⊱ กับดักร้าย คุณชายหมาป่า ⊰

ตอนที่ 4 : ⊱ บทที่ 1 ⊰ : สุนัขหลงทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 246
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    23 พ.ค. 63


รูปภาพ animal, animals, and beautifulรูปภาพโดย L I V

pic cr: weheartit, Tumblr, pinterest, in pic, unsplash.com  , giphy


บทที่ 1 : สุนัขหลงทาง 


ภายในห้องนอนขนาดเล็กโทนสีชมพูอ่อน เตียงนอนขนาดหนึ่งคนนอนจัดชิดอยู่ริมผนังห้องนอนด้านในสุด ผ้าม่านสีชมพูโปร่งบางพลิ้วไหวตามแรงลมเอื่อยจากบานหน้าต่างที่ถูกเปิดแง้มเอาไว้ บานหน้าต่างขนาดใหญ่สองบาน และแสงสว่างที่เล็ดลอดส่องเข้ามา หลอกตาให้ตัวห้องดูมีพื้นที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

เจ้าของห้องสวมชุดนอนเซ็ทกางเกงขายาวและเสื้อแขนยาวสีชมพูอ่อนลายกุหลาบสีขาว เธอนอนอยู่บนเตียง เปิดเปลือกตาเหม่อดูเพดานห้องนอนสีชมพูพื้น เส้นผมยาวละเอียดสีดำเข้มเหมือนเส้นไหมถูกปล่อยแผ่ยาวบนฟูกเตียงนอนสีชมพู ใบหน้าอ่อนช้อยของหญิงสาววัยยี่สิบหกปีย่างยี่สิบเจ็ดปีดูปราศจากรอยยิ้ม ดวงตาดำขลับเปี่ยมล้นกลิ่นอายเศร้าหมอง เธอยกมือที่ผอมบางของตนเองขึ้นปาดน้ำตาออกจากหางตาทั้งสอง พลิกกายนอนตะแคงข้างหลบแสงอาทิตย์

ไหล่เล็กสั่นสะอื้น ปรกติบนเตียงข้างกายเธอจะมีเจ้าเม่นนอนหงายพุงให้เธอเกากล่อม มือบางลูบคลำพื้นที่บนเตียงข้างกายที่ว่างเปล่า

นี่ก็ครบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่เม่นจากภวิกาไปอย่างไม่มีวันหวนคืน ทุกวันนี้ภวิกาทำงานหนักเพื่อกลบความรู้สึก เหงา ในหัวใจ อยู่ที่ทำงานเธอเป็นหญิงแกร่งขยันขันแข็ง พอกลับมาบ้านเธอกลายหญิงสาวเจ้าน้ำตา

วันนี้เป็นวันเสาร์... ภวิกาไม่มีกระจิตกระใจอยากทำอะไรเลย ที่ผ่านมาพอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ เธอจะปลูกต้นไม้ตกแต่งสวนหน้าบ้าน ใช้เวลาส่วนตัวอยู่กับเม่น บางทีเธอเข้าครัว ทำกิจวัตรอื่น ๆ แต่ทุกช่วงเวลาล้วนมีเจ้าเม่นอยู่เคียงข้าง สำหรับเธอเม่นเป็นยิ่งกว่าสุนัข เม่นเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งครอบครัว เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเธอ ภวิกานั้นไม่ต่างจากกาฝาก ขาดต้นไม้พักพิงก็แห้งเหี่ยวเฉา รอเพียงวันล้มตาย

หญิงสาวหายใจเข้าออกอย่างทรมานกับความห่วงหาคะนึงถึง  อาการของคนอกหักเป็นอย่างไร ซึมเศร้าเปล่าเปลี่ยวเจ็บในใจมากแค่ไหน เธอเองก็ไม่แตกต่าง

ตื๊อดึ๋ง

เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ ภวิกาลุกนั่งห้อยขาระขอบเตียง เอื้อมแขนหยิบมือถือบนตู้ข้างเตียงขึ้นมาเปิดดูข้อความแจ้งเตือน ภวิกาเป็นคนเรียบร้อยมีระเบียบ เธอไม่ชอบให้ป๊อปอัพแจ้งเตือนโชว์แสดงบนหน้าจอโทรศัพท์เพราะคิดว่ามันรก แม้ว่าจะมีเพียงแค่ข้อความเดียวเธอก็จะต้องกดอ่าน และเคลียร์ออกให้หมด

หนึ่งการแจ้งเตือนจากร้านค้าที่คุณกดติดตาม

[ Puppies Shop ] : สวัสดีคุณลูกค้าที่น่ารักและเคารพทุกท่าน ร้าน Puppies Shop ขายอุปกรณ์และอาหารเสริมสำหรับสุนัข ฉลองเปิดร้านครบรอบ 5 ปี ลดราคาขนมสุนัขแบบแท่ง 150g. แบรนด์ ONAKI(โอนากิ) จากราคาถุงละ 239 บาท ลดเหลือถุงละ 200 บาท เฉพาะวันนี้ถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 นี้เท่านั้น *สิ้นค้ามีจำนวนจำกัด*

ภวิกาคลี่รอยยิ้มบาง ๆ ออกมา เธอเป็นลูกค้าประจำของร้านค้าออนไลน์นี้ เธอกดติดตามร้านค้าเพื่อสั่งซื้อสินค้าและรับข่าวสารต่าง ๆ  อาหารและขนมแท่งจากแบรนด์โอนากิมีชื่อเสียงในวงการคนรักสุนัขมาช้านาน เป็นอาหารเพื่อสุขภาพสุนัขที่แท้จริง ทั้งสดใหม่ ปราศจากรสเค็ม และสารกันเสีย

เม่นชอบขนมของโอนากิมาก.. มีโปรโมชั่นลดราคาแบบนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงกดสั่งซื้อสินค้าโดยไม่ลังเล

หญิงสาวยันตัวลุกขึ้นยืนกับพื้นห้องสีขาว  ภวิกาถูกเลี้ยงมาราวกับผ้าที่พับไว้ เธอจึงเป็นคนทำอะไรอย่างช้า ๆ อ่อนช้อยราวกับนางในวรรณคดี ในระหว่างที่ใช้มือบีบนวดบริเวณลำคออยู่นั้น หญิงสาวเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนังบอกเวลาหกโมงเช้า เธอคิดจะออกไปตลาดหน้าหมู่บ้านสักหน่อย เผื่อได้ตักบาตรถวายพระ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้าเม่นบ้าง มันจะได้สุขสบาย

คิดได้ดังนั้น ภวิกาจึงเดินหายเข้าห้องน้ำไปในที่สุด

         

หลังเสร็จทำบุญตักบาตรกรวดน้ำ ตั้งจิตอุทิศบุญกุศลให้แก่เจ้าเม่นเรียบร้อยแล้ว ภวิกาถือโอกาสแวะซื้อผักผลในร้านสะดวกซื้อกลับไปด้วยเลย ภายในร้านสะดวกขนาดเล็กไม่ค่อยมีคน ถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่น่ายินดี 

ภวิกายืนเลือกซื้อผักที่หน้าตู้แช่ไอเย็น ยืนเลือกอยู่นานสองนานไม่เร่งรีบ เธอยังไม่อยากกลับบ้าน... ไม่อยากกลับไปเจอสภาพแวดล้อมเดิม ๆ  ที่คอยย้ำเตือนว่าไม่มีเม่นอีกแล้ว บางทีที่ที่เคยอบอุ่นที่สุดอย่าง บ้าน อาจกลายเป็นสถานที่ที่ น่าเศร้า ที่สุดสำหรับภวิกาไปแล้ว

หญิงสาวถือถุงผ้าสองถุง หนึ่งถุงใส่ผักสองสามชนิดกับกะทิกล่อง และเนื้อสัตว์ลดราคาจำนวนสองแพ็คสำหรับทานคนเดียว อีกหนึ่งถุงใส่ของใช้ส่วนตัวไม่หนักมาก เธอเดินเลียบไปตามฟุตบาททางเท้าบนสะพานข้ามคลอง บนสะพานมีถนนสองเลนให้รถวิ่งสวน หมู่บ้านจัดสรร มัตติรา ที่เธอพักอาศัยตั้งอยู่ไม่ไกลจากตลาด เดินเพียงชั่วโมงครึ่งก็ถึงที่หมาย

ระหว่างทางภวิกาหวนคิดถึงเจ้าเม่นอีกครั้ง... ก่อนที่เจ้าเม่นจะล้มป่วย ภวิกาเคยใส่สายจูงพามันออกมาเดินที่สะพานนี้ด้วยกันบ่อย ๆ

หญิงสาวระบายรอยยิ้มเศร้ากับตัวเอง คงต้องใช้เวลาสักพักกว่าเธอจะทำใจได้...

โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!

เสียงเห่าดุดันดังมาจากทางฟุตบาททางเท้าฝั่งตรงข้าม ภวิกาเหลียวมองตามเสียงกรรโชก นัยน์ตากลมโตสบเห็นสุนัขขนดำตัวหนึ่งกำลังเตรียมข้ามถนนมายังฝั่งที่เธออยู่ ด้านหลังมันมีสุนัขอีกสี่ตัววิ่งไล่กวดตามมาใกล้ประชิด พวกมันเห่าเสียงดังข่มขวัญ 

เจ้าสุนัขที่ถูกไล่ต้อนไม่แม้แต่มองซ้ายมองขวา มันกระโจนจากฟุตบาทลงมาบนถนนทันที

“คุณพระช่วย!..” ภวิกาอุทาน นัยน์ตากลมโตสีดำขลับเบิกออกกว้าง เธอเห็นรถพ่วงบรรทุกสินค้าคันใหญ่อยู่ห่างไปไม่ถึงสิบเมตร กำลังขับตรงมาทางเจ้าสุนัขขนดำด้วยความเร็ว ภวิกาตกใจสองมือปล่อยทิ้งถุงผ้าลงกับพื้นฟุตบาท

ปี๊บบบ

เสียงบีบแตรดังมาจากรถพ่วงที่กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะ เจ้าหมาที่เพิ่งข้ามถนนตกใจกับเสียงแตร มันชะงักนิ่งอยู่กลางถนน หูของมันลู่ลงเล็กน้อย มันเริ่มล่อกแล่กหันซ้ายที หันขวา เลนฝั่งตรงข้ามที่มันจะข้ามไปนั้นมีรถวิ่งอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเป็นสุนัขมันจึงไม่สามารถหาจังหวะข้ามถนนได้

เจ้าหมาขนดำคงเพิ่งตระหนักได้ตอนนี้ ตัวมันเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางถนนสองเลนที่มีรถสัญจรตลอดทั้งสาย

ภวิกามองหาจังหวะ แล้วรีบวิ่งข้ามถนนอย่างเร็วไปหาร่างสุนัขขนสีดำที่ยืนนิ่งจนตรอกอยู่กลางถนนเลนรถสวน หญิงสาวคิดจะรีบอุ้มมันพาข้ามมาอีกฝั่งก่อนที่รถบรรทุกจะขับมาถึง แต่ผิดคาดเมื่อตัวของมันนั้นหนักอึ้งราวกับกระสอบปูนกระสอบใหญ่ มิหนำซ้ำเจ้าสุนัขยืนตัวแข็งทิ้งน้ำหนักตัวไม่ยอมคล้อยตามแรงจูงของเธอ มันขัดขืนใส่เธอราวกับไม่ไว้ใจ

ชั่วพริบตานั้น ภวิกาเห็นรถบรรทุกคันใหญ่ที่อยู่ห่างเพียงแค่สามเมตรกำลังจะพุ่งตรงมาประชิดในอีกไม่ช้า หญิงสาวหลับตาแน่น โอบกอดสุนัขแปลกหน้าไว้ในอ้อมแขน ความคิดด้านลบหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว

ถ้าหากว่าชีวิตของเธอต้องจบลงในวินาทีนี้ หญิงสาวไม่มีห่วงสิ่งใดอีกแล้ว

ขอเพียงแค่ช่วงเวลาที่หลับตาลง เธอจะได้เห็นภาพตนเองกลับไปวิ่งเล่นกับเม่นอีกเป็นครั้งสุดท้ายก็พอ..

เอี๊ยดดดด

เสียงเบรกล้อกับพื้นถนนลาดยางอย่างแรงดังขึ้นราวกับเสียงฟ้าถล่ม รถพ่วงบรรทุกค่อย ๆ ชะลอหยุดลงเบื้องหน้าภวิกาและสุนัขตัวใหญ่ในอ้อมแขนของเธอ

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ!” เจ้าของรถเปิดประตูมาถามภวิกา ใบหน้าของเขาวิตกกังวลจนเหงื่อซก ไม่นึกว่าในจังหวะที่เขาทำความเร็วรถเพื่อขึ้นเนินสะพาน จะมีหมาตัวหนึ่งวิ่งข้ามถนน รถของเขาเป็นรถคันใหญ่ กว่าจะเบรกได้ต้องใช้เวลานาน เขาบีบแตรไล่มันกลับยืนหยุดนิ่ง คนขับรถยิ่งใจเสียลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อเห็นผู้หญิงใจกล้าคนหนึ่งวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเข้ามาปกป้องสุนัข

ในช่วงความเป็นความตายนั้น ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากภายในเสี้ยววินาที...

“ไม่เป็นไรค่ะ” ภวิกายิ้มอย่างสุภาพ หญิงสาวผงกศีรษะขอโทษเจ้าของรถเบื้องหน้าที่ตนสร้างความเดือดร้อน อาการตกใจอย่างมากทำให้เธอตัวสั่นคล้ายลูกนกแรกเกิด สุนัขในอ้อมกอดสัมผัสความกลัวเธอได้จึงมองหน้าเธอ ภวิกาได้ยินเสียงหมาเจ้าถิ่นยังคงขู่ฟ่อแต่ไม่ยอมลงมาจากฟุตบาท บ่งบอกให้รู้ว่าอาณาเขตของพวกมันสิ้นสุดลงเพียงแค่ฟุตบาทฝั่งนี้เท่านั้น

หญิงสาวได้สติ ต้องรีบพาเจ้าสุนัขขนดำข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง มันจะได้ไม่ต้องยืนขวางทางจราจร และปลอดภัยจากฝูงหมาจรจัด พี่ผู้ชายเจ้าของรถบรรทุกช่วยยืนกันรถให้เธอข้ามถนนอย่างมีน้ำใจ แต่เจ้าหมาตัวต้นเหตุกลับยืนนิ่งไม่ขยับคล้ายกำลังระแวงอะไรอยู่ ภวิกาจนใจ ตัดปัญหาโดยใช้มือผลัก บั้นท้ายของมันไปด้านหน้าเพื่อกระตุ้นให้มันวิ่ง

ดูเหมือนเจ้าสุนัขจะตกใจกับการกระทำของเธอเป็นอย่างมาก มันถึงกับสะดุ้งสุดตัว หูที่ลู่ลงชูขึ้นตั้งตรง มันหันขวับมองใบหน้าของหญิงสาวทันควันด้วยแววตาวาววับ!

“เร็วสิ..” เธอบอกมัน ชี้นิ้วไปที่ฟุตบาทฝั่งตรงข้าม

ในที่สุดสุนัขขนดำก็ยอมทำตามที่เธอบอก แม้ว่าแววตาของมันจะดูไม่สบอารมณ์มากก็ตาม

 

ภวิกามองดูสุนัขพันธุ์ใหญ่ขนสีดำเงางามที่ยืนอยู่ตรงข้ามเธออย่างชื่นชม.. หญิงสาวไม่เคยเห็นสุนัขที่มีลักษณะงดงาม องอาจ มากขนาดนี้มาก่อน รูปร่างของมันสมส่วน ลำตัวสูงเพรียวสง่าเหมือนกับสัตว์ล่าเนื้อ แผงลำคอของมันหนาเหมือนสุนัขเมืองหนาว เส้นขนแต่ละเส้นยาวละเอียดดำเข้มคล้ายสีหมึก ภวิกาไม่ค่อยมีความรู้เรื่องสุนัขสายพันธุ์ใหญ่เท่าไหร่ เธอคร้านจะคาดเดาว่ามันเป็นสุนัขพันธุ์อะไร แต่ที่แน่ ๆ คงไม่ใช่หมาพันธุ์ธรรมดาสามัญทั่วไป

ก็ดูมันสิ.. ถึงจะดูมอมแมมราวกับไม่ได้อาบน้ำมาแรมปี ลักษณะภายนอกก็ยังคงสวยงามสง่าผ่าเผย

“แกหลุดมาจากไหน... กำลังหลงทางอยู่เหรอ” น้ำเสียงของเธออ่อนโยนตามประสาทคนรักสุนัข เธอย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ตรงหน้ามันเพื่อมองสำรวจ ภวิกาไล่สายตามองหาปลอกคอที่ลำคอของมันแต่ก็ไม่พบ หญิงสาวมองมันอย่างประเมินอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นว่ามันไม่ได้ส่งเสียงขู่ในลำคอ มีเพียงแค่ส่งสายตาแข็งกระด้างมองเธอนิ่ง ๆ  หญิงสาวจึงใจกล้าค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้มากยิ่งขึ้นอีกหน่อย

พอเธอเห็นแผงคอสีดำของมันใกล้ ๆ แบบนี้แล้ว เธอเกิดรู้สึกอยาก สัมผัสขึ้นมา ภวิกาอยากรู้ว่ามันจะนุ่มมือมากแค่ไหน จะคล้ายกับแผงคอเล็ก ๆ ของเจ้าเม่นหรือไม่

ภวิกายื่นมือออกไปเบื้องหน้าใกล้กับลำคอของสุนัข มือน้อยชะงักอยู่กลางอากาศเมื่อเจ้าสุนัขจ้องเขม็งมองเธอตาแข็งไม่เป็นมิตร มันก้าวถอยหลังเว้นระยะห่างจากเธอไปสองก้าวเท้า ใบหน้าทมึนและแกว่งหางต่ำ ๆ ระอยู่กับพื้น 

และเพียงไม่นาน... มันก็หลุดเสียงร้องออกมาเสียงดังอีกครั้ง

“เอ๋งงงง!”

ภวิกาตกใจที่เห็นหยดเลือดซึมอยู่บนพื้นฟุตบาทเป็น หญิงสาวเพ่งมองไปที่ขาหลังของมัน ที่แท้มันมีแผลถลอก แต่มองได้ไม่ชัดเพราะบาดแผลกลืนไปกับขนสีดำของมัน  หญิงสาวอุทานคำเดิมออกมา

“คุณพระช่วย..” ภวิการ้อนรน มองมันที่ยืนนิ่งเฉยปล่อยให้เลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผล “ทำไมไม่เลียล่ะ เลียสิ เลียแผลน่ะ...”

โดยปรกติแล้วสุนัขจะเลียแผลตัวเองเพื่อรักษาอาการบาดแผล เม่นก็ทำเช่นนั้นอยู่บ่อย ๆ

แต่แปลกที่เจ้าสุนัขตัวนี้ไม่ทำแบบนั้น ขามันสั่นเพราะพิษบาดแผล แต่มันก็ยัง(พยายาม)เหยียดขาตรง ยืนอย่างองอาจตลอดเวลา

ภวิกาอ่านภาษากายของสุนัขตรงหน้าเธอไม่ออก.. หางมันไม่ได้ปัดแกว่งไปมาหรือลู่ลง มันเพียงปล่อยหางระอยู่กับพื้น ใบหูก็ไม่ลู่ลงอย่างหวาดกลัวแต่กลับตั้งตรงดั่งเดิม แววตาของมันก็ขรึมเข้ม หญิงสาวไม่รู้ว่าควรรับมืออย่างไร ถ้าสุนัขกระดิกหางเธอก็ยังพอรู้สึกว่าสามารถเข้าหามันได้บ้าง แต่นี่มันทำตัวตรงกันข้ามหมดเลย 

ราวกับมันกำลังแสดงความเป็นใหญ่ข่มเธออยู่กราย ๆ ไม่ให้เธอเข้าไปยุ่งกับมัน

ภวิกาประหม่า... เธอเคยได้ยินมาว่าการสบตาของสุนัขมีความหมายถึงการ 'ท้าทาย' อำนาจ สุนัขปรกติจะไม่นิยมมองสบตาเจ้าของเพราะยอมให้เจ้าของเป็นใหญ่ แต่สุนัขตรงหน้าเธอไม่มีท่าทีแบบนั้น  เจ้าหมาตัวนี้เอาแต่จ้องเธอเขม็งไม่เบือนหนีแบบนี้ คงเพราะมันไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวเธอแม้แต่น้อย

น่ากลัว... หญิงสาวเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยกับสุนัขแปลกหน้าขึ้นมาทันใด... เธอไม่เคยเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่มาก่อน จึงไม่รู้ว่าสุนัขพันธุ์ใหญ่ทุกตัวมักมีท่าทางสุขุมน่าเกรงขามแบบนี้หรือไม่ 

แต่ที่แน่ ๆ สุนัขพันธุ์เล็กที่เธอเลี้ยงไม่เคยเป็นแบบนั้น..

ภวิกาคิดจะปล่อยมันไปตามยถากรรม แต่ภาพของเม่นที่แสนทรมานและเลือดนองท่วมตัวก่อนจะสิ้นใจก็ผุดขึ้นมาในหัว หมาจรจัดส่วนใหญ่ถ้าไม่โดนหมาเจ้าถิ่นไล่กัดจนตาย ก็โดนรถชนบ้าง หิวโซบ้าง ภวิกาไม่อยากนึกภาพเรื่องน่าสลดแบบนั้นอีกแล้ว 

เธอคิดว่าเมื่อยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแล้ว ก็ควรช่วยให้ถึงที่สุด...

ภวิกาหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวปักลายหิงห้อยเล็ก ๆ ที่มุมขวาบนของตนเองออกมาจากกระเป๋าผ้าสะพายข้าง หญิงสาวถือผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น มองดูสุนัขเบื้องหน้าอย่างประเมินอีกครั้งหนึ่ง

มันจะกัดเธอไหม.. เธอครุ่นคิดกับตนเอง มือน้อยค่อย ๆ  ขยับเข้าไปใกล้มันยิ่งขึ้นอย่างลองเชิง พอเห็นว่ามันยังนิ่งเฉย เธอก็ขยับเข้าไปใกล้อีกทีละน้อย.. ทีละน้อย... จนสุดท้ายเธอก็เอื้อมไปสัมผัสกับขาหลังที่มีบาดแผลของมันได้ในที่สุด หญิงสาวบรรจงผูกผ้าเช็ดหน้าพันไว้ที่ขาของมันเพื่อห้ามเลือดชั่วคราว

“เสร็จแล้ว ทีนี้แก...” พูดไม่ทันจบประโยค คำพูดก็ถูกกลืนหายไป เพราะพอเงยหน้าขึ้นมาจากปลายเท้าของสุนัข นัยน์ตากลมโตก็ได้สบประสานสายตากับนัยน์ตาสีน้ำตาลหม่นคู่สวยของมัน..

นัยน์ตาสีน้ำตาลหม่นคู่นั้นมีความน่าหลงใหลอย่างประหลาด วูบหนึ่งให้ความรู้สึกสุขุมน่าหวั่นเกรง  บางวูบแววตาของมันก็แฝงความทระนงเย่อหยิ่ง สูงส่ง ดวงตาคู่นี้ราวกับมีความนึกคิดได้ ภวิกาไม่รู้สึกว่ากำลังจ้องมองดวงตาของสุนัข แต่รู้สึกเหมือนกำลังจ้องดวงตาที่ลึกล้ำของ 'คนผู้หนึ่ง' มากกว่า...

เธอเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อไล่ความคิดไร้สาระ หญิงสาวยันตัวลุกขึ้นยืนตรงหน้าสุนัขขนดำ พิจารณามองดูมันใหม่อีกครั้ง.. มันสวยงามมากขนาดนี้ ไม่แน่ว่าป่านนี้เจ้าของอาจกำลังตามหาตัวมันให้ควักแล้วก็เป็นได้

เธอเองก็อยากช่วยมันหาเจ้าของเหมือนกัน.. แต่มันไม่มีปลอกคอ ก็เลยไม่รู้จะช่วยยังไงดี..

จะเอามันไปด้วย ก็กลัวว่าจะยิ่งทำให้มันพลัดหลงกับเจ้าของ

แต่ถ้าปล่อยมันทิ้งเอาไว้... ก็ไม่รู้ว่ามันจะอยู่รอดไปได้อีกสักกี่วัน ขนาดแค่เดินข้ามถนน มันยังวุดวิดโดนรถชนอยู่เลย

ภวิกาหันมองไปที่ฟุตบาทอีกฝั่งหนึ่ง หมาเจ้าของถิ่นยังคงเดินเฝ้าป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ไปไหน พอเธอหันกลับมามองเจ้าสุนัขแสนสวยตรงหน้า มันก็เอาแต่ยืนจ้องเธอเขม็งไม่วางตา หญิงสาวชักแยกไม่ออกแล้วว่ามันกำลังแสดงตัวเป็นปรปักษ์กับเธอ หรือแค่หน้าตาของมันดุดันอันตรายแบบนี้มาตั้งแต่เกิดกันแน่

ภวิกาถอนหายใจกับตนเอง... เธอหวังว่าความใจดีของเธอในครั้งนี้จะทำให้เจ้าเม่นที่จากไปแล้วได้อยู่อย่างสุขสบายบนสรวงสวรรค์ หญิงสาวคิดจะพาสุนัขขนดำไปหาหมอก่อนที่บาดแผลของมันจะฉีกขาดมากกว่านี้ ส่วนปัญหาอื่นหญิงสาวค่อยคิดอ่านดูอีกครั้งหนึ่ง

ภวิกาถือสัมภาระด้วยมือเพียงข้างเดียว หญิงสาวกระดิกนิ้วเรียกให้สุนัขเบื้องหน้าเดินตามเธอมา เธอชินกับการทำแบบนี้เหมือนที่ทำกับเจ้าเม่น เจ้าเม่นอ่านภาษามือเธอออก แค่เธอกวักนิ้วเรียกมันก็จะวิ่งตามมาอย่างว่านอนสอนง่าย น่ารัก

หญิงสาวไม่รู้สึกตัวสักนิด ว่าการ กระดิกนิ้ว แบบนั้น มันทำให้ดวงตาสีน้ำตาลหม่นของเจ้าสุนัขขนดำวาวโรจน์ขึ้นทันตา

 

กระดิกนิ้วเรียก.. คิดว่าตัวเองเป็นใคร?

เหมันต์ในร่างสุนัขปรายตามองหญิงสาวร่างเล็กสวมเสื้อยืดคอกลมลายกราฟฟิก กับกางเกงผ้าสีกรมท่าและรองเท้าแตะแบบหนีบ ใบหน้าหวานละมุนดูอ่อนช้อยเป็นกุลสตรี เธอรัดผมยาวสีดำไว้หลวม ๆ  แม้ใบหน้าจะหวานละมุน แต่ก็ยังมีร่องรอยเจนจัดตามอายุวัย ทุก ๆ รอยยิ้มที่เธอเผยออกมา แววตาของเธอกลับมาแต่ความเศร้าสร้อยแอบแฝง ราวกับเธอได้ผ่านอะไรบนโลกใบนี้มามาก

ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่สาววัยรุ่น.. เขาคิดว่าเธอคงอายุมากกว่าเขาสามถึงสี่ปี

สำหรับเรื่องช่วยชีวิตก็น่าซึ้งใจ แต่มันไม่ได้หมายความว่าเธอจะมีสิทธิ์มาสั่งและปฏิบัติกับเขาราวกับสัตว์เลี้ยงแบบนี้ 

แค่นี้เหมันต์ก็รู้สึกหงุดหงิดจนแทบคลั่งตายอยู่แล้ว

ย้อนกลับไปเหตุการณ์เมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อน... หลังจากที่รู้ว่าการกลายร่างเป็นสุนัขของตัวเองเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ความฝัน เหมันต์ได้แต่ร้องโหยหวนคร่ำครวญเป็นเสียงหมาอยู่ภายในห้องตัวเองพักใหญ่ กระทั่งลุงเขมเดินเข้ามาในห้องของเขาเพื่อปรนปฏิบัติเขาตามกิจวัตรประจำวัน เหมันต์ไม่นึกคิดเลยว่าชายชราที่ดูเหมือนจะผอมแห้งแรงน้อย เมื่อเห็นเขาอยู่ในห้อง กลับถกแขนเสื้อวิ่งไล่ตะครุบจับเขาไปทั่วห้อง พลางสั่งให้พวกสาวใช้เอาเขาออกมาปล่อยไว้นอกคฤหาสน์

ด้วยเหตุผลว่า ... คุณหมอกกลัวหมา!

เขาขอถามแค่คำถามเดียว...

แล้วลุงเขมไม่คิดเอะใจสักนิดเลยเหรอ ว่าคุณหมอกของลุงหายหัวไปไหน!?

เหมันต์อยากเป็นบ้า... เขาถูกขับไล่ออกมาจากคฤหาสน์ของตัวเอง ไม่สามารถร้องทุกข์กับใครได้ราวกับคนเป็นใบ้ เขาพยายาม 'ลักลอบ' เข้าคฤหาสน์ของตนเองอยู่บ่อยครั้ง แล้วก็โดนไล่ตะเพิดออกมาทุกครั้ง เหมันต์ต้องเตร็ดเตร่เร่ร่อนใช้ชีวิตริมถนนเกือบหนึ่งสัปดาห์เต็ม บางทีเจอคนดีก็ได้ข้าวกินฟรีบ้าง แต่อาหารเหล่านั้นล้วนตกพื้น ทั้งเย็นชืด สกปรกและไม่อร่อย บางวันเจอคนไม่ดีเขาก็โดนไล่ตี ไล่เตะ จนมีแผลพกช้ำตามร่างกาย

เขาอุตส่าห์ใช้ชีวิตอยู่มาได้ตั้งนานอย่างแสนลำบากลำเค็ญ... วันหนึ่งเขากลับตกม้าตายในตอนจบเพราะดันพลั้งไปเหยียบ หางเสือเข้าโดยไม่รู้ตัว เขาหลงเดินเข้าไปในถิ่นของผู้อื่นโดยไม่เจตนา พวกมันอยู่รวมกันสี่ตัว ตอนแรงเจ้าถิ่นหลังอานขนสีน้ำตาลจ่าฝูงก็เหมือนจะปล่อยเขาไป เพราะกำลังง่วนอยู่กับการเกี้ยวพาราสีสุนัขเพศเมียขนยาวสีขาวตัวหนึ่ง 

แต่ใครจะไปนึกคิด... แม่ตัวดียอดดวงใจหมาหลังอานทั้งสี่ พอหันหน้ามาเห็นหน้าเขาเข้า ดวงตาก็เป็นประกายแพรวพรายระยิบระยับ เกิดอาการ ถูกอก ถูกใจ 'ใช่เลย' ขึ้นมา มันปลีกตัวออกมาจากไออุ่นของสุนัขจ่าฝูงขนสีน้ำตาล พลางเดินชะม้อยแลตาเข้ามาใกล้เหมันต์ พลางใช้ลำตัว 'ถูไถ' รอบ ๆ ตัวเขาราวกลับต้องการ 'ปลุก' สัญชาตญาณบางอย่างในตัวสุนัขให้ตื่นขึ้นมา 

ทั้งส่งสายตาเชื้อเชิญ ทั้งกะพริบตาอ้อนวอน ทั้งทำเสียงเง้างอนออดอ้อนโปรยเสน่ห์ ราวกับคิดว่าตนเองน่ารัก น่าขย้ำเสียเต็มประดา

แต่มันจะไปน่ารักได้ยังไง!

เหมันต์ไม่ใช่สุนัข... มิหนำซ้ำชายหนุ่มยังเกลียดสุนัขมาตั้งแต่เกิด ภาพตรงหน้ากำลังทำให้ตัวเขาแข็งทื่อ ขนลุกเกรียวไปจนถึงทวาร และคงจะจดจำไป 'ชั่วชีวิต' เขากลายร่างเป็นสิ่งที่ตนเองเกลียดที่สุดก็นับว่าเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจยอมรับได้แล้ว โดนลากเข้าไปมีเอี่ยวใน สมรภูมิรักที่ไม่เต็มใจรบด้วยเลยแม้แต่น้อย

ประเสริฐมากเหลือเกิน!

สุดท้าย... สุนัขขนดำมหาเสน่ห์จำต้องสลัดทิ้งมาดแมน วิ่งหูลู่หนีตายสี่คูณร้อยลูกเดียว ในขณะที่วิ่งเขาก็ได้ยินเสียงเจ้าหมาจรจัดเหล่านั้นตะโกนไล่หลังตามมาทุกขณะ

ที่นี่ถิ่นกู!!!!’

อย่ามายุ่งกับตัวเมียของ พวกกู’ ไอ้หมาจรจัด!’

ถ้ามึงกลับมาอีกล่ะก็ เจอพวกกูแน่!’

ให้ตายเถอะ เขาฟังภาษาหมาเข้าใจ!

วันนี้นอกจากจะเข้าใจประโยค 'ใส่เกียร์หมา' เหมันต์ก็ยังได้รู้ซึ้งสุภาษิตคำพังเพย หมาหมู่ อย่างถ่องแท้ด้วย เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่าคำพังเพยดังกล่าวไม่ได้มีความหมายในเชิงทะเลาะวิวาทกันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันยังหมายถึง กิจกรรมหมู่’ ระหว่างสุนัขด้วยกันได้อีกด้วย

เพราะเมื่อกี้นี้มันตัวผู้สี่.. ตัวเมียหนึ่งชัด ๆ เลย!


เหมันต์หรี่ตามองผู้หญิงตรงหน้าที่ได้กำลัง กระดิกนิ้ว’ รัว ๆ เรียกเขาราวเขาเป็นหมาจริง ๆ  ตั้งแต่เหมันต์เกิดมา เขาถูกเลี้ยงราวกับเทวดา มีแต่เขาที่กระดิกนิ้วเรียกคนอื่น ไม่มีใครเคยทำแบบนี้กับเขา

ภวิกามึนงงเมื่อเจ้าสุนัขกลับหันหลังให้เธอราวกับไม่อยากเสวนากับเธออีก มันเดินสี่ขากะเผลกหนึ่งขาย้อนกลับไปทางตลาดที่เธอเพิ่งเดินผ่านมา หญิงสาวพ่นลมหายใจออกจมูก ระบายรอยยิ้มน้อย ๆ อย่างปลงอนิจจัง ถ้ามันต้องการสิ้นสุดความสัมพันธ์ตรงนี้เธอก็พร้อมปล่อยไม่คิดเหนี่ยวรั้ง ภวิกายังยืนอยู่ที่เดิมเพื่อมองส่งมันจนลับตา

แต่จู่ ๆ ร่างเพรียวระหงของสุนัขที่เคยเดินอย่างองอาจ ก็ค่อย ๆ ล้มลง สลบไปกับพื้นฟุตบาทยามสายที่ร้อนระอุ...

 

ภวิกาลูบศีรษะขนาดใหญ่ของสุนัขที่นอนอยู่บนหน้าตักของเธอ ขนของมันนุ่มละเอียดเหมือนสำลี แต่บางครั้งก็สากแข็งเป็นสังกะตังเหมือนกับว่ามันไม่ได้รับการแปรงขนจากเจ้าของมาเป็นยะเวลานานแล้ว

“ช่วงนี้คุณบัวคงต้องดูแลมันหน่อยนะครับ” หมอเอกอดิศรเอ่ยเสียงนุ่ม เขายิ้มให้หญิงสาวบาง ๆ ในขณะที่ตระเตรียมยาสำหรับสุนัขให้กับเธอ “มียาแก้ปวดแบบเม็ด ให้กินก่อนอาหารนะครับ อีกสามวันพามาหาหมอใหม่เพื่อดูแผลนะครับ”

“ฉันเหรอคะ?” ภวิกาทวนคำ คิ้วมนขมวดเข้าหากัน เพราะเธอตั้งใจจะนำสุนัขมาฝากไว้ที่คลินิกของหมอ

“แผลของมันไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็ต้องคอยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด อย่าให้แผลโดนน้ำนะครับ” เอกอดิศรยังคงอธิบายต่อ เขายื่นถุงยาให้กับภวิกา ยิ้มเฝื่อนให้หญิงสาวราวกับรู้สึกผิด “คลินิกของผมไม่ได้ใหญ่ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากสำรองที่ให้แค่เฉพาะเคสหนัก ๆ จริง ๆ มากกว่าน่ะครับคุณบัว... ขอโทษด้วยจริงๆ นะครับ”

ความจริงแล้วเอกอดิศรทั้งแปลกใจและดีใจที่ได้เห็นภวิกามาเยือนคลีนิกของเขาอีกครั้ง ตั้งแต่เจ้าเม่นตายไปเอกอดิศรไม่ได้เจอเธอเลย ถ้าให้เธอได้มีสุนัขเลี้ยงคงมีข้ออ้างให้เขาได้เจอเธอบ่อยมากขึ้น

“ฉันเข้าใจค่ะ” ภวิกาเก็บยาใส่กระเป๋า

“ไว้ผมจะช่วยคุณบัวอีกแรงนะครับ” เอกอดิศรยิ้มละมุน เขาย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ข้าง ๆ ภวิกาที่นั่งพับเพียบอยู่ที่พื้นโดยมีสุนัขนอนหนุนตักเธออยู่ หมอหนุ่มยื่นมือข้างขวาที่สวมนาฬิกาสีเงินหน้าปัดดำออกไปลูบขนของสุนัขขนดำตรงหน้า “ตัวใหญ่ดีจริง ๆ ...”

“จริงค่ะ” ภวิกาเห็นด้วย เธอแย้มรอยยิ้มบาง ๆ ยามที่มองดูมันปิดเปลือกตาหลับสนิท

“ดูเหมือนว่าผมคงต้องเปลี่ยนความคิดเสียแล้ว" เอกอดิศรพยักนห้ากับตัวเอง

"เรื่องอะไรเหรอคะ" ภวิกาสงสัย

"เห็นคุณบัวตัวเล็กแบบนี้ แต่แรงเยอะเหมือนกันนะครับ” เอกอดิศรพูดล้อเล่นพลางคลี่รอยยิ้มอ่อนโยน นัยน์ตามีแต่ภาพสะท้อนของภวิกา

ภวิกาส่ายศีรษะยกมือขึ้นปฏิเสธพัลวัน “มีพี่คนขับแท๊กซี่ช่วยอีกแรกค่ะ ลำพังฉันคนเดียวคงไม่ไหวหรอกค่ะ”

สายตาของเอกอดิศรตอนมองสุนัขดูอ่อนโยนมากเท่าไหร่ ยามมองภวิกายิ่งอ่อนโยนมากกว่านั้น แววตาของเขาเปล่งประกายคล้ายมีดอกไม้ไฟเบ่งบานอยู่ในแววตาคู่นั้น “แล้ววันนี้คุณจะพามันกลับยังไงครับ” 

“น่าจะต้องเรียกแท๊กซี่เหมือนเดิมค่ะ” ภวิกาตอบอย่างสุภาพ

“ถ้าผมไม่ติดงาน คงได้ไปส่งคุณบัว” เอกอดิศรพูดจากใจจริง น้ำเสียงของเขาแฝงอารมณ์เสียดาย แววตาเองก็หลุบลงต่ำอย่างเศร้า ๆ

ดูเหมือนหญิงสาวจะไม่เข้าใจความหมายในเชิงลึกซึ้ง “อย่าลำบากหมอเลยค่ะ ฉันทำอะไรคนเดียวมาตลอดจนชินเสียแล้วค่ะ”

เหมันต์ลืมตาขึ้นมองดูใบหน้าหวานละมุนของภวิกา รับรู้ได้ว่าตนเองกำลังนอนหนุนศีรษะอยู่บนตักนุ่มของหญิงสาว นัยน์ตาคู่เรียวสีน้ำตาลหม่นหรี่มองหมอหนุ่มข้างกายภวิกา เอกอดิศรนั้นหน้าตาหล่อเหลาพอไปวัดไปวาได้ แววตาหลังแกรบแว่นและรอยยิ้มอ่อนหวาน มีแต่ความลุ่มหลงในตัวของภวิกา

ผู้ชายด้วยกันดูกันออก... คนผู้นี้กำลังทอดสะพานให้หญิงสาว แต่ดูเหมือนแม่เจ้าประคุณจะไม่เข้าใจอะไรเลย

ซื่อบื้อ...

“อ้าว.. แกฟื้นแล้วเหรอ” น้ำเสียงของภวิกาหวานหู หญิงสาวแย้มรอยยิ้มออกมาบาง ๆ  นัยน์ตากลมโตจ้องมองสุนัขบนหน้าตัก มือน้อยเกลี่ยขนบนศีรษะของเหมันต์เล่นอย่างเพลิดเพลิน 

เจ้าสุนัขขนดำเบี่ยงศีรษะไปทางอื่นหลบหลีกสัมผัสจากนิ้วมือเธอ แสดงท่าทีรำคาญชัดเจน

“หยิ่งเสียด้วย” เอกอดิศรเอ่ยแซว

เหมันต์หันมองขาหลังของเขาที่ถูกพันแผลเอาไว้ ภวิกาเอื้อมมือมาประครองกอดเขาแนบชิดลำตัวของเธอหลวม ๆ

“อยู่กับฉันไปก่อนนะ” เธอกระซิบข้างใบหูตั้งตรงของเจ้าสุนัขอย่างอ่อนโยน พลางลูบแผ่นหลังของมันเบา ๆ

 

ภวิกาพาสุนัขที่บังเอิญเก็บได้มาพักที่บ้านของเธอ... เจ้าสุนัขขนดำตัวนั้นเป็นสุนัขที่ค่อนข้างประหลาด มันไม่ได้ไล่ใช้จมูกดมไปห้องเหมือนที่สุนัขตัวอื่น ๆ ทำ มันเพียงแค่ปรายตามองไปโดยรอบด้วยแววตานิ่งสงบ แล้วก้าวเดินเข้ามาภายในตัวบ้านด้วยท่าทีหยิ่งผยองเหมือนเดิม

“หิวหรือเปล่า” ภวิกาเอ่ยถามแม้รู้ว่ามันไม่มีทางตอบเธอได้ หญิงสาวเดินหายเข้าไปในห้องครัว ทิ้งเจ้าสุนัขไว้ที่ห้องรับแขก เธอเปิดตู้เก็บอาหารสุนัขของเม่นที่ยังเหลืออยู่ หยิบอาหารกระป๋องสุนัขเทใส่จานข้าวของเม่น ตอนหยิบจานข้าวของเม่นเธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกคิดถึงจนน้ำตาไหล เธอรีบส่ายศีรษะไล่ความคิด ปาดน้ำตาออกลวก ๆ แล้วเดินออกมาหาเจ้าสุนัขขนดำ

เหมันต์มองดูอาหารเหลวสีน้ำตาลในชามข้าวสุนัขสีชมพู สลับกับมองหน้าตาบ๊องแบ๊วของภวิกาที่นั่งยอง ๆ ยิ้มอย่างอารมณ์ดีอยู่ตรงหน้าเขา เมื่อเห็นว่าเขายืนนิ่ง เธอจึงดันชามข้าวเข้ามาใกล้สองเท้าหน้าของเขามากยิ่งขึ้น

“กินสิ” เธอบอก “อร่อยน้า

ถ้าอร่อย เธอก็กินให้ฉันดูก่อนสิ เหมันต์จ้องภวิกาเขม็ง

จนสุดท้ายเมื่อเห็นว่าหญิงสาวเร่งเร้าจะให้เขากินให้ได้ไม่มีทีท่าจะหยุด ทั้งเขี่ยจานข้าวมาใกล้ขึ้น ทั้งใช้นิ้วปาดอาหารในชามมาใกล้ ๆ ปลายจมูกของเขา ด้วยความรำคาญเหมันต์จึงลองส่งเสียงขู่ในลำคอเสียงต่ำ แต่ถึงกับทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าสะดุ้งเล็กน้อย หญิงสาวขยับถอยหนีโดยอัตโนมัติ

เสียงขู่ของสุนัขถ้าเทียบกับเสียงคนคงจะคล้าย ๆ เสียง ฮึ่ม ซึ่งไม่ได้น่ากลัวพอจะข่มเหงใครได้.. แต่พอมันออกมาจากลำคอของสุนัขแล้ว เสียงมันกลับฟังดูทุ้มเข้มดุดัน เหมันต์พึงพอใจเป็นอย่างมาก เขาตัดสินใจจะใช้วิธีนี้กำราบเธอให้อยู่หมัด เวลาที่เธอทำตัวรำคาญ

ภวิกาถอนหายใจ... ดูเหมือนเจ้าหมาตัวนี้ที่เธอเก็บมาเลี้ยงคงมีนิสัยเอาแต่ใจตัวเองมากเหลือเกิน ตั้งแต่เลี้ยงเม่นมาเม่นไม่เคยขู่เธอในลำคอแบบนี้เลย หญิงสาวยันตัวลุกขึ้นยืน ขมวดคิ้วมองสุนัขขนดำที่นั่งจ้องเธอเขม็งอย่างไม่รู้จะจัดการมันอย่างไรดี สุดท้ายภวิกาจึงปล่อยมันทิ้งไว้ตัวเดียว ให้มันได้ปรับตัวเข้ากับบ้านใหม่ไปพลาง ๆ ส่วนตัวเธอเองหายเข้าไปในห้องครัวเพื่อตระเตรียมทำอาหารของตัวเอง

         

เหมันต์กระโดดขึ้นมานอนบนโซฟาเดี่ยวสีน้ำตาลในห้องรับแขกขนาดเล็กอย่างถือสิทธิ์ บ้านของภวิกาแคบอย่างมากเมื่อเทียบกับบ้านของเขา ห้องรับแขกของเธอเทียบได้กับห้องน้ำชั้นสองของเขา ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาเสียงดัง นัยน์ตาสีน้ำตาลหม่นมีแต่ความหงุดหงิดไม่สบอารมณ์ เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาเอง ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้กลายเป็นหมา แล้วจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานไหม แล้วเขาจะกลับมาเป็นคนได้อีกหรือเปล่า?

นึกถึงใบหน้าวิเวียนและฌอห์น.. พลันแววตาก็แพรวพราว แยกเขี้ยวกัดฟังกรอดส่งเสียงกรรในลำคอออกมาโดยอัตโนมัติ

เหมันต์จำได้ว่าพอเขาเห็นสุนัขที่ทั้งสองเอามาให้ ภายในไม่กี่ชั่วโมงเขาก็กลายร่างเป็นหมา 

จะต้องเป็นฝีมือของสองแม่ลูกเจ้าเล่ห์นี่แน่ ไม่ต้องสงสัยเลย..

ถ้าเขาคืนร่างเดิมได้เมื่อไหร่.. จะได้เห็นดีกัน!

 

ไม่นานนักกลิ่นหอมอ่อนๆ ก็โชยออกมาจากด้านในห้องครัว.. หูของสึนัขขนดำกระดิกเล็กน้อย ๆ จมูกของมันเริ่มขยับฟุดฟิดเพื่อสูดดมกลิ่นให้ชัดเจนมากขึ้น เหมันต์ไม่ได้ทานอาหารมาหลายวันแล้ว ท้องเขาเริ่มบิดมวนและน้ำลายสอ เขาหันมองไปตามทิศทางของกลิ่นหอม ลงมาจากม้านั่งในห้องนั่งเล่นพลางเดินขากะเผลกตามกลิ่นหอมไปด้วยท้องที่หิวโซ

ภวิกาเพิ่งทำต้มจืดกระดูกหมูเสร็จได้ไม่นาน หญิงสาวตักกับข้าวกับแกงวางลงบนโต๊ะไม้สำหรับทานข้าวในห้องครัว เธอนั่งที่โต๊ะเตรียมจะทานข้าว ยังไม่ทันตักข้าวเข้าปากก็เหลือบเห็นเจ้าสุนัขขนดำเดินมายืนอยู่ข้าง ๆ เธอ สายตาของมันมองที่จานข้าวของภวิกาละห้อย

“กินไม่ได้นะ เขาไม่ให้หมากินข้าวของคนนะรู้ไหม.. มันไม่ดี” ภวิการใช้นิ้วชี้แตะที่ปลายจมูกของมันอย่างห้ามปราย รอยยิ้มน่ารักของเธอทำให้เหมันต์ถอนหายใจออกมาดังเฮือก เขาอยากกัดนิ้วเธอหายขาดเป็นเสี่ยง ๆ เดี๋ยวนี้เลย

เขาปีนขึ้นมานั่งที่เก้าอี้ข้างๆ เธอ มองภวิกาเขม็ง

เหมันต์หิวจนทรมานจะแย่แล้ว.. เขาไม่มีอาหารดี ๆ ตกถึงท้องมาหลายวัน กับข้าวของเธอหน้าตาธรรมดา แต่มีกลิ่นหอมจนท้องของเขาบิดมวนปั่นป่วน ชายหนุ่มเห็นภวิกายังคงทานอาหารนิ่งไม่สนใจเขา ช่างน่าหมั่นไส้จนรู้สึกอยากจะพุ่งเข้าไปบีบลำคอเพรียวเล็กของเธอเสียเหลือเกิน

เหมันต์สูดลมหายใจเข้าปอดลึกอีกที... สาบานว่าเขาจะทำแบบนี้เพียงแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น

เจ้าสุนัขขนดำค่อย ๆ เอนศีรษะไปด้านข้างเล็กหน่อยดังเช่นหมาน่ารักกำลังออดอ้อนเจ้าของ มันยกขาหน้าขึ้นเขี่ยต้นแขนของภวิกาเบา ๆ ส่งสายตาวิงวอนอย่างน่ารักน่าชัง

หญิงสาวนัยน์ตากลมโตเบิกออกกว้าง มองสุนัขตัวดำตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเอ็นดู อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบศีรษะของมันเบา ๆ

เวลาเม่นหิวเม่นก็จะทำแบบนี้ใส่เธอ

"แกเป็นหมาหน้าตาสวย ทำแบบนี้ยิ่งน่ารักนะ" เธอบอกพร้อมกับยิ้มกว้าง “แค่ครั้งนี้.. ครั้งเดียวนะ” 

ภวิกาเดินไปหยิบจานอีกใบพร้อมตักแบ่งข้าวยื่นให้ตรงหน้าสุนัขขนดำ

เหมันต์ดีใจจนเห็นน้ำลายตนเองหยดย้อยลงมาจากปาก เขาตกใจจนชะงักค้างกับปฏิกิริยาของตนเอง แต่ความหิวบังตาจนช่างใจละทิ้งทุกสิ่ง เขาเลียกินจนหมดชาม ภวิกาเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ ไม่รู้ว่าเธอทำอาหารอร่อยมากหรือเจ้าหมาตัวนี้มันตะกละมากกันแน่

หลังจากที่มันกินเสร็จ เจ้าสุนัขขนดำก็เดินกลับไปนั่งที่โซฟาดั่งเดิมราวกับเป็นเจ้าของบ้าน หลังจากที่ภวิกาล้างจานเสร็จแล้วเดินหามันทั่วบ้าน แล้วมาเจอมันนอนนิ่งอยู่ที่โซฟาตัวโปรดของเธอ หญิงสาวไม่รู้จะเอ่ยไล่มันอย่างไรจึงปล่อยให้มันนั่งไปส่วนตัวเธอหย่อนตัวนั่งลงที่ที่วางแขนข้าง ๆ เจ้าสุนัขอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ 

ภวิกาพยายามคิดเข้าข้างตนเอง... เธอคลุกคลีกับมันมาก็ดูเหมือนมันจะมีเพียงแค่แววตาดุดัน ส่งเสียงขู่บ้างบางครั้ง แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีคุกคามจะกัดเธอจริง ๆ เลยสักครั้ง

เจ้าสุนัขผงกศีรษะมองเธอที่นั่งข้าง ๆ มัน  ภวิกาลูบขนบนลำตัวของมันอย่างเบามือ

“ฉันจะเรียกแกว่าอะไรดี” ภวิกาพึมพำ “ชื่อสีนิล.. ดีไหม?”

ไม่

เหมันต์ย่นขนเหนือดวงตาราวกับขมวดคิ้ว จากนั้นจึงถอนหายใจเบือนหน้าหนีภวิกาไปทางอื่น

“ว่าแต่แก.. เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันเนี่ย..” สิ้นคำถามพร้อมกับที่มือน้อยของภวิกาที่จับขาหลังของเขายกขึ้นโดยไม่ทันให้เหมันต์ได้ตั้งตัว เธอมองสำรวจไว ๆ แล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม หญิงสาวยกขาหลังมันวางลงท่าเดิม “ผู้ชายนี่เอง..”

เหมันต์แข็งค้าง ดวงตาวาวโรจน์จ้องภวิกาเขม็ง

“วูล์ฟ” ภวิการะบายรอยยิ้มบางๆ ใช้นิ้วเกลี่ยใบหูที่ตั้งตรงของเหมันต์ “ชื่อวูล์ฟดีไหม แกดูเหมือนหมาป่าเลยนะ... ขนดำทั้งตัว.. ตาก็ดุ.. เขี้ยวก็แหลมคม..”

เหมันต์กลอกตามองบน.. เขาเหนื่อยเกินกว่าจะต่อกรด้วยแล้ว ที่ผ่านมาเขาเร่ร่อนอยู่ข้างนอกต้องคอยระวังตัวเสมอ หาเวลานอนหลับยากเย็นไม่ต่างจากหาอาหาร เหมันต์ปล่อยให้ภวิกาลูบศีรษะ เธออยากทำอะไรก็ปล่อยเธอทำ..

เขากำลังจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อนจากการเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งวัน แต่แล้วดวงตาสีน้ำตาลหม่นก็ต้องเบิกออกกว้าง เมื่อจู่ ๆ ก็รู้สึกถึงปลายจมูกมนของเธอเฉียดฉิวข้างแก้มของเขา

ภวิกาย่นจมูก

“เหม็นจัง.. จะอยู่ด้วยกันทั้ง ๆ ที่เหม็นแบบนี้คงไม่ไหว” เธอบ่น “อาบน้ำหน่อยดีไหม..”

อาบน้ำ?

เจ้าสุนัขหันมองภวิกาตาขวาง.. ผู้หญิงบ้านี่นอกจากจะแก่แล้วยังดูเหมือนคนความจำเสื่อมอีกด้วย หมอเพิ่งบอกว่าแผลของเขาโดนน้ำไม่ได้ เธอไม่ได้ฟังเลยเหรอไง 

เหมันต์มองเธอ.. ถ้าเธอทำอะไรแผลง ๆ อย่างที่เธอพูดล่ะก็ เขาจะกัดเธอจริง ๆ ด้วย

“ไปอาบน้ำกันเถอะ... วูล์ฟ”

         


People in these pictures are not related to the novel, only to illustrate the characteristic of the character.

pic cr: weheartit, Tumblr, pinterest, meillimel, etc



13/5/2020

เราลองปรับฟ้อนท์เป็นไซส์ 20 pt ดูค่ะ.. 

รู้สึกว่า 18 จะเล็กไปหน่อยสำหรับคนใกล้แก่อย่างเราค่ะ(?)

แต่งนิยายเรื่องนี้เนี่ย.. เราต้องนั่งจ้องหมาที่ตัวเองเลี้ยงตาเป็นมันเลยนะคะ 

แต่เสียดาย... หมาที่เราเลี้ยงเป็นพันธุ์ลาบาดอร์ค่ะ 

หูมันไม่ได้ตั้งเหมือนเยอรมันเชพเพิร์ด เวลาตกใจน้องก็ยังคงหูพับอยู่ดีค่ะ ฮ่าๆๆๆ

น้องหมาที่บ้านตัวเมียชอบอาบน้ำมากค่ะ

แต่ตัวผู้เนี่ยสิ.. ตัวเองก็ตัวใหญ่ ยังจะดื้อด้านอีกค่ะ อาบให้ทีไรปวดหลังทุกทีค่ะ Orz

อย่าลืมให้เวลากับคน/สัตว์เลี้ยง ที่คุณรักนะคะ


ยิ่งกำลังใจมีมากเท่าไหร่ ยิ่งมีแรงเขียนมาเท่านั้น

 ด้วยรัก 

1 คอมเม้นต์ = 1,000 กำลังใจ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #16 เลซซี่ >< (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 20:25
    น้อนอะ อยากเอ็นดูวูล์ฟก็เอ็นดูได้ไม่สุดเพราะนิสัยข้างในของหมอกคือแบบ หยิ่งมาก 5555 เขาอุตส่าห์ช่วยแกละเอามาดูแลนะ!!
    รู้สึกได้ถึงความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ เลย พวกอาการของน้องหมา จากใจคนไม่ได้เลี้ยงหมา เหมือนได้ความรู้เลยค่ะ จริงๆ นะ 555
    ไรท์มีภาษาสวยที่แบบไม่ได้อ่านยากอะ ละมันมีสำนวนที่เวลาเราเขียนนิยายเราคิดไม่ถึงเลย แบบ เอ้อออ มีสำนวนนี้ด้วย มันสวยแบะอ่านเพลินได้สนุกดีค่ะ
    มีคำผิดเราเจอ ร้านสะดวก > ร้านสะดวกซื้อ งับ
    บทนึงยาวมากอ่านแบบจุใจเลยค่ะ 555
    #16
    1
    • #16-1 parnchan♔.(จากตอนที่ 4)
      31 พฤษภาคม 2563 / 21:28
      ขอบคุณจ้าที่ช่วยดูเรื่องคำผิดให้น้าา รักกกก
      เพราะอัพอาทิตย์ละ 1-2 บท จึงต้องอัดแบบจัดเต็ม แฮะๆ ^^
      #16-1
  2. #7 E.spsr (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 13:53

    ถือโอกาสไล่หาคำผิดไปพลางนะคะ 55555 เผอิญตาไวนิดนึง

    การสินสินใจ เป็น การตัดสินใจ

    อ่อนช้อน เป็น อ่อนช้อย

    ในย่อหน้าเดียวกันมีพิมพ์ ฃ เกินมาด้วยค่ะ หน้าคำว่า อ่อน

    ตอนแรง เป็น ตอนแรก

    ประเสริฐ์ เป็น ประเสริฐ

    ระหงส์ เป็น ระหง (ตามพจนานุกรม)

    ซื่อบื่อ เป็น ซื่อบื้อ

    มมัน เป็น มัน (น่าจะพิมพ์เกิน)

    รุกวาว เป็น ลุกวาว


    ส่วนตัวชอบชื่อ สีนิล มากเลยค่ะ หมาที่บ้านหูตั้งทั้งคู่ (ตัวเมียหูพับอยู่ข้างนึง มองแล้วตลกดี) เหมือนหมาของผู้เขียนเลยค่ะ ตัวผู้นี่จ้องแต่จะกระโจนหนีเวลาอาบน้ำ แต่ตัวเมียนี่ยืนเฉ๊ยยย ชอบน้ำมากกก เปิดสายยางทีไรชอบเอาตัวเข้ามาใกล้ให้เปียกทุกที เห้อออ พูดถึงละก็อยากไปกอดเจ้าสองแสบดีนะคะ

    คนเขียนสู้ ๆ คนอ่านรออยู่วววว

    #7
    3
    • #7-2 E.spsr(จากตอนที่ 4)
      13 พฤษภาคม 2563 / 17:07
      เรื่องคิำผิดนี่ติดเป็นนิสัยไปแล้วละค่ะ 5555 จับผิดของตัวเองบ่อย เปิดเรียงคำ (ขนาดที่แน่ใจแล้วก็ยังเช็กแล้วเช็กอีก กลัวพลาด 55555)
      เรื่องชื่อ แล้วแต่ผู้เขียนเลยค่ะ 555555
      ส่วนน้องหมาตัวเมียเราตอนนี้ขวบนึงเหมือนกัน แต่ตุ้ยนุ้ยมากกก จะเป็นแม่หมูอยู่แล้วว (เตรียมคลอดน้อง) แต่ชอบน้ำเหลือเกินนน พอตัวเปียกตอนเย็นทีนี่จับเช็ดตัวแทบไม่ทัน ดีนะที่ไม่ซนเท่าตัวผู้ ไม่งั้นคงอกแตกตายเลยย
      กำลังใจ เอาไปเลยค่ะ เราเองก็ชอบเขียน เข้าใจดีเลยค่ะว่ากำลังใจสำคัญมากกก อีกอย่างคนเขียนเขียนสนุก ยิ่งต้องให้กำลังใจเลยค่ะ 55555
      #7-2
    • #7-3 parnchan♔.(จากตอนที่ 4)
      14 พฤษภาคม 2563 / 18:50
      น้องหมาเราทั้งคู่เพิ่งทำหมันค่ะ ตอนนี้ยังเพรียวลมอยู่ ไม่รู้อนาคตจะเป็นยังไง...
      แต่น้องหมาตัวเมียของเราซนยิ่งกว่าตัวผู้ค่ะ แมนสุดๆ ตัวผู้นี่หลบหลังนางตลอดเลย (เอ๊ะ.. ยังไง)
      ดีใจด้วยนะคะกำลังจะได้อุ้มเด็กๆ เป็นแม่ยายแล้วค่ะ ฮี่ๆ
      เป็นกำลังใจให้เช่นดันะคะ ดีใจมาก ๆ ค่ะที่มีทาสหมามาคุยด้วยกัน ><
      #7-3