Fic : BNHA/Boku no Hero Academia รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นเด็กห้อง1Aไปแล้วล่ะ(??? X OC)

ตอนที่ 3 : Chapter 2 : คาบเรียนฮีโร่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,705
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 262 ครั้ง
    11 ส.ค. 63

Chapter 2 : คาบเรียนฮีโร่

            “งั้นประโยคภาษาอังกฤษต่อไปนี้ที่ผิดคือ?”

            ค่ะ เช้าวันใหม่ที่เริ่มต้นวันด้วยวิชาภาษาอังกฤษของพรีเซนต์ไมค์ ฉันยกมือปิดปากหาวไม่ได้มีอารมณ์ร่วมใด ๆ กับวิชานี้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะโลกก่อนหรือโลกนี้วิชาแขยงของฉันก็คือภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์อยู่ดี

            ภาษาอังกฤษน่ะแค่พูดสื่อสารกันรู้เรื่องก็พอแล้ว แกรมมง แกรมม่าจะให้เรียนไปเพื่ออะไร ไม่ได้ใช้จริงเลยสักนิดเดียว!

            บรรยากาศในห้องเงียบกริบแบบที่ยังปรับตัวกับความธรรมดาที่พบเจอแต่หัววันไม่ได้ หลังจากเมื่อวานเจอความเล่นใหญ่ของมายเมนไปจนตั้งหลักไม่ทัน

            ฉันนั่งเรียนวิชาภาคบังคับไปเรื่อย ๆ ตั้งใจบ้าง ไม่ตั้งใจบ้างแล้วแต่อารมณ์ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นวิชาที่เคยเรียนมาแล้วทั้งนั้น ให้อดีตเด็กเตรียมสอบเข้ามหาลัยมาเรียนวิชาของเด็กม.ปลาย มันก็เหมือนให้อาจารย์มาสอนบวกเลขของเด็กอนุบาลให้เด็กประถมนั่นแหละ

            เวลาผ่านมาจนถึงช่วงพักกลางวัน ทันทีที่ได้ยินเสียงออดหมดคาบ ฉันเดินตัวปลิวไม่รอใครไปที่โรงอาหารที่เต็มไปด้วยนักเรียนของยูเอย์ ยืนต่อคิวอยู่ร่วมสิบนาทีก็ถึงคิวของฉัน เมนูง่ายๆอิ่มอร่อยสบายท้องนั่นก็คือ...ข้าวผัดนี่แหละ

            เดินถือจานข้าวผัดมาที่โต๊ะว่างๆไร้คนนั่ง ฉันหย่อนตัวลงนั่งประกบมือตามนิสัยที่มักจะทำก่อนทานข้าวแล้วพูดว่า“ขอบคุณสำหรับอาหารค่ะ”

            เอาล่ะลงมือกินได้!

            งั่ม!

*-*

คำแรกที่เข้าปากทำให้ฉันยิ้มกว้างกับความอร่อยที่กระจายอยู่ทั่ว ฉันรักยูเอย์ที่สามารถหาเชฟที่ทำอาหารอร่อยในระดับนี้มาขายในโรงอาหารของโรงเรียนได้

อร่อยและราคาย่อมเยา ไม่มีอะไรจะดีไปมากกว่านี้อีกแล้ว>~<

แต่วันนี้กินอิ่มมากไปคงไม่ดี เดี๋ยวคาบบ่ายจะจุกเอาเพราะต้องออกแรงในคาบเรียนฮีโร่

 

 

 

กินอิ่มแล้วก็ไปหาที่งีบก่อนเรียนคาบบ่ายดีกว่า

ฉันเดินฮัมเพลงไปตามทางอย่างสบายอารมณ์ ถึงจะไม่ได้อยากเป็นฮีโร่อะไรขนาดนั้น แต่ถ้าที่โรงเรียนมีอาหารอร่อยราคาถูกสบายกระเป๋าตังค์แบบนี้ ถือเป็นสวรรค์อย่างหนึ่งของสายกินแบบฉันเลยล่ะ

โครม!!!

เสียงเหมือนอะไรบางกระแทกพื้นอย่างแรงทำให้ฉันที่กำลังเดินไปห้องเรียนหยุดเดินแล้วหันกลับมาดูด้วยความสงสัยว่ามีอะไรเกิดขึ้น สรุปง่ายๆคืออยากเผือกเรื่องชาวบ้านนั่นเอง

“แกคิดว่าอัตลักษณ์พรรค์นั้นจะเป็นฮีโร่ได้งั้นหรอ”

“อัตลักษณ์ของแกน่ะไม่มีทางเป็นฮีโร่ได้หรอก”

“วิลเลินน่ะเหมาะกับแกมากกว่านะ”

เสียงโวยวายที่ดังมาจากใต้บันไดทำให้ฉันตัดสินใจเดินเข้าไปดูในทันที ฉันย่องมาด้านหลังก็เห็นเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งกำลังยืนล้อมกรอบใครบางคนอยู่ ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นใครเพราะโดนบัง แต่ก็พอเดาได้ว่านี่เป็นการรุมแกล้งใครสักคนเพราะเรื่องอัตลักษณ์แน่

เฮ้อ! ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน โรงเรียนอะไร ไอ้การบูลลี่คนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดี ดูมีพาวเวอร์เนี่ย มันมีอยู่ทุกที่จริง ๆ ทั้งที่นี่คือโรงเรียนสอนฮีโร่ก็ยังมีพวกคนแบบนี้อยู่ไม่มากก็น้อย

จะให้ไปตีกับชาวบ้านก็ไม่ใช่นิสัยอ่ะ งั้นเอาแบบนี้แล้วกัน

“พวกเธอทำอะไรกันอยู่น่ะ ไม่ไปเข้าเรียนหรือไง!”ฉันเลือกหลบตรงมุมอับสายตาแล้วปรับเปลี่ยนเสียงของตัวเองให้เป็นเสียงของมายเมน พูดแบบใส่อารมณ์นิดหน่อย เจ้าเด็กพวกนั้นสะดุ้งวิ่งหายกันไปคนละทิศคนละทางแบบไม่เหลียวหลัง บางคนววิ่งผ่านหน้าฉันไปแบบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าฉันยืนอยู่ตรงนี้

หลังมั่นใจแล้วว่าเจ้าเด็กขี้แกล้งพวกนั้นจะไม่ย้อนกลับมาแล้ว ฉันก็เดินออกจากที่ซ่อนเข้าไปดูอาการของคนโดนรุมแกล้งที่นั่งก้มหน้ามองพื้นในสภาพเปียกโชก

“ไม่เป็นไรนะ?”ฉันถามแล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าส่งไปให้ ตอนแรกก็แค่คิดว่าเป็นเด็กโดนแกล้งทั่วไป พอเจ้าตัวเงยหน้ามาเท่านั้นแหละ

เวร! ชินโซ ฮิโตชิ! ลูกศิษย์No.1ของมายเมนฉันเอง

ผมสีม่วงเปียกลู่แนบไปกับใบหน้าซีด ขอบตาดำคล้ำกับดวงตาสีม่วงที่มองมาอย่างเฉยชาราวกับปลาตาย ไม่ยอมรับผ้าเช็ดหน้าไปเสียที ท่าทางต่อต้านสังคมทำให้ฉันอดคิดเล่น ๆ ในหัวไม่ได้ว่า...

ศิษย์อาจารย์คู่นี้ เสพหรือขายบอกมา!

เล่นเกมจ้องตากันอยู่เกือบห้านาที เป็นฉันที่ทนไม่ไหวเดินเข้าไปใกล้แล้วจัดการสะบัดผ้าเช็ดหน้าของตัวเองวางลงบนกลุ่มผมสีม่วง ก่อนจะขยี้มันอย่างแรงด้วยความหมั่นไส้ปนเอ็นดู

“เฮ้!!”คนโดนกระทำร้องเสียงหลง แต่มีหรือฉันจะสน ออกแรงเพิ่มเข้าไปอีกจนกลายเป็นว่าอีกฝ่ายพยายามเบี่ยงตัวหลบ ส่วนฉันก็ไล่ตามเช็ดผมให้อีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ สุดท้ายชัยชนะก็เป็นของฉัน

“อย่าลืมกินยาดักไว้ด้วยล่ะ”ฉันพูดขณะที่เช็ดผมให้ฮิโตชิอยู่สักพักก่อนจะขอตัวออกมาเพราะเห็นเด็กห้องเอบางส่วนเดินผ่านหน้าไปที่ห้องเรียน ก่อนไปฉันหันมายิ้มแล้วโบกมือลาทิ้งท้ายก่อนกลับห้อง“หวังว่าครั้งหน้าที่เจอกัน นายจะดูดีกว่าตอนนี้ล่ะ ไปนะ”

เจ้าของดวงตาสีม่วงมองตาแผ่นหลังเด็กสาวที่โผล่เข้ามาช่วยเขาเอาไว้ด้วยความรู้สึกหลากหลายปะปนกันไป แต่ที่เห็นชัดคือดวงตาปลาตายนั้นมีประกายความสุขวาบผ่านชั่วครู่ก่อนจะกลับมาเฉยชาดังเดิม ก้มมองผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดที่บัดนี้เปียกชื้นจากการใช้เช็ดผมที่เปียกน้ำของเขา มือแกร่งพับเก็บผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นลงกระเป๋าแล้วยันตัวลุกขึ้นกลับห้องไป

“คนประหลาด”

ไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับเขาตั้งแต่ที่รู้ว่าเขามีอัตลักษณ์อะไร ไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นพอรู้แล้วจะตีตัวออกห่างเขาหรือเปล่านะ เขาได้แต่หวังว่าเด็กคนนั้นจะไม่ถอยหนีออกห่างจากเขาเหมือนอย่างคนอื่น มันเป็นความหวังเล็ก ๆ ของคนที่ถูกผู้คนถอยห่างเพราะอัตลักษณ์

 

 

 

ในที่สุดก็ถือคาบบ่ายที่หลายคนรอคอย...คาบเรียนฮีโร่กับอาจารย์ออลไมท์

ฉันยืนปิดปากหาวด้วยความง่วง หลังจากช่วยฮิโตชิเสร็จแทนที่จะได้นอนพักเอาแรง ดันกลายเป็นว่าฉันกลับถึงห้องเรียนก่อนเริ่มเรียนคาบบ่ายแค่ไม่กี่นาที เลยกลายเป็นว่าหย่อนตัวนั่งเก้าอี้ปุ๊บ ออลไมท์ก็เข้ามาบอกให้พวกเราห้องเอเปลี่ยนชุดคอสตูมไปรวมกันที่สนามสอบภาคปฏิบัติตอนสอบเข้ายูเอย์ปั๊ป

ชุดคอสตูมของคนอื่นก็เป็นเหมือนที่เห็นในอนิเมะ โดยเฉพาะของน้อนที่เห็นก็รู้เลยว่าต้นแบบมาจากไหน ไม่ต้องหาที่ไหนไกล อาจารย์ของวิชาวันนี้อย่างออลไมท์นั่นเอง ส่วนชุดคอสตูมของฉัน ตอนแรกระแวงแทบตายว่าจะหลุดโลกหรือเปล่า แต่พอมาเห็นของจริงดันเรียบง่ายและเคลื่อนไหวสะดวกกว่าที่คิดไว้เยอะเลยล่ะ

ถึงจะไม่ชอบใจเรื่องกระโปรงที่สั้นไป(ไม่)หน่อย แต่ดูภาพรวมแล้วก็ออกมาโอเคล่ะนะ อุปกรณ์เสริมของชุดคอสตูมนี้คือดาบคาตานะหนึ่งเล่มที่น่าจะช่วยเสริมด้านการพลิกแพลงการใช้งานอัตลักษณ์ที่ฉันยังทำความเข้าใจกับมันไปได้ไม่ถึงครึ่ง

“อ๊ะ”ฉันร้องเสียงหลงเมื่อรู้สึกถึงสายตาประหลาดด้านหลัง พอหันกลับไปก็พบกับเจ้าเด็กหัวองุ่นที่ทำหน้าตาพิลึก ๆ มองใต้กระโปรงฉันอยู่ ฉันยกมือรวบกระโปรงด้านหลังในทันทีก่อนจะเขยิบตัวหนีมายืนหลบอยู่ข้างคัตซึกิที่ทำตัวเหมือนลูกหมาปอมที่เห่าขู่ชาวบ้านเขาไปทั่ว

อย่างน้อยตรงนี้ก็ปลอดภัยกว่าล่ะนะ

ฉันหันกลับมาสนใจกับบทเรียนในวันนี้อีกครั้ง ออลไมท์พึ่งอธิบายบทเรียนวันนี้จบพอดี ชายร่างยักษ์หยิบกล่องฉลากสีเหลืองขึ้นมาโชว์ให้นักเรียนจับฉลากเลือกคู่ของตัวเอง ฉันยืนมองตัวอักษรบนกระดาษแล้วชูมือขึ้นสุดแขนเป็นเชิงขออนุญาต

“อาจารย์คะ เหลือเศษหนึ่งแบบนี้จะจับคู่ยังไงคะ”ไม่กลุ้มเรื่องที่ตัวเองเป็นเศษ แต่กลุ้มที่ไม่รู้ว่าจะเรียนวิชาวันนี้ยังไง เพราะทั้งห้องมีกันอยู่ยี่สิบเอ็ดคน

“มาสู้ฉันก็แล้วกันนะ สาวน้อยมารุมิยะ”ฉันพยักหน้ารับ ก่อนจะหนาววูบกับสายตาไม่พอใจของลูกหมาปอมที่จ้องมองมาแล้วส่งเสียงขู่ในลำคอ ดูก็รู้ว่าอิจฉาอยากสู้กับออลไมท์ แต่บทมันมาแบบนี้จะให้ทำไงล่ะ

พอรู้ว่าตัวเองต้องสู้กับออลไมท์ ฉันก็เริ่มวางแผนหาทางเอาตัวรอดในทันที ถึงจะไม่ชนะแต่ก็ไม่อยากแพ้แบบอนาถอ่านะ

แน่นอนว่ากลุ่มแรกที่ลงสนามคือกลุ่มของน้อนกับโอชาโกะจังและกลุ่มของคัตซึกิกับหัวหน้าห้อง สมาชิกที่เหลือย้ายตัวเองมาอยู่ในห้องสังเกตการณ์เพื่อดูการต่อสู้ในสถานที่ที่ปลอดภัย ฉากในวิชานี้ฉันดูวนมาหลายรอบแล้วเพราะงั้นเลยไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก

สิ่งที่ฉันสนใจตอนนี้คือวางแผนไว้สำหรับการต่อสู้จำลองที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ยิ่งวางแผนรับมือไว้มากเท่าไหร่ โอกาสรอดของฉันก็มีมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าจำไม่ผิดการต่อสู้นี้จำกัดเวลาไว้ที่สิบห้านาที แข่งทั้งหมดห้ารอบก่อนมาถึงตาฉัน ต้องคิดเผื่อรอบของเด็กเด๋อที่จบในไม่ถึงสามนาทีด้วย

ภายในสามสิบนาทีฉันต้องหาแผนรับมือกับออลไมท์ให้ได้

ทักษะการต่อสู้ ความเร็ว ประสบการณ์ การรับมือต่อเรื่องไม่คาดคิด รวมถึงพละกำลัง ออลไมท์มีมันมากกว่าฉันทั้งหมดไม่ว่าจะในด้านไหน แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของออลไมท์คือการต่อสู้ตรง ๆ แบบซึ่งหน้า การต่อสู้ในตึก ในอาคารค่อนข้างจะเป็นจุดอ่อน(?)ของออลไมท์เป็นแน่ ถ้าฉันใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้ ถึงจะไม่ชนะ แต่ก็มีสิทธิยื้อได้อย่างน้อยสิบนาที

แค่สิบนาทีก็เกินพอแล้ว ให้สู้กับคนที่รู้ว่ายังไงก็ไม่ชนะมันเปลืองพลังงานในการใช้ชีวิตของฉันเกินไปอ่านะ เสียเวลานอนแบบสุดๆ

เพราะงั้นไม่จำเป็นต้องชนะ แค่ยื้อไว้ให้ได้ก็พอ

ฉันจมอยู่กับความคิดตัวเองร่วมสิบนาที รู้ตัวอีกทีคือตอนที่รู้สึกหนาวยะเยือกจากอัตลักษณ์ของเด็กเด๋อที่เล่นแช่แข็งอาคารทั้งอาคารภายในเวลาไม่ถึงนาที ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรให้มากความเมื่อเห็นเด็กเด๋อเดินกลับเข้ามาฉันเดินเข้าไปหาแล้วใช้ปลายดาบเคาะลงกลางหัวสองสีนั่นในทันที

ป๊อก!

คนโดนเคาะหัวทำหน้ามึนงงใส่ฉันว่าทำไมต้องทำร้ายกันด้วย

“จะแช่แข็งก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่นายต้องคำนึงถึงสถานการณ์โดยรอบด้วย จริงอยู่ที่ว่าในการทดสอบนี้มีแค่สี่คน แต่การแช่แข็งอาคารของนายเมื่อกี้มันส่งผลกระทบถึงคนในห้องสังเกตการณ์ด้วย ดังนั้นในฐานะฮีโร่แล้วเมื่อกี้ถือว่าไม่ผ่านนะโชโตะ”ฉันอธิบายถึงสาเหตุที่ลงมือประทุษร้ายร่างกายเด็กเด๋อที่พยักหน้ารับฟังคำพูดฉันด้วยท่าทางเหมือนเด็กเล็ก ๆ

คุณแม่ล่ะ เสียงในใจของเด็กห้องเอที่เห็นเหตุการณ์ของเด็กสาวที่ไม่สุงสิงกับใครกำลังดุนักเรียนโควต้าผู้เงียบขรึม

“เข้าใจแล้ว”

“ดีมาก”ยกมือลูบหัวเด็กเด๋อเหมือนที่ชอบทำกับแมวที่เลี้ยงไว้ตอนที่อยู่โลกเก่า ก่อนจะดึงมือกลับเมื่อรู้ตัวว่าเผลอทำอะไรแปลก ๆ ออกไป

“ไม่ลูบต่อล่ะ”

อ่า เหมือนแมวจริง ๆ ล่ะนะ ดูไม่เข้าสังคมแต่ดันขี้อ้อนจนน่าเอ็นดู

“จ้าๆ”ฉันถอนหายใจแล้วลูบหัวคนที่เอนหัวสองสีลงมาในระดับสายตาของฉัน เลยกลายเป็นว่าตลอดการทดสอบหลังจากนั้น ฉันต้องยืนลูบหัวเด็กเด๋อจนถึงตาของตัวเองเลยล่ะนะ

เฮ้อ! เหมือนเลี้ยงลูก ทั้งที่แฟนสักคนยังไม่เคยมี

 

 

 

และแล้วก็ถึงตาของฉันสักที

การทดสอบนี้เป็นการปะทะแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ออลไมท์เป็นวิลเลิน ส่วนฉันเป็นฮีโร่ สถานที่คืออาคารสูงสี่ชั้น ซึ่งตอนนี้ออลไมท์ประจำอยู่หน้านิวเคลียร์บนชั้นสี่แล้วอย่างแน่นอน ส่วนฉันยืนอยู่หน้าอาคาร เข้าไปทางปกติคงโดนออลไมท์จับได้ในทันทีอย่างแน่นอน คงต้องใช้แผนบุกอย่างเงียบเชียบจากด้านนอกล่ะนะ

ฉันวางมือลงบนพนังตึก ใช้อัตลักษณ์ปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากพนังเรียบ ๆ ให้มีทางต่อยาวขึ้นไปถึงดาดฟ้า ฉันแตะขาตัวเองเพื่อปรับโครงสร้างกล้ามเนื้อขาให้มีพละกำลังและความเร็วมากขึ้นเพื่อส่งตัวเองขึ้นไปบนดาดฟ้าตามที่วางแผนเอาไว้ ระหว่างวิ่งขึ้นไปตามทางที่สร้างขึ้น ฉันได้ยินเสียงออลไมท์หัวเราะเลียนแบบตัวร้ายแว่วมาให้ได้ยิน

เพียงครู่เดียวฉันก็มาอยู่บนดาดฟ้าของอาคารเป็นที่เรียบร้อย พอดีกับที่พนังตึกกลับไปอยู่ในรูปลักษณ์เดิมของมัน ก่อนจะดีดตัวถอยจากจุดที่ยืนอยู่พอดีกับที่พื้นที่ฉันอยู่เมื่อครู่แตกกระจายออกพร้อมกับร่างยักษ์ของออลไมท์ปรากฏขึ้นตรงหน้า

“เป็นการลักลอบที่ดีนะสาวน้อยมารุมิยะ แต่เสียงฝีเท้าของเธอมันดังพอที่จะทำให้ฉันรู้ว่าเธออยู่ตรงไหน”

ก็สมกับเป็นออลไมท์ล่ะนะ ฉันก็ไม่คิดว่าฮีโร่อันดับ 1 จะพลาดท่ากับแผนเด็ก ๆ แบบนี้หรอกนะ

“คงงั้นแหละค่ะ แต่ดีแล้วหรอคะที่มาอยู่ด้านบนแบบนี้?”ฉันเลียนแบบรอยยิ้มของมายเมนเพื่อปั่นประสาทของออลไมท์ ขณะเดียวกันก็ก้าวถอยห่างสร้างระยะจากออลไมท์ พื้นที่แตกออกเผยให้เห็นภาพรวมภายในชั้นสี่ รวมถึงมองเห็นชัดเลยว่านิวเคลียร์ตั้งอยู่ที่ไหน

“คิดจะทำอะไรล่ะสาวน้อยมารุมิยะ”ถึงปากจะถามแบบนั้นแต่การพุ่งตัวเข้ามาของออลไมท์ทำให้ฉันตัดสินใจใช้แผนที่พึ่งคิดออกเมื่อครู่ออกมาในทันที ปลายดาบกระแทกกับพื้นดาดฟ้าก่อนจะแตกกระจายออกจนร่างของฉันร่วงลงไปด้านล่าง ออลไมท์เบิกตากว้างพุ่งตัวเข้ามาหา ฉันยิ้มกว้างเมื่อเห็นออลไมท์เสียจังหวะไป แม้จะเพียงชั่วครู่แต่ก็เพียงพอต่อการดำเนินแผนการของฉัน

ข้อได้เปรียบใหญ่ที่สุดของฉันคือไม่มีใครรู้ว่าอัตลักษณ์ของฉันมันทำอะไรได้บ้างยังไงล่ะ ฉันเปลี่ยนโครงสร้างดาบในมือให้กลายเป็นแส้สะบัดแขนออกไปปลายแส้ตวัดรัดปลายหัวจรวดนิวเคลียร์ จังหวะเดียวกับที่ออลไมท์พังเพดานลงมา ฉันเปลี่ยนโครงสร้างแส้ในมือให้หดสั้นลง ร่างของฉันลอยไปตามแรงพุ่งเข้าหานิวเคลียร์ในความเร็วพอ ๆ  กับออลไมท์ที่พุ่งตามมา แต่ระยะห่างเพียงไม่กี่เซนนั่นก็เพียงพอให้ฉันแตะที่นิวเคลียร์ได้ก่อนออลไมท์สัมผัสตัวฉันเพียงเสี้ยววินาที

ถ้าเมื่อกี้ออลไมท์ไม่ชะงักไปล่ะก็ ผลแพ้ชนะอาจตาลปัตรกันเลยก็ได้ ในสถานการณ์แบบนี้ใครชิงไหวชิงพริบได้ก่อน แม้จะเป็นเพียงไม่กี่วินาทีก็เพียงพอที่จะส่งผลต่อชัยชนะที่จะเกิดขึ้น

Wins!!!!!

“ทีมฮีโร่เป็นฝ่ายชนะ”ออลไมท์ประกาศแล้วยื่นมือมาช่วยดึงฉันที่หมดแรงนั่งแหมะอยู่บนพื้น ที่หมดแรงน่ะเพราะใช้สมองคิดแผนหาทางรอดจากเหตุการณ์บนดาดฟ้านั่นแหละ เมื่อกี้ถ้าพลาดแม้แต่นิดเดียว คนแพ้ต้องกลายเป็นฉันอย่างแน่นอน

“เก่งมากเลยนะที่รู้จักใช้พื้นที่โดยรอบให้เป็นประโยชน์ แต่การฝืนตัวเองมากเกินไปมันไม่ส่งผลดีหรอกนะ สาวน้อยมารุมิยะ”ฉันพยักหน้ารับ ครั้งนี้ฝืนมากเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ อัตลักษณ์พึ่งเคยใช้ได้แค่สองสามวัน แต่ดันต้องมาทดสอบกับออลไมท์ฮีโร่อันดับหนึ่ง เลยกลายเป็นว่าการทดสอบนี้ฉันฝืนตัวเองแบบสุด ๆ ไปเลยล่ะ

ว่าแต่ฉัน คุณเองก็ฝืนตัวเองอยู่เหมือนกันแท้ ๆ อยากจะตอบแบบนั้นกลับไปหรอกนะ แต่ตอนนี้ไม่ไหวแล้วอ่ะ หนังตาหนักสุด ๆ รู้อีกทีภาพก็ดับวูบไปแล้ว

คร่อก!!! 

zzZ

 

 

 

“อ่า ที่นี่...ห้องพยาบาล?”ตื่นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองนอนแหมะอยู่บนเตียงห้องพยาบาลเสียแล้ว หันไปด้านข้างก็พบว่าน้อนยังนอนไม่ได้สติอยู่เลย ไม่ไกลรีคัฟเวอรี่เกิร์ลกำลังนั่งพิมพ์อะไรบางอย่างอยู่

ฉันยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วก็พบว่ารู้สึกสดชื่นผิดกับตอนก่อนสลบไป อัตลักษณ์ของเด็กนี่น่ากลัวจริง ๆ แค่นอนไม่กี่ชั่วโมงก็ฟื้นตัวเองกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้แล้ว ถึงจะไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาตั้งแต่แรก แต่การใช้สมองหนัก ๆ ก็น่าจะทำให้ปวดหัวแท้ ๆ แต่นี่ไม่เหลืออาการอะไรเลย แข็งแรงแบบสุด ๆ 

“ตื่นแล้วหรอ”

“ค่ะ”

“รู้ตัวแล้วก็กลับห้องไปได้แล้วล่ะ ไม่ได้มีอาการบาดเจ็บอะไร แค่อ่อนเพลียเท่านั้นเอง”

“ขอบคุณค่ะ”

ฉันพยักหน้ารับ โค้งขอบคุณรีคัฟเวอรี่เกิร์ลแล้วเดินกลับห้อง ก่อนกลับฉันแวะเปลี่ยนกลับมาเป็นชุดนักเรียน พอมาถึงห้องก็ต้องผงะเมื่อเปิดประตูเข้าไปแล้วเจอเหตุการณ์แบบเดียวกับของน้อนที่จะเจอในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า นั่นคือการโดนเพื่อนร่วมห้องพุ่งเข้ามาแนะนำตัวพร้อมกับพูดถึงเรื่องที่ฉันต่อสู้กับออลไมท์ได้อย่างชาญฉลาด

ฉันยิ้มรับไม่ได้พูดอะไร แต่ก็ไม่ได้ผลักไสเด็กคนอื่นออกไป ตอบคำถามที่ตอบได้ อะไรไม่อยากตอบก็แค่ยิ้มให้เท่านั้น จมอยู่ในกลุ่มเพื่อนเกือบสิบนาที ฉันก็หลุดพ้นออกมาถึงโต๊ะของตัวเองจนได้ ยังไม่ทันนั่งโต๊ะ ก็โดนเด็กเด๋อคว้าหมับที่ข้อมือ ดวงตาสองสีมองสบกันก่อนที่ฉันจะถอนหายใจพยักหน้ารับข้อความที่ส่งผ่านสายตาสองสีมา

-ไปกินโซบะเย็นกัน- น่ะนะ

เหมือนเลี้ยงลูกไม่มีผิด ทำผิดก็ดุ พออ้อนก็ตามใจแบบไม่คิดปฏิเสธ

เหอ ๆ

 

 

 

Talks ท้ายเรื่อง

สองตอนผ่านไปน้องได้ลูกชายค่ะ พ่อเด็กเป็นใครไม่รู้ แต่ที่รู้คือเด็กติดแม่มากค่ะ

เด็กเด๋อในสายตาน้อง มองเป็นเด็กตะเล็กตะน้อย ทั้งที่ตัวโตกว่าน้องเยอะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 262 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

173 ความคิดเห็น

  1. #153 dokidokiprecure (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 10:12

    น้อนนนนน

    #153
    0