The Legend of Norvanda l กำเนิดมหากษัตริย์

ตอนที่ 2 : The Legend of Norvanda l ความศรัทธาในพระเจ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    3 ธ.ค. 61

บทที่ 1

ความศรัทธาในพระเจ้า

 

          ชั้นใต้ดินของกระท่อมหลังนี้มีพื้นที่ไม่กว้างมากนัก ประชากรที่เหลือรอดทุกคนจำเป็นต้องแบ่งปันพื้นที่อยู่อาศัยซึ่งกันและกัน พวกเขาใช้สิ่งของที่พอมี เช่นกองหนังสือ หรือกองแผ่นไม้ที่ถูกเก็บรกร้างในกระท่อม วางเป็นฉากกั้นแบ่งอาณาเขตออกเป็นช่องเล็กๆ สำหรับครอบครัวใครครอบครัวมัน

เวดด์และมาธาร์พักหลบมุมอยู่ด้านในสุดของกระท่อม ด้านข้างมีกองหนังสือเก่าและกองแผ่นไม้ของครอบครัว แรนด้า วางกั้นบอกอาณาเขตพื้นที่ของพวกเขา

ช่างโชคดีที่คนพวกนั้นไม่ใช่พวกสอดรู้สอดเห็น ครอบครัวนักกฎหมายพวกนี้สนใจเพียงแค่เรื่องที่มีการจารึกอยู่บนหน้าหนังสือเท่านั้น

จะอวดอะไรแม่หรือ?มาธาร์และเวดด์นั่งลงกับพื้นกระท่อมไม้ในส่วนอาณาเขตที่พักของตน นางจุดไฟในตะเกียงเหล็กเขรอะสนิมให้สว่าง วางมันลงบนพื้นไม้ของกระท่อมข้างๆ กับกองฟางสำหรับหนุนหลับนอน

ข้าเก็บแอปเปิลมาฝากท่านแม่และน้องเวดด์ยิ้มอ่อนโยน เขาเปิดกระเป๋าเป้สะพายข้างของตนแล้วหยิบผลแอปเปิลสุกสองถึงสามผลส่งให้แก่มารดา

ในยามอดอยากเช่นนี้... อาหารเพียงหยิบมือก็นับว่าเป็นมื้ออันโอชะสำหรับพวกเขาแล้ว

มาธาร์มองผลแอปเปิลสุกสีแดงก่ำในมือที่ลูกชายส่งมาให้อย่างนึกตัดพ้อ น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงจากหางตา นางใช้นิ้วชี้ปาดมันออกรวดเร็ว  เจ้าไม่ควรออกไปเผชิญอันตรายเพียงเพราะเป็นห่วงแม่และน้องเช่นนี้

สามีของนางจากไปด้วยโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษาได้...  เวดด์ที่ดื้อดึงช่างเหมือนกับพ่อของเขาไม่มีผิด ฮัลลาร์ล เป็นผู้ชายโครงสร้างใหญ่สันทัด เขามีสีผมสีน้ำตาลสว่างเช่นเดียวกับเวดด์ สีผิวของเขาคล้ำแดด คิ้วสีน้ำตาลของเขาคมเข้มเหยียดยาว จมูกโด่งเป็นสันเข้ารับกับริมฝีปากเรียวสวยได้รูป และนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มนุ่มลึก

หากเวดด์ได้เติบใหญ่เป็นชายหนุ่มแล้วล่ะก็ คงมีหน้าตาคมคายละม้ายคล้ายคลึงกับพ่อของเขา

แถมนิสัยแน่วแน่และดื้อรั้นเช่นนี้.. ช่างไม่ต่างอะไรจากฮัลลาร์ลเลยจริงๆ

มาธาร์ไม่สามารถทำใจยอมรับได้ หากนางจะต้องสูญเสียลูกชายไปอีกคน

อันที่จริง... วันนี้ข้าเจอของดียิ่งกว่านั้นเวดด์ไม่ทันสังเกตปฏิกิริยาเศร้าหมองของมาธาร์ เด็กชายมองซ้ายมองขวาเร็วๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง

ท่านแม่ดูนี่สิ...

เด็กน้อยใช้มือขวาค่อยๆ หยิบหินสีเขียวมรกตออกจากกระเป๋าเป้สะพายข้างของเขาอย่างบรรจง มันเปล่งแสงสว่างเรืองรองจนเวดด์ต้องใช้มืออีกข้างกุมบังแสงของมันเอาไว้หลวมๆ เด็กหนุ่มมีท่าทีตระหนก เขาหันมองซ้ายมองขวาอีกครั้งด้วยเกรงว่าจะมีใครผ่านมาสังเกตเห็นแสงประหลาดนี้เข้า

เวดด์เหม่อมองหินเรืองแสงในมือด้วยสายตาหลงใหล เขาพูดออกมาคล้ายคนละเมอ

“ดูความงดงามของมันสิท่านแม่”

มาธาร์พูดไม่ออก.. ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยพบเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติเช่นนั้นมาก่อน

มันคืออะไร...นางถามเสียงพร่าโดยไม่รู้ตัว

ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันท่านแม่เวดด์ตอบอย่างเบาปัญญา

เด็กชายพลิกหินในมือของเขาไปมาพลางมองสำรวจมันอย่างครุ่นคิดพิจารณา

          ระหว่างทางที่ข้ากลับจากเก็บแอปเปิลในไร่สวน จากนั้นไม่นาน… เกิดอัสนีบาตฟาดลงมาที่ปลายเท้าของข้า

เสียงนั่นเองสินะ...เสียงฟ้าลงอย่างรุนแรง แม้นางซึ่งหลบอยู่ชั้นใต้ดินก็ยังสามารถรับรู้ถึงความสั่นสะเทือนบนผืนดินได้อย่างชัดเจน

แล้วข้าก็เจอหินนี่เข้าเวดด์ส่งรอยยิ้มเปี่ยมความหวังให้แก่มาธาร์ข้าคิดว่านี่จะต้องเป็นหินวิเศษที่พระเจ้าประทานมาเพื่อช่วยพวกเราแน่

มาธาร์กลับไม่คิดเช่นเดียวกับลูกชาย

ถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้ารู้ไหมว่าพลังของมันคืออะไร?” นางเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง ในหัวมีแต่ความคิดวิตก

          ไม่รู้สิ... “ เวดด์ตอบอย่างโง่งม “แต่สักวันเราอาจจะรู้ก็ได้ ท่านแม่

มันอาจไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดนะ เวดด์

มาธาร์คลาดแคลงใจในการปรากฏขึ้นอย่างน่าประหลาดของหินเรืองแสงตรงหน้าเป็นที่สุด นัยน์ตาคู่เรียวจ้องมองไปที่ลูกชาย ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยถามคำถามหยังเชิง “หากว่าเจ้าคิดผิดล่ะ... ถ้านี่ไม่ใช่ของซึ่งประทานมาจากพระเจ้า หากแต่เป็นเล่ห์กลของพวกปีศาจ..”

นางจ้องลึกเข้าไปยังนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของลูกชาย “เจ้าได้คิดถึงเรื่องนี้หรือไม่?”

นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเด็กชายมองสบนัยน์ตาสีน้ำตาลของมารดาด้วยความคิดที่หลากหลาย ซึ่งยากจะปกปิดให้มิดทางสายตา สุดท้ายเมื่อเห็นแววตาหวาดระแวงของมาธาร์ที่มองสบกลับมา เวดด์จึงเบือนหน้าหนีไปอีกทางด้วยความรู้สึกผิด เด็กหนุ่มเก็บหินสีเขียวมรกตลงในกระเป๋าดังเดิม

“ข้าจะไม่ทำให้ท่านรู้สึกไม่ดี” เขาพูดเสียงเบา ปิดกระเป๋าสะพายของตน ส่งรอยยิ้มฝืนให้กับมารดา

“ถ้ามันเป็นสิ่งที่ท่านต้องการ... รุ่งสางข้าจะเอามันไปคืนไว้ที่เดิม”

“แม่รักเจ้านะเวดด์” มาธาร์สวมกอดลูกชายแน่นแนบอก นางใช้มือลูบผมสีน้ำตาลสว่างของเขาอย่างเบามือ

อันที่จริงมาธาร์ไม่เห็นด้วยกับการที่ลูกชายของนางต้องออกไปเผชิญกับอันตรายข้างนอกอีก แต่ทว่าอีกใจหนึ่งนางกลับหวาดกลัวสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าของลูกชายเสียยิ่งกว่า นางตัดสินใจปล่อยเวดด์ไปแม้ในใจของนางนั้นแสนจะปวดร้าว

“สัญญากับแม่นะเวดด์... สัญญาสิว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เจ้าจะออกไปข้างนอกนั่น”

เวดด์ไม่ตอบสิ่งใด เด็กชายกอดตอบมารดาของตนเพื่อให้นางสบายใจ เขาฟุบหน้าลงกับไหล่ของมาธาร์ ในใจของเวดด์เต็มไปด้วยความคิดที่สับสน นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มเหลือบมองเป้สะพายข้างสีแดงเลือดหมูของตนอย่างเหม่อลอย

ในคืนนั้นเองมาธาร์นอนกอดลูกชายจนผล็อยหลับไปเหมือนเช่นทุกๆ คืน โดยไม่รู้เลยว่าเวดด์แทบนอนไม่หลับเพราะเอาแต่คิดกังวลเรื่องหินเรืองแสงจนถึงรุ่งสาง...

 

เวลาล่วงเลยผ่านไปนานหลายปีจนเวดด์อายุครบยี่สิบห้าปีบริบูรณ์ บัดนี้จากเด็กน้อยรูปร่างผอมบางกลับกลายเป็นชายหนุ่มรูปร่างสันทัดสูงสง่า เขาใส่เสื้อคอกว้างสีขาวและกางเกงขายาวสีดำสนิท เรือนผมสีน้ำตาลสว่างความยาวประบ่าไม่เป็นทรง ทุกครั้งที่ผมเริ่มยาวชายหนุ่มจะใช้กรรไกรเล็มตัดผมด้วยตัวเอง

เวดด์ใช้มือข้างขวาเสยผมหน้าม้าซึ่งลงมาปิดตาซ้ายปัดไปข้างซ้ายลวกๆ จากนั้นจึงหันกลับไปวุ่นวายกับการเก็บผลไม้บนต้นไม้ต่อ

นี่ก็ผ่านมา เก้าปี แล้วนับตั้งแต่วันที่พวกปีศาจบุกรุกเข้ามาที่นี่... ทุกวันที่ผ่านมาเวดด์หลบหนีออกมาจากที่ซ่อนเพื่อเก็บเกี่ยวพืชผักในไร่กลับไปให้แม่และน้องได้กิน ตลอดระยะเวลาเหล่านั้นทำให้ชายหนุ่มช่ำช่องในการซ่อนตัวให้พ้นจากพวกปีศาจ เขากลายเป็นขวัญใจของประชากรผู้เหลือรอดทุกคน

นั่นเป็นเพียงแค่สิ่งที่ทุกคนคิด... อันที่จริงเวดด์ไม่ได้มีกลยุทธ์ใด ชายหนุ่มไม่ได้เก่งกล้าหารอย่างที่ใครต่อใครคิด ที่ผ่านมาเขาแทบไม่ได้เจอกับพวกปีศาจเลยนับตั้งแต่เมื่อเก้าปีก่อน ราวกับว่าพวกมันได้หายไปจากนอร์วานดาแล้วอย่างไรอย่างนั้น

“เท่านี้น่าจะเพียงพอแล้ว! ดอร์ล ตะโกนบอกเวดด์ซึ่งนั่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ของต้นแอปเปิล ดอร์ลเป็นผู้ชายรูปร่างท้วม เขาสวมเสื้อคอแคบสีน้ำตาลและกางเกงสีส้มซีด ดอร์ลเป็นลูกชายของครอบครัวนักกฎหมายแรนด้า พวกเขาสองคนอายุไล่เลี่ยกันจึงกลายมาเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข

ได้ยินดังนั้นเวดด์จึงทิ้งตัวกระโดดลงมาจากต้นไม้ทันที

“ไม่ต้องมาทำเป็นเท่ห์เลย” ดอร์ลเอ่ยแซวเพื่อนสนิทด้วยทีท่าขำขัน สองมือของเขาโอบตะกร้าใส่แอปเปิลสุกและมันฝรั่งสำหรับทุกคนที่อาศัยอยู่ชั้นใต้ดิน เขาเดินเข้ามาใกล้เวดด์ นัยน์ตาสีดำสนิทเช่นเดียวกับสีผมมองดูเวดด์ด้วยสายตาเคารพและนับถือ

สำหรับดอร์ลแล้ว... เวดด์ โรเดอร์แวน ราวกับเป็นผู้นำทางสู่แสงสว่างให้แก่โลกอันดำมืดไร้ทางรอดใบนี้

เขายังคงจำวันสุดท้ายที่พวกทหารออกจากที่ซ่อนไปหาเสบียงสำหรับทุกคนในกระท่อมแล้วไม่กลับมาอีก ชาวบ้านไร้ทางสู้อย่างพวกเขาจนตรอก หวาดกลัวความตายที่กำลังมาเยือน ได้แต่สวดภาวนาร้องขอความหวังอย่างหิวโซ  

และแล้วในวันนั้นเอง... เวดด์ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับแอปเปิลและมันฝรั่งโดยไม่มีแม้แต่รอยแผลเป็นหรือรอยขีดข่วนใดบนร่างกาย สร้างความฉงนสนเท่ห์แก่ทุกคน พวกทหารเก่งกาจที่ออกไปจากที่ซ่อนต่างก็ถูกจับกินกันไปเสียหมด แต่ทำไมเด็กน้อยอายุสิบหกปีเทียบเท่ากันกับเขาจึงสามารถหนีรอดปลอดภัยกลับมาได้เสมอ

เวดด์ทำได้อย่างไรกันนะ?

          “อย่าลืมรดน้ำพรวนดินเจ้าพืชผักพวกนี้ด้วยล่ะ เดี๋ยวมันจะไม่โต” เวดด์เอ่ยเตือน ชายหนุ่มหยิบกระเป๋าเป้สะพายข้างสีแดงเลือดหมูใบเก่าของตนขึ้นสะพายบ่า

          ทุกวันนี้เวดด์และดอร์ลกลายเป็นความหวังของชาวบ้านผู้เหลือรอดทุกคน ในทุกเช้าพวกเขาจะต้องออกมาปลูกพืชผักและเก็บเกี่ยวผลผลิตกลับไปให้เพียงพอ

          “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกปีศาจจะไม่มา?” เหมือนเป็นคำถามที่โง่เขลา แต่ดอร์ลก็อดนึกสงสัยไม่ได้ เพราะตั้งแต่ที่เขาเริ่มออกมานอกกระท่อมกับเวดด์ เขาก็ไม่เคยเจอกับพวกปีศาจเลยแม้สักครั้งเดียว

          “ไม่รู้หรอก” เวดด์ตอบเสียงเรียบ ยกตะกร้าผักที่พื้นขึ้นถือแนบเอว “ข้าคิดว่าพวกมันอาจไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วด้วยซ้ำ”

          “เป็นเช่นนั้นได้ก็ดีสิ” ดอร์ลยิ้มขำ “ในความคิดข้า เช้าตรู่แบบนี้พวกมันคงนอนขี้เกียจสันหลังยาวเสียมากกว่า”

          “ก็อาจจะเป็นอย่างที่เจ้าคิด” เวดด์หลุดขำออกมาตามดอร์ล ชายหนุ่มทั้งสองต่างก็ถือตะกร้าเสบียงของตนเตรียมเดินทางกลับไปยังที่พัก

“เจ้าคิดว่า วันนี้ ป้าลูน่าห์ จะทำอาหารอะไรให้พวกเรา?” ตั้งแต่ที่การออกมาเก็บเกี่ยวผลผลิตกลับไปยังที่พักได้กลายเป็นหน้าที่ของเวดด์และดอร์ล ลูน่าห์ กับ มาธาร์ จึงอาสารับหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารให้แก่ทุกๆ คน

          “คงเป็นซุปเห็ดล่ะมั้ง” เวดด์ตอบ

          “ให้ตาย.. ข้าเบื่อเหลือเกิน!” ดอร์ลเบ้ปากบ่น “ข้าโหยหาเนื้อสัตว์มากแค่ไหน เจ้ารู้บ้างไหม”

           “อืม...” เวดด์ทำท่าครุ่นคิด “ไม่ไกลจากที่นี่มีแม่น้ำอยู่ เจ้าอยากลองไปหาปลาไหมล่ะ” เขาเอ่ยถามเพื่อนสนิททีเล่นทีจริง

          แม่น้ำ... ซึ่งอยู่ใกล้กับสะพานข้ามฝั่งไปยังป่าพงไพร

          ดอร์ลส่ายหน้ารัวจนแก้มสะเทือน “ไม่ล่ะ ข้ายังไม่ไว้ใจอยู่ดี”

เวดด์และดอร์ลไม่เคยออกไปไหนไกลเกินกว่าพื้นที่ในสวน พวกเขาจะออกมาแค่ช่วงเช้าตรู่แล้วรีบกลับ พวกเขากลัวว่าหากออกไปไกลมากกว่านี้หรือกลับเย็นมากกว่านี้ พวกเขาอาจเจอเข้ากับพวกปีศาจ

แม้ว่าลึกๆ ในใจเวดด์คิดว่าพวกมันไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้วก็ตาม แต่เขาก็รู้ดีว่าต่อให้เป็นเช่นนั้นจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะไม่กลับมาอีก

ระวังตัวไว้ตลอดเวลาน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

          ท้องฟ้าสีครามกับแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้าช่างดูสดใส ทุ้งหญ้าสีเขียวขจีพลิ้วไหวไปตามแรงลม เวดด์สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปจนเต็มปอด ผมสีน้ำตาลสว่างของเขาพลิ้วไหวไปตามสายลมที่ปะทะเข้ามา บรรยากาศเย็นสบายสงบสุขแบบนี้ช่างดูคุ้นเคยเหมือนเมื่อสมัยที่ชายหนุ่มยังเยาว์วัย ทุกๆ เช้าเวดด์และมาธาร์มักออกมาวิ่งเล่นที่สวนหน้าบ้านด้วยกันเสมอ

          เมื่อก่อนนอร์วานดาคือดินแดนที่แสนสงบสุข เสียงเจื้อยแจ้วของผู้คนพูดคุยกันทำให้บ้านเมืองดูมีชีวิตชีวา เส้นทางถนนลูกรังก็ไม่เคยปราศจารการสัญจรของรถม้าหรือผู้คนเลยสักวัน

          จนกระทั่งพวกปีศาจมันเข้ามา...

          เวดด์ยังคงจำภาพหมู่บ้านที่เต็มไปโศกนาฏกรรมได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็เห็นแต่คราบเลือดนองทั่วพื้นแผ่นดิน ผู้คนต้องวิ่งหนีหาที่หลบภัยกันหัวซุกหัวซุน เสียงกรีดร้องโหยหวนดังไม่มีที่สิ้นสุด เวดด์และแม่กระเสือกกระสนหลบหนีขึ้นเหนือออกมาไกลจากตัวเมืองจนเจอเข้ากับกระท่อมที่พวกชาวไร่ชาวสวนและผู้ลี้ภัยจากเมืองหลวงบางส่วนใช้เป็นที่หลบอาศัยอยู่จนถึงทุกวันนี้

          “ข้าพูดจริงนะ เหมือนพวกมันไม่อยู่ที่นี่แล้วอย่างไรอย่างนั้น” เสียงของดอร์ลฉุดเวดด์ให้หลุดจากภวังค์ “หรือพระเจ้าจะไล่พวกมันไปหมดแล้วกันนะ”

          ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าลง นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มตวัดมองเพื่อนชายด้วยสายตาอ่านยาก แต่ดอร์ลไม่ทันได้สังเกตในปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปของเวดด์ เขายังคงก้าวเท้าเดินต่อช้าๆ สายตาทอดมองตรงไปยังทางเบื้องหน้า แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงเชิงตัดพ้อ

 “ข้าน่ะเชื่อในพระเจ้านะ แต่ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่เชื่อ พวกท่านคิดว่าข้าเป็นลูกไม่เอาไหน แต่อะไรกัน... ก็ไม่เห็นจะต้องลบหลู่ความคิดของข้าเลยนี่!

          ดอร์ลหยุดฝีเท้าลงเมื่อรู้สึกตัวว่าตนเดินนำเวดด์มาได้ไกลพอสมควร เขาหันกลับไปเลิกคิ้วมองเพื่อนชายที่ยืนนิ่งคล้ายกำลังครุ่นคิดถึงบางอย่าง มือข้างซ้ายของเวดด์สอดอยู่ในกระเป๋ากางเกงสีดำสนิทของตนเอง

          “เฮ้... เพื่อนรัก เจ้าไม่คิดว่าข้าบ้าที่เชื่อในพระเจ้าหรอกใช่ไหม?” ดอร์ลเอ่ยถาม

          เวดด์ยิ้มบางๆ ด้วยความเป็นคนรูปร่างสูงโปร่งขายาว ไม่นานชายหนุ่มก็สาวเท้าเดินมายืนอยู่ข้างเพื่อนชาย เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ากว้าง แสงแดดอ่อนๆ ส่องลงกระทบกับเรือนผมสีสว่างของเขาจนเกิดเป็นประกายวิบวับ เวดด์คลี่รอยยิ้มบางๆ กับตัวเอง

“ข้าเองก็เชื่อในพระเจ้าเหมือนกันกับเจ้านั่นแหละ ดอร์ล”  

มือข้างซ้ายของเวดด์ยังคงสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกง และดอร์ลก็ยังคงเป็นดอร์ลที่ไม่เคยใส่ใจกับสิ่งใด ดอร์ลขยับไหล่อวบๆ ของตนกระแทกไหล่เพื่อนสนิทอย่างหยอกล้อ

          “นี่สิเพื่อนข้า” ดอร์ลยิ้มอย่างภาคภูมิในการเลือกเพื่อนสนิทของตน เขาเดินนำเวดด์ไปอีกก้าวอย่างอารมณ์ดี

          เวดด์มองตามแผ่นหลังกว้างของดอร์ล ก่อนจะก้มลงมองที่กระเป๋ากางเกงของตน ชายหนุ่มค่อยๆ ดึงมือข้างซ้ายออกจากกระเป๋ากางเกงช้าๆ แสงสีเขียวมรกตจากหินสว่างเรืองรองอยู่ในมือของเขา

         เมื่อเก้าปีก่อนมาธาร์บอกให้เวดด์ทิ้งหินสีมรกตก้อนนี้ไป...

ในตอนแรกชายหนุ่มตั้งใจจะทำตามความสบายใจของมารดา เขากลับมายืนอยู่ที่เดิมที่เขาพบกับหินสีมรกตก้อนนั้น แต่เมื่อได้มองดูมันอีกครั้ง ด้วยความศรัทธาในพระเจ้าอย่างแรงกล้าทำให้เวดด์ไม่สามารถตัดใจทิ้งมันได้ลง เด็กหนุ่มเก็บรักษาหินประหลาดไว้ติดตัวเป็นเวลาหลายปีจนเขาเติบใหญ่โดยไม่ให้ผู้ใดได้เห็น

แม้แต่เพื่อนสนิทอย่างดอร์ลก็ไม่เคยรู้ ว่าเขาเก็บของประหลาดติดตัวอยู่เสมอ

          ทุกครั้งที่เหม่อลอย... เวดด์มักจะสอดมือเข้ากับกระเป๋ากางเกงแล้วกำหินเอาไว้ในมือ เขาอุ่นใจทุกครั้งที่ได้ใช้นิ้วมือลูบไล้ไปตามความโค้งมนของมัน ราวกับว่านี่คือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงหนึ่งเดียวที่เขามี

ไม่แตกต่างไปจากดอร์ล... เวดด์ยังคงศรัทธาในพระเจ้าเสมอ  

“ช่วยด้วย!!! เสียงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากพื้นที่ไม่ไกลนัก ชายหนุ่มตกใจหลุดจากภวังค์ จำได้แม่นยำว่าเป็นเสียงร้องของเพื่อนชาย เขารีบสาวเท้าวิ่งออกจากสวนตามเสียงร้องของเพื่อนไปอย่างร้อนรน เวดด์ได้แต่สบถด่าโทษตนเองในใจอย่างนึกโกรธเคือง

นี่เขาเหม่อลอยถึงขนาดไม่รู้ตัวเลยหรือ... ว่าเพื่อนเดินห่างเขาออกไปไกลมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!

 

ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างห่างจากสวนผักมาไม่มากนัก เวดด์เห็นตะกร้าเสบียงของดอร์ลหล่นตะแคงข้างกองอยู่กับพื้นหญ้า ผลแอปเปิลสุกและมันฝรั่งกระจัดกระจายอยู่บริเวณรอบตะกร้า แต่นั่นก็ไม่น่าตกใจไปกว่าภาพซึ่งเด่นชัดตรงหน้าชายหนุ่มอีกแล้ว

เวดด์เบิกตากว้าง เนื้อตัวแข็งทื่อราวกับหิน ขาหมดแรงทรุดตัวลงไปนั่งกองกับพื้นอย่างตื่นตระหนก

พระผู้เป็นเจ้า... ได้โปรดช่วยพวกข้าด้วย!

“ช่วยด้วย!! ดอร์ลเนื้อตัวเปื้อนเลือดนอนตัวสั่นเทาอยู่ที่พื้น มีร่างของหมาป่าขนสีดำสนิทมันขลับตัวใหญ่ยืนค้ำร่างอ้วนท้วมของเขาอยู่ อุ้งเท้าข้างขวาของมันฝังเล็บคมกริบลงกับท่อนแขนอวบของดอร์ล น้ำลายของหมาป่าหยดลงบนใบหน้าของเขาจนเหนียวเหนอะไปหมด มันส่งเสียงขู่กรรโชกอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อมองเห็นผู้มาเยือนใหม่

“ช่วยข้าที เวดด์!!” ดอร์ลหันมองเพื่อนชาย น้ำตาคลอเบ้าไหลอาบแก้มอวบ “ช่วยข้าด้วย!!

“หุบปากซะเจ้ามนุษย์หน้าโง่! เสียงแหบพร่าดังมาจากหมาป่าซึ่งอยู่เหนือร่างอวบ
ของดอร์ล นัยน์ตาสีเหลืองอำพันน่าเกรงขามจ้องมองมาที่เวดด์ “คิดเหรอว่าไอ้มนุษย์เพื่อนเจ้าจะสู้อะไรข้าได้
!

ใช่... เขาจะไปสู้มันได้อย่างไร?!

นี่เป็นครั้งแรกที่เวดด์ได้เผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย ชายหนุ่มไม่เคยต่อสู้มาก่อนจึงไม่รู้ว่าควรทำตัวเช่นไร เวดด์เหงื่อตก เนื้อตัวเย็นเฉียบแข็งทื่อ นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มแฝงความวิตกกังวลมองสบตาเพื่อนชายสลับกับหมาป่าอย่างจนตรอก ยิ่งเมื่อได้เห็นแววตาของดอร์ลที่มองกลับมายังเขาอย่างเปี่ยมล้นไปด้วยความหวังและความศรัทธา เวดด์ก็ยิ่งกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ

ชายหนุ่มรู้ดีว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาดอร์ลเชื่อมั่นในตัวเขามากแค่ไหน

แต่ความจริงเขามันก็เป็นแค่คนดวงดีเท่านั้น... ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรเลย!

“อ๊ากก!!” ดอร์ลแผดร้องสุดเสียงด้วยความเจ็บปวดทรมาน เจ้าหมาป่าใช้กรงเล็บอันแหลมคมของมันกรีดเนื้อส่วนแขนของดอร์ลเป็นทางยาว เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาจากปากแผลของเขา

“หยุดนะ!” เวดด์ร้องห้าม ในหัวพยายามคิดหาหนทางเพื่อช่วยเหลือเพื่อนชาย ก่อนจะเอะใจนึกขึ้นได้ว่าตนเองเคยพกอาวุธติดกระเป๋า ชายหนุ่มหยิบมีดพกออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างสีแดงเลือดหมูอย่างรวดเร็ว เขาลุกขึ้นยืน ชี้ปลายมีดไปยังหมาป่าตรงหน้า

“ปล่อยเพื่อนข้าซะ!” เวดด์ตะโกน มือหนาสั่นระริกกระชับมีดในมือเอาไว้แน่น

จังหวะนี้...เป็นไงก็ต้องเป็นกัน!

หมาป่าจ้องมองมาที่เวดด์ด้วยสายตาแข็งกร้าว มันกระชากอุ้งเท้าของมันที่ฝั่งเล็บอยู่กับแขนของดอร์ลออกอย่างแรง ดอร์ลครางเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด

“ไม่กลัวตายหรือไง!” มันตะคอกถาม แววตาฉายแววหงุดหงิดรำคาญ บัดนี้หมาป่าได้เปลี่ยนเป้าหมายแล้ว มันปล่อยร่างของดอร์ลให้เป็นอิสระและหันมายืนเผชิญหน้ากับเวดด์

เวดด์ไม่ตอบ... อันที่จริงชายหนุ่มไม่รู้จะตอบอย่างไรมากกว่า เขาได้แต่ถือมีดในมือเอาไว้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามมองประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างคนโง่เขลา และทันใดนั้นเองในชั่วพริบตาเดียว เจ้าหมาป่าสีดำตัวใหญ่ที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่ก็วิ่งตรงเข้ามาตะครุบร่างของเวดด์อย่างรวดเร็ว!

ด้วยแรงกระโจนอันมหาศาลของหมาป่า เวดด์ที่ไม่มีชั้นเชิงในการสู้รบไม่ทันได้ตั้งตัวรับการปะทะใด จึงเสียหลักหงายหลังล้มลงไปที่พื้น มีดในมือหลุดกระเด็นไปอยู่ข้างลำตัว เร็วทันควันอุ้งเท้าทั้งสองข้างของหมาป่าก็ฝังกรงเล็บของมันลงกับหัวไหล่ทั้งสองข้างของเวดด์เป็นอันเรียบร้อย ไม่มีโอกาสให้ได้หนีอีกต่อไป มันแยกเขี้ยวขู่กรรโชกเสียงดัง นัยน์ตาสีเหลืองอำพังแววโรจน์ไปด้วยโทสะ

เวดด์ได้กลิ่นเลือดของตนลอยฟุ้งในอากาศ เขากัดฟันอย่างทรมาน

“เวดด์!!” ดอร์ลร้องเรียกเพื่อนรักสุดเสียง ร่างอ้วนท้วมพยายามพยุงตัวลุกขึ้นหมายจะวิ่งเข้ามาช่วยเพื่อน

“อย่าเข้ามา! เวดด์ตะโกนสุดเสียงเช่นกัน ความเจ็บปวดเริ่มทวีขึ้นมาจนปวดร้าวไปทั่วทั้งกาย “หนีไปซะดอร์ล!!

“ไม่! ข้าจะไม่ทิ้งเจ้า...” ดอร์ลดื้อรั้น พยายามจะวิ่งมาหาเพื่อนชาย

“อยู่แบบนี้เจ้าก็ช่วยอะไรข้าไม่ได้ทั้งนั้น! หนีไปซะ!! ถ้อยคำรุนแรงที่เวดด์ประกาศออกมาทำให้ดอร์ลชะงักฝีกเท้า

ดอร์ลน้ำตาไหลอาบแก้ม มองดูหมาป่าที่ตะครุบร่างของเพื่อนชายด้วยความรู้สึกหวาดกลัวและสิ้นคิด ถ้าเวดด์จัดการมันไม่ได้ คนอ่อนแออย่างเขาก็คงสู้อะไรมันไม่ได้เช่นกัน

ต้องมีคนอื่นมาช่วยเวดด์!

“ข้าจะไปตามคนมาช่วยนะ!

“ไม่! อย่า!!!” เวดด์คำรามร้องเตือนสุดเสียง แต่เหมือนดอร์ลจะไม่สนใจฟังสิ่งใดอีกแล้ว ร่างท้วมรีบวิ่งตรงไปยังทางกลับกระท่อมอย่างทุลักทุเล ทิ้งให้เวดด์ได้แต่มองตามแผ่นหลังของเขาไปด้วยความรู้สึกที่ว้าวุ่น

ดอร์ล เจ้ากำลังจะทำให้พวกมันให้รู้ที่ซ่อนของเรา!!

“ยังมีมนุษย์อื่นอีกงั้นรึ?” เจ้าหมาป่าแววตารุกวาว มันมองสบตากับเวดด์ ปลายจมูกของมันจรดอยู่กับปลายจมูกของเขา

“เจ้าพวกมนุษย์โง่เอ๊ย! ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่พวกเจ้าหายหัวไปซ่อนตัว พวกข้าหิวโหยแทบเจียนตาย!

มันตะคอกเสียงกร้าวและทิ้งน้ำหนักฝังกรงเล็บลงกับไหล่ของเวดด์แรงขึ้นเพื่อบันดาลโทสะ กรงเล็บแหลมคมของหมาป่ากดทับลงมาหนักหน่วงจนกระดูกของชายหนุ่มแทบแตกออกเป็นเสี่ยง

“เจ้าไม่มีทางรู้หรอก...” แม้จะไร้เรี่ยวแรง แต่เวดด์ก็ใจกล้าใช้มือจับขาหน้าของหมาป่าให้กดฝั่งเล็บลงกับไหล่ของเขาไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม ราวกับต้องการใช้เนื้อหนังของตนพันธนาการร่างของหมาป่าเอาไว้ ชายหนุ่มหายใจติดขัดเพราะเสียเลือดไปเป็นจำนวนมาก เขาจับขาหน้าของหมาป่าไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี

หากใช้ร่างกายรั้งหมาป่าไว้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ล่ะก็... มันไม่มีทางตามดอร์ลได้ทันแน่

“ข้าจะไม่.. แฮ่ก...ปล่อยให้เจ้า..แฮ่ก.. ตามดอร์ล... ไปแน่”

เวดด์มองสบตาหมาป่าด้วยแววตาแน่วแน่ หอบหายใจถี่รัวแทบขาดใจ หากนี่เป็นหนทางเดียวที่สามารถช่วยเหลือทุกคนไว้ได้ ชายหนุ่มก็พร้อมยอมรับในชะตากรรมของตน

เขาเป็นห่วงแม่และน้องสาววัยแปดขวบมากกว่าสิ่งอื่นใด

ทุกคนจะต้องปลอดภัย...

หมาป่าแสยะยิ้ม มันอ่านความคิดโง่เขลาของเหยื่อตรงหน้าออกหมดเปลือก มันแหงนหน้าขึ้นเปล่งเสียงหอนลากยาวกู่ก้องพื้นดินราวกับกำลังร้องเรียกบางสิ่ง เวดด์สังหรณ์ใจไม่ดี หัวใจเต้นแรงเป็นกังวล ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบตัว ภาวนาในใจขออย่าได้เป็นไปตามที่ตนคิด

และไม่นาน...

หมาป่ากลุ่มหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่ามาจากที่ใดก็วิ่งเข้ามาสมทบ พวกมันทั้งสี่ยืนเรียงกันเป็นวงกลมล้อมรอบเหนือร่างของเวดด์ แววตาของพวกมันทุกตัวล้วนน่าเกรงขามและหิวกระหาย เขาตัวแข็งทื่อราวกับท่อนซุง ความกลัวแล่นจับขั้วหัวใจ ได้แต่ร้องภาวนาในใจหาความช่วยเหลือจากพระผู้เป็นเจ้าซึ่งไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่

“พวกเจ้า วิ่งตามกลิ่นมนุษย์นั่นไปซะ” หมาป่าเหนือร่างเวดด์เอ่ยสั่งราวกับเป็นจาฝูง  

“ข้าหิว” หมาป่าตัวผอมตนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา มันน้ำลายสอมองเวดด์

“ไม่! ห้ามฆ่า!” หมาป่าจาฝูงคำราม  “มนุษย์อ้วนนั่นจะพาพวกเจ้าไปพบกับแหล่งอาหารของพวกเรา”

สิ้นคำของจ่าฝูง หมาป่าทั้งสี่ตัวที่เพิ่งมาสมทบก็วิ่งหายลับตาไปตามเส้นทางที่ดอร์ลเพิ่งวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

บ้าฉิบ!!

เวดด์เหงื่อตก ทั้งรู้สึกกังวลและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มเบิ่งโพล่งมองดูหมาป่าที่อยู่เหนือร่างของตน เขาพยายามควานมือหามีดที่หล่นอยู่ข้างลำตัว แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของเจ้าหมาป่า มันกระชากกรงเล็บออกมาจากไหล่ของเวดด์แล้วตะปบกรงเล็บลงกับแขนของเขาอย่างรวดเร็ว เสื้อแขนยาวสีขาวของชายหนุ่มขาดลุ่ย เลือดไหลอาบนองทั่วทั้งหัวไหล่และแขนข้างซ้าย

เวดด์ไร้ทางสู้ ร่างกายแบกรับบาดแผลถึงสามแผลด้วยกันช่างทรมานเหลือเกิน

ชายหนุ่มกัดริมฝีปากแน่นพยายามข่มความเจ็บปวด ในขณะที่หมาป่าแยกเขี้ยวแสยะยิ้มเหี้ยม

“ทีนี้... ก็ถึงเวลาอาหารของข้าเสียที!

 


♥Beautiful Black Wolf♥

credit picture from pinterest


02/12/61

สวัสดีนักอ่านทุกคนนะคะ (มีป่าวหว่า แฮะๆ)
การแต่งนิยายแฟนตาซีเป็นเรื่องที่สนุก แต่ก็ยากเหมือนกันค่ะ 
นักอ่านสามารถเสนอแนะได้นะคะ ผิดพลาดตรงไหนจะพยายามปรับปรุงแก้ไขค่ะ

เจอกันวันอาทิตย์หน้า แล้วมาลุ้นกันค่ะว่าเวดด์จะรอดด้วยวิธีใด
อาทิตย์หน้าจะมีตัวละครใหม่เข้ามา จะเป็นใครลองติดตามดูนะคะ ☻

 

เม้นท์ + โหวต เป็นกำลังใจให้ผู้แต่งนะคะ

ขอบคุณนักอ่านทุกคนค่ะ :)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

  1. #1 :DAY-DREAM" (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2561 / 12:40

    เนื้อเรื่องน่าสนุกมากเลย

    รอติดตามต่อค่ะ :D

    #1
    0