคิดดูดีๆ

 

        คำพูดของแพรวาเมื่อสักครู่นี้ทำให้เธอคิดถึงครอบครัว

          สมัยก่อนตอนที่ครอบครัวของเธอยังไม่แตกร้าว ทะเลจันทร์กับตะวันพราวสนิทกันมากเพราะวิ่งเล่นกันมาตั้งแต่ยังเด็ก ถึงทั้งสองจะมีนิสัยที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่เมื่อมีอะไรพวกเธอก็ช่วยกันปรึกษา พอมีปัญหาพวกเธอก็ช่วยกันแก้ไข ด้วยวัยที่ห่างกันแค่หนึ่งปี ทำให้สองพี่น้องต่างอยู่กันเหมือน เพื่อนที่ให้ความเคารพซึ่งกันและกันมากกว่า

          จนในที่สุด...เมื่อถึงวันที่สายสัมพันธ์แห่งความรักต้องแตกออก เธอกับน้องสาวก็เหมือนถูกตัดขาดราวกับอยู่กันคนละโลก ทะเลจันทร์มีโอกาสเห็นหน้าน้องสาวของตัวเองผ่านทางสื่อโทรทัศน์เพียงเท่านั้น เพราะถูกผู้เป็นแม่กีดกันไว้ว่าไม่ให้ติดต่อกันอีก เหตุผลเพียงเพราะเห็นว่าเธอมีเค้าหน้าคล้ายกับอดีตสามีมากกว่าตะวันพราวที่หน้าคล้ายตัวเอง ซึ่งในความรู้สึกของทะเลจันทร์...เธอคิดว่าเหตุผลแบบนั้นมันไร้สาระเกินไป

          แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อคนที่สั่งห้ามคือแม่ผู้บังเกิดเกล้า หญิงสาวเลยต้องจำยอม

          ร่างบางคิดไม่ตก ใจหนึ่งก็อยากเจอน้อง อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากอยู่ในสังคมจอมปลอมที่เกลียดแสนเกลียด...

          ถ้าหากเธอเลือกครอบครัวมาเป็นอันดับหนึ่ง ก็เท่ากับว่าต้องสูญเสียอิสรภาพไปตลอดชีวิต ทะเลจันทร์ต้องกลายเป็นคนของประชาชน ต้องฉีกยิ้มเสแสร้งทุกครั้งทั้งที่ตัวเองไม่ได้มีความสุข จะทำอะไรก็คงเป็นที่จับตาของสังคม ซึ่งเธอไม่ได้ปรารถนาชีวิตในกรงแบบนั้น

          แต่อะไรกันที่สำคัญที่สุดในชีวิต...สิ่งนั้นคือความรักของคนในครอบครัวไม่ใช่หรืออย่างไร

          ...หรือจะลองไปแคสบทตามที่แพรวาบอกดี...

          เพราะอย่างน้อยๆ หญิงสาวก็คงมีโอกาสได้พบกับน้องสาวสุดที่รักทุกวันจนกว่าจะถึงวันปิดกล้อง เธอทั้งสองคงได้กอดกันให้หายคิดถึงหลังจากที่ไม่ได้พบกันมานานถึงสี่ปี แม้นั่นจะต้องแลกกับอิสรภาพทั้งชีวิตของเธอ แต่มันก็ดูสมน้ำสมเนื้อถ้าหากว่าหญิงสาวจะได้รับความรักที่หายไปนั้นกลับมา

          สุดท้ายทะเลจันทร์ก็ได้คำตอบที่ชัดเจน

          ร่างบางตัดสินใจโทรไปบอกแพรวาอย่างกลืนน้ำลายตัวเองลงคอไป เธอยอมตอบตกลงรับงานนี้แล้ว โดยต้องแลกด้วยเงื่อนไขพิเศษของเธอข้อหนึ่ง...

          “หนูขอให้บทพระเอกเป็นของกังวานได้มั้ยคะ เพราะถ้าไม่ได้เขาเล่น หนูก็ไม่ยอมไปแคสบทกับพี่แพรเหมือนกัน!

          ทะเลจันทร์ยิ้มเยาะ ในเมื่อเธอได้หลวมตัวเข้ามาในวงการแห่งหน้ากากนี้แล้ว หญิงสาวก็ขอถลาล้ำลงไปอย่างไม่มีอะไรจะเสียดีกว่า

          งานนี้นอกจากเธอจะได้เจอน้องสาวแล้ว หญิงสาวก็ขอฉุดใครบางคนลงนรกไปพร้อมกับเธอ...ให้สาสมกับสิ่งที่เขาเคยทำด้วยเลยเป็นไง!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #7 chaprey_char (@chaprey_char) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2558 / 16:05
    ตามมาจากบอร์ดนะคะ <3
    ภาษาสวยมากเลยอ่ะ บรรยายดีมากๆ อ่านลื่นไหลไม่มีสะดุดเลยย
    ผมนี่ขอคารวะ #กราบ ยังไงก็ขอให้ติด 1 ใน 20 นะคะ > w <
    สู้ๆค่ะ !
    #7
    0
  2. #5 Laceyy (@nattamonw) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2558 / 09:55
    ตามมาจากบอร์นักเขียนหน้าใสนะคะ ต้องขอบคุณพี่มากเลยที่ไปช่วยดูนิยายหนู ขอโทษที่ใช้เวลานานเหลือเกินกว่าจะมาอ่านของพี่ได้เพราะว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้เปิดคอมเลยค่ะ
    ภาษาพี่สวยมากอ่า อิจฉา แบบอ่านลื่นไม่สะดุดเลยค่ะ ที่หนูติดใจหน่อย คือตรงที่บอกว่าแพรวาร้องอย่างเสียสติอ่ะค่ะ หนูรู้สึกคำว่า เสียสติ มันใช้อย่างนี้แล้วแปลกๆ =0= แต่อันนี้ก็ความเห็นส่วนตัวนะคะ
    แล้วก็มีหลังคำอธิบาย art director ที่แพรวาพูดผ่านโทรศัพท์ เริ่มด้วย ( แต่จบด้วย " อ่ะค่ะ แฮ่ๆ 
    ชอบเรื่องนี้มากเลย ขอให้ติดหนึ่งในยี่สิบนะคะ !
    #5
    1
    • #5-1 D'Ding Dong (@hitman-killer) (จากตอนที่ 1)
      10 กรกฎาคม 2558 / 22:26
      เรื่องเสียสติินี่พี่แก้แล้วครับ ขอบใจมากน้า รีบกลับไปดูเลย แต้งๆ 5555
      ส่วนเรื่อง " ) พี่ไปเช็คล่ะ...โอเคพี่เบลอเอง 5555555555555555555
      ยังไงก็ขอบคุณมากๆ น้าาา ขอให้เราติด 1 ใน 20 เหมือนกัน
      พี่ปลงๆ ละ ส่งมา 6 ปี ผ่านไม่ผ่านก็ไม่ดีใจไม่เสียใจล่ะ
      สู้ๆ ฮึ้บ 555555555555555555555555555555555555
      #5-1
  3. #1 StellarPentaElfin (@stellarp-elfin) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2558 / 17:23
    ภาษาสวยจังงง
    เขียนเก่งด้วย จะรอติดตามน้าาา
    #1
    0