Fic : BNHA/Boku no Hero Academia รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นเด็กห้อง1Aไปแล้วล่ะ(??? X OC)

ตอนที่ 22 : Chapter 21 : เรื่องน่าตกใจ!?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,227
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 186 ครั้ง
    22 ส.ค. 63

Chapter 21 : เรื่องน่าตกใจ!?

"เป็นไงบ้าง"พอมาถึงโต๊ะเด็กเด๋อก็ลากเก้าอี้มานั่งจ้องหน้าฉันที่เดินปิดปากหาวเข้ามาในห้อง

"ก็สนุกดี"ฉันตอบไปด้วยเสียงงัวเงีย

ใครจะไปคิดล่ะว่าสองวันสุดท้ายก่อนฝึกงานเสร็จจะเจองานใหญ่อย่างการบุกถล่มแก็งค์ค้ายากันล่ะ หัวทีมบุกในครั้งนี้คือแฟตกับมาโคโตะที่แท็กทีมกันบุกเข้าไปชิงตัวประกันออกมาอย่างง่ายดาย โดยมีการสนับสนุนจากไซด์คิกของแฟตกัมและทามะคุงที่คอยจัดการพวกที่เหลือรอดออกมาทางประตู ส่วนฉันก็ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้ใช้อัตลักษณ์ในการควบคุมพื้นที่ไม่ให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ถึงงานมันจะสนุกที่ได้ออกแรงหลังจากนั่งงก ๆ ทำเอกสารมาหลายวัน

แต่แบบนี้ก็กินแรงกันเกินไปหนา เล่นให้ฉันใช้อัตลักษณ์ครอบคลุมพื้นที่ทั้งโกดังแบบนั้นน่ะ แล้วยังต้องฝืนใช้อัตลักษณ์จนสลบไป ยังดีที่ได้ทามะคุงดูแลไม่งั้นหัวฟาดพื้นไปแล้ว แถมตอนฟื้นขึ้นมาความทรงจำมันก็ขาด ๆ หาย ๆ ไปเกือบค่อนวัน จนเมื่อเช้านั่นแหละที่ความทรงจำของฉันกลับมาครบ

และจากเหตุการณ์นี้ทำให้ฉันรู้เลยว่าข้่อเสียหลักของอัตลักษณ์ของฉันคือมันส่งผลต่อความทรงจำบางส่วน ถึงจะไม่ได้หายไปถาวร แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องดีนักหรอกที่ความทรงจำมันหายไปน่ะ

พอจบงานแฟตก็พาไปเลี้ยงทาโกยากิส่งท้ายก่อนที่ฉันจะขี่หลังมาโคโตะกลับบ้าน แทนที่จะได้นั่งรถไฟกลับดี ๆ แบบคนอื่นเขา ดันถูกบังคับให้ขี่หลังหมาป่าตัวเขื่องขนาดห้าเมตรกลับบ้านซะงั้น  

ถึงมันจะใช้เวลาน้อยกว่า(มาก) แต่ฉันอยากนอนเอาแรงบนรถไฟมากกว่านี่นา

"ตาแก่บอกว่าเธอเจองานใหญ่ก่อนกลับ"

"อ่า ก็ใช่ จับกุมแก็งค์ค้ายาน่ะ ถึงจะไม่ได้ไปลุยแนวหน้าแต่ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่"ฉันเอนตัวฟุบหน้าลงกับโต๊ะ เด็กเด๋อที่เห็นฉันใกล้ชัทดาวน์ตัวเองเต็มทีเลยกลับไปนั่งคุยกับน้อนและหัวหน้าห้องต่อ ไม่นานพวกเด็ก ๆ ก็เข้ามาจับกลุ่มคุยกับพวกสามแสบเรื่องของสเตน จนลากยาวมาถึงเรื่องอุดมการณ์ของสเตน

"พอได้ดู ฉันก็ได้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวและอุดมการณ์ของเจ้านั่น...จนคิดว่ามันเท่มาก ๆ เลยล่ะ"

"คามินาริคุง!"

"อ๊ะ...อ...ขอโทษนะ"เจ้าหนูปิกาจิยกมือปิดปากหน้าแหยเมื่อโดนน้อนเรียกชื่อ เพราะไม่อยากให้กระทบกับจิตใจของหัวหน้าห้อง

"ฮ้าว! ถึงจะอยู่คนละฝั่งแต่อุดมการณ์ของเขาก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนี่"ฉันยกมือปิดปากหาวแล้วพูดขึ้นมา"ถึงการกระทำมันจะรุนแรงเกินไปแต่มันก็เป็นแรงกระตุ้นที่ดีล่ะนะ...กับคำถามที่ว่าฮีโร่ที่แท้จริงคืออะไรกันแน่?"

"มะ...มารุมิยะซัง"

"การมีอุดมการณ์ไม่ใช่สิ่งที่ผิด การกระทำของนักฆ่าฮีโร่เอง...ถึงจะไม่ใช่สิ่งที่ถูก แต่ฉันก็ไม่คิดว่ามันผิดอะไร...อย่าพึ่งพูดขัดฉันยังพูดไม่จบ"ฉันปรายตามองน้อนที่พยายามจะพูดเถียงด้วยสายตานิ่ง ๆ"แง่คิดที่ว่าอะไรถูก อะไรผิดมันเป็นสิ่งที่สังคมสร้างมันขึ้นมาต่างหากล่ะ สิ่งที่เรียกว่าค่านิยมไงล่ะ ถ้าไม่เห็นด้วยก็ว่าผิด ถ้าเห็นด้วยก็ว่าถูก พวกนายไปบังคับให้คนทุกคนคิดเหมือนกันไม่ได้หรอกนะ แต่เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันได้มันถึงต้องมีการประนีประนอม รู้จักปรับตัวเข้าหากันยังไงล่ะ และสิ่งที่นักฆ่าฮีโร่ทำมันก็แค่การสร้างค่านิยมความคิดอีกรูปแบบหนึ่งขึ้นมาในสังคมก็เท่านั้น พวกนายที่ยอมรับการกระทำที่เขาทำไม่ได้ถึงได้มองว่ามันผิด แต่ลองมองในมุมกลับกันดูสิ คนที่เห็นด้วยกับความคิดนี้ก็มองว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง...จริงมั้ยล่ะ"

"แต่ว่า..แนวคิดพวกนั้นมันเหมือนกับวิลเลินเลยไม่ใช่หรอครับ"

"อิซึคุ ในความคิดของนาย วิลเลินคืออะไร? ฮีโร่คืออะไร?"ฉันไม่ตอบแต่ถามกลับไป พวกยึดมั่นในความเป็นฮีโร่แบบสุดกู่น่ะฉันไม่ได้เกลียด แต่แนวความคิดบางอย่างฉันก็ไม่ได้ชอบมันเหมือนกัน

"ผม...ฮีโร่คือคนที่สามารถปกป้องผู้คนได้ วิลเลินคือคนร้ายกาจที่ชอบทำอะไรตามใจตัวเองอย่างไร้เหตุผล...ครับ"

"ก็ไม่ผิด แต่...ก็ไม่ถูก"

"เอ๊ะ!"

"ก็เหมือนกับสิ่งที่นักฆ่าฮีโร่ทำยังไงล่ะ คำตอบที่ฉันถามไปมันไม่มีผิด มีถูก มันขึ้นอยู่กับค่านิยม ความคิดของแต่ละคนว่ามองออกมาเป็นยังไงต่างหาก สำหรับพวกนายเขาอาจเป็นวิลเลินสุดร้ายกาจ แต่สำหรับบางคนเขาอาจจะเป็นฮีโร่ก็ได้...ฉันก็ไม่ได้สนับสนุนแนวคิดในการ'ฆ่าคน'หรอกนะ แต่ว่าเรื่องบางเรื่องถ้ามันคุยกันไม่รู้เรื่อง การใช้ความรุนแรงมันก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพียงแต่ว่าหากเลือกได้ก็คงไม่มีใครอยากใช้ทางเลือกนี้นักหรอก ถ้าคน ๆ นั้นไม่จนตรอกหรือสิ้นหวังจนถึงขีดสุด...เคยบอกไปแล้วนี่ถ้าคิดจะเป็นฮีโร่ล่ะก็ต้องมีมุมมองความคิดที่มันกว้าง ๆ หน่อย อย่าใช้อคติ ให้ใช้เหตุผลในการมอง"

ฉันยืดกอดอกกวาดตามองพวกเด็ก ๆ ที่พร้อมใจกันลากเก้าอี้มานั่งตาแป๋วฟังสิ่งที่ฉันพูดอย่างตั้งใจ

"ที่พูดไปน่ะเข้าใจมั้ย?"

"คำถามครับ"หัวหน้าห้องยกมือขึ้นสุดแขน

"ว่ามา"

"พวกวิลเลินนี่จำเป็นต้องมีเหตุผลในการเป็นมันด้วยหรอครับมารุมิยะคุง"

"มีสิ ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะเป็นอะไร ไร้สาระหรือไม่ เหตุผลก็คือเหตุผลอยู่ดี ก็เหมือนพวกนายนั่นแหละ อยากเป็นฮีโร่เพราะอยากเป็นเหมือนออลไมท์ เพราะรายได้ดี เพราะอยากเท่ เพราะอยากช่้วยเหลือผู้คน เพราะเป็นความฝัน เพราะอยากจะทำ ไม่ว่าจะเหตุผลไหนมันก็เป็นสิ่งที่ผลักดันให้พวกนายมาเป็นฮีโร่ไม่ใช่หรือไง"

"ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ!"

"การช่วยเหลือคนอื่นอย่างเต็มที่เป็นเรื่องที่ดีแล้วใช่มั้ยครับ"น้อนถามต่อ

"การช่วยเหลือคนอื่น ไม่ใช่เรื่องที่ผิด ถ้าการช่วยเหลือนั้นไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเองหรือคนรอบข้างของเรา จะช่วยใครก็ได้ถ้าอยากจะทำ แต่การช่วยนั้นต้องอยู่บนเหตุผลของคำว่าไม่ทำให้คนที่รักเราเสียใจด้วย...ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เรื่องนี้มันก็แล้วแต่ความคิดส่วนบุคคลล่ะนะ ที่พูดไปมันก็แค่ความเห็นของฉันคนเดียวไม่ต้องทำตามก็ได้ แต่เก็บไว้เป็นแนวคิดก็ไม่ได้แย่อะไร"

"ครับ!"

ครืด!

"พวกแกเล่นอะไรกัน ไปมุงมารุมิยะทำไม"อาจารย์เปิดประตูเข้ามาถามเสียงเรียบ ดวงตาสีนิลหรี่มองนักเรียนห้องเอที่ไปรวมตัวกันที่โต๊ะของผู้ปกครองประจำห้อง พวกนักเรียนที่เห็นอาจารย์ประจำชั้นเดินเข้ามาก็วงแตกลากเก้าอี้วิ่งกลับโต๊ะตัวเองเกือบไม่ทัน

"เจ้าพวกบ้านี่ทำอะไรกันมารุมิยะ"เลือกถามผู้คุมประจำห้อง

"แลกเปลี่ยนความคิดกันเฉย ๆ ค่ะอาจารย์ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ"ฉันยิ้มรับ อาจารย์พยักหน้าแล้วเริ่มคาบโฮมรูม แต่ครั้งนี้ฉันไม่เหลือแรงจะฝืนทนเรียนแล้ว ขอหลับยาวยันพักเที่ยงเลยแล้วกันนะ

zzZ

 

 

 

ปึง!

"มารุมิยะ!!!!"เสียงเปิดประตูดังลั่นในช่วงพักเที่ยงที่แสนเงียบสงบที่ทั้งห้องเอเหลือเพียงเด็กสาวผมเงินที่หลับยาวมาตั้งแต่เช้านอนอยู่เพียงคนเดียว สมาชิกในห้องที่เหลือต่างแยกย้ายกันไปทานอาหารที่โรงอาหารตั้งแต่ที่ได้ยินเสียงออดหมดคาบ

"คะ?"ฉันตื่นขึ้นมาเพราะเสียงดังลั่นที่เกิดขึ้นจากพรีเซนต์ไมค์ที่วิ่งเข้ามาหาฉันด้วยสีหน้าท่าทางตื่นตระหนกและเป็นกังวลอย่างมาก

ทำไมถึงได้รู้สึก...เหมือนจะมีเรื่องชวนเสียน้ำตา?

"แบล็ควูฟอาการสาหัสตอนนี้อยู่โรงพยาบาล"

ห๊ะ!

"อะไรนะคะ"ฉันลุกพรวดตื่นเต็มตา กระโจนข้ามโต๊ะเขย่าตัวพรีเซนต์ไมค์อย่างลืมตัว  

ตอนนี้ฉันไม่รู้แล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ หัวสมองมันขาวโพลนว่างเปล่าไปหมด หูดับไปตั้งแต่ที่ได้ยินว่าอาการสาหัสจากปากของพรีเซนต์ไมค์แล้ว

"หมอนั่น...แบล็ควูฟถูกลอบทำร้ายอาการสาหัส...ตอนนี้นอนไม่ได้สติอยู่ในห้องฉุกเฉิน

ครืน!!!!

เปรี้ยง!!!

ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางหัวอย่างแรง ฉันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองคิดอะไร อยากจะทำอะไร สิ่งที่รับรู้และเข้าใจเพียงอย่างเดียวในตอนนี้ก็คือต้องไปหามาโคโตะเป็นอันดับแรก เรื่องอื่นจะเป็นยังไงก็ช่าง

"...ที่ไหน...มาโคโตะอยู่ที่ไหนคะ"

"โรงพยาบาลกลางของเมืองน่ะ ตอนนี้รีคัฟเวอรี่กะ....มารุมิยะ!!!"

ไม่รอให้รีเซนต์ไมค์พูดจบ ฉันก็พุ่งตัวออกมาจากห้องในทันที ความคิดเดียวที่เด่นชัดอยู่ในหัวคือการไปหามาโคโตะให้ไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไป ร่างกายถูกขับเคลื่อนไปตามสัญชาตญาณ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรอยู่ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกอาจารย์ใช้ผ้ามารัดตัวฉันเอาไว้ไม่ให้พุ่งเข้าไปในห้องฉุกเฉิน

"มารุมิยะใจเย็นหน่อยสิ!"ไอซาวะปรามลูกศิษย์สาวที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวตั้งแต่ที่รู้ข่าวว่าพี่ชายของตัวเองอาการสาหัส ดวงเนตรสองสีเหม่อลอยไร้แวว หยาดน้ำใสคลอเต็มหน่วยตาไหลมาตามกรอบหน้า เด็กสาวเหม่อมองเข้าไปในห้องฉุกเฉินอย่างคนไร้สติ เขาตะโกนเรียกอยู่หลายครั้งจนในที่สุดดวงเนตรสองสีกลับมามีประกายชีวิตอีกครั้ง

"อาจารย์...มาโคโตะ...พี่เป็นยังไงบ้างคะ?"ฉันถามเสียงสั่นเครือ ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะรู้สึกผูกพันกับมาโคโตะได้มากขนาดนี้ทั้งที่พวกเราอยู่ร่วมกันมาแค่ไม่กี่เดือน ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันเป็นของใคร ของฉัน หรือว่าของเจ้าของร่างตัวจริงกันแน่

แต่ไม่ว่ามันจะเป็นความรู้สึกของใคร สิ่งที่มันเหมือนกันคือ...พวกเรารักมาโคโตะ รักพี่ชายเพียงหนึ่งเดียวที่กัดฟันต่อสู้ข้ามผ่านอุปสรรคต่าง ๆ มากมายเพื่อเลี้ยงดูน้องสาวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่

มาโคโตะไม่เคยบ่นเรื่องงาน ไม่ว่างานนั้นมันจะยาก จะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม ทุกครั้งที่กลับมาบ้านเขามักจะกลับมาพร้อมรอยยิ้มและอ้อมกอดที่มีไว้เพื่อปกป้องน้องสาวเพียงคนเดียวของตัวเองเสมอ เป็นพี่ชายที่บางครั้งอาจจะเย็นชาไปบ้าง แต่ก็เป็นพี่ชายที่รักน้องสาวมากที่สุึดคนหนึ่ง

"รีคัฟเวอรี่เกิร์ลกำลังรักษาอยู่ หมอนั่นต้องไม่เป็นอะไร"คำตอบของอาจารย์ไม่ได้ช่วยให้ฉันเบาใจเลยสักนิด ถ้าไม่ได้เห็นว่าอาการของมาโคโตะเป็นยังไง ปลอดภัยหรือเปล่า ก็ยังวางใจไม่ได้อยู่ดี

"หรอคะ...ขอโทษที่สติแตกค่ะ"ฉันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน แล้วแหงนหน้ามองอาจารย์ก่อนจะเอ่ยปากขอโทษที่ตัวเองเผลอสติแตกทำอะไรไม่ยั้งคิดอย่างการจะบุกเข้าไปในห้องฉุกเฉิน

งี่เง่าชะมัด! ทั้งที่สอนหัวหน้าห้องซะดิบดีว่าอย่าเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง แต่สุดท้ายฉันก็ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับอารมณ์เหล่านั้นแล้วปล่อยตัวทำตามสัญชาตญาณไปซะได้ ถ้าไม่ได้อาจารย์ห้ามไว้เรื่องมันคงวุ่นวายกว่านี้

"ช่างเถอะ ฉันแค่แวะมาดูลาดเลาเฉย ๆ เธอมานี่แล้วฉันจะได้กลับ เรื่องโรงเรียนฉันให้ลาได้ไม่เกินสามวัน"

"ขอบคุณค่ะอาจารย์"ฉันยิ้มขอบคุณ รู้เลยว่ารอยยิ้มของฉันตอนนี้มันอ่อนแรงแค่ไหน มือสากของอาจารย์ยีหัวฉันเพื่อปลอบใจก่อนที่เจ้าตัวจะกลับไปทำงานของตัวเองต่อที่โรงเรียน

ฉันนั่งกุมมือภาวนารอให้หมอออกมาจากห้องฉุกเฉินเพื่อถามอาการของมาโคโตะว่าเป็นยังไง ดวงตาจดจ้องไปที่ประตูห้องฉุกเฉินแทบไม่กระพริบตา ถ้าประตูถูกเปิดออกมาฉันจะได้พุ่งตัวเข้าไปหาหมอเพื่อสอบถามอาการของมาโคโตะ

ขอร้องล่ะ...ปลอดภัยทีเถอะ

...พี่

 

 

 

ในที่สุดช่วงเวลาที่ฉันรอคอยก็มาถึง ประตูห้องฉุกเฉินถูกเปิดออก คนแรกที่ก้าวออกมาคือคุณหมอวัยกลางคนที่สีหน้าเคร่งเครียด เดินตีคู่มากับรีคัฟเวอรี่เกิร์ล

แอ๊ด!

"อาการเป็นยังไงบ้างคะ?"น่าแปลกที่พอถึงเวลาจริง ฉันกลับสงบอย่างน่าเหลือเชื่อ ฉันเดินเข้าไปถามรีคัฟเวอรี่เกิร์ลที่แสดงท่าทางตกใจที่เห็นฉันอยู่ที่นี่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฉันสนใจ สิ่งที่ฉันอยากจะรู้มากที่สุดในตอนนี้ก็คืออาการของมาโคโตะว่าเป็นยังไงบ้าง

"ขอโทษนะครับ ทางเราไม่มีนโยบายบอกข้อมูลคนไข้ให้กับคนนอก"

"ไม่ต้องหรอก เด็กคนนี้เป็นน้องของแบล็ควูฟ"คำพูดของรีคัฟเวอรี่เกิร์ลทำให้คุณหมอแสดงท่าทีตื่นตระหนกก่อนจะยอมปริปากบอกอาการของมาโคโตะให้ฟัง

"ถ้าเป็นญาติคนไข้ก็ไม่มีอะไรต้องปิดบัง อาการของแบล็ควูฟส่วนใหญ่ได้รีคัฟเวอรี่เกิร์ลช่วยรักษาไปให้บ้างแล้ว แต่ปัญหาใหญ่คือแบล็ควูฟได้รับบาดเจ็บภายในอย่างหนัก อวัยวะบางส่วนแม้จะได้รับการฟื้นฟูไปแล้ว แต่ก็มีที่หัวใจที่ทำได้เพียงแค่ยื้อรอให้ร่างกายแข็งแรงกว่านี้ถึงจะทำการรักษาได้ กระดูกหักหลายส่วน ทางโรงพยาบาลได้ทำการดามเฝือกให้กับคนไข้แล้วและคนไข้ยังได้รับแรงกระทบกระเทือนที่ศีรษะอย่างรุนแรงอาจทำให้กลายเป็นเจ้าชายนิทรา หมอไม่สามารถบอกได้ว่าคนไข้จะมีโอกาสฟื้นมาอีกหรือไม่ แต่หมอจะพยายามทำให้ดีที่สุด"

"เท่าไหร่...โอกาสฟื้นของพี่มีเท่าไหร่คะ?"ฉันไม่สนใจด้วยซ้ำว่าหมอพูดอะไรมา สิ่งที่ฉันโฟกัสและจับใจความได้มีเพียงแค่มาโคโตะอาจกลายเป็นเจ้าชายนิทราไปตลอดชีวิต ตอนนี้ฉันไม่ได้สนด้วยซ้ำว่ามาโคโตะอาการสาหัสมากน้อยแค่ไหน ที่ฉันสนมีแค่มาโคโตะมีโอกาสฟื้นหรือเปล่าเท่านั้น

"สิบเปอร์เซนต์ หรืออาจจะน้อยกว่านั้นหากร่างกายยังอาการโคม่าแบบนี้"หมอตอบเสียงเครียด

"ทั้งที่พี่มีอัตลักษณ์ที่ช่วยฟื้นฟูตัวเองงั้นหรอคะ?"ฉันถามกลับไปเสียงเรียบ

"อาการครั้งนี้มันสาหัสมากจนอัตลักษณ์ฟื้นฟูไม่ทันน่ะสิ ได้แต่หวังว่าอัตลักษณ์นั้นจะช่วยให้เจ้าตัวแสบฟื้นขึ้นมาเร็วขึ้นอีกสักนิดก็ยังดี"รีคัฟเวอรี่เกิร์ลตอบกลับมา

"หรอคะ"ฉันพยักหน้ารับนิ่ง ๆ ก้มมองที่รีคัฟเวอรี่เกิร์ล"ฉันเข้าเยี่ยมได้มั้ยคะ?"

"ได้สิ จะอยู่เฝ้าเลยมั้ย?"

"ค่ะ"ฉันพยักหน้ารับเดินผ่านรีคัฟเวอรี่เกิร์ลเข้าไปในห้องฉุกเฉิน...ไม่สิ ต้องเรียกว่าห้องวีไอพีมากกว่าสินะ

พอเข้ามาสิ่งแรกที่เห็นคือร่างของมาโคโตะที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง ทั่วร่างถูกพันไปด้วยผ้าพันแผล ที่แขนซ้ายและขาขวาถูกดามเฝือก บนหน้าถูกครอบด้วยเครื่องช่วยหายใจกับสายระโยงระยางที่ห้อยอยู่เหนือร่างของมาโคโตะ

"ทั้งที่เมื่อเช้ายังคุยกันอยู่เลยแท้ ๆ แค่ไม่กี่ชั่วโมงทำไมถึงได้มานอนแบบนี้กันละคะ...พี่"ยกมือลูบไล้ไปตามกรอบหน้าของคนที่สลบไม่ได้สติ น้ำตาที่หยุดไหลไปแล้วหลั่งรินออกมาอีกครั้ง

"จำได้มั้ยว่าพี่เคยสัญญาว่าจะไม่ทิ้งกันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามน่ะ...รู้มั้ยว่ามิจิรุ เด็กคนนี้เขาเชื่อมั่นมาตลอดเลยนะถึงได้พยายามสอบเข้ายูเอย์น่ะ ถ้าฟื้นขึ้นมาอีกรอบฉันจะสารภาพความจริงล่ะ เพราะงั้นรีบฟื้นเถอะนะ"ฉันกุมมือคนที่ไม่ได้สติเอาไว้แล้วเรียกใช้อัตลักษณ์ของตัวเองรักษาอาการบาดเจ็บให้กับมาโคโตะ อาการแบบนี้อย่างน้อย ๆ ก็ครึ่งวันเป็นอย่างต่ำนั่นแหละที่ฉันต้องกุมมือไว้แบบนี้

แต่ว่าเพื่อช่วยมาโคโตะแล้ว ต่อให้อยู่ทั้งวันฉันก็ทำได้

 

 

 

เวลาผ่านไป 8 ชั่วโมง

คนที่สลบไม่ได้สติเพราะอาการโคม่าฝืนลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อรับรู้ถึงสัมผัสที่กอบกุมมือของตัวเองอยู่ อาการบาดเจ็บต่าง ๆ ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะได้รับการรักษาจากรีคัฟเวอรี่เกิร์ลและอัตลักษณ์ของเขาเอง แต่สิ่งที่ช่วยเหลือเขามากที่สุดคืออัตลักษณ์ของเด็กสาวที่กำลังนอนกุมมือของเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อยต่างหากล่ะ

ทั้งที่สัญญากันแล้วว่าจะไม่ใช้มันถ้าไม่จำเป็นแท้ ๆ

เด็กดื้อ!

"มิ...จิ....รุ"เขาเรียกน้องสาวของตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง คนที่หลับอยู่ลืมตาตื่นขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงเรียก ดวงเนตรสองสีทอประกายโล่งอกแต่ก็เจือแววกังวลที่เห็นว่าชายหนุ่มฟื้นขึ้นมาแล้ว

"หนักน่าดูเลยนะ มาโคโตะ"เด็กสาวยิ้ม แต่มันเป็นรอยยิ้มที่อ่อนแรงเสียเหลือเกิน ก่อนที่ร่างเล็กจะหยิบน้ำมาป้อนให้กับคนที่หลับไปนานเป็นเกือบวัน

"มีอะไรรึเปล่า ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้น"อาการที่เริ่มดีขึ้นทำให้ชายหนุ่มสามารถถอดเครื่องช่วยหายใจออกได้แล้ว เขายันตัวลุกขึ้นนั่งคุยกับเด็กสาวที่ทำหน้าเครียดอยู่ข้างเตียง

"มีเรื่องจะสารภาพล่ะ แต่ช่วยสัญญามาก่อนได้มั้ยว่าจะฟังจนจบก่อนแล้วค่อยตั้งคำถาม?"ดวงเนตรต่างสีที่จ้องมองมาอย่างเว้าวอนทำให้เขาพยักหน้ารับให้คำมั่นว่าจะยอมฟังจนจบ

"ฉัน...ไม่ใช่มารุมิยะ มิจิรุ น้องสาวของคุณ...ไม่ใช่มาตั้งแต่วันเปิดภาคเรียนของยูเอย์"เปิดมาประโยคแรกก็ราวกับว่ามีใครเอาไม้่หน้าสามมาตีแสกหน้าคนบนเตียงเข้าอย่างจัง เด็กสาวผมเงินกำมือตัวเองแน่น การพูดความลับของเธอเป็นอะไรที่ต้องใช้ความกล้าอย่างมาก ยิ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะมันเกี่ยวกับคนในครอบครัว

"ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ทำไมถึงต้องมาอยู่ในร่างของน้องสาวคุณ ฉันไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง ความทรงจำอะไรเกี่ยวกับร่างนี้ก็ไม่มี ที่รู้ก็มีเพียงเรื่องราวที่เด็กคนนี้เขียนเอาไว้ในไดอารี่และเก้บบันทึกไว้ในโทรศัพท์"เด็กสาวสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อรวบรวมสติแล้วพูดต่อ"ฉันคิดว่าคุณก็คงระแคะระคายใจอยู่บ้างเพราะนิสัยของฉันกับเด็กคนนี้ต่างกัน ฉันเคยคิดนะ...ว่าอยากจะหาเหตุผลที่ตัวเองต้องมาอยู่ที่นี่ แต่พอได้ใช้ชีวิตในฐานะมารุมิยะ มิจิรุแล้ว มันก็เกิดความรู้สึกเห็นแก่ตัวที่ว่า...ฉันอยากจะเป็นเด็กคนนี้ต่อไป อยากรักษาความสัมพันธ์และความทรงจำต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเอาไว้ แต่ฉันก็รู้ว่าสิ่งที่ฉันคิดและทำอยู่ตอนนี้เป็นเรื่องเห็นแก่ตัวอย่างมากที่อยากจะยึดชีวิตของคน ๆ หนึ่งมาเป็นของตัวเองทั้งที่ไม่ใช่"

"แต่ว่าฉันอยากจะเห็นแก่ตัวอีกสักหน่อย อย่างน้อย ๆ ก็ถึงช่วงเวลาที่เพื่อนในห้องเติบโตเป็นฮีโร่ที่ดีได้ ถ้าถึงตอนนั้นฉันจะคืนให้ แม้จะไม่รู้ว่าเด็กคนนี้หายไปไหนก็ตาม แต่ฉันสัญญาว่าฉันจะหาเด็กคนนี้ให้เจอ...ฉันจะคืนน้องสาวของคุณให้อย่างแน่นอน เพราะงั้น...ขอแค่ตอนนี้...ฉัน...ฮึก!"

หมับ!

"ไม่ต้องพูดแล้ว"แบล็ควูฟดึงร่างคนที่ร้องไห้อยู่มากอดเอาไว้แน่น มือแกร่งลูบหัวเด็กสาวที่สารภาพความจริงออกมาทั้งหมด"ฉันรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเธอไม่ใช่มิจิรุของฉันน่ะ"

เฮือก!

"แล้วทำไม...?"ใบหน้าเปื้อนน้ำตาจ้องมองมาที่เขาอย่างไม่เข้าใจ

"มิจิรุ...เด็กคนนั้นน่ะฆ่าตัวตายไปหลังจากที่สอบผ่านเข้าโรงเรียนยูเอย์ได้แล้ว ฉันพยายามจะยื้อชีวิตมิจิรุเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน มิจิรุเสียเลือดมากเกินไปและฉันก็มาช้าเกินไปกว่าที่จะช่วยไว้ได้ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้มิจิรุอยากตายทั้งที่พวกเราก็เหลือกันแค่สองพี่น้อง ฉันในตอนนั้นยอมรับความจริงไม่ได้ ฉันถึงได้เก็บร่างของมิจิรุเอาไว้ในห้องนอน ทำเหมือนว่ามิจิรุยังมีชีวิตอยู่"น้ำเสียงของผู้เล่าเรื่องราวสั่นเครือเมื่อนึกถึงความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียครอบครัวคนสุดท้ายไป"รู้อะไรมั้ย ตอนที่ฉันเห็นเธอเดินลงมาในวันเปิดภาคเรียน ฉันทั้งตกใจ ทั้งดีใจ คิดว่าได้น้องสาวตัวเองกลับคืนมา แต่เมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันฉันถึงได้รู้ว่ามันไม่ใช่ เธอกับมิจิรุไม่มีอะไรเหมือนกันเลยแม้แต่น้อย ทั้งนิสัย ความคิด ความชอบหรือแม้แต่การกระทำ พวกเธอสองคนไม่มีอะไรเหมือนกันเลย แต่เพราะฉันเองที่อ่อนแอยอมรับไม่ได้ว่าเธอไม่ใช่มิจิรุ ฉันถึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ปิดหูปิดตามาตลอดจนถึงตอนนี้"

"เพราะแบบนั้นเลยดีกับฉันสินะ?"น้ำเสียงคนผมเงินเรียบนิ่งแต่ก็สั่นเครือในเวลาเดียวกัน

"ยอมรับว่าตอนแรกที่ทำไปเพราะยอมรับความจริงไม่ได้ แต่หลัง ๆ มาฉันคิดว่าเธอเป็นเหมือนน้องสาวอีกคน ถึงบางครั้งจะชอบทำตัวเป็นผู้ใหญ่ พูดจาเกินตัว แุถมยังขี้เซา แต่ฉันก็รักน้องสาวคนนี้มากอยู่ดี ถึงจะเป็นคนละคน แต่เธอก็เป็นน้องสาวของฉัน...เป็นน้องสาวของมารุมิยะ มาโคโตะ"

"เห็นแก่ตัวจังนะ แต่ว่ามนุษย์เราทุกคนก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น"เด็กสาวผมเงินหัวเราะเสียงขมขื่น"ฉันก็ไม่มีสิทธิไปว่าคุณ เพราะฉันเองก็เห็นแก่ตัวที่อยากจะยึดชีวิตนี้ไว้เป็นของตัวเอง ครอบครัวที่แสนอบอุ่นที่ฉันไม่เคยได้รับ"

"เธอจะเอายังไงต่อไปล่ะ"

"มาเริ่มต้นกันใหม่เถอะค่ะ ทั้งฉันแล้วก็คุณ"เด็กสาวนิ่งเงียบไปอยู่พักใหญ่ก่อนจะเงยหน้าพูดกับชายหนุ่มพร้อมรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า

"นั่นสินะ"ชายหนุ่มหลุดยิ้มออกมาที่เห็นว่าเด็กสาวเลือกที่จะอยู่กับเขาต่อไป"มาแนะนำตัวกันใหม่ดีมั้ย? ฉันอยากรู้ขื่อจริง ๆ ของเธอ"

"เหมันต์ พิทักษ์กุลค่ะ ชื่อเล่น สโนว์ อายุ 18 ปี สัญชาติไทยแท้ร้อยเปอร์เซนต์ เป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่แต่ถูกทิ้งเพราะไม่สามารถทำประโยชน์อะไรให้ได้ เมื่อก่อนยอมรับว่าเสียใจ แต่ตอนนี้มีพี่ชายเป็นถึงฮีโร่อันดับสิบห้าทั้งที เรื่องราวพรรค์นั้นฉันจะทำเป็นลืม ๆ มันไปก็แล้วกัน"เด็กสาวผมเงินแนะนำตัว(จริง ๆ)ของเธอให้กับคนบนเตียงได้ฟัง

ทีแรกชายหนุ่มทำหน้าประหลาดเมื่อได้ยินชื่อสำเนียงแปลก ๆ ออกจากปากของเด็กสาว ยิ่งฟังเรื่องราวที่เด็กสาวเล่ามาเขาก็ยิ่งขมวดคิ้ว ก่อนจะหลุดยิ้มกับคำพูดติดตลกของเด็กสาวที่เหมือนเป็นตลกร้ายมากกว่า

"ฝากตัวด้วยนะ จะให้ฉันเรียกว่าอะไรดีล่ะ?"

"เรียกเหมือนเดิมนั่นแหละค่ะ ทำไงได้ก็คนมันชินกับชื่อนี้ไปแล้วนี่นา"เด็กสาวผมเงินไหวไหล่ การได้เปิดเผยความลับที่เก็บไว้ออกไป เหมือนยกภูเขาออกจากอก กับเพื่อนในห้องเอเธอไม่กังวลเพราะทุึกคนรู้จักกับมิจิรุที่เป็นเธอ ไม่ใช่มิจิรุคนก่อน จะเหลือก็แต่ครอบครัวโทโดโรกิที่เธอไม่รู้จะเริ่มต้นพูดเรื่องนี้ยังไงดี กับคนอื่นในครอบครัวน่ะไม่เท่าไหร่ เพราะไม่ได้สนิทอะไรกันขนาดนั้น

ปัญหาก็คือเด็กเด๋อกับพี่ชายคนโตของบ้านโทโดโรกิต่างหากล่ะ ที่เธอไม่รู้ว่าควรจะบอกความลับนี้ออกไปดีมั้ย

แต่อย่างน้อยปัญหาก็จบไปแล้วหนึ่ง มาโคโตะก็ฟื้นแล้่วด้่วย ข้ามเรื่องเครียด ๆ ไปก่อนแล้วกัน

ไว้ถึงเวลาค่อยกลุ้มอีกที

 

 

 

Talks ท้ายบท

โถ! เปิดมาต้นตอนเป็นไลฟ์โค้ชอยู่ดี ๆ กลางตอนมาเข้าปมดราม่าซะงั้น

น้องก็เครียดแทบตายกลัวคุณพี่รับไม่ได้ ที่ไหนได้คุณพี่รู้มาตั้งแต่แรกแล้ว

ปมฆ่าตัวตายของน้อง(คนเก่า)น่าจะเฉลยตอนเจอคุณโทยะนั่นแหละค่ะ

ตอนนี้ดราม่ามาเต็ม(มั้ง) แต่ไม่เป็นไร ดราม่าไม่กี่ตอนเดี๋ยวก็กลับฟีลเตอร์เดิม นั่นก็คือ...คุณแม่และลูก ๆ ของเขากับการตามหาคุณพ่อ(รึเปล่า?)...

ป.ล.ไรท์ไม่ถนัดแต่งดราม่า แต่เขียนไปเขียนมาตอนนี้เข้าดราม่าซะงั้น ไรท์ขอโต๊ด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 186 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

171 ความคิดเห็น

  1. #101 MaisieMaisie (@MaisieMaisie) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2563 / 00:17

    ชอบนิสัยน้องจัง ^^
    #101
    0
  2. #100 pitchayapanakpan (@pitchayapanakpan) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 18:30
    คือแบบเนื้อเรื่องมีปริศนาแล้วด้วยความชอบโคนันอยู่แล้วสมองมันเลยวิเคราะห์เหตุผมการฆ่าตัวตายของน้องเองเฉยเลย555แล้วที่คิดได้คือ
    1เพราะน้องรู้ว่าพี่บิของเราเป็นใครแล้วรับไม่ได้
    2(คิดว่าน่าจะเป็นไปได้สุด)โดนโมโนมะหักอก
    #100
    0
  3. #99 zolo24055612 (@zolo24055612) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 18:14
    รอตอนต่อไป....ค่ะ ไม่ถนัดดราม่าแต่เรานี้น้ำตาครอเลยค่ะ

    หรือเราตับอ่อนเกินไป🤔
    #99
    0
  4. #98 Mamushi.;-; (@0619323351) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 18:02

    คือแบบหมอนเปียกหนักมาก ดีที่น้ำมูกไม่ไหล
    #98
    0
  5. #97 dracosia (@dracosia) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 17:47

    สภาพนี้เลย...
    #97
    0
  6. #96 tingtingg4213 (@tingtingg4213) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 17:33
    ขอบคุณที่ไรท์ไม่ถนัดดราม่า เราก็ตับ(?)ไม่แข็งแรงเช่นกัน ต้มมาม่ากิน(?)ไม่ค่อยได้หรอก 5555555
    #96
    0
  7. #95 DEVILPRINCESS (@DEVILPRINCESS) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 17:17
    บ้าเอ้ย!!ร้องไห้เฉยฉันรู้สึกอ่อนไหว~
    #95
    0