The Seoul's Eyes [Kookv]

ตอนที่ 7 : Chapter 6: MISS

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 109
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    8 ม.ค. 64

 


คำเตือน: เนื้อหาในตอนนี้มีความรุนแรง กรุณาใช้จักรยานในการรับชม 

ผู้ชมที่มีอายุต่ำกว่าสามปีควรได้รับคำแนะนำ

 

“อย่าบอกนะว่า…”

“อ่า เรียกว่าพลั้งมือได้ไหมนะ” เจ้าของผิวสีแทนเอ่ยพลางใช้นิ้วลูบไปตามมือข้างขวาของตน และหากได้สังเกตดีๆตาคู่นั้นกำลังหมองลงอย่างเห็นได้ชัด

ลีโอที่นั่งย่ออยู่ข้างๆถูกความเงียบกลืนกินไปพักใหญ่ ในหัวมีแต่คำถามมากมายแต่ที่เด่นชัดก็เห็นจะมี ทำไมถึงทำเช่นนั้น? หันกลับไปลอบมองใบหน้าสวยจากมุมข้างอย่างพินิจ หากใช่การสำรวจเพราะเขาเองกำลังไตร่ตรอง ไม่บ่อยนักที่คุณชายของเขาจะเผยความสามารถพิเศษในการเปลี่ยนสีดวงตาให้เห็น นอกเสียจากว่าบางครั้งในวันที่พระจันทร์เต็มดวงลีโอจะเผลอเข้าไปขัดจังหวะเจ้าตัวระหว่างการอาบแสงเทาหม่น จนถึงสองปีกว่าที่ผ่านมานี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่วีนัสมีเรียกว่าอะไร พลังที่ต่างไปจากเหล่าผู้ทดลองทุกคนคืออะไร แล้วเหตุใดถึงได้แตกต่าง แต่เหตุผลเดียวที่ทำให้เขารักและยังอยู่กับเพื่อนร่วมบ้านมาถึงทุกวันนี้ได้

ก็คงมีแต่ความเชื่อใจ

วีนัสไม่เคยทำให้เขารู้สึกกลัว ไม่เคยทำให้รู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตรายหรือถูกกดขี่ แน่นอนว่าระยะเวลาที่ผ่านมาไม่มากก็น้อยครั้งที่ลีโอเคยเห็นร่างบางใช้พลังกับคนอื่น และหากถามว่าเขาคิดอย่างไรกับมัน อย่างเดียวที่จะตอบคือมันน่าทึ่งมาก ขั้นเหนือกว่าชนชั้นอื่นๆเป็นไหนๆ แต่ถึงเป็นอย่างนั้นคุณชายก็ยังใช้ชีวิตอย่างธรรมดา ไม่เปิดเผยให้ใครรู้และไม่กดใครให้ต่ำกว่าตัวเองด้วยสิ่งที่มี เพราะฉะนั้นการที่ถูกพามาที่นี่และบอกเล่าเรื่องเช่นนี้ เจ้าตัวคงจะมีเหตุผลบางอย่าง

ถ้าเป็นคนอื่นมาได้ยินแบบนี้ก็คงจะสับสนงุนงงยังไงอยู่ จู่ๆใครที่ไหนจะมานั่งเล่าว่าเคยพลั้งมือฆ่าสัตว์แบบนี้ มันจะมีใครได้คิดถึงประเด็นหลักจริงๆของมัน ยังไงฟังเผินๆก็มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ คงจะอารมณ์ประมาณแล้วเล่าให้ฟังทำไม แต่เพราะเป็นลีโอ เพราะเป็นเจ้าของผิวซีดที่มีปัญญาเลิศและช่างสังเกต มันจึงเป็นเหตุที่ว่าทำไมจนป่านนี้แล้ววีนัสถึงยังปล่อยให้คนข้างกายจมอยู่กับความคิดอยู่นาน

นับย้อนไปตามที่คุณชายได้บอกมากก่อนหน้านี้ เข้าปีนี้วันนี้เจ้าตัวก็อายุย่างเข้าปีที่ยี่สิบแล้ว และหากได้มองย้อนไปอีกตามที่วีนัสบอกไว้ว่าสิบสามปีที่แล้ว ลีโอก็พอจะเข้าใจอะไรขึ้นได้ ก็การที่เด็กในวัยหกเจ็ดขวบจะพลั้งมือฆ่าสัตว์ป่าแบบนี้ ไม่ใช่ที่เรื่องธรรมดาเลย กลับกันยังแฝงนัยอีกมากมายที่แม้กระทั่งตัวเขาในตอนนี้ยังไม่เข้าใจ แต่จากสายตาที่ร่างบางใช้มองสุสานขนาดย่อมแล้วนั้น เจ้าตัวคงจะพลาดอย่างที่ว่าจริงๆ เพราะอย่างนึงที่ลีโอรู้และมั่นใจ วีนัสไม่ใช่คนโหดร้าย กลับกันยังจะหวงแหนสิ่งมีชีวิตในป่าเสียอีก แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้ามันจะตายลงด้วยความตั้งใจ

ทันทีที่คิดได้ฝ่ามือใหญ่ก็เอื้อมไปจบไหล่มนทั้งสองข้างแล้วหมุนเจ้าของใบหน้าสวยให้หันมาหากัน วีนัสยอมตามไม่ได้ขัดทว่าสายตาที่บอกว่าเจ้าตัวกำลังไม่เข้าใจอย่างมากนั้นทำให้ลีโออยากจะขำออกมา

“กลัวอะไรอยู่ครับคุณชายของผม” 

คนถูกถามไม่ได้ตอบอีกทั้งยังเอาแต่ตีหน้านิ่งเหมือนไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เขาพูด แต่ก็เพราะเป็นลีโออีกอยู่ดีที่ชินกับการกระทำแบบนี้ถึงได้ระบายยิ้มออกมา ก่อนจะค่อยๆใช้มือข้างหนึ่งลูบหัวคนตรงหน้าอย่างอ่อนโยน ราวกับว่าวีนัสเปราะบางทั้งที่ความจริงต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

“ผมยังไม่เข้าใจทั้งมดที่คุณพยายามจะสื่อหรอกนะ แต่อย่างนึงที่คุณน่าจะรู้อยู่แล้ว”

“…”

“ไม่ว่าอะไรถ้ามันเกี่ยวกับคุณ ตราบใดที่คุณไม่ได้เปลี่ยนไป ผมเคยมองคนตรงหน้าผมแบบไหน มันจะยังคงเป็นแบบนั้นไปตลอด”

“ลีโออย่าใช้ความรู้สึก-”

“ครับ ไม่ได้ใช้ความรู้สึก เพราะสมองมันสั่งให้ตั้งใจผมพูดแบบนี้ออกมา”

“…”

“ไม่ต้องกลัวว่าความเป็นคุณจะเปลี่ยนอะไรระหว่างเรา เพราะผมก็ชอบความเป็นคุณมาตั้งแต่แรกแล้ว”

พวกเขายังคงจับจ้องตากันอยู่อย่างนั้นไม่มีใครหลีกหนี และแววตาสีเหลืองทองอร่ามของคนตรงหน้าก็ยังไม่จางหาย มันอาจฟังดูน่าตลกที่จนป่านนี้แล้วลีโอก็ยังไม่สามารถอ่านความรู้สึกของเพื่อนบ้านใบหน้าสวยผ่านสายตาได้ ทั้งสีหน้าที่เรียบนิ่งตลอดเวลาและน้ำเสียงที่อาจฟังดูไม่เป็นมิตรบ้าง แต่ก็อย่างที่บอกไป เพราะความเป็นวีนัสทุกอย่างเขาถึงยังไม่ได้ไปไหนอยู่แบบนี้

เว้นเสียแต่ว่าวันนี้จะมีบางอย่างเปลี่ยนไป

เจ้าของผิวซีดออกแรงยีหัวทุยของคนตรงหน้าเล่น อีกทั้งยังนั่งยิ้มอยู่ตรงนั้นเสมือนเด็กน้อยปลอบเพื่อน เป็นตอนนั้นเองในคราที่ความอร่ามละจากสายตาวีนัสไปหลงเหลือเพียงลูกแก้วฟ้าเหลือบเทา บางอย่างวูบไหวอยู่ในสายตาจนลีโอชะงักไปอีกครั้ง 

เขากำลังอ่านสายตาวีนัส ใช่ ฟังไม่ผิด เขากำลังอ่านมันผ่านลูกแก้วสวยตรงหน้า แต่แล้วพลันหัวใจก็กระตุกวูบจน ตกใจจนแทบจะหาเสียงตัวเองไม่เจอ เมื่อคุณชายของเขากำลังแสดงความรู้สึกออกมาในมุมที่เขาไม่เคยคิดถึง ไม่สิ ควรจะพูดว่าไม่น่ามีใครเคยคิดถึงถึงจะถูกกว่า ภาพรวมที่พวกเขาเคยเห็นวีนัสมาคือผู้ชายร่างผอมที่แข็งแกร่ง เก่งกาจไปเสียทุกทาง จนไม่ทันได้ตระหนักถึงความคิดจริงๆด้านในของเด็กในวัยเก้าขวบตอนนั้น

“โดดเดี่ยวมากใช่มั้ย ที่ผ่านมาต่อสู้มาคนเดียวเหนื่อยมากเลยใช่มั้ยครับ” 

ลีโอพยายามสุดตัวกว่าจะเปล่งเสียงพูดออกมาได้ ก้อนความรู้สึกด้านในมันม้วนพันกันจนหาไม่เจอว่าควรจะสนใจสิ่งไหนก่อน และหากใครจะกล้าพูดว่าเขากับวีนัสเหมือนกันคงจะซัดมันให้น่วม ใช่อยู่ที่ตึกขององค์กรของ The Heavener ทุกที่ล้วนให้ความรู้สึกเหมือนถูกกักขังทั้งหมด แต่เพราะผู้ทดลองคนอื่นๆที่มีเพื่อนในเรตเดียวกันยังมีคนให้คุยให้ระบาย แล้วพวกนั้นเป็นใครถึงได้กล้ามาแยกคุณชายของเขาออกจากสังคมเพื่อนเพียงเพราะเรตที่ตีค่าไม่ได้เท่านั้น วีนัสไม่ได้ตอบและไม่แม้แต่จะแสดงสีหน้าของสิ่งที่กำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้ และนั่นกำลังทำให้ลีโอยิ่งหงุดหงิดองค์กร

“อยากกอดมั้ย” คือคำที่เขาเอ่ยออกไป

แต่ถึงกระนั้นก็กะเอาไว้แล้วว่าคงไม่ได้คำตอบ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำที่สุดคือการมอบกอดอุ่นๆนี้ด้วยความจริงใจ ลีโอวาดแขนไปโอบคนที่ได้ฉายาว่าคุณชายไว้ก่อนจะลูบแผ่นหลังเล็กอย่างถนุถนอม ต่อจากนี้ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเขาสัญญาจะสนใจวีนัสให้มากกว่าที่เคย ไม่ต้องรอให้ใครสักคนบอกกับเราว่ารู้สึกอย่างไร ถ้าตั้งใจมองสักนิด เพียงนิดเดียว ไม่จำเป็นต้องว่าให้มากความเลย ทุกอย่างมันเด่นชัดอยู่ตรงหน้าขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะมอมงมันในมุมไหน และตอนนี้ลีโอก็ได้มองเห็นมันประจักษ์อยู่ในสายตาแล้ว เพราะตอนนี้คนตรงหน้าเขาสำคัญกว่าใคร มันก็สมแก่การที่จะรักษาเขาไว้ให้ดีๆ

“เก่งแล้วรู้มั้ย เก่งมากๆแล้ว”

คนตัวโตปล่อยร่างในอ้อมกอดให้เป็นอิสระก่อนที่วีนัสจะหยัดตัวขึ้น เหลือบมองไปยังร่างไร้ชีวิตของสัตว์สี่ขาใต้ผืนดินที่ปกคลุม แล้วจึงลากสายตามาสบกับลีโออีกครั้ง

“ขอบคุณ”

“ผมดีใจที่คุณสบายใจที่เล่าให้ผมฟังทีละอย่างนะ ไม่ต้องรีบ อยู่ในพื้นที่ของคุณให้เต็มที่ เพราะถ้าผมทนไม่ได้เมื่อไหร่เดี๋ยวก็พังทะลุเข้าไปเอง” วีนัสยกยิ้มขันกับประโยคหยอกเล่นนั้นก่อนจะเตรียมหมุนตัวเดินกลับไปทางยานที่จอดไว้ด้านนอก

“แต่รู้มั้ยอีกเหตุผลที่ทำไมผมถึงเลือกที่จะเชื่อใจคุณ” เจ้าของใบหน้าสวยไม่ได้หันกลับมาฟังทว่าฝ่าเท้าที่กำลังจ้าวเดินต่อก็ยอมหยุดลง

Your eyes tell it all.”



“เฮ้อ ทำไมกิจกรรมธรรมดามันถึงได้ดูน่าสนใจขึ้นเพียงเพราะคนคนเดียวได้นะ”

“ฉันก็ว่างั้น เห้ย!”

ลีโอแทบจะตบปากตัวเองให้แตกเดี๋ยวนั้นทันทีที่คิดได้ว่ากำลังเห็นด้วยกับความคิดใคร รีบหันขวับไปส่งสายตาพิฆาตเต็มเปี่ยมใส่ร่างเล็กของเพื่อนบ้านที่ยืนท้าวเค้าน์เตอร์อยู่ข้างๆเขา ทว่าความสนใจกลับมุ่งไปยังจุดเดียวกันคือคนที่กำลังยืนรถน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้านคนเดียว

“บ้าเอ๊ย ฉันไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยกับนาย ไม่สิ จริงๆก็เห็นด้วย แต่นายไม่ควรจะมีสิทธิ์พูดแบบนั้น”

“นี่คุณเจ้าของบ้าน แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรมาห้ามผม! เราก็ยืนมองแบบนี้มาตั้งนานแล้วนะ!” แต่แมททีโอก็เถียงสุดชีวิต จะให้ปล่อยไว้ได้ไง เขาก็ต้องการเสพความสวยงามของวีนัสเหมือนกันนะ!

“พูดมากจริง เดี๋ยวก็ยัดเครื่องทำกาแฟเข้าปากเลยนี่”         

“อ่าวๆก็มาสิ ผมช็อตคุณจริงๆด้วย” ไม่ว่าเปล่าคนตรงหน้ากับชูมือทั้งสองข้างขึ้นมาที่มีกระแสไฟอยู่รอบให้ดูว่าเจ้าตัวไม่ได้ล้อเล่น เท่านั้นแล้วลีโอจะไปสู้อะไร ทำได้แค่ยืนหัวเสียอยู่อย่างนั้น กับเพื่อนบ้านอย่างแมททีโอให้ตายยังไงเขาก็ไม่มีทางญาติดีด้วยเป็นอย่างแน่นอน

“แต่ผมพูดจริงๆนะ คุณวีนัสน่ะขนาดใช้ของโบราณแล้วยังดูดีเลย หรือจริงๆคุณเขาจะหลุดออกมาจากอดีตจริงๆ” แมททีโอพูดพลางใช้สายตาหยาดเยิ้มจ้องมองไปยังร่างบางอย่างไม่วางตา ท้าวคางอย่างสบายใจไม่ได้เกรงใจเขาเลยแม้แต่นิด

“ไร้สาระ” แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณชายเขาก็ดันเข้าได้ดีกับทุกอย่างจริงๆ นี่ขนาดเปลี่ยนไปใช้บัวรดน้ำที่แทบจะหาซื้อไม่ได้สมัยนี้แล้วยังเหมือนกับเจ้าตัวหลุดออกมาจากภาพวาดอย่างไงอย่างนั้น

แต่สักพักเจ้าของผิวซีดก็นึกอะไรได้อีกครั้ง หันขวับกลับไปหาแมททีโอข้างๆอย่างเดิมก่อนจะมองสลับกับคนด้านนอกหน้าต่าง ซ้ำอยู่อย่างนั้นก่อนจะรีบวิ่งออกไปด้านนอกบ้านเพื่อทำบางอย่าง คนที่เอาแต่เหม่อมองยังไม่ทันได้เอะใจ ราวกับถูกสะกดสายตาเอาไว้ รู้ตัวสะดุ้งอีกทีก็ตอนที่ภาพคนสวยด้านนอกแปรเปลี่ยนเป็นผ้าปูที่นอนผืนใหญ่กับเจ้าของบ้านหน้าขาวแทนได้

“ย่าห์ นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะคุณเจ้าของบ้าน!” แมททีโอตะโกนสุดเสียงจากด้านในพร้อมถลึงตาและชี้นิ้วใส่ลีโอที่ยืนยิ้มร่าอยู่ด้านนอกหวังจะหมายหัวเป็นศัตรู ก็จะไม่ให้หงุดหงิดได้ไงเมื่อเจ้าของบ้านอย่างลีโอเล่นฉวยโอกาสตอนเขาเผลอวิ่งไปหยิบเอาผ้ามาถือบังร่างของวีนัสไว้จนไม่เหลือให้เห็นแม้แต่เส้นผมเพียงเพราะอีกคนเปลือยท่อนบนอย่างเคย แถมยังมีหน้ามีตามาแลบลิ้นล้อใส่เขา ชี้หน้าด้วย ก่อนจะกำมือแล้วใช้นิ้วโป้งขีดเป็นเส้นปาดคอ 

อื้อหือ หวงได้หวงดีจริงๆนะ!

แล้วเขาจะไปทำอะไรได้นอกจากเดินหน้ามุ่ยไปสบถคำด่าที่เหลือที่ถ้าทำได้จะสาดมันออกไปใส่หน้าลีโอ แต่เพราะเขายังต้องหวังเพิ่งไอหัวไช้เท้านั่นอยู่เจฮันเลยตกเป็นผู้โชคร้ายไป เดินตึงตังกระทืบเท้าสุดน้ำหนักเลี้ยวเข้าห้องทันทีอย่างหมดอารมณ์ คงจะมีก็แต่เจ้าของเรือนร่างสง่าที่ยังยืนรถน้ำอยู่ด้านนอกเท่านั้นแหละ ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วทำได้เพียงถอนหายใจกับตัวเองเงียบๆ

 

 

ก๊อกๆ!

เรียวนิ้วสวยเคาะประตูกระจกที่ตนกำลังยืนพิงอยู่ก่อนที่สายตาคมของแขกจะละสายตาจากของตรงหน้าขึ้นมามองเขา

“ไงคุณ” นีฟเป็นฝ่ายทักก่อน

“ฉันรบกวนนายรึเปล่า แล้วนี่…กำลังทำอะไรอยู่”

“ไม่เลย อ้อ กำลังต่อแก้วที่ทำแตกเมื่อวันก่อนอยู่น่ะ”

ห้ะ…ขออีกรอบ

“ก็เมื่อวานผมดันทำมันตก”

“ไม่ๆอันนั้นฉันรู้แล้ว แต่นายจะซ่อมมัน? ด้วยกาว?”

“ผมหาได้แค่นี้จากบ้านคุณ หรือว่าจะลองใช้เป็นเทปแทนดีนะ”

“ไม่ต้องทั้งนั้นนั่นแหละ ฉันไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น แล้วนี่นายควรเก็บเศสแก้วได้แล้วก่อนที่มันจะบาดมือ”

“อ๋อได้สิ ว่าแต่คุณมาหาผมมีอะไรรึเปล่า” คนผิดเว้นระยะก่อนจะเป็นฝ่ายถามขึ้น ได้ยินดังนั้นวีนัสก็ถือโอกาสเดินไปทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามแล้วตรงเข้าประเด็นของบทสนทนาที่เตรียมมาไว้ทันที

“ช่วยฉันไว้ทำไม” รัดรวดจนคนที่ถูกถามชะงัก นีฟละความสนใจทั้งหมดจางกองเศษแก้วตรงหน้าแล้วเงยขึ้นไปสบตา ทว่าคราวนี้กับด้วยสายตาจริงจัง

ยังไม่ถึงเวลา

“?”

“คุณยังไม่ควรรู้ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ผมไม่ได้ต้องการที่จะเปลี่ยนมัน” คำพูดกำกวมกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจทำให้ปลายคิ้วดกขมวดเข้าหากัน วีนัสพอรู้ข้อมูลมาบ้างแล้วจากลีโอตั้งแต่วันที่เขาฟื้นขึ้นมา เพียงแต่ยังไม่ได้มีเวลามาคุยจริงๆจังๆก็เท่านั้น

“งั้นไหนลองบอกมาว่าหน้าที่จริงๆคุณมันคืออะไร”

“ผมเตือน แต่ไม่ได้เปลี่ยนอนาคต และที่ไม่พูด นั่นก็หมายความว่าอนาคตของคุณยังไม่มีอะไรให้ต้องเปลี่ยนจนบางครั้ง…” 

“มันทำไม”

ทุกอย่างมันดูลงล็อคจนเกินไป พอดี…จนน่ากังวลว่าถ้ามีอะไรมาขัดเพียงนิดเดียว คุณจบเห่แน่

“…”

“แต่สำหรับตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก อีกอย่างผมช่วยคุณไว้เพราะตอนนั้นมีทหารหลายร้อยนายรอคุณอยู่ที่ปากทางออก จะปล่อยไปเลยก็ยังไงๆอยู่ อ้อแล้วก็”

“…”

“ผมรู้เรื่องที่พวกเราถูกตามตัวแล้ว ช่วงนี้ก็ระวังหน่อยแล้วกัน งั้นผมขอเอาเศษพวกนี้ไปทำโมเสกนะ”

จบประโยคเท่านั้นวีนัสก็แทบจะยกนิ้วขึ้นมานวดขมับไม่ทัน

อ่า เพื่อนบ้านเขานี่น่าปวดหัวทุกคนจริงๆ


/


ร่างสูงเจ้าของห้องหุ่นสมส่วนแถมอัดแน่นไปด้วยกล้ามมัดที่ฝึกฝนมานานหลายปีอย่างนายพลโจฮันก้าวเข้าห้องมาก่อนจะใช้หลังดันประตูให้ปิดลงทันที ใบหน้าของชายวัยกลางคนแสดงความเหนื่อยล้าออกมาอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่เพิ่งจะเลิกประชุมกับทางองค์กรที่ตึกหลวงมาหมาดๆ มือที่เริ่มมีรอยเหี่ยวย่นตามอายุพลันก็คลายเนกไทที่คอออกให้ตัวเองหายใจสะดวกขึ้น ก่อนจะรีบสาวเท้าไปยังเก้าอี้ทำงานให้เร็วที่สุด

“เห้อ ยุ่งอะไรขนาดนี้วะเนี่ย”

แน่นอนว่างานที่เกี่ยวกับองค์กรทีไรทหารลำดับต้นๆอย่างเขาไม่มีทางได้อยู่อย่างสบายแน่ อีกทั้งสองปีที่ผ่านมาดันมีเคสใหญ่ให้จัดการ นายพลโจฮันก็ได้วิ่งวุ่นจนบ้านแทบหมุน แต่ละวันกว่าจะลากสังขารจากที่ประชุมกลับมายังที่พักได้บางวันก็ลากไปจนถึงเที่ยงคืนหรือรุ่งสาง มากไปกว่านั้นตอนนี้ยังมีเรื่องให้เครียดเข้ามาเพิ่มอีก

ทว่ายังไม่ทันได้พักสมอง สายตาคมคายของคนมีประสบการณ์ก็เคลื่อนไปหยุดที่โฮโลแกรมของภาพหนึ่งบนโต๊ะ เสี้ยววินาทีหนึ่งดวงตาดำมืดเผลอไหวไปกับความรู้สึกเมื่อครั้งวันวานกับครอบครัว แต่ก็ไม่วายสลายหายไปเป็นปลิดทิ้งทันทีที่บทสนทนาในครั้งนั้นแล่นกลับเข้ามาในหัว คราวนี้อารมณ์ร้อนพลุ่งพล่านอย่างเห็นได้ชัดจนเครื่องโฮโลแกรมถูกหยิบขึ้นมาแล้วขว้างใส่ผนังจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆด้วยความแค้น

นายพลโจฮันทำได้เพียงข่มทุกอย่างไว้ในความเงียบ หากเขาระเบิดออกมาตอนนี้ทุกอย่างคงพังเป็นแน่ พลันประเด็นในการประชุมที่เพิ่งจะจบไปหมาดๆก็แทรกขึ้นมาและหัวข้อมันไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้นอกจากกบฎของประเทศที่กำลังถูกตามตัวอยู่อย่างเคร่งครัดในตอนนี้ นึกได้แล้วก็พลางต้องถอนหายใจออกมาเป็นรอบที่ร้อยของวัน ไม่รู้ว่ากี่ครั้งแล้วตั้งแต่รับรู้เรื่องนี้หัวก็เอาแต่ปวดจนจะกลายเป็นไมเกรนเข้าในเร็ววัน

ก๊อกๆ

“ท่านครับ” ไม่ทันไรเสียงเคาะประตูและคำขออนุญาตเข้ามาในห้องพักส่วนตัวของนายพลก็ดังขึ้น ก่อนที่ชายร่างใหญ่สองคนจะเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก และเจ้าของห้องที่มองเห็นมันก็เดาเอาไว้แล้วว่าสิ่งที่สั่งไปไม่สำเร็จ

“ไหน ใครจะรายงานเป็นคนแรก” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นก่อนจะยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้เปลี่ยนไปเป็นท้าวขอบโต๊ะแล้วจ้องมองลูกน้องทั้งสองอย่างคาดหวังทว่าสายตาที่สื่ออกไปนั้นด้านในกลับมีแต่ไฟลุกโชนที่พร้อมจะทำลายคนตรงหน้าอยู่ทุกเมื่อ

นายทหารสองคนที่เพิ่งจะเดินเข้ามาทำเพียงยืนก้มหน้าเงียบไม่มีใครคิดเอ่ยสิ่งใดออกไป เมื่อต่างก็รู้ดีว่าภารกิจไม่ได้สำเร็จไปด้วยดี

ฉันถามว่าเจอตัวมันมั้ย!!!” นายพลโจฮันตะโกนออกไปจนทั้งสองสะดุ้ง เงยหน้าขึ้นมาพร้อมแววตาที่ฉายเต็มไปด้วยความหวาดกลัวหัวหน้า

“คะ…คือ พวกเราพยายามแล้วครับท่าน แต่ไม่เจอตัวคุ-”

“ทุเรศ! ฉันสั่งพวกแกแล้วใช่มั้ยว่าถ้าไม่เจอตัวมัน ไม่ต้องกลับมา!!!” น้ำเสียงยังไม่ผ่อนลงอีกทั้งนายทหารตำแหน่งกลางทั้งสองคนยังถูกชี้จ่อหน้าด้วยปลายปากการาวกับกำลังตอกย้ำในความไร้ความรับผิดชอบของตน

เพี๊ยะ!

“มองห่าอะไรวะ” พลันใบหน้ารุ่นลูกก็หันไปตามแรงตบจากฝ่ามือของคนที่ตนจงรักภักดี และแววตาที่หันกลับไปมองคงแสดงให้เห็นชัดเกินไปหัวหน้าเขาถึงได้สบถหยาบใส่อีกครั้ง

“ท่านครับ พวกเราพยายามทำ-”

“ฉันไม่สนว่าพวกแกจะพยายามหรือไม่ แต่เพราะมันไม่สำเร็จ…”

“ก็ตายห่าไปซะ”

ฉึก!

ไม่ทันได้เว้นช่วงให้หายใจ เพียงเสี้ยววินาทีหนึ่งในนายทหารลูกน้องนายพลโจฮันก็ถูกประหารด้วยมือของเขาเอง โดยมีดเลเซอร์ที่เพียงแตะปุ่มมันจะฉายแสงสีแดงที่ร้อนดั่งไฟและอานุภาพทำลายล้างดั่งมีดดาบออกมา นายพลโจฮันยกมันขึ้นระดับคอก่อนจะตวัดมันใส่ลำคอของลูกน้องทันทีอย่างไม่ไยดี หยาดเข้มของโลหิตที่สาดกระเด็นเต็มพื้นห้องคือหลักฐาน และศีรษะของลูกน้องที่กลิ้งลงพื้นไปพร้อมน้ำตา

อีกคนที่เหลืออยู่นั้นยังคงอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น คราบเลือดที่กระเด็นมาติดตามใบหน้าและเครื่องแบบทหารของเขาแน่นอนว่ามันจะตามติดไปทุกที่แม้ว่าจะพยายามซักออกเช่นไร เขาก้มลงต่ำไม่กล้าสบตาแต่ถึงกระนั้นก็รู้ดีว่านายของเขาทำไปเพื่อให้ดูเป็นตัวอย่าง ว่าหากครั้งหน้าเกิดพลาดอีกเขาอาจจะได้เป็นศพรายต่อไป

“อ่า เลอะเทอะจริงๆ” นายพลโจฮันเอ่ยพร้อมๆกับที่ใช้แขนเสื้อเช็ดเอาคราบเลือดสีสดบนใบหน้าออกไปก่อนจะแสยะยิ้มให้แขกที่เหลืออีกคนในห้อง ใช้น้ำเสียงเย็นยะเยือกจนคนที่ได้ยินแทบจะสะดุ้งตักเตือนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ลูกน้องจะรีบออกไปโดยไม่คิดกลับมาอีกหากภารกิจยังไม่สำเร็จ

“ยังไงก็ตั้งใจทำงานเข้านะ ฉันจะได้ไม่ต้องเก็บกวาดห้องทำงานบ่อยๆ”

ทันทีที่ประตูปิดลงนายพลโจฮันก็เดินอ้อมกลับไปที่โต๊ะอีกครั้ง กดเรียกเข้าที่เครื่องมือสื่อสารถึงเลขาหน้าห้องให้เข้ามาทำความสะอาดอย่างทุกครั้ง เขามองภาพทุกอย่างด้วยสายตาเรียบนิ่งหากแต่ในดวงตาที่มืดมิดนั้นซ่อนเร้นไว้มากสิ่งจนบางครั้งมันก็น่ากลัวเกินกว่าจะยุ่งด้วย

แกบังคับให้ฉันทำแบบนี้เองนะ

 

 

อ๊ากกกกกกก!!!” 

แก้วกระเบื้องลายสวยในมือแทบจะหล่นแตกทันทีที่เจ้าบ้านอย่างลีโอได้ยินเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาจากสักแห่งของบ้าน เขาวางมันลงเดี๋ยวนั้นก่อนจะรีบวิ่งตามเสียงนั้นไปอย่างไม่ต้องคิด ไม่ว่าเจ้าของเสียงจะเป็นใครหากได้ร้องออกมาอย่างทรมานขนาดนี้ต้องมีอะไรผิดแปลกเป็นแน่

พลันสายตาก็จับภาพแมททีโอและนีฟที่รีบวิ่งเข้าห้องนอนของเขาไปอย่างตื่นตระหนก ดังนั้นเมื่อได้ตัดบุคคลที่เหลือออกไปหมดแล้ว งั้นคนที่กำลังกรีดร้องดังลั่นอยู่ตอนนี้ก็มีแต่

“เจฮัน! ได้ยินฉันมั้ย!”

เป็นแมททีโอที่รีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อร่างสูงที่เวลานี้เอาแต่นอนดิ้นอยู่ที่พื้นอย่างไร้สาเหตุ มือทั้งสองข้างจิกเข้าที่ศีรษะและเส้นผมจนคนที่เห็นอดจะตกใจตามไม่ได้ เจ้าตัวยังคงร้องออกมาดังลั่นจนแทบจะกลบทุกเสียงที่พยายามดึงสติกลับมาในห้อง เจฮันทุรนทุรายหลับตาลงแน่นต่อสู้กับบางอย่างที่กำลังเผชิญอยู่คนเดียว และลีโอเห็นคราบน้ำตาบนผิวแก้มนั้นที่ลากลงมาจากหางตา

“เจฮันตื่นสิ! ได้ยินมั้ย นายเป็นอะไร! ปวดหัวหรอ!” ทั้งนีฟและเขาต่างก็รีบทรุดลงไปพยายามประคองร่างที่ดิ้นอย่างน่าสงสารอยู่ที่พื้น และในวินาทีต่อมาวีนัสก็วิ่งหน้าตาตื่นมาถึงห้อง

“เกิดอะไรขึ้น”

“ผมยังไม่รู้ อยู่ดีๆเขาก็ลงไปดิ้นแบบนี้เลย มาช่วยจับหน่อยได้มั้ย” เขาเอ่ยบอกวีนัสอย่างรีบร้อนเพราะเจฮันที่ใช้แรงผู้ชายกันสามคนในตอนนี้ก็แทบจะไม่ไหว ร่างสูงโปร่งคู้ตัวเข้าหาตัวเองอย่างทรมาน กรีดร้องออกมาพร้อมน้ำตาที่พวกเขาไม่สามารถช่วยได้หากยังไม่ทราบสาเหตุ

“เจฮัน! นายเป็นอะไรบอกฉันสิ จ…เจ็บตรงไหน” แมททีโอพูดปลอบเพื่อนตัวสูงเสียงสั่นที่ไม่อาจแม้แต่จะเห็นเพื่อนเจ็บปวดได้ ใบหน้าถอดสีอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสภาพของคนตรงหน้ากำลังทำให้ความรู้สึกกลัว เขาไม่รู้เกี่ยวกับมิตรภาพของสองคนนี้มากนัก แต่มันก็น่าจะมากพอถึงขนาดทำให้คนตัวเล็กตรงนี้น้ำตาซึมได้

เมื่อพยายามปลุกก็แล้ว เรียกให้ได้สติก็แล้วเจฮันก็ยังไม่มีท่าทีจะหยุดดิ้นหรือสงบลงลีโอเลยจำต้องใช้ยาในการช่วยสิ่งที่เจ้าตัวกับเผชิญอยู่ชั่วคราว เจ้าของผิวซีดรีบวิ่งออกไปจากห้องทันทีก่อนจะกลับมาพร้อมกับถาดเหล็กขนาดเล็กในมือ

“นี่คุณจะทำอะไรน่ะ!”

“ตอนนี้ผมคงต้องให้ยาสลบเขาก่อน ไม่งั้นคืนนี้ไม่มีใครได้พักแน่!”

พวกเขาตะโกนสู้กับเสียงที่ดังกึกก้องไปทั่วห้อง เจฮันค่อยๆหอบทว่าความเจ็บปวดก็ยังไม่แลว่าจะจากไป เนื้อตัวสั่นเทาและข้อมือข้อเท้าที่จิกและเกร็งจนขึ้นเป็นรอยเส้นเลือดปูดพาลให้คนที่เห็นใจหายไปตามๆกัน เหงื่อกาฬไหลท่วมทั้งร่างเช่นเดียวกับน้ำตาที่ไหลล้นออกมาไม่หยุดหย่อน เห็นดังนั้นลีโอก็ไม่ลังเลอีกต่อไปที่จะเทยาสลบเข้าเข็ม มันอาจจะช่วยไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยก็คงทำให้เจ้าตัวสามารถผ่านคืนนี้ไปได้

วีนัสและนีฟคือคนที่จับรั้งแขนของเจฮันไว้ในขณะที่แมททีโอทำได้เพียงนั่งตัวสั่นลูบปลอบหัวประโลมเพื่อนและกลั้นเสียงสะอื้นไว้ หัวใจเขาบีบรัดแน่นและเจ็บไปทั้งอกยามได้เห็นสภาพที่น่าสงสารขอเพื่อนต่างอายุ และเขากลัว กลัวว่าจะเสียอีกคนไปโดยที่ไม่ทันได้เตรียมใจ เพราะหากมันเกิดขึ้นจริงๆเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะสามารถใช้ชีวิตที่เหลือโดยไม่มีเจฮันได้ยังไงเหมือนกัน               

ลีโอใช้นิ้วทาบลงไปบนข้อแขนขาวของเจฮันอย่างระมัดระวัง และเมื่อเจอจุดแล้วปลายเข็มแหลมก็ถูกปักเข้าเส้นเลือดไปในทันที ปลายหลอดถูกกดเพื่อให้ยาแล่นเข้าไปตามกระแส และไม่ถึงสามนาทีหลังจากนั้นเจฮันก็สงบลง

“เจฮัน ฮึก” เพื่อนบ้านตัวเล็กอย่างแมททีโอพลันก็อ่างน้ำตาแตกอีกครั้ง เขาไม่เคยเห็นเจฮันเป็นอย่างนี้สักครั้งตั้งแต่เกือบสิบปีที่เป็นเพื่อนกันมา ไม่เคยมีสัญญาณของความเจ็บปวดใดๆและเขาเองก็คิดมาตลอดว่าจะสามารถปกป้องเพื่อนได้เช่นกัน ทว่าพอมาถึงตอนนี้แล้วแมททีโอเพิ่งจะเข้าใจ

แท้ที่จริงเขาไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเจฮันเลย

“ผมจะพาเขาไปที่เตียงเอง” นีฟพูดขึ้นมาเพื่อขจัดความเงียบที่ปรนเปรือไปด้วยเสียงสะอื้นของแมททีโอ

“ด…เดี๋ยวผมจะเช็ดตัวให้เขาเอง ขออยู่ตามลำพังนะ”

ประโยคหลังคนฟังต่างเข้าใจถึงได้ก้าวออกมาจากห้อง พวกเขาสามคนที่เหลือเผลอมองหน้ากันอยู่พักหนึ่ง แววตาทุกคนสื่อออกมาทางเดียวกันว่าไม่เข้าใจ ไม่มีใครรู้ว่าก่อนหน้าที่พวกเขาจะเข้าไปเจอเกิดอะไรขึ้น แต่ที่แน่ๆวีนัสคงกำลังเอะใจอะไรบางอย่างอยู่ถึงได้เอาแต่เสมองเข้าไปหาร่างที่นอนนิ่งของเจฮันในห้อง ก่อนจะทิ้งไว้อีกครั้งกับปริศนาอันใหม่

“ฉันขอตัว”



เวลาที่ใช้ไปกับการหมกตัวคิดแผนการจับกุมอยู่ในห้องไม่ได้เปล่าประโยชน์ แต่หากเขายังฝืนทำต่ออีกนิดมันคงจะล่มเป็นแน่เพราะสมองที่เริ่มเหนื่อยล้า เจสเตอร์ยังคงวงเวียนอยู่ในย่านชินซาดงไม่ห่าง ติดตามและเฝ้ามองคนคนนั้นอย่างใก้ลชิด ทว่าเมื่อยังไม่สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวใดๆเขาจึงได้ขอออกมาพักเดินเล่นตรวจสินค้าในตลอดบ้านๆไปพลางบ้าง

แม้ว่าพระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้าไปนานแล้วผู้คนใต้เต็นท์ผ้าใบแห่งนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงไป นายทหารยศสูงที่ตอนนี้อยู่ในนอกเครื่องแบบ สวมใส่เพียงเสื้อยืดสีขาวบางและกางเกงวอร์มสีเทา จำต้องเบียดแทรกตัวไปกับกลุ่มชนที่มากมายจนตาลาย ทีแรกเขาเพียงต้องการจะลงมาหาอะไรกินเท่านั้น แต่ทว่าคงจะตัดสินใจผิดที่มาตลาดแห่งนี้เพราะตั้งแต่เข้ามานอกจากกลิ่นเหล็กกลิ่นสนิมและไฟเผาแล้ว เจสเตอร์ก็ยังไม่เจออะไรที่พอจะกลืนลงท้องได้สักอย่าง

กายหนาตั้งใจจะพาตัวเองออกไปจากที่นี่เสียให้ได้ หากไม่ติดที่ว่าตัวเขาเองกำลังถูกขังจากสี่ด้านด้วยคนจากทั่วทุกมุม อดไม่ได้ที่คิ้วเรียวจะขมวดเข้าหากันจนยุ่ง ก็แน่อยู่แล้ว เดิมทีเขาไม่ใช่คนใจเย็นอะไรนัก และยิ่งเสียงพูดคุยที่ทั้งดังและน่ารำคาญในที่แบบนี้จวนจะทำให้ปรอทแตกอยู่รอมร่อ

ผลั่ก

ไม่ทันขาดคำร่างก็ถูกกระแทกเข้าที่ไหล่ทันทีด้วยฝีมืของใครบางคนที่เพิ่งวิ่งสวนไป ต้องขอบคุณในสายตาที่ทั้งเฉียบคมและรวดเร็วของเขาที่สามารถจับใบหน้าเสี้ยงวินาทีนั้นไว้ได้ รีบหันกลับไปคว้าเจ้าของเสื้อกันหนาวและหมวกสีดำให้หันกลับมาประจันหน้าในทันที เพราะเพียงแค่มุมข้างเมื่อครู่นี้ เจสเตอร์ก็คุ้นหูคุ้นตาเป็นอย่างมากว่าอีกคนนั้นมีความคล้ายคลึงกับ MY-9 หนึ่งในคนร้ายที่กำลังถูกตามตัวขนาดไหน และหากแจ็กพ็อตจะแตกวันนี้เขาก็คงจะได้หิ้วตัวการกลับไปส่งองค์กรได้ตั้งหนึ่งคน

“…”

ทว่า…กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อใบหน้าที่หันกลับมานั้นเป็นเพียงชายชราคนหนึ่ง สายตาที่จ้องมายังเขานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย พลันฝ่ามือที่รั้งอยู่ก็รีบปล่อยให้เป็นอิสระ เจสเตอร์นึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อยเพราะเขาเองมั่นใจอย่างมากว่าเมื่อครู่นี้มองไม่ผิด เห็นทีวันนี้คงต้องพักบ้างเสียแล้ว ก่อนที่ความเหนื่อยจะทำให้เขาเบลอไปมากกว่านี้

ร่างสูงเดินต่อไปอย่างหัวเสีย ไม่ทันได้เห็นใบหน้าของชายชราคนนั้นที่แปรเปลี่ยนเป็นชายหนุ่มอ่อนวัยหันหลังให้เขาอยู่ มุมปากเรียวกระตุกยิ้มก่อนจะกดหมวกแก๊ปที่ใส่อยู่ให้ลลงมาบังหน้ามากกว่าเดิม แล้วแฝงตัวหายไปกับกลุ่มชน…

 

۞

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#อย่าจ้องกุกวี

 

 

 

 

 

 

Talk:

สกรีมแท็ก #อย่าจ้องกุกวี



SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

44 ความคิดเห็น

  1. #38 Sspp__ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 / 00:57
    อ่านเพลินมั่กกก ชอบบ
    #38
    0
  2. #34 vVv-Tae (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 13:29
    เปลี่ยนหน้าได้ด้วยอ่ะ ใครกรือ
    #34
    0
  3. #33 MonocerosPhs (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 13:12
    คุณไรท์กลับมาเเล้ว เย้ๆ
    #33
    0