The Legend of Norvanda l กำเนิดมหากษัตริย์

ตอนที่ 3 : The Legend of Norvanda l การดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    3 ธ.ค. 61

 

บทที่ 2

การดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอด

 

         นี่ข้าจะต้องตายจริงๆ อย่างนั้นหรือ?

         คำถามซึ่งไร้คำตอบเป็นสิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเวดด์ ตามติดด้วยความคิดมากมายรวมกันมั่วซั่วไปหมด คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแทบจะพันเป็นปม ภาพใบหน้าผู้คนที่เขารักใคร่ผุดขึ้นมาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับม้วนฟิล์มถูกฉายซ้ำ ชายหนุ่มคิดถึงแม่ คิดถึงน้องสาว คิดถึงดอร์ล

เขายังไม่อยากตาย!

          ฉึก!

         “อ๊ากกก!! เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดทรมานดังมาเจ้าหมาป่าตัวใหญ่เหนือร่างของเวดด์ มันกระชากกรงเล็บออกจากร่างของชายหนุ่มทันควัน เลือดสดๆ ของเวดด์กระจายเป็นสายกลางอากาศตามแรงสะบัดแขนของมัน เวดด์เจ็บปวดจนขดตัวเข้าหากันแน่นอย่างทรมาน

มีดสั้นเล่มหนึ่งปักอยู่ที่บริเวณข้อศอกเท้าหน้าข้างซ้ายของหมาป่า เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกมาจากบาดแผลตัดกับขนสีดำขลับมันวาวของมัน

เวดด์พยายามผงกศีรษะขึ้นมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิด ชายหนุ่มเห็นมนุษย์คนหนึ่งยืนอยู่ไม่ห่างไกลจากเขาและหมาป่าเท่าไรนัก มนุษย์นั้นสวมใส่อาภรณ์ผ้าสีดำสนิททั้งเสื้อและกางเกง ปกปิดเนื้อหนังทุกสัดส่วนอย่างมิดชิด ฮู๊ดที่คลุมศีรษะอยู่ปิดครึ่งใบหน้าไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นหญิงหรือชาย

แต่ใครคนนั้นจะต้องเป็นเจ้าของมีดสั้นที่ปักอยู่ที่ขาเจ้าหมาป่าอย่างแน่นอน

เวดด์ดีใจจนเผยรอยยิ้มออกมา

         มีคนมีช่วยเขา! 

          หมาป่าใช้ฟันของมันดึงมีดที่ฝังอยู่ออกจากร่าง มันคายมีดทิ้งลงกับพื้นข้างลำตัว เปล่งเสียงคำรามเกรี้ยวกราดครั้งหนึ่งเพื่อระบายโทสะก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับผู้มาเยือน

          ผีดูดเลือด” มันเอ่ยเสียงเย็น แววตาแข็งกร้าว “สะเออะมายุ่งอะไรด้วย! 

เวดด์เบิกตาโพลงร่างกายแข็งทื่อ ชายหนุ่มจำความได้ว่าตนเคยได้ยินเรื่องของปีศาจดูดเลือดมาก่อน พวกมันนั้นมีรูปร่างคล้ายคลึงกับมนุษย์แทบทุกประการ

ยกเว้น...

         “คิดว่ามีแค่เจ้าที่หิวรึไง?” น้ำเสียงอ่อนหวานของหญิงสาวดังมาจากร่างมนุษย์ปริศนาผู้มาเยือน นางยกยิ้มขึ้นมุมปาก ชั่วขณะนั้นเองที่นัยน์ตาคู่เรียวคมกริบดุจเหยี่ยวตวัดมองมาที่เวดด์ ชายหนุ่มก็ขนลุกเกรียวเนื้อตัวสั่นเทิ้มราวกับลูกนก เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเรียงรายบนใบหน้า เสียววูบไปทั่วสันหลัง

          สีแดง... ดวงตาของนางเป็นสีแดง!

ไม่รู้ว่านี่คือวันซวยอะไร... หรือพระผู้เป็นเจ้าไม่อยากเข้าข้างชายหนุ่มอีกต่อไปแล้ว เก้าปีที่ผ่านมาซึ่งใช้ชีวิตอย่างสงบสุขโดยปราศจากวี่แววของสัตว์ร้ายใด จนเผลอคิดไปว่าพวกมันคงไม่ได้อาศัยอยู่ที่นอร์วานดาอีกแล้ว

แต่แล้วในวันนี้... พวกมันกลับมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าเขาทั้งคู่!

ชะตาขาด! ชะตาขาดแน่ๆ คราวนี้!

          “มีปัญญาก็ไปหาเอาเองสิวะ!” หมาป่าตะเบ็งเสียงตะโกนก้อง เลือดสีแดงสดยังคงไหลอยู่ ขาของมันโดนคมมีดไม่สามารถเหยียดตรงได้เพราะความเจ็บปวด มันงอขาข้างที่เจ็บขึ้นระดับลำตัวแล้วยืนสามขาจ้องมองไปยังศัตรูตรงหน้าตาไม่กระพริบ

สองครั้งแล้วที่การกินอาหารในวันนี้ของมันถูกขัดจังหวะ!

          “พื้นที่แถบนี้แทบไม่เหลือมนุษย์อีกแล้ว” ผีดูดเลือดเปรยเสียงต่ำอย่างใจเย็น “เพราะอะไรรู้ไหม?”

นางหยิบมีดสั้นออกจากกระเป๋าเก็บมีดขนาบเอว นัยน์ตาคู่เรียวตวัดมองหมาป่าโดยปราศจากความเกรงกลัวใด “เพราะความตะกละตะกรามของพวกเจ้ายังไงล่ะ!

สิ้นคำพูดปีศาจทั้งสองพุ่งตรงเข้าหากันโดยไม่มีใครกลัวใคร การต่อสู้อย่างบ้าคลั่งเพื่อแย่งชิงอาหารเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างดุดัน เกรี้ยวกราด ผีดูดเลือดดูเหมือนจะเสียเปรียบด้วยรูปร่างที่เล็กเหมือนมนุษย์ผู้หญิง นางโดนหมาป่ากัดฝังเขี้ยวเข้าที่แขน มันสะบัดร่างนางกระเด็นไปอีกทางอย่างความรุนแรง

ในระหว่างที่ร่างของนางปลิวกระเด็นไปเกยอยู่ที่พื้นหญ้า หมาป่ารีบใช้จังหวะที่นางพยุงตัวลุงขึ้นยืนพุ่งตัวเข้าหาหมายจะชำแหละฉีกนางออกเป็นชิ้นๆ

          แต่ผีดูดเลือดนั้นมีความว่องไวเป็นอย่างมาก นางกระโดดหลบไปทางซ้ายได้ทันท่วงทีก่อนที่หมาป่าจะถึงตัวนางอีกเป็นครั้งที่สอง ปีศาจกระชับมีดในมือพุ่งตรงเข้าปะทะหมาป่าอย่างไม่ลดละ

          ช่วงเวลาที่ปีศาจทั้งสองกำลังห้ำหั่นต่อสู้กันอย่างเชือดเฉือนอยู่นั้น เวดด์กัดฟันกรอด พยายามพยุงตัวให้ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก หัวไหล่ทั้งสองข้างที่โดนหมาป่าฝังกรงเล็บลงไปนั้นยังคงเจ็บปวดราวกับแทบฉีกขาด ชายหนุ่มก้มหยิบมีดของตัวเองเก็บลงกระเป๋าสะพายข้างดังเดิมอย่างเร่งรีบ

ในตอนนั้นเองนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มบังเอิญเหลือบไปเห็นมีดสีเงินเงาวับของปีศาจดูดเลือดซึ่งหมาป่าคายทิ้งไว้กับพื้นหญ้า คมมีดสีเงินเปล่งประกายวิบวับสะท้อนสู้แสงยังคงมีคราบเลือดของหมาป่าเคลือบติดอยู่ ส่วนด้ามจับของมีดนั้นเป็นสีน้ำเงินเข้มประดับลวดลายตวัดโค้งสีทองอร่ามเป็นประกายล้อกับแสงแดด

ช่างเป็นมีดสั้นที่มีลวดลายสละสวยอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

เวดด์ตัดสินใจหยิบมีดสั้นเล่มนั้นขึ้นมาถือไว้เป็นอาวุธสำรองอีกชิ้นสำหรับป้องกันตัว ชายหนุ่มฝืนความเจ็บปวดอาศัยช่วงเวลาชุลมุนที่พวกปีศาจกำลังต่อสู้กันอย่างบ้าคลั่งหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

          เขาต้องไปช่วยดอร์ล ไปช่วยแม่ ไปเตือนทุกคน!

 

          เวดด์วิ่งหนีกลับมาถึงกระท่อมที่ใช้หลบซ่อนอย่างทุลักทุเล ชายหนุ่มรีบสาวเท้าเดินอ้อมไปที่ประตูทางเข้าลับหลังกระท่อมไม้ทันที ก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรงเมื่อเห็นร่างของดอร์ลนอนจมกองเลือดอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า ร่างอ้วนท้วมเต็มไปด้วยรอยข่วนและบาดแผล พื้นหญ้าบริเวณโดยรอบเปื้อนไปด้วยคราบเลือด

น้ำตาของเวดด์ไหลลงอาบแก้ม มือไม้สั่นระริกเอื้อมไปจับร่างของเพื่อนสนิทเข้ามากอดแนบอก  กองฟางที่เคยกลบปิดประตูทางเข้าลับตอนนี้กระจัดกระจายไปทั่ว บานประตูไม้หักออกเป็นสองท่อนเปิดอ้าแง้มออกเต็มไปด้วยรอยกรงเล็บของพวกหมาป่า

          “เวดด์..” น้ำเสียงของดอร์ลช่างแหบพร่าและเบาหวิว นัยน์ตาสีดำสนิทเลื่อนลอยมองเวดด์อย่างอ่อนล้า

          “ไม่..ไม่.. อย่าตายนะดอร์ล!” เวดด์ตะโกนเสียงปนสะอื้น ริมฝีปากเรียวสั่นระริก ส่ายศีรษะรัว “ได้โปรด..”   

         “พะ..พวก...หมาป่า...มะ..มัน..จับ..ทะ..ทุก..คน..” ดอร์ลพูดอย่างยากลำบาก เลือดมากมายทะลักออกมาจากปากอวบ

“ข้า..ขะ..ขอ..โทษ..นะ..เวดด์”

          “หยุดพูด! หยุด!” เวดด์พยายามใช้มือกดห้ามเลือดจากบาดแผลขนาดใหญ่ที่กลางลำตัวของดอร์ล ยิ่งเห็นสภาพของเพื่อนชายน้ำตาของชายหนุ่มก็ยิ่งไหลริน

          “หนี..ไป..” ดอร์ลเอ่ยด้วยเรี่ยวแรงที่อ่อนล้าเต็มที นัยน์ตาสีดำสนิทหนักอึ้งค่อยๆ ปรือลงต่ำช้าๆ

          “ไม่! ข้าจะไม่ทิ้งเจ้า!” เวดด์ส่ายหัวรัว “ได้โปรด..”

เปลือกตาของดอร์ลค่อยๆ ปิดลง พร้อมกับลมหายใจที่ขาดห้วงไปอย่างไม่มีทางหวนคืน เวดด์ตาเบิ่งโพลง ออกแรงเขย่าร่างไร้วิญญาณของเพื่อนรักในอ้อมกอด น้ำตายิ่งทวีไหลอาบ
แก้มมากยิ่งขึ้น ชายหนุ่มกระวนกระวายแทบเสียสติรีบลุกขึ้นยืน เปิดประตูทางเข้าลับของกระท่อมออกแล้วชะโงกหน้าเข้าไปดู สภาพของชั้นใต้ดินมีสิ่งของตกกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ คราบเลือดเจ่อนองอยู่ตามพื้นห้อง แต่ปราศจากวี่แววของผู้ใด

นัยน์ตาคู่เรียวสีน้ำเงินเข้มหันกลับมามองเพื่อนชายด้วยความรู้สึกสูญเสีย เขาก้มลงกอดร่างไร้วิญญาณของเพื่อนชายอีกครั้ง ชายหนุ่มฝังหน้าลงไปกับอกท้วมของดอร์ล กอดประคองร่างไร้วิญญาณนั่นด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทิ้มและปล่อยเสียงสะอื้นไห้ออกมา

“เพราะข้า...เพราะข้าเอง...ข้าขอโทษ...” เวดด์ได้แต่เอ่ยถ้อยคำโทษตัวเองพร้อมน้ำตา

ยังไม่ทันที่แม้ได้เอ่ยกล่าวคำล่ำลาใดกับร่างไร้วิญญาณของเพื่อนชาย ชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ เขาผละออกจากร่างของดอร์ลอย่างรวดเร็ว เวดด์ตวัดตามองไปยังต้นเสียงด้วยความรู้สึกตื่นกลัว เขารีบวิ่งหนีออกมาอย่างรวดเร็วจนลืมความเจ็บปวดจากบาดแผล

ชายหนุ่มวิ่งตรงไปตามทางด้านหน้าด้วยความเร็วมากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ หยดน้ำตาไหลรินเป็นสายจากหางตา เขาสอดส่องมองหาแหล่งซ่อนตัวแห่งใหม่ เวดด์ต้องการหาที่พักเพื่อรักษาบาดแผลก่อนที่พิษบาดแผลจะเล่นงานจนเขาหมดสติ การเสียเลือดอย่างมากทำให้ชายหนุ่มเหน็ดเหนื่อยจะหมดสติได้ทุกเมื่อ

อีกทั้งอยากหาที่หลบภัยเพื่อพักฟื้นหัวใจที่ปวดร้าวเจียนบ้านี่ด้วย...

พวกหมาป่าอาจจะยังวนเวียนอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ใจหนึ่งชายหนุ่มอยากออกตามหาแม่และน้องสาวเพราะยังหวังว่าพวกเขาอาจรอดชีวิต แต่อีกใจก็รู้ว่าสภาพร่างกายของตนในตอนนี้คงไม่สามารถช่วยเหลืออะไรใครได้

เวดด์ได้แต่ภาวนาให้แม่และน้องของเขาปลอดภัย และพร่ำขอโทษเพื่อนรักด้วยหัวใจที่แตกสลาย

แม้แต่ฝังศพเจ้าให้สมเกียรติ ข้าก็มิอาจจัดการให้เจ้าได้เลย...

 

เวดด์วิ่งหนีมาไกลจนตัดสินใจพักลงกลางไร่สวนแห่งหนึ่ง พื้นที่แถบนี้แต่ก่อนเคยเป็นเขตเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในนอร์วานดา เมื่อก่อนพืชผักผลิใบเขียวชอุ่มทั่วทุกบริเวณ แต่เมื่อพวกเขาสร้างสะพานข้ามฝั่งนำพาพวกปีศาจเข้ามา การเข่นฆ่าเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ชาวสวนถูกพวกมันฆ่าตาย บางคนก็หนีเอาตัวรอดจนไม่รู้ไปหลบอยู่ที่ใด เมื่อไม่มีใครดูแล พืชผักก็ล้มตายหมด หลงเหลือเพียงแค่ทุ่งหญ้ากว้างและวัชพืชที่ไร้ค่า

เวดด์ทิ้งตัวลงกับพื้นหญ้าอย่างไร้เรี่ยวแรง ไม่ว่าจะวิ่งไปทางไหนเขาก็เจอแต่ไร่สวน ชายหนุ่มมองบาดแผลตัวเองอย่างจนปัญญา ฉีกแขนเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งออกอย่างไม่ใยดี เลือดสีแดงสดเอ่อเต็มบาดแผลเพราะกรงเล็บหมาป่าที่ฝั่งบนหัวไหล่ทั้งสองข้าง ดูทีท่าแล้วเลือดคงไม่หยุดไหลง่ายๆ เขาจึงใช้เศษผ้าที่เพิ่งฉีกออกมาพันไว้รอบบาดแผลที่หัวไหล่ขวาเพื่อห้ามเลือด แล้วฉีกชายเสื้อขาวบริเวณหน้าท้องแบนราบของตัวเองให้ขาดเพื่อเอามาใช้พันแผลห้ามเลือดที่หัวไหล่ด้านซ้าย

แม้จะเจ็บไปหมดทั้งตัวก็ไม่เท่าการสูญเสียในครั้งนี้อีกแล้ว

เวดด์เอนตัวลงนอนแนบไปกับพื้นหญ้าแห้ง นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มเหม่อมองดูทองฟ้ายามบ่ายไร้เมฆด้วยความรู้สึกว่างเปล่า แสงแดดสว่างจ้าเข้ากระทบนัยน์ตาจนต้องใช้หลังมือบังแดด ชายหนุ่มหวนนึกถึงอดีตที่เกิดขึ้น น้ำตาพลันเอ่อนองไหลรินออกมาอาบแก้มอีกครั้ง เวดด์ไม่แม้แต่หลุดเสียงสะอื้นใด เขาเอาแต่จ้องท้องฟ้าและปล่อยให้หยดน้ำใสไหลรินออกจากหางตาหยดแล้วหยดเล่า ชายหนุ่มไม่รู้ว่าสุดท้ายหมาป่าหรือผีดูดเลือดใครกันที่เป็นฝ่ายชนะในการต่อสู้ห้ำหั่นเพื่อแย่งชิงก้อนเนื้อเดินได้อย่างเขา

แต่ต่อให้ใครชนะ เขาก็ไม่คิดสนใจ

ชายหนุ่มหยิบหินสีเขียวมรกตออกจากกระเป๋ากางเกงขึ้นชูกลางอากาศ ประกายสีเขียวมรกตในมือของเขายังคงทอแสงเรืองรองเทียบเคียงแข่งกับพระอาทิตย์ แม้มันจะสวยงดงามมากเพียงไร ในเวลานี้ชายหนุ่มก็ทำได้แต่มองมันด้วยสายตาตัดพ้อและสิ้นหวัง

“เจ้าคือสิ่งใดกัน..  มีประโยชน์หรือไม่” เขาพึมพำกับตัวเอง พลิกหินในมือไปมาช้าๆ

ช่างไร้ค่านัก

ความหวัง ความศรัทธาของเวดด์พังทลายลงไปตั้งแต่เห็นภาพการตายของเพื่อนรัก

เขาโยนหินทิ้งไปทางปลายเท้าตนเองอย่างนึกสมเพช ในหัวของชายหนุ่มสับสนไปหมด เวดด์ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเสยผมสีน้ำตาลสว่างของตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำลงไปก็เพียงเพื่อต้องการมีชีวิตรอด ชายหนุ่มอยากให้แม่และน้องได้อยู่อย่างสุขสบาย มีอาหารกินครบสามมื้อก็เท่านั้น

หรือเพราะเขาเองที่ทำให้ทุกคนต้องตกอยู่ในอันตรายกันแน่?

เขาเป็นต้นเหตุทำให้ดอร์ลออกมาเผชิญโลกกว้างข้างนอก เขาแสดงให้ดอร์ลหลงเชื่อและศรัทธาโง่งมในตัวเขาซึ่งไม่มีอะไรดีอย่างที่ใครคิด จนสุดท้ายดอร์ลกลับต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถโดยที่ไม่มีความจำเป็น

ถ้าหากว่าเขาไม่ได้พาดอร์ลมาที่นี่ล่ะก็... หากว่าเขาอาสารับหน้าที่หาอาหารเองเพียงคนเดียว มนุษย์หมาป่าพวกนั้นก็จะเจอแค่เพียงเขา เขาเท่านั้นที่เป็นอาหารของพวกมัน

คงไม่มีใครต้องตายเพิ่มอีก

“พระเจ้า... ท่านมีอยู่จริงหรือไม่” เวดด์น้ำตาไหลอาบแก้ม หลังมือหนาปิดบังดวงตาแดงก่ำทั้งสองข้างเอาไว้ ชายหนุ่มเหยียดยิ้มเย้ยหยันในโชคชะตา

“ท่านเคยได้ยินเสียงร้องของข้าไหม เคยเมตตาพวกข้าบ้างไหม”

ท่านเคยรับรู้อะไรบ้างไหม...?

 

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองหมดสติเผลอหลับไปทั้งน้ำตาตั้งแต่เมื่อไร รู้สึกตัวอีกทีก็ลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นภาพท้องฟ้าสีน้ำเงินมืดสนิทไร้หมู่ดาวแทนที่ท้องฟ้าสีครามไปเสียแล้ว... สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเวดด์ทำงานทันทีหลังจากที่ฟื้นคืนสติได้ไม่นาน เขาตระหนักได้ว่าตนกำลังนอนแผ่หลาอยู่กลางทุ่งหญ้าโล่งไร้ที่กำบังและปราศจากความปลอดภัย

เขารีบเอนตัวลุกขึ้นนั่ง ควานมือหยิบหินสีมรกตที่ตนเพิ่งปาทิ้งไปขึ้นมาถือไว้ในมือ แม้จะโล่งใจที่หินไม่ได้หายไปไหน แต่ก็อดหงุดหงิดตัวเองขึ้นมาไม่ได้ที่ไม่สามารถตัดใจทิ้งก้อนหินไร้ประโยชน์ก้อนนี้ได้ลง

แม้เวดด์จนปัญญาว่าควรไปที่ใดต่อ แต่ชายหนุ่มก็ไม่อาจทนนั่งเฉยรออยู่ที่เดิมจนฟ้าสาง ถ้าพวกปีศาจตามมาเจอเขาในพื้นที่โล่งแจ้งไร้สิ่งกำบังเช่นนี้ล่ะก็ เขาคงตายสถานเดียว

ที่ผ่านมารอดมาได้มันก็แค่โชคช่วย

เวดด์ได้แต่ตั้งความหวังอันริบหรี่... ภาวนาให้หนทางข้างหน้ามีสิ่งปลูกสร้างให้เขาได้ใช้สอยเป็นที่หลบภัยพักอาศัยชั่วคราว

เวลานี้เลือดของเวดด์หยุดไหลแล้ว ร่างกายของเขากำลังซ่อมแซมตัวเองอยู่ ชายหนุ่มจำเป็นต้องขยับตัวอย่างระมัดระวังไม่ให้ปากแผลที่กำลังสมานกลับมาฉีกอีกครั้ง ความปวดร้าวยังคงแล่นอยู่ทั่วร่างกาย แขนทั้งสองข้างที่ทิ้งน้ำหนักลงไปกับพื้นหญ้าเพื่อใช้ยันตัวลุกขึ้นยืนสั่นเทาไปด้วยฤทธิ์บาดแผล ชายหนุ่มแข็งใจกัดฟันพยายามลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก แต่แล้วก็เสียหลักหงายหลังล้มลงไปนั่งกับพื้นอีกครั้งเพราะแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง

“บ้าเอ๊ย..” เขาสบถเสียงต่ำในลำคอ แขนทั้งสองข้างของเวดด์กำลังสั่น

แซ่ก

เสียงเท้าเหยียบลงกับกองหญ้าแห้งทำให้เวดด์ตื่นตกใจ เขารีบหันมองตามต้นเสียงซึ่งคาดว่าอยู่ไม่ห่างจากเขาเท่าไหร่นักด้วยสีหน้าวิตก มีใครบางคนยืนอยู่ในเงามืดหลังกอหญ้าสูงจรดศีรษะซึ่งแสงจันทร์สาดส่องไปไม่ถึง  เวดด์พยายามออกแรงใช้มือยันตัวเองให้ลุกขึ้นยืนแต่ก็ยังคงทำไม่ได้ หรือเป็นเพราะเขาฝืนวิ่งทั้งที่ยังบาดเจ็บหนักร่างกายถึงได้ล้าเช่นนี้

นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มสั่นไหวมองไปยังพื้นที่ต้นเสียงตาไม่กะพริบ

“ใครน่ะ!!เขาตะโกนถามไปอย่างขลาดกลัว

ถ้าหนีไม่ได้... ทางสู้เดียวที่มีคงต้องใช้กำลัง

ชายหนุ่มกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ แม้เขาไม่เป็นการต่อสู้ใด แต่ก็คงต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดให้ได้

ไม่นานนักเรือนร่างอรชรของหญิงสาวในชุดเสื้อหนังแขนยาวเกาะอกรัดรูปและกางเกงหนังสีดำขลับก็ค่อยๆ สาวเท้าออกมาจากเงามืดของพุ่มไม้ นางย่างกรายเข้ามาใกล้เวดด์อย่างเชื่องช้า นิ้วมือขาวนวลเรียวสวยปลดผ้าคลุมสีกรมท่าความยาวจรดแผ่นหลังออกจากศีรษะ พาดลงกับไหล่มนของตนด้วยท่าทีอ้อยช้อย

นางเผยใบหน้างดงามราวกับเทพธิดาที่เคยซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมให้ชายหนุ่มได้เห็น

“เจ้าคงจะกำลังบาดเจ็บ” น้ำเสียงหวานไพเราะถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากสีแดงสดรูปกระจับ นางฉีกยิ้มให้เห็นฟันและเขี้ยวคู่หน้าคมกริบ นัยน์ตาสีแดงเลือดนกจ้องมองมาที่เวดด์ด้วยแววตาที่ชวนให้รู้สึกลุ่มหลง

แต่เสน่ห์พรรค์นั้นคงใช้ไม่ได้ผลกับมนุษย์ที่กำลังหวาดหวั่นกลัวตายอย่างเวดด์แน่นอน!

เวดด์ได้แต่ตาเบิ่งโพลงกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ เขาไม่รู้ว่าปีศาจดูดเลือดซึ่งอยู่ตรงหน้าตนนี้ใช่ปีศาจดูดเลือดตนเดียวกันกับที่ต่อสู้กับหมาป่าเพื่อแย่งชิงเขาเป็นอาหารหรือไม่ หน้าตาของปีศาจดูดเลือดเมื่อเช้าเขาเองมองเห็นได้ไม่ชัดนัก ชายหนุ่มรู้แค่ว่าทั้งคู่เป็นหญิงสาวเหมือนกันเพียงเท่านั้น

แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญนักหรอก

ตอนนี้เขาจะหนีจากนางได้อย่างไรเป็นสิ่งที่น่าคิดมากกว่า!

หญิงสาวค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ในขณะที่เวดด์ซึ่งลุกขึ้นยืนก็ไม่ได้ พยายามขยับตัวถอยหลังหนีอย่างเจ็บบาดแผลและแสนจะลำบาก ด้วยความเชื่องช้าของเขา ในที่สุดเจ้าของเรือนร่างอรชรก็เดินเข้ามาใกล้ถึงระยะประชิดตัว นางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างของเขา ชายหนุ่มได้แต่เบิ่งตากว้างมองสบนัยน์ตาสีแดงกลมโตน่าหลงใหลที่เขามองว่าน่ากลัวคู่นั้นอย่างหวั่นเกรง

ในตอนนี้นางขยับเข้ามาใกล้จนความห่างเพียงแค่เอื้อมมือหนึ่งเท่านั้น แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาอย่างพอดิบพอดีก็ทำให้ชายหนุ่มเห็นใบหน้ารูปไข่ของนางอย่างชัดเจน

ผิวพันธุ์ของนางนั้นขาวกระจ่างราวกับสีของหิมะ นัยน์ตาคู่นั้นของนางกลมโตประดับด้วยแพรขนตายาวเรียงสวย จมูกเล็กจิ้มลิ้มโค้งโด่งเป็นสันดูสง่า แสงนวลของพระจันทร์ยามค่ำคืนที่สาดส่องลงมาที่นางอย่างเหมาะเจาะพอดิบพอดี ทำให้เรือนผมสีดำสนิทเหยียดตรงยาวคลอเคลียอยู่บริเวณเนินอกอวบอิ่มและเอวกิ่วทอประกายสีฟ้าจางๆ  นางช้อนตามองเขาอย่างหยอกเย้า ริมฝีปากสีแดงสดแย้มรอยยิ้มอ่อนหวานน่าพิสมัย

ชายหนุ่มเผลอใบหน้างามหมดจรดโดยไม่รู้ตัว

“เคยมีใครบอกไหม ว่าเจ้าเป็นมนุษย์ที่หน้าตาดี” นางพูดเสียงหวาน นิ้วมือเล็กยกขึ้นเกลี่ยไล้ไปตามความโค้งของใบหน้าชายหนุ่ม นัยน์ตากลมโตซึ่งช้อนมองขึ้นสบตามากับเวดด์ช่างดูน่าหลงใหลอย่างที่ชายหนุ่มใดยากจะปฏิเสธ

 “เหยื่อที่ผ่านมาของข้า... หน้าตาดีได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเจ้าเสียด้วยซ้ำ”

คำพูดของนางฉุดเวดด์ให้ได้สติ ชายหนุ่มใช้มือขวาของเขาสะบัดข้อมือเล็กที่ป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณลำคอออกในทันที เขามองสบตากับนางด้วยสายตาไหวหวั่น แล้วจึงพยายามดันตัวถอยหลังหนีให้ห่างไกลจากนาง แต่ร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลอย่างเขาคงไม่ไวไปกว่าปีศาจตรงหน้าเป็นแน่ นางโถมตัวเข้าใส่เขาในทันทีราวกับเสือตะครุบเหยื่อ ร่างของชายหนุ่มเสียหลักล้มลงไปนอนอยู่ที่พื้นโดยมีร่างอรชรของหญิงสาวทาบทับอยู่ด้านบน

เรือนผมสีน้ำตาลสว่างสั้นประบ่าของเวดด์แผ่กระจายบนพื้นหญ้าโดยมีเรือนผมสีดำสนิทยาวจรดแผ่นหลังของนางลู่ลงคลอเคลียกับใบหน้าของเขา ด้วยความที่ไม่เคยใกล้ชิดกับหญิงใดมาก่อน ชายหนุ่มจึงหน้าขึ้นสีแดงเรื่อ พยายามปัดป้องอย่างสุดกำลัง

เขานึกโกรธตัวเองที่ไม่รู้ว่าควรจะเขินอายหรือหวั่นตัวกลัวตายดี!

 “ปล่อยข้า...” เวดด์เอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก ยิ่งเห็นนางแสยะยิ้มโชว์เขี้ยวคู่หน้าของนาง เขาก็ยิ่งใจหายหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ชายหนุ่มพยายามดันไหล่เล็กให้ออกห่างแต่ก็ไม่เป็นผล 

ปีศาจดูดเลือดผู้หญิงมีแรงเยอะเช่นนี้เชียวรึ!

“ตอนแรกข้าว่าจะเล่นกับเจ้าก่อน” น้ำเสียงของนางไพเราะ นัยน์ตาสีเลือดจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาของผู้ที่อยู่เหนือกว่า “แต่เจ้ากลับไม่หลงเสน่ห์ข้าเหมือนเช่นมนุษย์คนอื่น”

“ข้าบอกให้ปล่อย...” เวดด์ไม่สนในสิ่งที่นางพูด ชายหนุ่มพยายามดันร่างของนางให้ออกห่างจากร่างของเขา แต่มือหนาก็ถูกมือของนางจับกดลงกับพื้นหญ้าข้างลำตัว นางส่ายหัว ปรายตามองเขาดุๆ ก่อนจะก้มหน้าลงไปใกล้ใบหน้าคมคายเพื่อสบสายตาอย่างใกล้ชิด

“เวลาที่บุรุษไม่สนใจเนี่ย มันช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง.. เจ้าว่าไหม?”

สิ้นคำพูด นางก็ใช้ปลายเล็บของนางจิกฝังลงไปกับบาดแผลบนหัวไหล่ของเวดด์ ชายหนุ่มแผดร้องสุดเสียงด้วยความทรมาน เขาพยายามดิ้นรน แต่มือข้างหนึ่งที่ถูกนางพันธนการก็ดิ้นไม่หลุดเสียที ส่วนมืออีกข้างที่พยายามดันร่างอรชรของนางออกสุดแรงก็ไม่บบังเกิดผล ร่างบางของนางก็ยังคงคร่อมอยู่เหนือร่างของเขาไม่ขยับไปไหน ราวกับนางมีเรี่ยวแรงอันมหาศาลก็ไม่ปาน

นางใช้เล็บกรีดไปตามร่องรอยบาดแผลจนปากแผลเปิดขึ้นมาอีกครั้ง เลือดสีแดงสดไหลรินออกมานองไหล่กว้างและเปื้อนมือของนาง ปีศาจดูดเลือดเหยียดยิ้มกว้างพึ่งพอใจเป็นที่สุด

เห็นนางสูดกลิ่นอายเลือดเข้าไปจนเต็มปอดเวดด์ก็ยิ่งใจสั่นหวาดผวา

เขาต้องตาย... ต้องตายจริงแน่คราวนี้!

ชายหนุ่มพยายามรวบรวมสติคิดหาหนทางหลุดพ้นจากการพันธนการที่เป็นอยู่ แต่ก็เหมือนจะช้าไปเมื่อใบหน้านวลสวยค่อยๆ โน้มลงมาใกล้ชิด  พลางกระทำการจาบจ้วงบางอย่างซึ่งทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มต้องร้อนผ่าว

นางก้มลงจรดปลายจมูกลงกับซอกคอของเขา ริมฝีปากสีแดงอิ่มกดเม้มลงกับลำคอหนารับรู้ถึงจังหวะชีพของเวดด์อย่างชัดเจน ชายหนุ่มชะงักเมื่อเกิดความเจ็บปวดขึ้นทันทีที่คมเขี้ยวคู่หน้าของนางฝังลึกลงมากับลำคอของเขา

เขาโดนกัด!

มือหนากำหินสีเขียวมรกตในมือเอาไว้แน่น ในยามนี้การภาวนาต่อพระเจ้าอาจเป็นวิธีที่โง่งมที่สุด แต่กลับเป็นวิธีเดียวที่ชายหนุ่มคิดออก ความเจ็บปวดที่ลำคอทวีมากขึ้นพร้อมกับอาการหายใจติดขัดที่ตามมา เวดด์ได้ยินเสียงนางดื่มด่ำกลืนเลือดของเขาลงคออึกแล้วอึกเล่าราวกับไม่รู้จักอิ่ม เขาอ่อนแรงลงกว่าเดิม ร่างกายด้านชาเหมือนแทบไม่เหลือเลือดหล่อเลี้ยงอยู่ในร่างกายอีกแล้ว

แต่ถึงกระนั้นเวดด์ก็ยังคงพยายามดิ้นรนขัดขืนเฮือกสุดท้าย

นัยน์ตาของชายหนุ่มเริ่มพร่ามัวทอแสงริบหรี่ลงแช่มช้า มือที่คอยดันไหล่ของปีศาจสาวค่อยๆ หมดแรงกำลังลู่ลงข้างลำตัว เขามองเห็นภาพเลือนลอยของนางซึ่งผละออกจากลำคอของเขาขึ้นมองสบตากัน ริมฝีปากของนางเต็มไปด้วยเลือดของเขาไหลอาบเป็นทางลงมาถึงลำคอระหงส์ เวดด์รู้สึกได้ถึงเลือดหยดหนึ่งจากมุมปากของนางหยดลงกระทบกับแก้มข้างซ้ายของเขา

ชายหนุ่มอ่อนแรงจนไม่สามารถเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เขากำหินสีมรกตในมือเอาไว้อย่างอ่อนล้า รู้ตัวว่าตนเองกำลังจะถึงฆาต แต่ก็ยังคงศรัทธาในพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยมหัวใจ

ได้โปรด... เมตตาช่วยข้าด้วย..

สิ่งสุดท้ายที่ชายหนุ่มได้เห็นก่อนที่ชีพจรอันแผ่วเบาจะหยุดเต้นลง

ก็คือภาพท้องฟ้าอันมืดมิด และรอยยิ้มหวานบนใบหน้าอันงดงามของปีศาจดูดเลือด


I Bow to No One

credit picture from pinterest


 




03/12/61

สวัสดีนักอ่านทุกคนค่ะ
แวะมาอัพก่อนวันอาทิตย์ค่ะ เพราะอาทิตย์นี้อาจจะไม่ว่าง แฮ่ๆ

รอดจากน้ำมือหมาป่ามาได้ ก็ตกอยู่ในน้ำมือปีศาจดูดเลือดอีกแล้ว
คนอย่างเวดด์เนี่ย... ดวงมหาซวยจริงๆค่ะ ฮ่าๆ

นักอ่านสามารถเสนอแนะได้เสมอนะคะ อย่าใช้คำแรงมากก็พอ เค้าเซ้นซิทีฟ แฮะๆ 

เม้นท์ + โหวต เป็นกำลังใจให้แก่ผู้แต่งค่ะ^^

ขอบคุณนักอ่านทุกคนนะคะ (:

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น