Like a winter flower [Kookv] (REST)

ตอนที่ 1 : อารัมภบท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

 

 

นิทรรศการหนังสือคือหนึ่งในกิจกรรมที่ผมหลงรัก บรรยากาศสดใสจากเหล่าบรรดานักอ่านและนักเขียนมากมายที่ถูกรายล้อมไปด้วยศิลปะหลากหลายรูปแบบรอบตัว เสียงครึกครื้นและบทสนทนาด้วยความตื่นเต้นล้วนก็ผสมกลมกลืนเข้าด้วยกัน หวังจะได้เจอนักเขียนที่ตนชื่นชอบบ้าง หวังจะได้หนังสือสักกองติดตัวกลับไปบ้าง เป็นช่วงเวลาที่น่าเก็บเกี่ยวและมักจะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งในรอบปีที่เป็นงานใหญ่เช่นนี้

โถงใหญ่ของตึกการค้าชื่อดังแห่งหนึ่งถูกใช้เป็นที่จัดตั้งของงานในวันนี้ รวมเจ้าของความคิดสร้างสรรค์ชื่อดังทั้งหลายแหล่มาหลอมเข้าด้วยกันเพื่อเรียกคะแนนความสนใจจากผู้ติดตามให้มากขึ้น มุมหนังสือหลากหลายที่ถูกตกแต่งให้เข้ากับธีมของมัน แบ่งแยกอย่างชัดเจนและไม่รกจนเกินไป โดยรอบนั้นประดับประดาไปด้วยผ้าสีพื้นสบายตามากมายแขวนห้อยติดประทับตามผนังก็เป็นอันเสร็จสิ้น เรียบง่ายทว่าก็หรูหราในเวลาเดียวกัน และโคมไฟระย้าที่ส่องแสงประกายระยิบระยับกระทบกับพวงคริสตอลสวยสาดสีงดงามลงมาคละคลุ้งกับกลุ่มคนอย่างพอดิบพอดี ไม่ทันได้รู้สึกตัวอะไร มุมปากผมก็ยกยิ้มขึ้นเองเสียแล้ว

ผมยืนหยุดอยู่หน้าทางเข้าขนาดใหญ่ เก็บถาพสวยงามของสิ่งตรงหน้าและองค์ประกอบทุกอย่างไว้ในส่วนของความทรงจำ หลับตาลงรับกลิ่นอายหอมหวนทั้งจากกองหนังสือขนาดใหญ่และจากผู้คนรอบข้างที่เดินสวนกันไปมา หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ หนังสือแต่ละเล่มมีกิ่นเฉพาะตัวเป็นของมัน เช่นเดียวกับคนที่มีฟีโรโมนเป็นของแต่ละคนไม่ซ้ำกัน ทว่าในกรณีของเจ้าปึกกระดาษนี้แล้วนั้น ส่วนใหญ่ความหอมหวานของมันจะขึ้นอยู่กับเจ้าของและความเป็นตัวของเขา อาจใช่ที่ส่วนหนึ่งนั้นเป็นกลิ่นธรรมชาติของกระดาษเหล่านี้ แต่หากสัมผัสให้ดี คุณจะรับรู้ถึงมัน

ผมคงไม่ถึงขั้นบอกให้พวกคุณเปิดหนังสือที่อยู่ตรงหน้านั้นแล้วกดปลายจมูกแทรกลงไปค้นหามัน ทว่าเป็นการเปรียบเปรย สำหรับใครที่รู้จักผู้เขียนหรือใครคนนั้นเป็นอย่างดีแล้ว ไม่จำเป็นเสียที่ปกหนังสือจะต้องถูกอ่าน เพียงแค่กลิ่นอายที่ลอยตามออกมา ก็พอทำให้ทราบว่ามันเป็นของใคร

นาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือผมที่ใช้แรงกายแรงใจหาซื้อกำลังชี้บอกเวลาเก้าโมงครึ่ง และเป็นสัญญาณว่าอีกไม่นานนักสิ่งที่รอคอยกำลังจะเริ่มขึ้น ผมตัดสินใจเดินฝ่าเข้าไปสำรวจนิทรรศการในครั้งนี้เสียหน่อย หวังจะได้ทักคนรู้จักบ้างบางคน หรืออาจเป็นการสร้างเพื่อนใหม่ไปด้วยในเวลาเดียวกัน ทว่ากลับถูกทักด้วยน้ำเสียงหวานที่เอ่ยเรียกอีกชื่อเสียก่อน

หญิงสาวร่างเล็กในชุดกระโปรงสีชมพูน่ารัก อายุดูราวจะห่างกับผมเกือบสิบปีชวนให้นึกถึงวันเวลาเก่าๆของตัวเองที่ผ่านพ้นมาได้ เธอฉีกยิ้มให้ผมอย่างคนอัธยาศัยดี และผมก็ทำได้เพียงยิ้มตอบกลับไปไม่ให้เสียน้ำใจก็เท่านั้น ไม่นานนักก็ค่อยๆเดินลัดเข้าไปด้านในกว่านี้ ก่อนที่สุดท้ายจำต้องเข้าห้องหนึ่งไปด้วยความจำเป็นเสียอยู่ดี 

ผมกระชับเสื้อตัวนอกขึ้นยามอากาศเย็นยะเยือกภายในห้องซึมเข้าแทรก เป็นเพราะแรงของเครื่องปรับอากาศตัวใหญ่ที่เกือบเทียบเท่าตัวอื่นๆด้านนอกนั้น และขนาดพื้นที่ที่เล็กกว่ามาก ทำให้บรรยากาศในนี้รู้สึกราวกับว่ากำลังจะถูกแช่แข็ง ผมดึงบานประตูให้ปิดลงเพื่อความเป็นส่วนตัวของแขกคนสำคัญคนอื่นๆจากแฟนคลับที่กระหน่ำส่งเสียงเชียร์มากมายอยู่ข้างนอก ใช้สายตากวาดไปทั่วเพื่อหาที่นั่งพักสักที่ ทว่ากลับไม่คิดเลยว่าเพราะการกระทำและท่าทางเงอะงะของผมนั้น ทำให้ใครอีกคนหันมาเสียก่อน

เราสองคนสบตาเข้ากัน เนิ่นนานโดยไม่มีใครรู้ตัว หรืออาจเป็นแค่ตัวผมเองที่พยายามนักหนาเพื่อให้มันหยุดลงตรงนี้ แต่แล้วก็กลับเป็นเขาก่อนเองที่เลือกจะส่งยิ้มเดิมๆมาให้ ก่อนจะพาตัวเองเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า

“ไง”

คำทักทายสั้นๆคำแรกที่หลุดออกจากปากสีสวย หลังจากที่ห่างหากันไปนานนับปี พลันหัวใจที่พยายามข่มมันไว้ก็เต้นผิดจังหวะ ผมตั้งใจเสมองไปทางอื่นก่อนจะยกมือขึ้นเกาท้ายทอยเก้อๆจนอีกคนหลุดขำออกมาเบาๆ เป็นเช่นนั้นผมจึงคุมให้ตัวเองกลับมาเป็นปกติ

“อืม เป็นไง ไม่เจอกันนานเลย” 

“นั่นสิ คิดถึงเหมือนกันนะ” เสี้ยววินาทีผมเกือบเผลอตัวไปกับคำพูดเหล่านั้น แต่แล้วก็กลับตัวทัน ไม่ถลำลึกลงไปมากกว่านี้ ดวงตากลมโตแวววับยังคงเป็นสิ่งเดิมที่ผมไม่กล้าที่จะจ้องเข้าไปด้านในโดยตรง เว้นเสียว่ามันจะเป็นตอนลืมตัวหรือกำลังตกใจ ในขณะที่คนตรงหน้านั้น กลับทำเสียว่าทุกอย่างปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็แค่เพื่อนที่ห่างไปไม่ได้เจอหน้ากันเป็นปี และช่วงเวลาก่อนหน้านี้ไม่เคยกระทบเขาเสียเลย

ผมหลุบตาลงต่ำมองเท้าตัวเองที่ดูไร้สาระเสียจนอีกคนจับอาการได้ เลยจำต้องแสร้งหาเรื่องอื่นขึ้นมาขัด

“แล้วอยู่ที่นู่นเป็นไงบ้าง มีความสุขดีใช่มั้ย สบายดี แล้วใช่มั้ย

“อื้อ ดีสิ ดีมากๆเลย อ้อ จริงสิ”

“…”

“นี่ รับไว้เถอนะ”

“…”

“เราอยากให้มานะ”

เขาล้วงมือเข้าย่ามคู่ตัวใบขาวเข้าไปหยิบบางอย่าง ก่อนที่มือเล็กจะโผล่พ้นขึ้นมาจากขอบผ้าพร้อมกับกระดาษแผ่นเล็กเท่าฝ่ามือ มันถูกยื่นมาตรงหน้าผม และทำได้เพียงจ้องมองมันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทว่าสิ่งหนึ่งที่เด่นชัดนั้น คือการี่ได้รู้ว่า เขานั้นเดินไปไกลๆมากเสียแล้ว

สุดท้ายก็ทำได้เพียงยื่นออกไปรับมันมา กระดาษแผ่นหนาที่ถูกพิมพ์ให้ออกมาเป็นลวดลายสีทองสวยเหมาะกับเจ้าของาน และตัวหนังสือภาษาอังกฤษสองตัวที่ปรากฏเด่นหราอยู่ตรงกลางบ่งบอกถึงชื่อของสองบุคคล ผมรับมันมาก่อนจะพยายามอย่างมากเพื่อส่งยิ้มกลับไปให้เขา ไม่ใช่การฝืน แต่กำลังเป็นการหักห้ามเสียมากกว่า

สุดท้ายก็เขาสินะ

“อื้อ มันคงดีที่สุดสำหรับเราแล้ว”

“…”

มาให้ได้นะ

“อืม จะไปให้ได้เลย”

“…”

ไม่ว่าจะยังไง ก็จะไปให้ได้เลย

 

 

บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น ก่อนที่พนักงานคนหนึ่งจะเดินเข้ามาบอกให้พวกเราเตรียมตัว ผมหันไปพยักหน้าให้กับคนที่ยืนอยู่ข้างๆในตอนนี้เล็กน้อย เช่นเดียวกับเขาที่ยกกำปั้นขึ้นทำท่าว่าพร้อม เรายิ้มให้กันครั้งสุดท้าย ก่อนที่ในที่สุดประตูจะเปิดออก ผมก้าวออกไปด้วยใจที่สั่นระริก ท้ายที่สุดแล้วเวลานี้ก็ต้องมาถึง และมันควรหยุดได้เสียแล้ว

“สวัสดีเหล่านักอ่าน!!!”

“ฮิ้ววว เย่!!”

เสียงเชียร์ดังกระหึ่มขึ้นมายามพิธีกรประจำงานเอ่ยต้อนรับแขกทั้งหลายแหล่ที่เข้ามาร่วมด้วยน้ำเสียงสดใส พาให้บรรยากาศสนุกสนานก่อตัวขึ้น ท่ามกลางสายตาตื่นเต้นมากมายและรอยยิ้มนับร้อยที่ประดับอยู่บนใบหน้า ทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี

“ยินดีต้อนรับเข้าสู่นิทรรศการหนังสือประจำปี 2563 ครับ”

“ขอบคุณทุกๆท่านที่มาร่วมงานในวันนี้เป็นอย่างยิ่งนะครับ และเพื่อไม่ให้ผิดหวังนั้น ทางเราได้เชิญแขกพิเศสคนสำคัญมาด้วยกันถึงเจ็ดท่าน ล้วนแต่เป็นนักเขียนที่มีผลงานโด่งดังมากมายทั้งในประเทศอีกทั้งยังถูกนำไปแปลเพื่อขายในต่างประเทศอีกด้วยนะครับ!!!”

“แต่ สำหรับตัวหนังสือที่เราจะนำมาแสดงในงานนี้แล้วนั้น กลับเป็นการแสดงความยินดีเสียมากกว่า หนังสือแห่งปีที่รวบรวมถึงสองนักเขียนชื่อดังมาสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ และยังเป็นที่รักของผู้คนมากมายทั่วประเทศ เพราะยอดขายที่หนังสือเล่มนี้สร้างขึ้นมาในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมานั้น สูงถึงหนึ่งแสนเล่ม!!!”

เสียงฮือฮามากมายและข่าวต่างๆนานาเริ่มแพร่หลายในหมู่ผู้คน บางคนที่รู้ข้อมูลอยู่แล้วก็นำไปบอกเล่าต่อกันไปพิธีกรบนเวทีเห็นดังนั้น ก็กลับพึงพอใจอย่างมากที่สถานการ์ณดูขะราบรื่นมากกว่าที่คิดไว้

“และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลานั้น ผมขอเชิญนักเขียนทั้งสองที่ร่วมการสร้างผลงานหนังสือชื่อดัง La Mémoire และนามปากกาที่ใช้ชื่อว่าวาโยและสิ้นอัคคีหน่อยครับ”

สิ้นประโยคเราสองคนก็ด้าวขึ้นเวทีไปปะปนอยู่ด้านบนท่ามกลางแสงไฟเจิดจรัสของสปอร์ตไลท์และแฟลชที่กระหน่ำสาดเข้ามาจากนักข่าวที่พรั่งพรูเข้ามาหน้าเวทีจากที่ก่อนหน้านี้แฝงตัวอยู่กับผู้คน ผลปิดตาลงเล็กน้อยเพื่อปรับสายตาให้ชิน ก่อนจะกลับขึ้นมายิ้มรับกล้องที่จ่อหน้าอยู่หลายตัว เดินมาหยุดอยู่ที่ด้านซ้ายของพิธีกร ในขณะที่เขาอยู่ทางด้านขวา เราไม่ได้มองหน้ากัน และได้แต่ทำหน้าที่สุดท้ายให้ดีที่สุด

“เอาล่ะครับ ก่อนอื่นทักทายกันหน่อยดีกว่า สวัสดีครับ” ผมรับไหว้ เช่นเดียวกับเขา

“ต้องขอพูดเลยนะครับว่าเป็นการประสบความสำเร็จอย่างมากเลยทีเดียวที่สามารถมาอยู่ในจุดนี้ได้นะครับ มาถึงตรงนี้อยากเป็นตัวแทนของทางบ้านว่าแต่ละคนเข้าวงการนักเขียนมากี่ปีแล้วเอ่ย”

“ยินดีมากๆเลยครับที่จะได้ตอบคำถามนี้ ตั้งแต่ได้เริ่มทำมันมาจนถึงวันนี้ ก็เป็นเวลานานร่วมสิบปีแล้วครับ” เขาเอ่ยตอบไปอย่างนอบน้อมไม่ถือตัว พากันเรียกเสียงฮือฮาอีกระรอกเกี่ยวกับระยะเวลาที่สั่งสมมาจันถึงวันนี้

“แล้วคุณเจ้าของนามปากกาสิ้นอัคคีล่ะครับ”

“สำหรับผมแล้วนั้น ต้องบอกก่อนเลยว่าก่อนหน้านี้ผมเป็นคนที่เกลียดการอ่านและเขียนมากๆ แต่แล้ววันนึงก็มีใครสักคนบอกกับผมไว้ว่า การเขียนนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงการสร้างเรื่องราวขึ้นมาอย่างเล่มอื่นๆ เราอาจใช้มันเป็นที่สะสมความทรงจำในช่วงเวลาหนึ่งก็ได้ ในตอนแรกผมเลือกที่จะไม่เชื่อ ทว่าในวันที่ทุกอย่างกำลังพังลงผมกลับมานั่งเรียบเรียงทุกอย่างผ่านตัวอักษร ก่อนจะพบว่างานเขียนนั้น เป็นสิ่งที่ค่ามากเสียเหลือเกิน และผมทำเช่นนี้มาเจ็ดปีแล้วครับ”

“โอ้โห เป็นเรื่องราวที่น่าตรึงตราใจเสียเหลือเกินนะครับ หวังว่าท่านทั้งหลายในฮอลนี้ จะยังคงช่วยกันติดตามท่านทั้งสองตลอดไป ขอบคุณมากๆเลยนะครับตอบมาเหนื่อยกันพอแล้ว เรามาสนใจหนังสือเล่มสวยที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนี้กันดีกว่าครับ!!!”

ช่วงหลังจากนั้นของงานเป็นไปเกี่ยวกับการแนะนำหนังสือ ผมได้รับไมค์มาพูดอธิบายเกี่ยวกับมันบ้างเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่มันจะเป็นหน้าที่เขา ในเวลาที่ใกล้จะหมดอยู่ร่ำไร ก่อนที่เราทั้งสองจะต้องเดินลงจากเวทีและแขกคนใหม่ที่จะเดินขึ้นมาแทนที่ ท่ามกลางแสงสว่างที่ยังเจิดจ้าอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังตั้งใจอย่างมากรับฟังเรื่องราวที่หลุดออกจาริมฝีปากสวยทีละคำอย่างจดจ่อ ผมลอบมองเสี้ยวหน้าที่ถูกสาดด้วยประกายของแสง เพียงแค่แวบเดียว เก็บรายละเอียดทุกอย่างของเขาไว้ เตรียมตัวพับมันเข้ากล่องที่จะถูกฝังลงไปไม่กลับไปเปิดขึ้นมาอีก เขาเป็นคนแรกสำหรับหลายๆอย่างของผม ทว่าน่าเสียดายที่เรื่องราวของเราดันจบลงเสียก่อน ผมไม่นึกเสียดายเวลาที่ร่วมใช้ไป หากแต่ยินดีมากกว่าที่จะเก็บมันไว้ เขาเองก็ได้เดินนำหน้าไปไกลมากแล้ว ไกลเสียมากจนไม่อาจหันหลังกลับมาได้อีก เช่นเดียวกับผม เราทำได้เพียงมองย้อนกลับไปในวันนั้น อาจมีบ้างที่นึกอยากเปิดกล่องใบนั้นดู แต่ก็คงไม่เป็นผลอะไร

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว พวกเราก็เป็นได้เพียงเศษเสี้ยวความทรงจำของกันและกัน

ที่ไม่มีวันถูกลืมเลือน…

 

§

 

 

 

 

 

 

#มมรกว

TBC…





*Note: ขออนุญาตปิดเรื่องนี้ไว้ชั่วคราวนะคะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น