The Legend of Norvanda l กำเนิดมหากษัตริย์

ตอนที่ 1 : The Legend of Norvanda l บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 63
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    2 ธ.ค. 61




บทนำ


          ดินแดนแห่งหนึ่งมีชื่อเรียกว่า "นอร์วานดา" ภูมิภาคดินแดนทั้งหมดเป็นทุ่งราบสูง มีแดดจางๆ และสภาพอากาศเย็นสบายสดชื่น พื้นที่ในดินแดนแห่งนี้ล้วนอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติ  นอร์วานดานั้นเป็นเกาะขนาดเล็ก ถูกห้อมล้อมด้วยแม่น้ำคั่นกลางระหว่างตนเองและป่าพงไพรยาวเหยียด เมื่อมองถัดจากป่าไปไกลสุดสายตาจะเห็นหุบเขาเรียงรายและเมฆหมอกหนาทึบ

พวกมนุษย์ได้ถือกำเนิดขึ้นที่นอร์วานดา พวกเขาค้นหาผู้นำ และสรรค์สร้างอายธรรมของตนขึ้นมา นำพาความเจริญรุ่งเรืองและสงบสุขมาสู่ นอร์วานดา

          ทิศเหนือในนอร์วานดานั้นเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ตอนกลางของเกาะเป็นเมืองหลวงซึ่งมีประชากรอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนตอนใต้ของเกาะเป็นแหล่งอุตสาหกรรม ยิ่งนอร์วานดามีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ามากเพียงไร ความต้องการด้านทรัพยากรทางธรรมชาติก็ยิ่งทวีสูงขึ้น พวกมนุษย์ได้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำสองสะพานด้วยกัน ได้แก่ทางทิศเหนือของเกาะหนึ่งสะพานและทางทิศใต้ของเกาะอีกหนึ่งสะพาน ทั้งสองสะพานล้วนเชื่อมทางไปยังป่าพงไพรเพื่อให้พวกเขาตัดไม้มาใช้สอยในงานเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมได้อย่างสะดวก

พวกเขาบุกรุกข้ามมายังผืนป่าแห่งนี้ทุกวันจนกลายเป็นกิจวัตร นานวันเข้าก็ยิ่งตัดไม้กินพื้นที่ป่าเข้าไปลึกมากขึ้นเรื่อยๆ

          จนกระทั่งวันหนึ่ง...  

พวกเขาก็ได้เจอกับ สัตว์ร้ายซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ภายใต้ร่มเงาป่าพงไพรแห่งนี้...

          สัตว์ร้ายเหล่านั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับมนุษย์แทบทุกประการ ตนหนึ่งมีผิวสีขาวโพลนเนียนละเอียดราวกับสีของหิมะและดวงตาสีแดงฉานดุจโลหิต มันแสยะฟันเขี้ยวคู่หน้าวาววับ ก่อนจะกระโจนพุ่งตรงเข้าฝังเขี้ยวคมกริบลงกับลำคอของเหยื่อผู้บุกรุกเข้ามายังผืนป่าของมัน เลือดสดๆ ไหลรินออกจากร่างมนุษย์คนนั้นจนสิ้นใจ

สัตว์ร้ายอีกตนก็มีรูปร่างที่คล้ายคลึงกับมนุษย์เช่นเดียวกัน พวกมันมีดวงตาเฉียบคมสีเหลืองอำพันเหมือนสัตว์ป่า มันสามารถกลายร่างเป็นหมาป่าตัวใหญ่ขนสีดำทมิฬ และฟาดกรงเล็บแหลมฉีดทึ้งร่างของพวกมนุษย์ออกเป็นเสี่ยงๆ

          บัดนี้... นอร์วานดาที่อุดมสมบูรณ์และแสนสงบสุขกลับเต็มไปด้วยการเข่นฆ่านองเลือด ปีศาจดูดเลือดและมนุษย์หมาป่าได้ย่างกรายเข้ามายังนอร์วานดา พวกมันดูหิวโหย... และออกล่าราวกับไม่ได้กินอาหารอันโอชะมานานนับพันปี ราวกับว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ซึ่งไร้ทางสู้

          พวกเขาได้แต่สวดภาวนาขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้า

ได้โปรดอย่างทอดทิ้งให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องสูญสิ้นไปด้วยเถิด

ราวกับสวรรค์ได้ยินในความปรารถนานั้น เจ็ดวันให้หลังจากที่พวกปีศาจบุกรุกเข้ามาทำลายล้างซึ่งทุกสรรพสิ่ง ในค่ำคืนหนึ่งที่ท้องฟ้ามีสีน้ำเงินมืดสนิทไร้หมู่ดาว ฉับพลันเกิดเสียงอัสนีบาตรดังสนั่นสั่นไหวก้องกังวาน สายอัสนีเส้นสีขาวสว่างโรจน์จากท้องฟ้าฟาดลงมาที่บริเวณผืนดิน ครั้งที่หนึ่งมันฟาดลงบนพื้นดินบริเวณใกล้แม่น้ำฝั่งป่าพงไพร ครั้งที่สองฟาดไปยังใจกลางป่าพงไพรหนาทึบ 

เจ้าสายฟ้ามีรูปแบบการลงที่ไม่ซ้ำจุดเดิม อีกครั้งหนึ่งมันฟาดไปยังพื้นที่ห่างไกลจากป่าพงไพรออกไปมากจนมองเห็นเพียงแค่เส้นสายฟ้าจางๆ และอีกไม่รู้กี่ครั้งที่ผ่าลงมาไกลออกไปมากขึ้นจนสุดสายตามองเห็น

          อัสนีบาตเส้นสุดท้ายที่เห็นเด่นชัดที่สุด... แสงสว่างจ้าชี้นำทางมาที่พื้นที่เขตเกษตรกรรมทางทิศเหนือในนอร์วานดา ก่อนที่มันจะฟาดลงมาสู่ดินตรงหน้าเด็กมนุษย์ผู้ชายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่นี่ เขาตื่นตระหนก นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มมองลงต่ำดูรอยแตกบนพื้นดิน ไอร้อนควันดินกระจัดกระจายคลุ้งอยู่กลางอากาศ แล้วค่อยๆ จางหายไป  

มีบางสิ่งอยู่ในร่องดินที่แยกออกจากกันเพราะถูกอัสนีผ่า สิ่งๆ นั้นมีรูปร่างคล้ายก้อนหินก้อนกลมขนาดเท่าหนึ่งกำมือ ก้อนหินก้อนนั้นมีสีเขียวมรกตสุกสกาวงดงาม มันเปล่งประกายแสงสีเขียววาบเรืองรองล้อมรอบตัวมันเอง

          "โอ๊ย..." เด็กหนุ่มอุทานเมื่อเอื้อมมือไปสัมผัสกับหินสีเขียวมรกตก้อนนั้น

          ร้อน..  

          เด็กชายมีผมสีน้ำตาลสว่างสั้นประบ่า เขาตัวเล็กผอมบาง สวมเสื้อสีขาวแขนสั้นผูกโบว์หูกระต่ายสีแดงเลือดหมูปิดกระดุมคอเสื้อ เขาสวมเอี๊ยมกางเกงสีน้ำตาลเข้มคู่กับรองเท้าหนังสีเดียวกัน เด็กชายตัดสินใจใช้ผ้าเช็ดหน้าสีเหลืองปักลายลูกท้อที่เก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงห่อหุ้มหินสีมรกตเอาไว้ในมือ มองดูมันอย่างครุ่นคิดได้ไม่นานจึงหยิบเก็บลงกระเป๋าเป้สะพายข้างสีแดงเลือดหมูเขรอะฝุ่นที่มีผลแอปเปิลสุกจำนวนหนึ่งเก็บไว้ในนั้น

ไม่มีเวลาให้ได้คิดไตร่ตรองอะไรมากมายนัก.... เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ เด็กหนุ่มก็รีบก้าวเท้าวิ่งหายลับไปในทันที...

พวกมนุษย์กลุ่มหนึ่งซ่อนตัวอยู่ชั้นใต้ดินของกระท่อมไม้หลังใหญ่ในเขตเกษตรกรรมทางทิศเหนือของเกาะ กระท่อมแห่งนี้มีทางเข้าลับอยู่ด้านหลังกระท่อม ถูกอำพรางไว้ด้วยกองฟางวางสุมเรียงกันปิดประตูทางเข้าชั้นใต้ดิน

ที่นี่เป็นที่ซ่อนตัวเพียงแห่งเดียวที่ปีศาจดูดเลือดและมนุษย์หมาป่ายังคงหาไม่พบ

"เวดด์!" หญิงวัยกลางคนผิวสีขาวนวลในชุดเสื้อแขนตุ๊กตาสีเทาและกระโปรงสีเดียวกันตะโกนขึ้นอย่างร้อนรน นางรีบเดินฝ่าผู้คนแออัดในชั้นใต้ดินตรงไปหาเด็กชายเจ้าของชื่อ เขายืนอยู่ที่ขั้นบันไดไม้ขั้นที่สองนับจากด้านล่าง กำลังเขย่งตัวสุดความสูงด้วยปลายเท้า ใช้มือหยิบฟางกลบปิดรอบๆ ประตูทางเข้าชั้นใต้ดินจากด้านในแล้วลงล็อคกลอนประตูให้แน่นหนา

"ไปเล่นซนมาอีกแล้วหรือ เจ้าก็รู้ว่าข้างนอกอันตราย มีพวกปีศาจเพ่นพ่านทั่วทุกที่" เมื่อเข้ามาใกล้ถึงระยะประชิดตัว นางจับร่างเด็กชายวัย สิบหกปีให้หันมาเผชิญหน้ากับนาง "ถ้าเจ้าเป็นอะไรไปขึ้นมาอีกคน แม่จะทำอย่างไร!”

          พูดพลางก็ใช้มือหยาบกร้านปัดฝุ่นออกจากร่างกายและเสื้อผ้าของลูกชายดูซิ เจ้ามอมแมมไปหมดแล้ว

          "ท่านแม่ ข้าแค่ออกไปเก็บผลไม้มาฝาก" เวดด์ส่งยิ้มตาหยีให้แก่มารดา ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

เด็กชายพูดติดตลก "พวกมันไม่เห็นตัวข้าด้วยซ้ำ... ข้าวิ่งไว หนีมาได้ทัน"

กระท่อมไม้หลังนี้แถบไม่เหลือเสบียงใดอีกแล้ว... พวกทหารอาสาที่ออกไปหาเสบียงส่วนใหญ่ก็ไม่รอดชีวิตกลับมา อาหารที่ได้มาทุกครั้งมีจำนวนจำกัดต้องแบ่งจ่ายให้กับคนหลายคน บางทีก็มาไม่ถึงมือแม่และเวดด์ พวกเขาต้องอดมื้อกินมื้อทั้งที่แม่มีน้องเล็กใกล้คลอดอีกคนอยู่ในท้อง

จะให้เขาทนนิ่งดูดายได้อย่างไร?

          "มั่นใจใช่ไหมว่าพวกมันไม่ได้ตามเจ้ามา?!" เสียงแหบพร่าดังมาจากลุงชราคนหนึ่งที่นั่งอยู่มุมขวาสุดของชั้นใต้ดิน ตัวของแกสั่นเทาเล็กน้อย แววตาสีน้ำตาลซีดไหวระริก

"ขะ...ข้าเคยเจอพวกมัน และข้ารู้! ขะ..ข้ารู้ดีว่าพวกมันไวต่อกลิ่นมากแค่ไหน!!" เขาเล่าเสียงตะโกน

"กลิ่นอะไรหรือ เมอร์คีล?" เวดด์เอ่ยถามด้วยท่าทีไม่ใส่ใจนัก

"กลิ่นเลือดยังไงล่ะ!"  สิ้นคำพูดของตาแก่เมอร์คีล เสียงร้องตกใจหวาดผวาของผู้คนที่หลบซ่อนอยู่ที่นี่ก็ดังแทรกขึ้นมา พวกเขาขวัญเสีย หวั่นกลัวไปกับทุกสิ่ง ประชากรส่วนใหญ่ที่เหลือรอดอยู่ที่นี่เสียครอบครัวและพวกพ้องไป พวกเขาหลงเหลือกันแค่ไม่กี่คนกับเสบียงอาหารที่น้อยนิด

นี่ก็อาทิตย์หนึ่งมาแล้วนับตั้งแต่ที่พวกปีศาจบุกรุกเข้าจู่โจมทำลายบ้านเมือง ไม่รู้ว่าพวกเขาจะสามารถซ่อนตัวจากพวกมันไปได้อีกนานแค่ไหน

          มาธาร์ เจ้าควรจะดูแลบุตรของเจ้าให้ดี อย่าได้ปล่อยไปเตร็ดเตร่ข้างนอกเช่นนี้อีกผู้หญิงคนหนึ่งตักเตือน

          “พวกเราอาจซวยกันหมดเพราะลูกของเจ้า!” เมอร์คีลเสริม

          ทุกคนอย่าว่าแม่ข้าเลย ข้ามั่นใจว่าข้าระวังตัวดีแล้วจริงๆเวดด์เลิกใส่ใจกับคำพร่ำบ่นของผู้อื่น เด็กชายหันไปหามารดาของตน เขากุมมือของนางเอาไว้แล้วออกแรงกระตุกเบาๆ

          ก้มลงหน่อยสิฮะเมื่อเห็นมารดาไม่เข้าใจ เด็กชายจึงเอ่ยเร้า

           มาธาร์ย่อตัวลงข้างๆ ลูกชาย เวดด์กระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นข้าเจอของดีให้ท่านดู

          แม้ว่าเวดด์จะไม่มีทางรู้เลยว่าของที่อยู่ในกระเป๋าสะพายข้างของตนคือสิ่งใด แต่เด็กหนุ่มกลับยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยศรัทธาอันแรงกล้า เขาเชื่อมั่นว่านี่คือของขวัญจากพระผู้เป็นเจ้าซึ่งมองเห็นโศกนาฏกรรมอันเกิดขึ้นในนอร์วานดาแห่งนี้

          สิ่งๆ นี้จะต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้อย่างแน่นอน

 


01/12/61

ตอนแรกอาจจะยังไม่ค่อยมีอะไร แต่อยากให้ลองเปิดใจอ่าน 2-3 ตอนดูก่อนเนอะ
อย่าลืมคอมเม้นท์เป็นกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ แก่ผู้เขียนนะคะ ♥
ขอให้สนุกในการอ่านกับตอนหน้าค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น