:::People Sins::: นิยามรัก....ฉบับคนบาป [Yaoi]

ตอนที่ 7 : :::ตอนที่ 6::: สติ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 151
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    29 ธ.ค. 56


::: ตอนที่ 6 :::  สติ
-
-
by อเมทิสต์_AT


 

 

ผมขับรถมาจนถึงคอนโดของตัวเองโดยมีร่างสูงนอนเหยียดยาวอยู่ที่เบาะหลัง ผมเดินไปเรียกยามที่คอนโดให้มาช่วยผมพยุงไอ้ไมค์กลับขึ้นห้องพักของผม ก่อนที่จะส่งกุญแจรถของไอ้ไมค์ให้ยามส่งคนไปขับรถของไอ้ไมค์ตามมาที่คอนโดของผม

ผมวางร่างสูงของไอ้ไมค์ลงบนเตียงนอนของผมก่อนที่จะหันไปขอบคุณลุงยามเบา ๆ หลังจากที่ลุงยามออกจากห้องผมไปแล้วผมก็หันมามองไอ้ไมค์อีกครั้ง ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ ร่างสูง ผมค่อย ๆ ปลดเสื้อผ้าของไอ้ไมค์ออก ตลอดเวลาที่ผมพยายามถอดเสื้อผ้าของมันไอ้ไมค์มันก็ละเมอโน่นนี้ออกมาจนผมฟังเนื้อหาที่มันละเมอไม่รู้เรื่อง แต่ที่ชัดเจนคือชื่อของคนคนหนึ่งที่หลุดจากปากของมันคือ

“เบลล่า”

ผมชะงักทันทีที่ได้ยินชื่อนี้หลุดออกมาจากปากของไอ้ไมค์ คำถามต่าง ๆ ผุดขึ้นมาภายในหัวของผม ถึงแม้ว่าผมอยากจะปลุกมันให้ตื่นขึ้นมาตอบคำถามเหล่านั้นแต่ก็ทำไม่ได้ ถ้าผมใจร้อนทุกอย่างที่ผมทำลงไปจะสูญเปล่า ผมกัดฟันแน่นพยายามอย่างมาที่จะสะกดกลั้นอารมณ์อยากรู้จนสามารถถอดเสื้อผ้าของไอ้ไมค์ออกจนเหลือแค่เสื้อกล้ามสีดำกับ  กางเกงบ๊อกเซอร์ ผมค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียงก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องน้ำเตรียมน้ำอุ่น ๆ กับกะละมังเล็ก ออกมาเช็ดตัวให้ไอ้ไมค์

โชคยังดีที่ไอ้ไมค์มันไม่ได้นอนดิ้นผมเลยสามารถเช็ดตัวให้มันได้ง่ายขึ้นและเสร็จเร็วขึ้นไปอีก

ผมยกเตียงนอนให้ไอ้ไมค์นอนส่วนตัวผมก็ไปนั่งคุดคู้อยู่ที่โซฟาในห้องนั่งเล่นอยู่คนเดียว

ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นเจ้าของห้องแต่กับต้องมานอนโซฟามันเป็นเพราะทิฐิความเกลียดชังในตัวของผมเองที่ทำให้ผมไม่สามารถนอนร่วมเตียงกับไอ้ไมค์ได้ ผมช่วยพามันมา เช็ดตัวให้มัน แถมยังยกเตียงนอนให้อีก แค่นี้มันก็ดีมากจนล้นแล้ว แค่ไอ้ไฮค์คนเดียวผมก็รู้สึกขยะแขยงจะแย่อยู่แล้ว

ตอนนี้ก็เที่ยงคืนครึ่งแล้วผมยังไม่สามารถข่มตาให้หลับ เพราะเรื่องที่ไอ้ไมค์มันละเมอชื่อของน้องสาวผมออกมายังคงรบกวนจิตใจของผมอยู่ ผมหันไปมองประตูห้องนอนที่ปิดสนิทของผมอยู่ห่างครั้งและพยายามอย่างมากที่จะไม่ลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องนอนและกระชากคอไอ้ไมค์ขึ้นมาถามให้มันรู้เรื่องกันไปข้างหนึ่ง

ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตั้งเวลาปลุกตีสามครึ่งเผื่อเวลาเอาไว้อีกครั้งชั่วโมงในการขับรถและเตรียมตัวไปรับพี่มอสที่สนามบิน

ผมนั่งยกเข่าขึ้นมากอดเอาไว้ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนที่โซฟาไปทั้ง ๆ ที่ยังคงกอดเข่าอยู่..........

ติ๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ

เสียงโทรศัพท์ร้องเตือนเวลาที่ผมได้ตั้งเอาไว้ ผมนั่งมองมันสักพักก่อนที่จะกดหยุดเสียงปลุก ผมลุกขึ้นกลับเข้าไปในห้องนอนเพื่อที่จะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมหันไปมองร่างสูงของไอ้ไมค์ที่นอนเหยียบยาวอยู่บนเตียงนอนแวบหนึ่ง ก่อนที่จะหันหลังเดินออกจากห้องไป

หวังว่ามึงคงจะไม่ตื่นขึ้นมาในตอนที่กูออกไปทำธุระหรอกนะไอ้ไมค์

ผมขับรถมาถึงสนามบินแล้วแต่ที่เป็นปัญหาของผมตอนนี้คือผมไม่รู้เลยว่าพี่มอสลงเครื่องที่ประตูทางออกไหนนะสิ ผมเงยหน้ามองนาฬิกาอยู่หลายรอบถ้าไม่ติดว่ามีไอ้ไมค์นอนอยู่ในห้องของผม ผมคงไม่ต้องมาค่อยกังวลเรื่องเวลาอยู่แบบนี้หรอก

ระหว่างที่ผมกำลังยืนรอพี่มอสอย่างไร้จุดหมายอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีมือหนาของใครก็ไม่รู้ว่าปิดตาของผมจากทางด้านหลัง ผมผงะด้วยความตกใจพยายามดิ้นให้หลุดจากมือหนา

“ทายสิว่าใคร” เสียงทุ้ม ๆ เอ่ยทายด้วยน้ำเสียงยานค้าง

ผมชะงักหยุดดิ้นก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากด้วยความขบขำ

“มุขนี่มันเชยมากเลยครับพี่มอส เปลี่ยนใหม่เถอะผมว่า.......”

มือหนาคลายออกจากดวงตาของผมแล้ว ผมหันไปมองใบหน้ารูปไข่ที่จัดได้ว่าหล่อ นัยน์ตาขี้เล่น กับรอยยิ้มอบอุ่นที่ยิ้มต้อนรับผมอยู่ทางด้านหลัง ผมโผเข้ากอดพี่มอสด้วยความคิดถึงพี่มอสเองก็กอดตอบผมเช่นกัน อ้อมกอดของพี่มอสยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม เวลาที่ผมได้อยู่ในอ้อมกอดนี้ผมรู้สึกราวกับว่าผมปลอดภัยอยู่เสมอ ความกังวล ความหวาดกลัว และความตึงเครียดต่าง ๆ มันพลางหายไปจนหมดไม่มีเหลือ

เหลือแต่ความสุขที่เอ่อล้น.........

“โอ้โห....โตแล้วนะเรายังร้องไห้งอแงเป็นเด็ก ๆ อยู่อีก หยุดร้องได้แล้วทำอย่างกับเป็นผู้หญิงไปได้ดีใจก็ร้องไห้พร่ำเพื่อจริง ๆ “ พี่มอสยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากก่อนที่จะยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาที่แก้มของผมออก

ผมไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังร้องไห้อยู่ พี่มอสเป็นเหมือนสวิตกดเปิดความอ่อนแอของผม เวลาที่เจอพี่มอสทีไรความเข้มแข็งที่ผมมีมันก็หนีหายไปหมดเหลือไว้แค่ความอ่อนแอเอาไว้เท่านั้น เวลาที่ถูกพี่มอสจ้องมองมาราวกับว่าพี่แกกำลังอ่านความคิดของผมอยู่ยิ่งทำให้ผมแสดงความอ่อนแอออกมามากขึ้น

พูดง่าย ๆ อยู่กับพี่มอสให้ความรู้สึกเหมือนอยู่กับคุณพ่อประมาณนั้นแหละ

“ก็มันช่วยไม่ได้นี่น่า.....พี่มอสมาถึงเมื่อไหร่เนี่ยไหนบอกวาลงเครื่องแล้วจะโทรมาบอกผมไง” ผมขึ้นเสียงเล็ก ๆ แกล้งทำเป็นไม่พอใจที่ถูกปล่อยให้รอนาน ๆ

“พึ่งถึงเมื่อกี้นี้เอง......กำลังจะเดินหาตู้โทรศัพท์โทรหาเด็กขี้แยพอดี แต่ก็เจอตัวซะก่อน” พี่มอสบอกพลางยิ้มขำ ๆ ยกมือขึ้นมาขยี้หัวผมอย่างหมั่นเขี้ยว ผมพยายามปัดมือหนาออกไปแต่ก็ทำไม่สำเร็จเลยได้แต่ทำหน้ามุ่ยไม่พอใจเท่านั้น

“แล้วพี่มอสจะให้ผมไปส่งที่ไหนละที่บ้านเลยไม” ผมถาม

“ไม่ได้หรอกไปตอนนี้คนที่บ้านพี่ยังไม่มีใครตื่นเลยเดียวก็ไม่เซอร์ไพร์กันพอดีนะสิ” พี่มอสตอบพลางคว้ากระเป๋าสัมภาระที่วางอยู่กับพื้นขึ้นมาถือ

“แล้วพี่มอสจะไปอยู่ที่ไหนก่อนละครับ”

“ก็บ้านเราไง ไหนบอกว่าถ้าพี่กลับมาที่ไทยและจะพาไปเที่ยวบ้านของน้องแอลไม่ใช่เหรอ หรือว่าไม่สะดวกอะไรหรือเปล่า” พี่มอสถามผมเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของผมเท่าไหร่ ผมส่าย ๆ หน้ายิ้ม ๆ ก่อนที่จะบอกพี่มอสไปว่า

“ไม่ครับ พี่มอสไปพักอยู่บ้านของผมได้ตามสบายเลย แต่ว่าคงจะเงียบหน่อยเพราะตอนนี้ที่บ้านของผมมีผมอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น” ผมบอกพี่มอสขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรผมต่อ พี่แกคงรู้ดีกว่าถ้าหากผมไม่ยอมเล่าออกมาด้วยตัวเองต่อให้ถามยังไงผมก็ไม่มีวันบอก

กว่าผมจะพาพี่มอสมาถึงบ้านของผมก็หกโมงกว่า ๆ แล้ว ที่บ้านของผมเงียบกริบจริง ๆ คงเป็นเพราะป้าจำปีออกไปซื้อของที่ตลาดข้างนอกส่วนเด็กรับใช้คนอื่นก็คงวุ่นอยู่ในครัวหลังบ้าน เพราะฉะนั้นในตัวบ้านเลยเงียบกริบและวังเวงไปเลย

“บ้านน่าอยู่จังนะ” พี่มอสเอ่ยชมบ้านของผมพลางมองไปรอบ ๆ อยู่คนเดียว

“ครับ.....มันจะน่าอยู่ถ้าตอนนี้ทุกคนในครอบครัวของผมก็อยู่ที่นี่ด้วยกัน” ผมบอกพี่มอสไปด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ อันที่จริงผมไม่อยากให้พี่มอสต้องมารับรู้เรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของผมเท่าไหร่ แต่มันก็อดไม่ไหวจริง ๆ ผมอยากจะระบายให้ใครสักคนฟังถึงความอัดอั้นตันใจของผม ถึงแม้ว่าผมจะมีไอ้คีย์ค่อยปรับทุกข์ให้ก็จริงแต่ความรู้สึกมันต่างกันออกไป อยู่กับไอ้คีย์ผมจะรู้สึกสนุกสนานจนลืมความทุกข์ไปได้ชั่วคราวแต่พอกลับมาอยู่คนเดียวความทุกข์เหล่านั้นมันก็กลับเข้ามาอีกครั้งเหมือนเดิม

แต่เวลาที่ได้อยู่กับพี่มอสผมสามารถระบายความทุกข์นั้นออกมาได้เต็มที่ ผมสามารถร้องไห้โวยวายได้ตามแต่ที่ผมต้องการ โดยที่พอผมหันกลับไปผมก็จะเจอรอยยิ้มที่อบอุ่น และอ้อมกอดที่แข็งแกร่งที่ค่อยให้กำลังใจผมเสมอมา

“ถ้าพร้อมจะเล่าให้พี่ฟังเมื่อไหร่ก็เล่ามาได้เลยนะ พี่อยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนเราอยู่เสมอ จำเอาไว้นะว่าแอลไม่ได้อยู่ตัวเดียว แอลยังมีอีกหลายคนที่เขาจะค่อยอยู่ข้าง ๆ แอลเสมอ” พี่มอสบอกผมพลางเอื้อมมือมากุมมือของเอาไว้เบา ๆ ก่อนที่จะผลัดออกไป

ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะบอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของผมให้พี่มอสได้รับฟัง

“พี่บอกแอลตรง ๆ เลยนะว่าตราบใดที่พี่ยังไม่เจอเหตุการณ์เหมือนที่แอลเจอพี่ไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของแอลได้ดีเท่าตัวแอลเอง......” พี่มอสพูดออกมาหลังจากที่เงียบรับฟังสิ่งที่ผมบอกเล่าให้ฟัง แต่ก็มีเพียงเรื่องเดียวที่ผมยังไม่ได้บอกคือเรื่องแผนการล้างแค้นของผม เพราะรู้ว่าไม่ว่ายังไงพี่มอสก็ไม่มีทางเห็นด้วยกับแผนการของผมแน่ ๆ

“แต่ว่านะแอล....พี่ขอเตือนสติแอลก่อนที่แอลจะทำอะไรโง่ ๆ ลงไป พี่ขอให้แอลมีสติคิดหน้าคิดหลังให้มาก ๆ เพราะถ้าหากว่าแอลทำบางอย่างลงไปแล้ว จำเอาไว้นะว่ามันไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก ถึงจะโกรธแค้นแค่ไหนพี่ยังอยากให้แอลปล่อยวางมัน” พี่มอสบอกผมด้วยน้ำเสียงและแววตาที่จริงจัง สายตาของพี่มอสที่มองมาที่ผมนั้นราวกับว่าสามารถมองเห็นความคิดของผมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

“...................”

ผมก้มหน้าลงไม่ยอมสบตากับพี่มอสตรง ๆ จนผมได้ยินเสียงถอนหายใจออกมาตามด้วยเสียงเปิดกระเป๋าของพี่มอส ผมจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง พี่มอสกำลังค้นอะไรบ้างอย่างในกระเป๋า ก่อนที่พี่มอสจะยืนถุงโอมาโมริหรือเรียกง่าย ๆ ว่าถุงเครื่องรางของญี่ปุ่นให้ผมก่อนที่จะพูดขึ้นว่า

“พี่ซื้อมาจากร้านขายของฝากที่สนามบินเห็นว่ามันมีความดีก็เลยซื้อมาให้”

ผมรับถุงเครื่องรางจากพี่มอส ก่อนที่จะยิ้มรับและเอ่ยขอบคุณพี่มอสเบา ๆ พี่มอสทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบ้างอย่างแต่ก็ไม่ยอมพูดออกมา
 

“ผมรู้นะว่าพี่เองก็ยังคาใจเรื่องที่ผมเล่าอยู่ แต่ผมรับรองว่าผมจะไม่ทำเรื่องโง่ ๆ อย่างที่พี่คิดแน่ ๆ พี่มอสสบายใจได้เลย ว่าแต่พี่มอสจีบพี่คริสติดรึยังครับเนี่ย” ผมเปลี่ยนเรื่องคุยเป็นเรื่องของสาวที่พี่มอสแกตามจีบอยู่ทันทีเพราะไม่อยากให้เกิดบรรยากาศมันแย่ลงไปมากกว่านี้

“ติดได้ยังไงละ พี่เองก็พึ่งจะรู้เนี่ยแหละว่าคริสเธอมีคู่หมั้นอยู่แล้ว เสียดายจริง ๆ เลย” พี่มอสทำหน้าหงอย ๆ เหมือนหนุ่มอกหัก ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ผมว่าจริง ๆ แล้วพี่ไม่ได้เสียดายเธอหรอก ผมว่าพี่เสียดายคู่หมั้นพี่คริสมากกว่าใช่ไหมครับ” ผมพูดแซวพี่มอสเล่น ๆ เพราะผมรู้ทันว่าจริง ๆ แล้วพี่มอสแกไม่ได้เศร้าหรือเสียใจอะไรเรื่องนี้เลย

“เฮ้ย !!!! พูดซะขนลุกเลย ทำไมถึงรู้ทันเค้าได้ละตัวล่ะก็” พี่มอสแกล้งรับมุขผมคืนก่อนที่ทำท่าบิดไปบิดมาเหมือนคนกำลังอับอายที่ถูกจับได้ว่าคิดอะไรอยู่ ผมหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความขบขัน

ป้าจำปีกลับมาจากซื้อของแล้ว ป้าแกยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าผมสามารถหัวเราะและสามารถล้อเล่นเหมือนที่เคยเป็นได้หลังจากที่ไม่มีใครได้เห็นภาพนี้ของผมมานาน ป้าจำปีบอกให้ผมกับพี่มอสไปนั่งดูทีวีรอทานอาหารเช้าก่อนและค่อยกลับ ซึ่งผมกับพี่มอสก็ไม่ปฏิเสธน้ำใจของป้าแก ถึงแม้ว่าบ้านจะไม่มีคนอยู่แต่ป้าจำปีก็ยังทำหน้าที่ของแกต่อไปอย่างไม่บกพร่องต่อหน้าที่เลยแม้แต่น้อย

หลังจากที่ทานข้าวฝีมือป้าจำปีกันจนอิ่มท้องแล้วผมก็พาพี่มอสไปส่งที่บ้านของพี่แก ตอนแรกพี่มอสบอกให้เข้าไปเที่ยวชมบ้านพี่แกก่อนแต่ผมจำเป็นจะต้องรีบกลับคอนโดด่วนเพราะตอนนี้มันสี่โมงเช้าเข้าไปแล้ว และไอ้คนที่มันนอนหมดสภาพอยู่ในห้องของผมมันอาจจะตื่นขึ้นมาแล้วก็ได้

“ไม่เข้าบ้านพี่ก่อนแน่นะ” พี่มอสถามย้ำผมอีกครั้งเผื่อว่าผมจะเปลี่ยนใจผมส่ายหน้าก่อนที่จะตอบพี่แกไป

“เอาไว้วันหลังก็แล้วกันนะพี่ วันนี้ผมมีธุระต้องรีบไปทำจริง ๆ”

“เอาอย่างนั้นก็ได้ จะมาที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้นะ ขับรถดี ๆ ละ แล้วก็ขอบคุณมาก ๆ” พี่มอสบอกขอบคุณผมก่อนที่จะยืนดูผมขับรถออกและเดินกลับเข้าไปในบ้าน

ระหว่างทางผมแวะซื้อกับข้าวสองสามอย่างติดมือมาด้วยมาเผื่อไอ้คนที่มันนอนสบายอยู่ในห้องของผมด้วย

ผมขับรถมาจนถึงคอนโดวางกับข้าวที่เคาน์เตอร์ในห้องครัวและเดินเข้าไปในห้องนอนของผม

ผมถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อยังเห็นร่างสูงของไอ้ไมค์นอนหลับอยู่บนเตียงนอน ผมตัดสินใจปลุกไอ้ไมค์ขึ้นมากินข้าว ผมเดินเข้าไปนั่งลงข้าง ๆ กับร่างสูงแต่ก่อนที่จะจะเอื้อมมือไปปลุกมันเรียวแขนของผมก็ถูกมันกระชากให้ล้มลงไปนอนกับที่นอนโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัวร่างสูงของไอ้ไมค์ก็พลิกตัวขึ้นมาค่อมร่างของผมเอาไว้

ฟอด......

ขณะที่ผมตั้งตัวไม่ทันกับสถานการณ์ที่กำลังเจออยู่นั้นไอ้ไมค์มันก็ขโมยหอมแก้มผมไปฟอดใหญ่ ก่อนที่จะยกยิ้มกรุ่มกริ่ม

“เข้ามาหาผมเงียบ ๆ แบบนี้จะแอบลักหลับผมรึไงครับ เจ้าลูกกวาง” ไอ้ไมค์ก้มหน้าลงกระซิบเสียงแผ่วข้าง ๆ ใบหูของผมลมหายใจร้อน ๆ ของมันที่สัมผัสใบหูของผมเล่นเอาขนอ่อนของผมลุกฮือด้วยความสยิวขึ้นมาทันที

“ลักหลักเหรอครับ....ถ้าคิดว่าเป็นแบบนั้นก็คงจะใช่ละมั้งครับ” หลังจากที่ผมตั้งสติได้ก็ตอบมันกับไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งปกติ ไอ้ไมค์หัวเราะหึในลำคอก่อนที่จะลุกออกไปจากตัวของผม ผมยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงก่อนที่จะพูดกับไอ้ไมค์ว่า

“ผมซื้อข้าวมาให้แล้ว คุณไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนดีกว่านะครับ เสื้อผ้าของคุณวางอยู่ในตู้นะครับ ผมฝากให้แม่บ้านเอาไปซักอบรีบให้แล้ว” ผมยิ้มบอกไอ้ไมค์ก่อนที่จะเดินสวนกับมันผมก็พูดกับมันต่ออีกว่า

“ถ้ามีเรื่องอะไรจะถามผมก็เอาไว้หลังจากที่คุณทำทุกอย่างตามที่ผมบอกเสร็จแล้วผมจะเล่าให้คุณฟังเอง”

ระหว่างที่รอไอ้ไมค์มันอาบน้ำเปลี่ยนผ้าผมก็เดินกลับเข้าไปในห้องครัวจัดการจัดเตรียมกับข้าวที่ผมซื้อมาเอาไปอุ่นในเตาไมโครเวฟก่อนที่จัดใส่ในจานและนำไปวางไว้บนโต๊ะอาหาร พอไอ้ไมค์มันออกมาผมก็จัดเตรียมทุกอย่างเสร็จพอดี ผมส่งยิ้มให้มัน

“มาทานข้าวก่อนสิครับ”

“แล้วของนายละ” มันถามผม

“ผมทานเรียบร้อยแล้วครับ” ผมตอบมัน

“ถ้าอย่างนั้นระหว่างที่กินข้าวขอถามอะไรหน่อยได้ไม” ไอ้ไมค์มันจ้องมาที่ผมนิ่ง ๆ แววตาไม่ได้เจ้าชู้กรุ่มกริ่มเหมือนทุกครั้งที่มันใช้มองผม แต่เป็นแววตาที่จ้องจับผิดอะไรบ้างอย่าง

“ครับถามมาได้เลย” ผมยิ้มตอบมัน พยายามมองข้ามท่าทางของไอ้ไมค์ไป

“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

“ก็คุณเมา....แล้วก็มาขับรถตัดหน้ารถของผม แถวนั้นมันไม่มีรถผ่านไปมาแล้วอีกอย่างคุณก็เมามาก ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงดีก็เลยพาคุณมานอนพักที่คอนโดของผมก็แค่นั้นแหละครับ ส่วนรถของคุณผมก็ฝากให้คนของผมขับตามมาให้ที่คอนโดเรียบร้อยแล้ว” ผมตอบตามเนื้อเรื่องความเป็นจริงไปทุกอย่าง แต่ไอ้ไมค์มันก็ยังไม่คลายสีหน้าจ้องจับผิดของมันลงอยู่ดี

“บ้านของนายอยู่แถวนั้นเหรอ” มันถามผมอีก

“ไม่ใช่หรอกครับ แถวนั้นเป็นบ้านเพื่อนของผมเอง ทำไมเหรอครับ ?” ผมถามมันกลับคืนไปบ้าง

“เปล่าไม่มีอะไร....น่าขายหน้าจริง ๆ ที่ต้องให้คนที่ตัวเองกำลังจะจีบต้องมาเห็นสภาพเมาเหมือนหมาซะได้ ไม่เท่เลยใช่ไมละครับ” ไอ้ไมค์ปรับสีหน้าของมันให้กลับมาทีเล่นทีจริงอีกครั้ง ผมยกยิ้มเล็ก ๆ ก่อนที่จะส่ายหน้า

“เรื่องเมานะไม่ว่าใครก็เคยเป็นทั้งนั้นครับผมไม่ถือหรอก แต่ว่าที่คุณบอกว่าจะจีบผม แต่กลับมาละเมอถึงชื่อของผู้หญิงคนหนึ่งตลอดเวลาแบบนี้ สงสัยจะโกหกผมซะแล้วสินะครับ” รู้สึกว่าผมจะยิงคำพูดที่ทำให้ไอ้ไมค์หน้าเสียไปเลยทีเดียวผมเห็นมันเบียนสายตาไปทางอื่นก่อนที่จะตักข้าวขึ้นมากินหนึ่งคำ

“อย่างนั้นเหรอครับ ไม่ไหวเลยจริง ๆ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนผมก็ยังฝั่งใจกับคนชื่อนี้อยู่ดีสินะ” ถึงแม้ว่าบทสนทนานี้เหมือนไอ้ไมค์มันกำลังจะพูดกับผมอยู่ แต่จริง ๆ แล้วเหมือนมันพูดลอย ๆ ออกมาคนเดียวเท่านั้น ผมขมวดสงสัยหนักขึ้นกว่า

ฝั่งใจอย่างนั้นเหรอ......





 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

184 ความคิดเห็น

  1. #173 -CHANANA;- (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มีนาคม 2557 / 15:30
    หืมมม ไมค์แอบชอบเบลล่าหรอ หรือจริงแล้วไมค์เป็น
    คนรักของเบลล่าแต่ถูกไฮค์แย่งไป เออ สงสัยว่ะ -____-""
    #173
    0
  2. #23 Little IU (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มกราคม 2557 / 11:15
    ไมค์ใช่คนที่ทำเบลล่าเปล่าหว่าถึงได้ฝังใจขนาดนั้นหรือไม่ก็เป็นคนที่รักจริงๆถึงได้จำฝังใจ
    พี่มอสกับแอลดูน่ารักเนอะ ดูจะเป็นคู่รุ่นพี่รุ่นน้องที่ดูรักกันดีเหมือนกัน
    #23
    0