รูปลักษณ์.. ของหัวใจ ღ [ จบแล้ว ]

ตอนที่ 28 : ❀ My Sunflower : อยากมองเธอให้นานกว่านี้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 122
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    26 เม.ย. 63

 

 

woman wearing red flare dress under black umbrella while standing in front of vehicle
pic cr: weheartit, Tumblr, pinterest, in pic,unsplash.com,@Alexandru

My Sunflower

บทที่ 23

อยากมองเธอให้นานกว่านี้

'ได้ยินไหม ว่าใจดวงนี้มันบอกว่ารัก

มันบอกว่ารัก... มันบอกทุกวัน มันบอกว่าฉันมีเธอเท่านั้น

แค่เธอเท่านั้นที่ในหัวใจ... ได้ยินไหมเธอ?

อยากบอกให้รู้ว่าใจดวงนี้มันอยากจะย้ำ

มันอยากจะย้ำ.. ตรงคำว่า 'รัก' ที่เก็บเอาไว้

เพื่อรอเธอนั้น เพื่อเธอเท่านั้น ไม่เคยให้ใคร... มีไว้เพื่อเธอ'

เพลง รักเหงาๆ ศิลปิน ฝน นภัส x ILLSLICK

 

 

จักรภัทรมองดูหญิงสาวร่างเล็กที่นั่งอยู่เบาะข้างกาย เธองีบหลับหันหน้ามาทางเขา เอียงคอสัปหงกหนุนกับไหล่ตนเอง เปลือกตาบางปิดสนิทอวดโฉมแพขนตาบางโค้งงอนอ่อนช้อยราวกับเส้นไหม คิ้วโค้งของเธอคลายปมออกอย่างผ่อนคลาย ราวกับในความฝันไม่มีเรื่องใดให้ขุ่นข้องใจ ตั้งแต่ต้นแขนเล็กจนถึงเรียวขาขาวลออมีเสื้อโค้ชของเขาคลุมทับปกปิด ทุกครั้งที่ศีรษะเธอเอนคล้อยต่ำลง ปอยผมดำสลวยจำนวนหนึ่งพาดผ่านสันจมูกโด่งรั้นลงมาที่ข้างแก้มนวล

จักรภัทรยิ้มออกมาบางๆ ใช้ปลายนิ้วชี้เกี่ยวปอยผมที่คล้อยลงมาถัดหลังใบหูให้ปิญาอรอย่างอ่อนโยน

“มีแค่ตอนหลับหรือยังไง ที่เธอจะไม่ขมวดคิ้วใส่คนอื่นน่ะ ฮื้ม?”เขาถามโดยไม่หวังคำตอบ ผิวแก้มละเอียดดุจปุยนุ่นของเธอทำให้เขาเผลอไผลใช้ปลายนิ้วคลอเคลียอย่างเพลิดเพลิน ชายหนุ่มหรุบตามองเธออย่างนึกเอ็นดู ค่อยๆ ลากปลายนิ้วไล้ต่ำลงมาที่ร่องใต้จมูกเหนือริมฝีปากสีแดงอิ่มรูปกระจับ แล้ววนกลับมาลูบเบาๆ ที่แก้มเรียบนวลอีกครั้งหนึ่ง

สัมผัสผะแผ่วที่เย็นเฉียบเบาๆ บนผิวหน้า ทำให้เปลือกตาบางกระตุก คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเป็นปมน้อยๆ ปิญาอรคล้ายเริ่มรู้สึกตัว หญิงสาวค่อยๆ เปิดเปลือกตาออกแช่มช้า สิ่งแรกที่เห็นคือปลายนิ้วเรียวยาวของใครบางคนคลอเคลียอยู่ข้างแก้ม

และภาพใบหล่อคมคายของใครสักคนที่กำลัง...‘ยิ้ม’ อยู่

ราวกับรอยยิ้มของเขาสามารถหยุดเวลาได้... ปิญาอรเผลอนิ่งค้างมองอยู่เนิ่นนานจนลืมปัดป้องนิ้วมือดังกล่าว หญิงสาวจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นเขายิ้มอ่อนโยนแบบนี้คือเมื่อไหร่ แต่มั่นใจว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นมาเนิ่นนานมากแล้ว

มันไม่ใช่รอยยิ้มดาษดื่นที่เขายิ้มกับกล้อง หรือมอบให้แฟนคลับ... แต่มันเป็นรอยยิ้มที่มีความพิเศษ ราวกับมีไว้ให้สำหรับ‘คนพิเศษ’ เท่านั้น..

ปิญาอรอยากจ้องมองเขา เธออยากเก็บเกี่ยวภาพที่ราวกับห้วงความฝันนี้เอาไว้ให้นานอีกสักหน่อย แต่เจ้าของรอยยิ้มหวานราวกับน้ำผึ้งไม่ได้ให้ความร่วมมือเลย เขาหุบยิ้มลงเปลี่ยนสีหน้าเป็นสุขุมนิ่งสงบ ไม่สนใจดวงตาสุกสกาวของเธอ

เมื่อสักครู่จักรภัทรเผลอยิ้มค้างเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว เขากำลังครึ้มใจมองเธอแต่อยู่ดีไม่ว่าดี เธอก็ลืมตาตื่นขึ้นมาโดยไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้า ทำเอาเขาปรับสีหน้าไม่ทัน

“...ถึงแล้ว” เขาพูดกับเธอ

ปิญาอรหันไปมองกระจกฝั่งที่นั่งของตนเอง แม้ท้องฟ้าจะมืดสนิทและสายฝนยังคงตกลงมาจนชุ่มฉ่ำ เธอก็ยังคงจดจำภาพประตูรั้วที่คุ้นเคยบานนี้ได้ดี

เขามาถูกจริงๆ ด้วย…ปิญาอรอดเหลือเชื่อไม่ได้เลย “เธอมาถูกได้ยังไงกัน..”

จักรภัทรไม่ตอบราวกับคำถามของเธอเป็นสิ่งไม่น่าสนใจ แค่ขับรถตามเธอกลับบ้านครั้งเดียวเขาก็จำได้แล้วชื่อถนนในเมืองมันก็ชื่อเดียวกันไปเสียหมด แค่จำให้ได้ว่าอยู่ซอยที่เท่าไหร่ และด้านหน้ามีร้านสะดวกซื้อกับป้ายรถเมล์ แค่นี้ก็เพียงพอ

“ขอบคุณนะ” เธอหันไปบอกจักรภัทร มือข้างหนึ่งลูบท้ายทอยตนเอง ไม่รู้จะจัดการกับความเขินจนไม่รู้จะเอามือไม้ไปไว้ตรงไหนนี้อย่างไรดี “แล้วก็... ขอโทษนะ...”

คำพูดของเธอทำให้จักรภัทรต้องเหลียวกลับมามองหญิงสาวใหม่อีกครั้ง นัยน์ตาสีดำสนิททอประกายประหลาดใจ “ขอโทษอะไร”

“ที่หลับ” ปิญาอรตอบ ช้อนนัยน์ตากลมโตมองสบนัยน์ตาสีดำสนิทของเขา

ขอโทษงั้นเหรอ... จักรภัทรไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ยินคำพูดนี้จากปากของเธอ

หญิงสาวถอดเสื้อโค้ชของเขาออก เธอมองดูด้านในเสื้อโค้ชที่ชื้นน้ำจากเสื้อทำงานที่เปียกฝนของเธอ ในจังหวะที่กำลังครุ่นคิดว่าจะอาสาซักเสื้อแล้วส่งคืนให้เขาภายหลังดีไหม ก็ดันโดนเขาพูดดักคอขึ้นมาก่อน “ฝนยังไม่หยุด เธอใส่ต่อก่อนเถอะ”

คำพูดของเขาช่างฟังดูอ่อนโยนจนหัวใจคนฟังไหวสั่นระริก

นัยน์ตาทั้งสองคู่สบประสานกันโดยไม่ได้นัดหมาย ปิญาอรสัมผัสได้ถึงความรู้สึกมากมายที่แฝงอยู่ในนัยน์ตาคู่คมของเขา สมองของเธอสั่งการให้เปิดประตูลงจากรถ แต่มือของเธอกลับไม่กระทำเช่นนั้น มีคำถามมากมายที่เธออยากเอ่ยถามให้กระจ่าง แต่กลับจุกแน่นติดอยู่ที่ริมฝีปากราวกับมีเส้นกั้นบางๆ คั่นกลางระหว่างเธอและเขา

เธอเคยเห็นข่าวซุบซิบเรื่องของเขากับใบเฟิร์นตามนิตยสาร แน่นอนว่าเธอตามเก็บนิตยสารของเขาเกือบทุกเล่ม มองดูเขาอย่างชื่นชมและหลงใหล หลายครั้งเธอยังเศร้าใจจนมีน้ำตา เพราะพวกเขาเป็นคู่สร้างคู่สมบนจอโทรทัศน์ที่ทุกคนต่างยกยอชื่นชม

ในเมื่อเขายังมีคนข้างกายอยู่แล้ว... ทำไมถึงยังมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่?

เธอไม่อยากให้หัวใจของเธอเจ็บ เธออยากได้ความกระจ่างในการกระทำของเขา แต่อีกใจก็กลับ.. เห็นแก่ตัวไหวหวั่น กลัวว่าคำถามของเธอจะทำลายบรรยากาศดีๆ ที่มีอยู่

เธอยังไม่อยากแยกจากเขาตอนนี้...

จ๊อกกก

เสียงท้องร้องของใครสักคนทำให้สองหนุ่มสาวที่นั่งจ้องตากันอยู่ตื่นตระหนก ปิญาอรกะพริบตาปริบๆ ใบหน้ารูปไข่ค่อยๆ ขึ้นสีแดงระเรื่อ หญิงสาวเห็นนัยน์ตาของจักรภัทรเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย และหรุบสายตามองลงมาที่ท้องของเธอ หญิงสาวรีบขดตัวราวกับกุ้งและกอดท้องตนเองแน่น ไม่กล้าสบตามองคนตรงหน้า

เพราะว่านั่น... เป็นเสียงท้องร้องของเธอเอง!

ปิญาอรอยากจะล่องหนหายไปจากตรงนี้... ให้ตายสิ ทำไมชีวิตเธอถึงมีแต่เรื่องน่าอายให้เขาเห็นกันล่ะเนี่ย!!

เธออายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว

จักรภัทรยกมือขึ้นปิดริมฝีปาก.. เขาเมินหน้าไปอีกทางเพื่อพยายามกลั้นเสียงหัวเราะ พยายามฝืนทำเป็นไม่รู้ไม่ได้ยินเพราะเห็นสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ของเธอ

จนกระทั่ง...

จ๊อกกก

เสียงท้องร้องอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาซ้ำสอง

แต่คราวนี้ไม่ใช่เสียงท้องร้องของปิญาอร... กลับเป็นเสียงร้องของจักรภัทรเอง

ทว่าคนตัวเล็กราวกับไม่รับรู้ ว่าเจ้าของเสียงท้องร้องที่ดังกว่าครั้งแรกเมื่อกี้นี้ไม่ใช่ของตัวเธอเอง หญิงสาวยิ่งขดตัวกอดท้องตัวเองแน่นจนแทบจะสิงลงไปกับเบาะนั่ง ใบหน้าแดงก่ำไปทั้งหน้า

ปิญาอรละล่ำละลักกล่าวขอโทษจนลิ้นแทบจะพันกัน ไม่รู้จะเอาหน้าไม่ไว้ที่ไหน “ขะ..ขอโทษ.. ขอโทษ...”

เห็นความไร้เดียงสาของเธอแล้ว จักรภัทรก็ไม่สามารถสะกดกลั้นเสียงหัวเราะได้อีก... เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนไหล่ทั้งสองสั่นราวกับสันนิบาต “ฮ่าๆๆๆ!”

ทุกอย่างมันตลกไปกันใหญ่แล้ว...

นี่ไม่ใช่ปิญาอรที่เขารู้จักเลย... ดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาจะหล่อหลอมให้นิสัยของเธอเติบโตขึ้นตามอายุที่มากขึ้น เธอรู้จักที่จะโอนอ่อน เธอไม่แข็งกระด้าง เรียนรู้ที่จะกล่าวคำว่าขอบคุณ และขอโทษผู้อื่น

จักรภัทรยังคงนั่งขำ.. ขำกับเรื่องเหลือเชื่อที่น่ายินดีตรงหน้า

ปิญาอรได้แต่มองคนที่นั่งหัวเราะราวและยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ราวกับถูกอกถูกใจเสียงท้องร้องของเธอ ใบหน้านวลผ่องที่แดงก่ำจากความเขินอายยิ่งแดงขึ้นอีกแต่เป็นไปเพราะโกรธขึ้ง ริมฝีปากเริ่มค่อยๆ งอคว่ำบึ้งตึงทีละน้อย เธอมองค้อนจักรภัทร ก่อนจะเมินหน้ากลับมานั่งตัวตั้งตรง มือทั้งสองกอดอก เชิดใบหน้าขึ้นตั้งลำคอระหงส์อย่างแง่งอน

‘ผู้ชายบ้านี่ยังกวนปะสาทเหมือนเดิม’ เธออดไม่ได้ที่จะติเตียนเขาในใจ

จักรภัทรมองดูปิญาอร มองดูทวงท่าเดิมๆ อย่างที่เธอเคยชอบทำอยู่เสมอด้วยความรู้สึกคิดถึง แต่ปลายจมูกมนที่ขึ้นสีแดงเลือดฝาดอย่างเขินอายในวันนี้ กลับทำให้ภาพตรงหน้าดูแปรเปลี่ยนไปจากเดิม

เพราะมันทำให้เธอดู...‘น่ารัก’

“นี่..” จักรภัทรเรียกเธอ ชายหนุ่มยกยิ้มตรงมุมปากอย่างนึกเอ็นดูกับท่าทีแง่งอน “เมื่อกี้นี้น่ะ เสียงท้องของฉันเอง”

ปิญาอรหันกลับมามองจักรภัทร เมื่อเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนของเขา สีหน้าของเธอจากที่บึ้งตึงไม่พอใจจนงอนสะบัดสะบิ้งเมื่อครู่ ก็ค่อยๆ เลือนหายไป “เธอยังไม่ได้กินอะไรมาเหรอ?”

‘นี่ก็ดึกมากแล้ว... เขายังไม่ได้ทานอะไรเลยเหรอ..’ เธอคิด

จักรภัทรไหวไหล่ ผ่อนลมหายใจออกจมูก “ส่งเธอแล้ว ค่อยหาอะไรกิน”

จักรภัทรไม่ได้สนใจกับความหิวของตนเองมากนัก การเป็นดาราทำให้เขาทำงานหนักจนหลงลืมที่จะทานอาหารอยู่บ่อยครั้ง และหลายครั้งเขาก็ต้องจำกัดการกินเพื่อรักษาหุ่นของตนเองให้ดูดีอยู่สม่ำเสมอ

“งั้นเธอจะ... ทานข้าว.. ด้วยกันก่อนไหม?”

ในตอนพูดก็ไม่กล้าแม้กระทั่งสบตากับเขา ปิญาอรไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองจึงกล้าพูดเช่นนั้นออกไป เธอไม่รู้ว่าคิดดีแล้วหรือไม่ เพราะการชวนจักรภัทรไม่เหมือนกับการชวนกวิน เธอสามารถชวนกวินทานมื้อเย็นด้วยกันได้อย่างสนิทปากและไม่ไหวหวั่นอะไร แต่กับจักรภัทรมันไม่ง่ายแบบนั้น และเราสองคนก็ไม่ได้พบเจอกันบ่อยเหมือนเธอกับกวิน

เขาจะคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงไม่ดีที่ชวนผู้ชายเข้าบ้านหรือเปล่า... ปิญาอรรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกขึ้นมาทันใด แต่สาบานได้ว่าเธอเพียงแค่เป็นห่วงเขาจริงๆ เท่านั้น

“คือฝนมันตกหนัก.. เธอจะลำบาก ดึกแล้วร้านก็คงจะปิดหมด แล้วก็.. ฉันอยู่กับพ่อ ไม่ต้องห่วงเรื่องที่จะดูไม่ดีหรอก...” พูดไปปิญาอรก็อยากตบปากตัวเอง รู้สึกว่าตนเองกำลังพร่ำพูดบ้าบอคอแตกอะไรอยู่ก็ไม่รู้

จักรภัทรมองดูปิญาอรที่ก้มหน้าก้มตา แก้มแดงน้อยๆ อย่างน่ารักน่าชัง

“อืม...” เขาบิดกุญแจรถดับเครื่องยนต์ หันกลับมามองหน้าคนข้างกาย “ก็ดีเหมือนกัน”

หญิงสาวกะพริบตามองดูเขา ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

ในค่ำคืนที่สายฝนโปรยปรายลงมาจนเย็นฉ่ำไปทั่วทั้งผืนถนน พวกเขาที่นั่งจ้องตากันอยู่ในรถยนต์นั้นราวกลับไม่รู้เลยสักนิด ว่าเสียงหัวใจของคนทั้งสองกำลังเต้นด้วยจังหวะความถี่เดียวกัน และแม้กระทั่งความนึกคิดก็ยังเหมือนกันราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน

‘ไม่อยากให้ฝน... หยุดตกลงจริงๆ’

 

ปิญาอรเดินนำจักรภัทรเข้ามาภายในบ้าน เธอให้เขาถอดรองเท้าไว้บนชั้นวางรองเท้าของเธอ และหยิบรองเท้าแตะใส่ในบ้านของกวินให้เขาใส่พ่อของเธอเดินออกมาต้อนรับเหมือนเช่นทุกครั้ง ทว่าในคราวนี้คนเป็นพ่อกลับต้องตกใจเมื่อคนที่เดินหลังลูกสาวเข้าบ้านมา ไม่ใช่กวินเหมือนทุกที

ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งราวกับนายแบบคนหนึ่งยืนอยู่ข้างปิญาอร อายุของเขาน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ หน้าตาของเขาหมดจดหล่อเหลาราวกับไม่ใช่คนธรรมดา แววตาสีดำสนิทของเขาคมเข้มสุขุม ทุกท่วงท่าและฝีเท้าที่ย่างมีความหนักแน่น และความมั่นใจในตัวเองสูง

พ่อของปิญาอรอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว... ผู้ชายที่มีความดูดีกับนายแบบคนนี้เป็นใครกัน ทำไมจึงได้ให้ความรู้สึกคุ้นเคยนัก เหมือนเขาเคยเห็นชายหนุ่มคนนี้บนหน้าจอโทรทัศน์ หรือไม่ก็บนนิตยสารที่ลูกสาวซื้อมาอ่าน...

“สวัสดีครับ” จักรภัทรยกมือไหว้ชายชราตรงหน้า ท่าทีของเขาอ่อนน้อมสุภาพ รอยยิ้มของเขาหวานละมุนอ่อนโยน จนพ่อของปิญาอรต้องเผลอยิ้มตาม

“พ่อคะ นี่ภัทรค่ะ... เพื่อนของหนูเอง” ปิญาอรเอ่ยแนะนำ

คนเป็นพ่อมองดูลูกสาว เธอสวมเสื้อโค้ชตัวใหญ่เนื้อผ้าดี ราคาแพงที่เขาไม่เคยเห็น และดูเหมือนว่าจะเป็นของพ่อหนุ่มตรงหน้า อีกทั้งใบหน้าของลูกสาวก็ดูแดงก่ำแทบจะตลอดเวลา อย่างน่าประหลาด

“เธอนั่งที่ห้องรับแขกก่อนนะ” ปิญาอรพูดกับจักรภัทร หญิงสาวรีบสาวเท้าวิ่งหายขึ้นบันไดไปชั้นสองในทันที และยังไม่ทันที่พ่อและจักรภัทรจะเริ่มพูดคุยกัน ปิญาอรก็วิ่งลงบันไดกลับมาพร้อมกับผ้าขนหนูสีขาวผืนหนึ่ง เธอยื่นให้กับจักรภัทรโดยไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำ “เสื้อเธอชื้น เดี๋ยวจะป่วย..”

“ขอบคุณ” จักรภัทรรับมาอย่างว่าง่าย เขายิ้มให้เธอบางๆ

แต่รอยยิ้มของเขากลับทำให้ปิญาอรชะงัก ใบหน้าร้อนผ่าวมากยิ่งกว่าเก่า เธอรีบวิ่งขึ้นบันไดหายไปอีกครั้งหนึ่ง

คนเป็นพ่อมองดูปฏิกิริยาลูกสาวด้วยสายตาประหลาดใจนัก... ปิญาอรพากวินมาพบเขาอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยแสดงสีหน้าและท่าทางเขินอายแบบหญิงสาวมาก่อน

“ภัทร มานั่งก่อนสิ” พ่อของปิญาอรเอ่ยชวนจักรภัทรให้มานั่งที่โซฟาสีขาวในห้องรับแขกด้วยกัน “พ่อไม่เคยเห็นหน้าภัทรมาก่อนเลย เพื่อนที่ทำงานของทับทิมเหรอ?”

“เปล่าครับ ผมรู้จักทับทิมตั้งแต่สมัยเรียนที่โรงเรียนวิทสิทธิศึกษาครับ” จักรภัทรตอบพร้อมรอยยิ้มนอบน้อม เขานั่งประสานมือไว้ที่หัวเข่า คุยกับผู้ใหญ่ด้วยท่าทีสุภาพ พลางแอบชำเลืองมองสำรวจบ้านของปิญาอรอยู่เงียบๆ

คนเป็นพ่อทำหน้าเหมือนอยากให้จักรภัทรเล่าต่อ ปิญาอรไม่ค่อยพูดถึงสังคมโรงเรียนให้เขาฟัง เป็นเรื่องน่าสนใจที่ปิญาอรยังติดต่อกับเพื่อนสมัยมัธยมฯ อยู่ “ทับทิมไม่ค่อยเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ฟัง มีแต่เรื่องของเพื่อนมหาลัยฯ ซะส่วนใหญ่”

จักรภัทรยิ้มบางๆ คำว่า‘เพื่อนมหาวิทยาลัย’ จากปากพ่อของหญิงสาว ทำให้เขานึกถึงมาลีเป็นอันดับแรก

“จนพ่อคิดว่าทับทิมมีเพื่อนแค่ โซ่กับมาลีสองคนเสียอีก” พ่อของปิญาอรหัวเราะขำอย่างเอ็นดูลูกสาว โดยไม่ทันสังเกตว่าคำพูดของตนกลับทำให้หัวคิ้วจักรภัทรกระตุก เมื่อได้ยินชื่อของใครบางคนที่ไม่ถูกชะตาด้วยขึ้นมา

จักรภัทรยังคงรักษารอยยิ้มอ่อนโยนราวกับเทพบุตรก็ไม่ประดับอยู่บนใบหน้าดังเดิม “จริงๆ แล้ว ทับทิม โซ่ และมาลี เป็นรุ่นน้องในคณะฯ ผมครับ ทั้งสามคนสนิทกันมาก”

“ที่แท้ก็รู้จักกันทั้งหมดนี่เอง ดีจริงๆ!” พ่อของปิญาอรยิ้มกว้าง “พ่ออยากให้ทับทิมพาเพื่อนๆ มาบ้านบ้าง แต่เห็นพามาแค่โซ่คนเดียว แต่เขาเป็นเด็กดีจริงๆ เลยเชียวล่ะ เขามารับมาส่งทับทิมเกือบทุกวัน เจ้าทับทิมก็จะทำกับข้าวเลี้ยงเขาตลอด”

คำพูดของพ่อนั้นฟังดูไม่มีความนัยแอบแฝง แต่คนฟังอย่างจักรภัทรถึงกับรอยยิ้มกระตุก นัยน์ตาคู่เรียวเย็นเยียบขึ้นมาฉับพลัน แต่ไม่นานก็ปรับสีหน้ากลับมามีรอยยิ้มสุภาพอ่อนโยนดังเช่นเดิม

ไม่นานนักปิญาอรที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชื้นน้ำฝนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบเดินลงมาจากชั้นบน หญิงสาวแต่งตัวสบายๆ เธอสวมเสื้อยืดคอกลมพอดีตัวสีชมพูอ่อน และกางเกงวอร์มขายาวสีดำ เรือนผมสีดำสลวยถูกปล่อยยาวจรดแผ่นหลังขับเน้นใบหน้ารูปไข่นวลผ่องของเธอให้เด่นชัดเจนมากยิ่งขึ้น

“พ่อทานอะไรหรือยังคะ” ปิญาอรเอ่ยถามบิดาของตน ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามคนทั้งสองที่นั่งบนโซฟา

“เรียบร้อยแล้ว เชิญพวกลูกตามสบายเลยนะ” บิดายิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับบุตรสาวและแขกหนุ่มผู้มาเยือน

“เธอจะกินอะไร..” ปิญาอรหันมาถามจักรภัทร เธอยกมือขึ้นเกาแก้มตัวเองแก้เก้อ

ปิญาอรเป็นกังวลเล็กน้อย เธอเกรงว่าการที่เขาเป็นคนดังอาจจะทำให้เขากำอยู่ยาก ส่วนตัวเธอเองก็ทำได้แค่เมนูบ้านๆ พื้นๆ เพียงเท่านั้น

จักรภัทรหรี่ตามองดูคนตรงหน้า ใบหน้าของเธอกระจ่างใสเพราะเพิ่งผ่านการล้างหน้ามาหมาดๆ เขาสังเกตเห็นรอยแผลที่เป็นที่ข้างแก้มซ้ายของปิญาอร

“ถ้าบอกแล้วทำเป็นเหรอ” เขาถามเสียงเรียบ คำพูดของพ่อปิญาอรยังวนเวียนอยู่ในหัวจนชวนให้หงุดหงิด

หญิงสาวคล้ายทำท่าครุ่นคิดไม่ตก ใบหน้าของเธอก็ยังคงแดงก่ำอยู่ “...ก็ลอง.. ลองพูดมาดูก่อน”

“ฉันเป็นแค่แขก เธอจะทำอะไรก็ทำเถอะ” เขาตอบง่ายๆ

พ่อของปิญาอรมองปิญาอรและจักรภัทรสลับกัน หนุ่มสาวต่างจ้องมองกันราวกับมีเพียงแค่เขาสองคนบนโลกใบนี้ สีหน้าของทั้งสองแสดงความหมายที่รู้สึกต่อกันชัดเจน คนหนึ่งก็หนึ่งก็หน้าแดงเป็นลูกตำลึง อีกคนหนึ่งก็ชอบหยอกเย้า ใบหน้าประดับแต่รอยยิ้มอ่อนหวานราวกับน้ำผึ้ง

โดยเฉพาะสายตาของลูกสาวของเขา... ช่างทอประกายวิบวับและไหวหวั่น

คนภายนอกแค่มองดูก็รับรู้ได้ ยิ่งสำหรับคนเป็นพ่อคนแล้วยิ่งแล้วใหญ่ เหตุการณ์แบบนี้เขาเคยผ่านมาแล้วตอนที่ตกหลุมรักหญิงงามที่สุดในโลกอย่างแม่ของปิญาอร พฤติกรรมของหนุ่มสาวตรงหน้าช่างชัดเจน เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมลูกสาวเพียงคนเดียวของเขาจึงไม่เคยสนใจเพื่อนสนิทของเธอเลย ไม่ว่ากวินจะคอยมารับมาส่ง หรือดูแลเอาอกเอาใจเธอปานจะประเคนให้ทุกสิ่ง

แต่ก็ไม่เคยเพียงพอ... เพราะลูกสาวของเขามีเจ้าของหัวใจอยู่ก่อนแล้ว

และคนๆ นั้นก็กำลังนั่งอยู่ข้างกายเขา‘ตรงนี้’

 

ปิญาอรทำเมนูข้าวผัดหมูสับง่ายๆ เธอนั่งทานข้าวพร้อมจักรภัทรด้วยความเงียบ เขาไม่ได้เอ่ยวิจารณ์ฝีมือการทำอาหารของเธอเลย ไม่แม้กระทั่งพูดชมเชยเธอเหมือนที่กวินทำบ่อยๆ ด้วยซ้ำ...

เขาเพียงแค่นั่งทานข้าวอยู่ฝั่งตรงข้ามเธอเงียบๆ

เงียบจนเธอเกร็งทำอะไรไม่ถูก...

“เพื่อนเธอมาทานข้าวที่นี่บ่อยเหรอ”

“เอ๊ะ..” ปิญาอรวางช้อนลงกับจาน เอียงศีรษะเล็กน้อย “เธอรู้ได้ยังไง..”

“พ่อเธอบอก” จักรภัทรตอบเสียงเรียบ การไม่ปฏิเสธของเธอทำให้อารมณ์ของเขาขุ่นมัว ชายหนุ่มเก็บจานข้าวของตนเองซ้อนจานข้าวของเธอ จากนั้นจึงเดินไปที่อ่างล้างจานที่อยู่ข้างเคียง ปิญาอรรีบวิ่งมาดักหน้าเขา หญิงสาวหยิบจานข้าวออกมาจากมือเขา

“เดี๋ยวฉันล้างเอง เธอไปนั่งรอที่โซฟาเถอะ” เธอบอกเขา หันหน้าเข้าหาซิงค์ล้างจานในทันที

จักรภัทรก้มลงมองนิ้วมือเรียวยาวของตัวเองสลับกับมองแผ่นหลังเล็กของปิญาอร เธอกำลังกุรีกุจรรีบล้างจานโดยไม่รู้สึกตัวเลยว่า เมื่อสักครู่ตอนที่เธอยื้อแย่งจานเซรามิกไปจากเขานั้น นิ้วมืออ่อนนุ่มของเธอได้สัมผัสโดนหลังมือของเขาไปแผ่วเบา

ปิญาอรพยายามหลับหูหลับตาล้างจาน แต่ใครจะรู้ว่าภายในใจของเธอนั้นเต้นระส่ำมากเพียงไร ตั้งแต่ที่เริ่มทานข้าวพ่อของเธอที่เพิ่งกินยาหลังอาหารก็ปลีกตัวไปอาบน้ำเตรียมเข้านอน ทิ้งให้เธออยู่สองต่อสองกับเขาด้วยหัวใจที่เต้นโครมครามแทบจะระเบิดออกมา ทั้งๆ ที่ตอนอยู่กับกวินสองคนที่บ้าน เธอไม่เห็นรู้สึกอะไรทำนองนี้เลย

ปิญาอรเอ่ยไล่ให้จักรภัทรไปที่ห้องนักเล่น แต่ใครจะคิดว่าเขาจะเดินมายุดยืนอยู่ที่ข้างตู้เย็นใกล้ๆ ซิงค์ล้างมือ

“หิวน้ำ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเปรยขึ้นมา

“แก้วน้ำอยู่ที่โต๊ะข้างตู้เย็น” เธอบอกเขา

“แก้วนี้ได้ใช่ไหม”

หญิงสาวหันมองตามที่เขาถาม แก้วน้ำเซรามิคสีขาวสกรีนลายกระต่ายขนสีเทาใบหูสีชมพูถูกเขารินน้ำจนเต็มแก้ว ปิญาอรเบิกตาออกกว้าง ยังไม่ทันออกปากเอ่ยห้ามเขาก็ยกแก้วขึ้นจรดริมฝีปากดื่มเสียแล้ว

ปิญาอรได้แต่มองดูริมฝีปากเรียวที่บรรจบลงบนขอบแก้ว... ก่อนจะหันหนีกลับมาสนใจชามในอ่าง

เธอไม่ได้โกรธ.. แต่แค่เกิดความรู้สึกหลากหลายมากเกินไป แก้วใบนั้นเป็นแก้วน้ำใบโปรดของเธอ เธอใช้มาตั้งแต่ยังเล็ก หญิงสาวไม่เคยให้ใครใช้ แม้กระทั่งกวินก็ยังไม่เคยได้แตะ

แต่เขากลับ...

จักรภัทรยกยิ้มขึ้นตรงมุมปากมองดูปฏิกิริยาของปิญาอรอยู่เงียบๆ ชายหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งกอดอก มืออีกข้างถือแก้วน้ำ พลางยืนหลังพิงกับประตูตู้เย็น ใบหน้าของเขาแสดงความพึงพอใจอย่างชัดเจน แน่นอนว่าจักรภัทรรู้ดี แก้วเซรามิกสกรีนใบเดียวในถาดวางแก้วน้ำ จะต้องเป็นแก้วของเธอแน่นอนไม่ใช่ของใครอื่น

การที่เธอมีปฏิกิริยาต่อต้านมากเท่าไหร่ ยิ่งชัดเจนว่ากวินยังไม่ได้ยึดพื้นที่ทั้งหมดภายในบ้านนี้

และยังไม่ได้ยึดพื้นที่ภายในใจของเธอด้วย

“ตอนนี้... เธอคบใครอยู่หรือเปล่า”

แกร๊ง!

คำถามของเขาทำให้ปิญาอรที่ล้างภาชนะอยู่นั้นตกใจจนเผลอทำช้อนในมือลื่นหล่นหลงกับอ่างซิงค์ หญิงสาวรีบเก็บช้อนแสร้งทำตัวปรกติ แต่หัวใจกลับเต้นตึกตัก

เขาถามเธอแบบนี้.. หมายความว่ายังไง!?

“ซุ่มซ่ามอีกแล้ว” เขาเอ่ย แต่น้ำเสียงไม่ได้ฟังดูต่อว่าหรือดูถูกเลยสักนิด

“ขะ...ขอโทษ” ปิญาอรพูดเสียงแผ่ว ยกมือข้างหนึ่งขึ้นถัดปอยผมหลังใบหู จิตใจของหญิงสาวกำลังสับสน เธอไม่ทันได้เอะใจเลยว่ามือตนเองนั้นเปื้อนฟองสบู่ล้างจาน ทำให้ข้างแก้มและใบหูเลอะไปด้วยฟองสบู่

จักรภัทรเหมือนคนถูกมนตร์สะกด เขามองดูใบหน้าด้านข้างของปิญาอรอย่างเหม่อลอย มองดูฟองสบู่ล้างจานที่เปรอเลอะอยู่ที่แก้มนวลพอดีรอยแผลเป็นปานแดงของเธอ ก่อนจะไล่สายตามองดูลำคอระหงส์และไหปลาร้าคู่สวยที่โผล่พ้นคอเสื้อของเธอออกมาเล็กน้อย สำหรับเขานางแบบนุ่งน้อยห่มน้อยที่เขาร่วมถ่ายนิตยสารด้วย ยังไม่สามารสร้างความรู้สึก‘ยั่วยวน’ ได้เทียบเท่าภาพตรงหน้านี้เลย

แสงไฟนีออนที่เคยกระทบอยู่กับซิงค์ล้างจานโดนบดบังเป็นเงาตะคุ่มพาดลงบนซิงค์ ปิญาอรพลันรู้สึกตัวว่ามีบางสิ่งอยู่ด้านหลัง หญิงสาวหันกลับไปจึงเห็นร่างใหญ่กำยำของจักรภัทรยืน เธอตกใจรนถอยจนเอวกิ่วชิดขอบอ่างล้างจาน

“พูด‘ขอโทษ’ บ่อยๆ แบบนี้... ไม่สมกับเป็นเธอเลย” เขาเอ่ยเสียงทุ้ม ใช้หลังมือเช็ดฟองสบู่ออกจากแก้มละเอียดนุ่มของเธออย่างแผ่วเบา

จักรภัทรชะงักเมื่อเห็นใบหน้าของปิญาอรขึ้นสีแดงระเรื่อชัดเจนมากกว่าทุกๆ ครั้ง หญิงสาวใบหน้าร้อนผ่าวเมินหนีไปทางอื่น การกระทำและคำพูดของจักรภัทรวนเวียนอยู่ในหัวราวกับของมึนเมา ทำให้เธอสับสนไม่มั่นคงและใจสั่นระริก

เห็นเธอแบบนี้แล้วความอยากแกล้งของชายหนุ่มก็เพิ่มมากยิ่งขึ้น เขาเท้ามือทั้งสองข้างลงกับขอบซิงค์ล้างจาน ได้ยินเสียงร้องในลำคออย่างตกใจของปิญาอร ชายหนุ่มไม่ได้คิดจะทำรุ่มร่ามกับเธอ เขาเพียงแค่อยากก้มลงมองหน้าเธอให้ชัดมากกว่าเดิม

ก่อนจักรภัทรจะทันได้เอ่ยถาม‘คำถามนั้น’ กับเธออีกครั้ง เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นมาเสียก่อน ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง ขมวดคิ้วขัดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นชื่อสายเข้าบนหน้าจอโทรศัพท์ เขาผละออกจากปิญาอร ก่อนจะกดรับสายแล้วเดินหายออกไปจากห้องครัว

หัวใจของปิญาอรเต้นไม่เป็นส่ำ เธอถึงกับหมดแรงทรุดลงไปนั่งกับพื้น ภาพและสัมผัสแผ่วเบาตอนที่เขาเช็ดแก้มให้เธอยังชัดเจนในสายตาและความรู้สึก

ไม่เคยนึกเลยว่าความรู้สึกที่มีให้เขา... มันจะปะทุแรงขึ้นทุกๆ ทีแบบนี้ เธอราวกับคนลงแดง เฝ้าคิดถึงและโหยหาแค่เพียงเขาเท่านั้น...

 

หลังจากที่จักรภัทรล่ำลาพ่อของปิญาอรเรียบร้อยแล้ว ปิญาอรจึงเดินกางร่มออกมาส่งเขาถึงหน้ารถยนต์ แม้ตรอกซอยที่นี่จะเปลี่ยว แสงไฟข้างถนนริบหรี่ สายฝนตกประปรอย ถนนโล่งปราศจากผู้คนเพ่นพ่าน จักรภัทรก็ยังคงหยิบแว่นกันแดดขึ้นสวมปิดนัยน์ตาทั้งสองข้าง

ปิญาอรรู้สึกใจหายอย่างประหลาดเมื่อเห็นจักรภัทรเอื้อมมือไปเปิดประตูรถยนต์ หญิงสาวอยากเอ่ยถามว่าจะได้เจอกับเขาอีกไหม แต่เพราะยังไม่ชัดเจนในจุดยืนของตนเองมากพอจึงไม่กล้าพูดอะไร

เธอไม่รู้ว่าสถานะในตอนนี้ระหว่างเธอและเขา... มันคืออะไรกันแน่

จักรภัทรหยุดฝีเท้าลง เขาหันกลับมามองหน้าปิญาอร

“คำตอบล่ะ”

ปิญาอรขมวดคิ้ว “คำตอบ...อะไร”

“เธอคบใครอยู่หรือเปล่า”

นัยน์ตากลมโตเบิกออกกว้าง เธอไม่นึกว่าเขาจะยังคาใจในคำถามนี้ หญิงสาวเมินหน้าหนีไปอีกทาง มือข้างซ้ายยกขึ้นลูบแขนข้างขวา

“...ยัง... ยังไม่มี” เธอตอบ รวบรวมความกล้าช้อนตามองสบกับคนตรงหน้า “แล้วเธอล่ะ”

ใจของเธอไม่อาจคิดเอื้อมไปไขว่คว้าคนที่อยู่สูงกว่าเช่นเขา แต่ส่วนลึกกลับหวังลมๆ แล้งๆ ว่าเรื่องระหว่างเธอกับเขาจะมาบรรจบกันได้

เธอคิดถึงเขา... เธอไม่เคยลืมเขา..

จักรภัทรระบายรอยยิ้มออกมาบางๆ แววตาของเขาพึงพอใจในคำตอบ “ขอมือถือเธอหน่อยสิ”

“มือถือเหรอ...” ปิญากะพริบตาช้าๆ เมื่อนึกขึ้นได้จึงตาโตเบิกออกกว้าง “เหมือนจะลืมไว้ที่ห้องศิลปะ.. ให้ตาย...”

ชายหนุ่มส่ายศีรษะกับความขี้ลืมของเธอ เขาเปิดประตูรถยนต์ แล้วหยิบปากกาด้ามสีดำออกมาแท่งหนึ่ง

“ยื่นมือมา” เขาบอกเธอ

ปิญาอรค่อยๆ ยื่นมือน้อยของเธอออกไปตรงหน้าจักรภัทร เธอลังเลเล็กน้อยและคิดจะชักมือกลับ แต่มือหนาก็รวดเร็วดึงมือเธอไปอย่างใจร้อน เขาหงยหน้ามือเธอขึ้น จรดหัวปากกาลงเขียนข้อความบางอย่างลงไป

หญิงสาวค่อยๆ มองดูฝ่ามือของตนเอง จักรภัทรเขียนเลขอารบิกจำนวนสิบหลังบนมือของเธอ

เบอร์โทรฯ... ของเขาเหรอ?

“แล้วโทรฯ มานะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มเอ็นดู เห็นปิญาอรยังคงทำสีหน้าตกใจ มือหนาจึงยกขึ้นเกลี่ยเรือนผมสีดำสนิทขึ้นถัดหลังใบหูของเธอ เปิดเผยรอยแผลเป็นบนใบหน้าหวานละมุนให้ประจักษ์แก่สายตา

ปิญาอรพูดไม่ออก ได้แต่ช้อนนัยน์ตากลมโตขึ้นมองเขา

ราวกับตอนนี้เธอทั้งตกใจ ทั้งดีใจ ความรู้สึกสะเปะสะปะทั้งหมดนี้ทำให้เสียงที่มีของเธอหายไป นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลไหม้ได้แต่มองดูใบหน้าคมคายของเขา จักรภัทรเห็นเธอจดจ้องจนมองเห็นเงาตนเองสะท้อนอยู่ภายในดวงตาคู่สวย จึงอดไม่ได้ที่จะโค้งตัวลงมาใกล้คนที่ตัวเตี้ยกว่ามากยิ่งขึ้น เอียงศีรษะมองเธอเล็กน้อย และแย้มรอยยิ้มออกมาบางๆ ที่มุมปาก

“รู้อะไรไหม... ฉันชอบหน้าเธอที่มีปานแดงแบบนี้มากกว่านะ”

“อะไรนะ...” ปิญาอรมึนงง

จักรภัทรพูดเพียงเท่านั้นเรือนร่างสูงโปร่งก็เดินขึ้นรถยนต์ ทิ้งให้ปิญาอรได้แต่เบิกตาค้างอยู่อย่างนั้น เธอได้ยินเสียงเขาสตาร์ทเครื่องยนต์ เขาลดกระจกรถยนต์ลงมาครึ่งบาน ก่อนจะโบกมืออำลาเธอ

หญิงสาวโบกมืออำลากลับ มองตามจนรถยนต์คันหรูสีขาวจนลับหายไปจากสายตา ปิญาอรยังคงเหม่อลอยสับสน เธอค่อยๆ ปิดประตูรั้วสีน้ำเงิน แล้วเดินกลับเข้าบ้านราวกับเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ความฝัน...

รถจักรยานยนต์สีดำคันหนึ่งจอดดับเครื่องอยู่หน้าบ้านข้างๆ บ้านของปิญาอร เจ้าของรถจักยานยนต์คันนั้นสวมเสื้อกั๊กสีดำและหมวกกันน็อคสีเดียวกัน เขาจอดรถยืนมองเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ตรงมุมมืดที่ไม่มีใครเห็น

กวินกำมือแน่นจนรู้สึกเจ็บ... หลังจากที่เขาเลิกงานแล้วก็รีบโทรศัพท์ติดต่อหาปิญาอรทันที แต่โทรฯ หาเธอเกือบยี่สิบสายหญิงสาวก็ไม่รับแม้สักสายเดียว ด้วยความเป็นห่วงจนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดีแล้ว จึงรีบขี่มอเตอร์ไซค์บึ่งตรงมาหาเธอโดยไม่สนว่าตนเองจะเปียกปอนฝนไปทั้งร่าง

แต่ภาพที่เห็นทำเอาเขาหมดแรงอยากทรุดลงไปนั่งกับพื้น ภาพใบหน้าเขินอายของหญิงสาวที่เขาหลงรักจับหัวใจ และชายหนุ่มคนหนึ่งที่ช่างเพียบพร้อมไปด้วยทุกสิ่ง

ในที่สุดคู่รักที่พลัดพรากจากกันมาเนิ่นนาน ก็ได้มาบรรจบคู่กันอย่างนั้นหรือ..

หยดน้ำสายหนึ่งไหลจากหางตาลงมาที่ปลายคาง ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเป็นหยดน้ำฝน หรือเป็นหยดน้ำตาของเขากันแน่

“นี่ฉัน.. ไม่เคยได้หัวใจเธอเลยสักครั้งเลยหรือไง” เขาพึมพำ

 

 

ในวันนี้ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงบ่ายจักรภัทรมีงานถ่ายแบบนิตยสาร และออกรายการโทรทัศน์อีกสองรายการ ชายหนุ่มแทบไม่ได้แตะโทรศัพท์มือถือของตนเองเลย... พอถึงเวลาพักเขาก็ต้องอ่านทบทวนบทสำหรับออกอากาศ งานรัดตัวเขาจนยุ่งไม่มีเวลาเป็นส่วนตัว

บางทีก็ดูเหมือนผู้จัดการสาวต้องการกลั่นแกล้งเขาอย่างไรอย่างนั้น เพราะเจ้าหล่อนรับงานมาไม่ให้เขาได้หยุดพักผ่อนเลย

“พี่พิณ เย็นนี้ผมกลับไวหน่อยได้ไหม” จักรภัทรเอ่ยถาม เขานั่งอยู่กับเก้าอี้พลาสติกมีพนักพิงสีขาว ตรงหน้ามีช่างแต่งหน้ายืนเติมแก้มบนใบหน้าให้เขา ส่วนด้านหลังมีช่างทำผมใส่เจลเซ็ทผมให้จักรภัทร

“เย็นกี่โมง หกโมงเหรอ” พิณเอ่ยถามระหว่างที่ไล่สายตามองแชทโทรศัพท์มือถือของตนเอง

“ไม่ครับ สักสามโมงเย็น” จักรภัทรต้องเผื่อเวลาขับรถไปหาปิญาอรให้ได้ทัน

“เดี๋ยวนี้มีธุระบ่อยจังนะ” พิณหันมองจักรภัทร หรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด “แอบคบใครแล้วไม่บอกฉันหรือเปล่า... ไอ้เด็กนิ! แกแอบมีแฟนใช่ไหม เลยไม่อยากรับงานของเมเออร์!”

จักรภัทรหรี่ตาลงต่ำ ถ้าเป็นอย่างที่พี่พิณพูดได้ก็คงดี “เปล่าครับ”

“แล้วไป ถ้าถ่ายรายการเสร็จแล้วแยกกันก็ได้ ฉันเองก็มีธุระอยู่” ผู้จัดการสาวตอบเสียงเรียบ แต่กลับทำให้จักรภัทรต้องหันกลับไปมองคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง แต่ก็หันได้เพียงแว๊บเดียวปลายคางของเขาก็ถูกช่างแต่งหน้าหมุนกลับมาตำแหน่งเดิม

“แปลกจริงที่พี่ยอมปล่อยผมง่ายๆ”

“ฉันเบื่อจะคุยกับนายแล้ว ภัทร” พิณพูดอย่างเอือมระอา

ความจริงแล้วพิณมีเรื่องให้เครียดไม่ตก... ทุกวันนี้หญิงสาวเหมือนกับกำลังนับถอยหลังชะตาชีวิตของตนเอง เธอมีภารกิจที่ใบเฟิร์นให้เอาไว้ เธอต้องตามหาผู้หญิงตามลักษณะที่ใบเฟิร์นระบุ เมื่อวานพิณก็ตะเวนหาในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ทำงานและที่บ้านของเธอ เพื่อนๆ ในสังกัดผู้จัดการในบริษัทฯ ก็มาช่วยกันหา แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ

ไม่ต่างกับงมเข็มในมหาสมุทรเลย…

“อนาคตของฉันจบแล้วแน่ๆ” พิณพึมพำ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พลางแหงนหน้าขึ้นมองเพดาน

“พี่ก็บ่นแบบนี้ทุกครั้ง” จักรภัทรเปรยโดยไม่ได้มองหน้าผู้จัดการ

“ครั้งนี้ฉันตาย.. ตายจริงๆ” พิณอยากจะร้องไห้ “เพราะนาย เพราะนายแท้ๆ”

จักรภัทรพอจะเดาได้ว่าเป็นเรื่องเมเออร์ แต่เขาก็ไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด “รีบหาคนมาแทนผมสิพี่”

สิ่งที่ตามมาคือนิ้วกลางของผู้จัดการสาวที่ค่อยๆ ยื่นมาตรงหน้าหล่อเหลาของจักรภัทร พร้อมกับพูดหน้าตาย “อ้อ... ความจริงฉันไม่ได้ใจดีแบบนั้นหรอกนะ”

“หมายถึงอะไรครับ?”

“หมายถึงว่า ถ้าถ่ายงาน‘ทั้งหมด’ เสร็จไวก็ไปได้ แต่ถ้างานเสร็จช้าก็อยู่ต่อ อยู่ไปยาวๆ ไม่มีกำหนด...”

 

 

ปิญาอรหลังจากที่สอนเสร็จก็มานั่งจ้องมองโทรศัพท์ตนเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน... วันนี้ทางโรงเรียนมีเข้าหอประชุมตั้งแต่เช้าตรู่ หลังจากประชุมรวมทุกระดับชั้นเสร็จแล้วเธอก็ต้องเข้าสอนตามเวรตารางสอนของตนเอง กว่าหญิงสาวจะเคลียร์สะสางธุระปะปังของตนเองเสร็จก็ล่วงเลยเวลามาถึงบ่ายสอง เธอหยิบโทรศัพท์มือถือที่ลืมไว้ขึ้นมาเปิดดู

โชคดีที่แบตยังไม่หมด

สิ่งแรกที่เห็นคือสายเข้ายี่สิบกว่าสายที่ไม่ได้รับของกวิน ปิญาอรใจหายใจคว่ำ เมื่อคืนเธอลืมเรื่องของกวินไปเสียสนิท ดูเหมือนว่าเขาคงเป็นห่วงเธอมาก อย่างน้อยเมื่อคืนเธอน่าจะใช้โทรศัพท์บ้านโทรฯ บอกเขาหน่อยว่ากลับบ้านแล้ว

เธออดโทษตนเองไม่ได้เลย... เธอนี่มันช่างแสนสะเพร่าเหลือเกิน...

ปิญาอรตัดสินใจพิมพ์หาเขาแทนการโทรศัพท์ เพราะคาดว่าถ้าเธอโทรหา คงจะโดนเขาบ่นจนหูชาแน่...

[ Tubtim_☂ ] : ฉันลืมมือถือไว้ที่โรงเรียน ขอโทษนะโซ่ ฉันสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วงนะ

[ Tubtim_☂ ] : ส่งสติกเกอร์ขอโทษ

ปิญาอรกดปิดหน้าจอแชทของกวิน จากนั้นจึงหยิบกระดาษโน็ตแผ่นเล็กสีชมพูที่เธอคัดลอกเบอร์โทรของจักรภัทรขึ้นมาหยิบดู

“ใครจะกล้าโทรกันล่ะ” เธอพึมพำ ก่อนจะลองกดค้นหาแชทติดต่อของเขาผ่านเบอร์โทรศัพท์ เมื่อปรากฏแชทของจักรภัทร ปิญาอรดีใจจนรู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นแรงมากขึ้นระรัว เขาตั้งชื่อแชทด้วยชื่อของเขาเอง แต่รูปโปรไฟล์เป็นรูปภาพวาดรูปหนึ่งที่ปิญาอรจดจำลายเส้นได้ว่าเป็นฝีมือของเขา

อย่างที่เธอคิดจริงๆ... พวกคนดังจำต้องมีไอดีแชทอย่างน้อยสองไอดี สำหรับแจ้งข่าวสารแฟนๆ หนึ่งไอดี และสำหรับส่วนตัวอีกหนึ่งไอดี

ปิญาอรค่อยๆ จิ้มนิ้วกดแอดเพื่อนไปด้วยดวงใจที่ลุ้นระทึก…

[ Tubtim_☂ ] : ....

แต่เธอกลับกล้าพิมพ์หาเขาเพียงแค่‘...’ เท่านั้น

“มันยากเกินไป...” หญิงสาวพึมพำ เธอฟุบใบหน้าลงกับโต๊ะ แต่มือยังคงถือโทรศัพท์มือถือเอาไว้ หญิงสาวเหม่อมองแชทข้อความ ที่ผ่านมาเธอมีแต่ดองข้อความคนอื่น หรือเป็นฝ่ายตอบช้า เธอไม่เคยเฝ้ารอคอยแชทของใครขนาดนี้มาก่อน

อ่านสักทีสิ...เธอเฝ้าภาวนา

 

หนึ่งชั่วโมงผ่านไปหน้าจอแชทที่ปราศจากการแจ้งเตือนกดอ่านข้อความ เธอช่างใจคิดว่าเขาคงจะยุ่ง มือบางคล้อยวางโทรศัพท์ลง แต่เพียงไม่นานมือถือของเธอก็สั่นขึ้นมาอีกครั้ง ปิญาอรรีบหยิบมือถือขึ้นมาอย่างตื่นเต้นดีใจ แต่เพียงวูบเดียวรอยยิ้มบนใบหน้าก็หดลง

[ SO ] : ดีแล้วที่เธอปลอดภัย

ปิญาอรยิ้มบางๆ กับการพิมพ์ที่แสดงความเป็นห่วงใยเธอของกวิน หญิงสาวกดปิดหน้าจอโทรศัพท์เมื่อเห็นอาจารย์ศิลาเดินเข้ามาภายในห้อง วันนี้จะมีการประชุมงานกิจกรรมถนนศิลปะของโรงเรียน ในอีกไม่กี่วันให้หลังโรงเรียนจะมีการจัดโชว์แสดงงานศิปละของเด็กทุกระดับชั้น ซึ่งจะเป็นวันที่อาจารย์สอนศิลปะอย่างพวกเธอต้องเหนื่อยและอยู่เย็นตระเตรียมซุ้มงาน

ปิญาอรยิ้มให้อาจารย์ศิลาที่เธอเคารพ พร้อมนั่งฟังการประชุมร่วมกับอาจารย์ศิลปะอีกสี่ท่านอย่างตั้งใจ

 

เย็นวันนี้ปิญาอรไม่มีงานให้ต้องอยู่ทำจนดึกดื่น

หญิงสาวเหม่อมองดูนาฬิกาข้อมือบอกเวลาเลิกเรียน สลับกับมองหน้าจอมือถือที่ปราศจากการแจ้งเตือนใดๆ เธอกดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเข้าไปในแอปพลิเคชั่นแชทของจักรภัทร

แชทของเขามีเพียงแค่ข้อความของเธอฝ่ายเดียวเท่านั้น เขายังไม่เปิดอ่านมันด้วยซ้ำ

ใจของปิญาอรห่อเหี่ยวใจคอตก... นี่เธอกำลังทำอะไรกันอยู่แน่นะ

‘แล้วโทรมานะ’ คำพูดของจักรภัทรดังก้องอยู่ในหัว ปิญาอรเสียใจ เพราะดูเหมือนว่าเขาจะหลอกเธอ เขาเป็นดาราชื่อดังและมีหญิงสาวงดงามมากมายอยู่เคียงข้างกาย จะมาสนใจอะไรกับคนธรรมดาสามัญเช่นเธอเล่า

แต่อีกใจหนึ่งหญิงสาวกลับนึกถึงแววตาของเขา ในเวลานั้นที่มองสบตากันเธอกล้าสาบานว่าเธอสัมผัสได้ถึงความจริงจังจริงใจในแววตาคู่นั้นจริงๆ

ในที่สุดปิญาอรก็เดินมาถึงหน้าประตูรั้วโรงเรียน..

ข้อความแจ้งเตือนของกวินเด้งขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเธอ

[ SO ] : วันนี้กลับยังไง?

[ Tubtim_☂ ] : เธอกลับก่อนเลย

[ SO ] : งานเยอะเหรอ

[ Tubtim_☂ ] : อืม

ปิญาอรกำลังโกหกกวิน…

[ SO ] : โอเค

ทั้งๆ ที่ปรกติกวินจะต้องซักไซ้และดื้รั้นมารับเธอ แต่วันนี้ช่างน่าแปลกที่กวินยอมคล้อยตามเธออย่างว่าง่าย หญิงสาวนั่งเขี่ยหน้าจอมือถืออยู่ที่ที่นั่งหน้าประตูรั้วโรงเรียน ช่วงเวลาใกล้หกโมงเย็นเริ่มร้างผู้คนหมดแล้ว

ไม่นึกว่าเธอจะนั่งรอใครบางคนโดยที่ไม่มีการตอบรับมาแล้วถึงสองชั่วโมง จริงๆ แล้วเธอควรจะกลับบ้านแต่ใจของเธอก็ยังคงอยากจะอยู่รออีกสักหน่อย แม้ว่าไม่มีการสัญญาอะไรว่าเขาจะมารับ แต่ปิญาอรก็ยังอยากจะอยู่รอเขา... รอจนกว่าจะรอต่อไปอีกไม่ไหว รอจนกว่าจะรู้และยืนยันได้ว่าเขาเพียงเข้ามาเพื่อหยอกล้อกับความรู้สึกของเธอ

กวินแอบมองดูหญิงสาวที่ตนรักกำลังนั่งรอใครสักคนอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียน เธอแต่งเสื้อสีขาวแขนระฆังและกระโปรงสีครีมความยาวพอดีเข่า ปิญาอรปล่อยผมลงมาคลอเคลียไหล่ซ้าย สายตาจดจ้องเพียงแต่มือถือตัวเองไม่ยอมมองดูบรรยากาศรอบตัว

เธอยังคงไม่รู้ว่ากวินยืนมองเธออยู่ห่างๆ ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและหม่นหมองในหัวใจ

วันนี้กวินแทบไม่มีอารมณ์ทำงานเลย พอเลิกงานแล้วเขาก็ขับรถบึ่งตรงมาที่โรงเรียนที่ปิญาอรสอนอยู่ทันที เห็นเธอแล้วเขาก็อยากเดินเข้าไปหา อยากต่อว่าที่เธอช่างแสนร้ายกาจที่โกหกเขา แต่ชายหนุ่มกลับทำเพียงแค่ยืนมองอยู่ห่างๆ เพราะเขาเองก็อยากรู้.. อยากจะรู้เหมือนกันว่าผู้ชายคนนั้นจะมาหาเธอไหม และเธอจะทำสีหน้ายังไง

และเขาจะหลบมุมอยู่ตรงนี้ อยู่เป็นเพื่อนเธอจนกว่าผู้ชายคนนั้นจะมา

 

ผ่านไปเกือบสี่สิบนาทีปิญาอรที่นั่งรอก็เริ่มท้อใจ.. หญิงสาวมองดูแชทมือถือที่ว่างเปล่าอีกครั้ง ยันตัวลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ม้าเห็นเตรียมจะเดินไปที่ป้ายรถเมล์ข้างโรงเรียน แต่สายตาก็หันไปเห็นรถหรูสีขาวคันหนึ่งเคลื่อนตัวมาจอดที่หน้าประตูรั้วโรงเรียนตรงหน้าเธอ

ปิญาอรหัวใจเต้นผิดจังหวะเมื่อจดจำรถหรูของเขาได้ เธอไม่กล้าขยับเขยื้อนเพราะกลัวว่าจะเป็นเพียงความเข้าใจผิดของตนเอง

จนกระทั่งคนในรถค่อยๆ เลื่อนกระจกรถลงมาช้าๆ จนพอให้ได้เห็นใบหน้าเจ้าของรถยนต์ หญิงสาวจึงยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่กว้างที่สุดอย่างที่ไม่เคยยิ้มให้กับใคร

เขามาจริงๆ

 

People in these pictures are not related to the novel, only to illustrate the characteristic of the character.pic cr: weheartit, Tumblr, pinterest, meillimel, etc

23/4/2020

อยากให้ฟังเพลงไปด้วยในระหว่างที่อ่านนิยายค่ะ

เราลองใช้ตั้งค่าหน้านิยายแบบใหม่ดูค่ะ.. ถ้าหน้านิยายแปลกๆ ก็อย่าถือสากันเลยนะคะ แง

จักรภัทรอาจจะขี้เก๊กสักเล็กน้อยนะคะ ตามประสาดาราค่ะ

เขาจะมีมาดของเขาKeep look สุดๆ

เราดีใจมากๆ ที่ปิญาอรค่อยๆ เปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้

เครื่องสำอางสามารถทำให้ผู้หญิงมีความมั่นใจขึ้นได้ เป็นเรื่องจริงค่ะ

ต่อให้เราไม่สวย.. แต่เราสวยจากภายในได้ค่ะ (:

ขอโทษด้วยนะคะที่นิยายเรื่องนี้ไม่ค่อยหวานแหวว หรือมีฉากกุ๊กกิ๊กมากเท่าไหร่

เนื่องจากเราอยากสื่อออกมาถึงความรักค่อยๆ สานสัมพันธ์

ก้าวผ่านอุปสรรค์ด้วยกันจนกระทั่งรักสุกงอม

 

ขอบคุณนักอ่านที่อยู่เป็นกำลังใจนะคะ

แวะมากระซิบบอกว่าอีกไม่กี่ตอนนิยายเรื่องนี้ก็จะจบแล้วค่ะ ใจหายเล็กน้อยค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ (:

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

97 ความคิดเห็น

  1. #91 chaaimaem (@chaaimaem) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 11:31
    สงสารกวิน
    #91
    0
  2. #80 บุ้งกี้ (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 07:35

    ใจตรงกันสักที น่ารักก

    #80
    0
  3. #79 lapang (@lapang) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 00:34
    คำว่า แล้วโทรมานะ นี่มันชวนให้หมั่นไส้จริงๆ ด้วยค่ะ 55555555
    #79
    0