The Seoul's Eyes [Kookv]

ตอนที่ 4 : Chapter 3: Visitors

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 198
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    8 ม.ค. 64


 

 


วีนัสเดาะลิ้นหนึ่งครั้งก่อนจะยันตัวลุกจากหลังโต๊ะ พาลให้ลีโอที่นั่งอยู่ข้างๆตกใจจนกระทั่งยอมลดพลังที่พลุ่งพล่านเหลือทนลง ไม่ทันได้ห้ามปรามอะไรอีกคนก็พุ่งตัวเดินเข้าไปหาผู้บุกรุกด้วยท่าทีสบายๆไม่ได้กลัวอะไรเสีย วีนัสหยุดลงยามใบหน้าของเขาและใครอีกคนอยู่ในระดับเดียวกัน เป็นเพราะอีกคนย่อตัวลงมามันถึงค่อนข้างสะดวก เขาฉีกยิ้มให้หนึ่งทีก่อนจะเอ่ยปากถามสิ่งที่ไม่ควรจะทำตอนนี้ออกไป 

“กินอะไรมายัง ฉันพอมีซุปเหลืออยู่บ้างนะ” 

และนั่นเป็นเหตุที่ว่าทำไมตอนนี้พวกเขาสามคนถึงได้นั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกันอยู่ตรงนี้ และแม้ว่าบนโต๊ะจะไร้ซึ่งจานอาหารใดๆพวกเขาก็ยังกัดฟันนั่งอยู่ไม่ขยับ ถ้าจะพูดให้ถูกควรจะนับเป็นสี่ เพราะมีสามคนที่นั่งและวีนัสที่เดินมองพวกเขาอยู่รอบโต๊ะ                

นี่มันเวรกรรมบ้าอะไรกัน ลีโอคิด 

“วีนัส คิดจะทำอะไรอยู่” สุดท้ายแล้วเจ้าบ้านอย่างเขาก็เอ่ยออกไปอย่างสุดจะทน เดินไปชวนเขามาทานข้าวเย็นไม่พอ มิหนำซ้ำยังให้มานั่งร่วมโต๊ะกันอีก อยากรู้เสียจริงๆว่านี่คือความใจกว้างของวีนัสหรือความอยากแกล้งเขาของเจ้าตัวกันแน่                

คนถูกถามทำเพียงยกนิ้วขึ้นเกาหัวเล็กน้อยก็เท่านั้นก่อนจะย่อๆตัวลงมาหาหนึ่งในผู้บุกรุกจนใบหน้าแทบจะติดกันเป็นปาท่องโก๋ 

“นายชื่ออะไร”

แมททีโอ” แล้วผู้บุกรุกของพวกเขาก็ดันยอมเปิดปากออกไปง่ายๆอย่างนี้เสียด้วย ให้มันได้อย่างนี้สิ

“แล้วนายล่ะ” เป็นคำถามที่ถูกถามออกไปยังแขกอีกคนที่เอาแต่นั่งเงียบตั้งแต่เข้ามา ในตอนแรกทั้งวีนัสและเขาแทบจะไม่เห็นคนคนนี้ด้วยซ้ำ แลจะดูขี้กลัวจนบางครั้งก็น่ารำคาญไปเสียหน่อย แต่อาจเพราะเป็นเพื่อนกับแมททีโอที่นั่งตาเหลือกอยู่ตรงนี้ วีนัสถึงไดรับเข้ามา

“…” และแขกคนคนนั้นเลือกที่จะเงียบ ปล่อยให้สายตาไร้ความรู้สึกของวีนัสผ่านพ้นไป 

สภาพตอนนี้ของบ้านเขามันทั้งเละเทะไปด้วยข้าวของที่กระจัดกระจายพื้น หนักสุดก็เห็นทีจะเป็นส่วนของห้องทำงาน ให้มันได้อย่างนี้สิ มีจุดประสงค์อะไรกันถึงได้เจาะเข้าทางห้องทำงานที่มีเอกสารและข้อมูลสำคัญต่างๆนานาอยู่ตั้งมากมาย เท่านี้ก็ดูออกแล้วว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนดีเป็นแน่ 

“ขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย” และก็ยังไม่วายที่วีนัสจะญาติดีกับคนพวกนั้น

“เอาสิ”

“เป็นพวก Fulgora ถูกมั้ย”

“อื้ม” มีอย่างไหนกันที่จะเล่นเปิดปากบอกทุกคนทีถามว่าตัวเองเป็นหนึ่งในผู้ที่มีพลัง นี่หลุดออกมาจากสำนักงานไหนกันแน่

“ถึงขั้นตัดไฟในบ้านพวกเราขนาดนี้แล้ว ประตูหน้าก็น่าจะเปิดได้ ทำไมต้องพังหน้าต่างเข้ามาแบบนี้ด้วย” ใช่! นี่แหละคำถามที่ลีโอกำลังรออยู่ 

แมททีโอพลันก็หน้าเสียไปทันทีที่ถูกถามเช่นนั้น เขาทำเพียงหลุบตาต่ำและลอบเลียริมฝีปากอย่างเชื่องช้า ก่อนจะข่มให้เสียงไม่สั่นแล้วตอบกลับไป                

“พวกเราไม่ได้ตั้งใจน-”       

“ฉันถามว่าทำไม” ตอนนั้นเองที่แมททีโอหน้าซีดเผือดไปอย่างเห็นได้ชัด วีนัสยังคงจ้องลึกเข้ามาในดวงตาเขาด้วยสายตาที่เรียบนิ่งเช่นเดียวกับใบหน้าสวยนั้น ที่ไม่อาจคาดเดาเลยว่าแท้ที่จริงแล้วเขากำลังโดนแกล้งเล่นหรือว่าข่มขู่อยู่ ในตอนแรกที่รังสีคลับคล้ายความขี้เล่นนั้นปรากฏอยู่รอบตัวคนคนี้ แลดูน่าจะเข้าถึงง่ายและไม่ได้จริงจังอะไร แต่ทุกอย่างก็กลับผิดคาดเมื่อบุคลิกอีกแบบถูกดึงออกมาจนตอนนี้กลายเป็นเขาที่เริ่มหวั่นเสียกว่าเดิม 

เป็นคนยังไงกันแน่… 

“อย่าว่าแมททีโอเลย ผมเป็นคนเสนอการเข้าทางหน้าต่างเอง พวกเราแค่เกรงว่าอาจเจอกับดักที่หน้าประตูเสียก่อน” ถึงคราที่แขกตัวสูงอีกคนของพวกเขาเปิดปากพูดเป็นครั้งแรกก่อนที่ความสนใจของวีนัสจะไปหยุดอยู่ที่คนนั้น จ้องค้างๆไว้ราวกับกำลังสำรวจอะไรบางอย่าง จนกระทั่งลีโอนึกสงสัยถึงได้มองไปหาเพื่อนร่วมบ้านของตน ถึงได้รู้ว่าเจ้าตัวหยิบเอาแว่นที่เขาทำให้ขึ้นมาใส่แล้วใช้ให้มันมีประโยชน์เสียที

เจฮันสินะ” เจ้าของร่างบางเอ่ยถามพร้อมเอียงคอหาอีกคน จับขาแว่นขยับให้เข้าที่ก่อนจะเหยียดยิ้มออกมาอีกครั้ง หากเป็นกับคนอื่นลีโอคงต้องยอมรับเลยว่ารอยยิ้มนั้นคู่ควรกับพวกเรามากแค่ไหน ทว่าเขาเองก็กลับรู้สึกขนลุกซู่ทุกครั้งเหมือนกันที่คนอย่างวีนัสยกยิ้มไม่น่าไว้ใจแบบนั้น

“รู้ชื่อผมได้ยังไง”

“เห้อ พวกนายนี่มันคนสมัยใหม่ที่ล้าสมัยเสียจริงๆ มาที่นี่ทำไม” 

“อ้อ ลืมบอกไปสินะ พวกเรามาจากกวาชอน หมายถึงตึกย่อยขององค์กรที่นั่น”

“เรตสูงแบบพวกนายเนี่ยนะที่องค์กรยอมปล่อยตัวออกมา” คราวนี้เป็นลีโอที่ถามออกไปด้วยความสงสัยเต็มเปี่ยม และแล้วสองคนนี้ก็เริ่มมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด เมื่อแมททีโอที่ก่อนหน้านี้ตอบด้วยความมั่นใจพลันตอนนี้สีหน้าก็เปลี่ยนแล้วหันไปคุยบางอย่างกับเจฮัน

“นับสาม…” ไม่มีใครเข้าใจหรอกว่าทำไมการเจอหน้าครั้งแรกกับวีนัสและบทสนทนาเพียงสั้นๆกลับทำให้แขกทั้งสองหวาดกลัวเท่านี้ได้ เพียงแค่กดเสียงและทำสีหน้านิ่งๆก็แลเหมือนว่าแมททีโออยากจะร้องไห้ออกมาตลอดเวลา

“พวกเราไม่รู้หรอกว่านายรู้เรตได้ไง…แต่ว่าตอนนั้นเมื่อสองปีที่แล้ว พวกเราถูกปล่อยตัว”

“พูดให้ชัดกว่านี้”

“ว่ายังไงดี มีแค่เรตพวกเราสองคนเท่านั้นที่หนีออกมาได้ จู่ๆประตูห้องก็เปิดออก พวกเราหนีออกมาตอนนั้น”

“มีแค่นายสองคน?” เจฮันพยักหน้าเสริม ทั้งห้องตกลงสู่ความเงียบสนิทอย่างไม่เคย เสมือนว่าตอนนี้ขั้นตอนของการสอบสวนระหว่างคนร้ายและตำรวจกำลังดำเนินอยู่ 

“น่าเบื่อจริงๆเลย…” เป็นคำพูดบอกเล่าให้กับตัวเองที่วีนัสพูดออกมาเบาๆ แม้แต่คนที่นั่งด้านข้างอย่างลีโอก็ไม่ได้ยินมัน ก่อนที่เขาจะเดินหายไปยังห้องนอนของตัวเอง ทิ้งให้เพื่อนร่วมบ้านและแขกใหม่ทั้งสองนั่งตะลึงกับการกระทำไม่คาดคิดในครั้งนี้อยู่ 

พลันลีโอก็ถอนหายใจหนักๆออกมาแล้วเสยผมที่ลงมาปรกหน้าขึ้นไป เหลือบมองคนแปลกหน้าทั้งสองที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยความหงุดหงิดที่วีนัสดันทิ้งเขาไว้ในสถานการณ์ครึ่งๆกลางๆเช่นนี้ อดไม่ได้ที่จะตวัดสายตามองอย่างเสียมารยาทก่อนจะลุกขึ้นออกจากที่

“พวกคุณทั้งสองตามผมมาที”

“พวกเราจะแน่ใจได้ไงว่าคุณจะไม่ทำอะไรพวกเรา”

“ยังมีหน้ามาพูดอีกหรอ พวกคุณเพิ่งจะปีนเข้าบ้านผมมาเองนะ ไร้สาระ” 

เขาเอ่ยตอบกลับไปอย่างไม่พอใจนักพลางลอบมองใบหน้าที่แอบแฝงความอ่อนแอไว้ของอีกคน คนอะไรคิดไม่เป็นตั้งแต่การพูดเปิดเผยการเป็น Heavener จนกระทั่งคำถามที่ไม่น่าจะถามได้อย่างเมื่อครู่ มันพาลให้วันวันนี้ของเขาน่ารำคาญไปเสียหมดจนแทบอยากจะขย้อนอาหารแคปซูลที่กินเข้าไปเมื่อตอนเย็นออกมา 

“ขึ้นไปยืนซะ” ลีโอออกคำสั่งกับแขกทั้งสองให้ใครคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนแท่นสแกนบางอย่างในห้องแล็ปเล็กของเขา ก่อนที่คนห่วงเพื่อนอย่างแมททีโอจะยอมขึ้นไปคนแรกเสียเอง มันช่างขัดแย้งกันเสียเมื่อคนที่ดูจะอ่อนแอกว่าอย่างแมททีโอกลับเป็นฝ่ายเลือกที่จะปกป้องคนที่ดูแข็งแรงกว่าอย่างเจฮัน

“ใช่ว่าวีนัสจะไม่ได้ถามต่อ แต่อย่าคิดว่าผมลืมที่พวกคุณจะตอบนะว่ามาที่นี่ทำไม” เป็นครั้งแรกที่เจฮันแลจะแสดงท่าทีเบื่อหน่ายออกมาต่อหน้าพวกเขา เขาทำตัวให้ผ่อนคลายลงก่อนจะใช้มือเสยผมดกดำกลับขึ้นไปเผยให้เห็นหน้าผากแคบ หันหลังพิงกับโต๊ะทำงานลีโออย่างกับเจ้าของแล้วท้าวแขนไว้เช่นนั้น จนทั้งแมททีโอและลีโอต่างก็มองเขาเป็นตาเดียว

“มองผมแบบนั้นกันทำไม ผมไม่ใช่เชื้อโรคนะ แตะนิดแตะหน่อยข้าวของคุณไม่สกปรกหรอกน่า”

“นี่คุณเป็นคนยังไงกันแน่เนี่ย ทีในห้องเมื่อกี้ทำตัวอย่างกับเป็นคนใบ้”

“ไม่รู้สินะ ไม่ค่อยชอบบรรยากาศตอนอยู่กับคนเมื่อครู่เท่าไหร่”

“ฉันว่าเขาสวยออก ถึงจะโหดไปนิดหน่อยก็เถอะนะ” เป็นแมททีโอที่เอ่ยแทรกขึ้นมากลางบทสนทนาระหว่างลีโอกับเจฮัน ก่อนที่คนผิวขาวเจ้าของบ้านจะหันกลับมาตวัดสายตาใส่อย่างหวงแหน

“เลิกชมเพื่อนผมแล้วก็อยู่เฉยๆได้แล้วหน่า”  

สักพักวงแหวนบางอย่างรอบตัวก็ลอยขึ้นกลางอากาศพร้อมๆกับที่จอมอนิเตอร์ปรากฏขึ้นมา แมททีโอที่ตกเป็นเหยื่อรายแรกได้แต่ยืนงงในดงหญ้าราวกับกระต่ายหลงทางอยู่อย่างนั้น โดยมีเจ้าบ้านเดินจดอะไรอยู่รอบๆ และแล้วแสงสีฟ้าๆกับวงแหวนรอบตัวก็หายไป เขาได้รับอนุญาตให้กลับลงมาจากแท่นโลหะก่อนที่เจฮันจะขึ้นไปแทนที่ 

“เรตเอบวกเชียวนี่ ทั้งคู่เลยด้วย” หลังจากทำการสแกนระดับพลังงานและไทป์ของสอง Heavener ที่มาเยือนเรียบร้อย เขาก็พอจะเข้าใจว่าเพราะอะไรแมททีโอถึงได้ดูอยากปกป้องเจฮันนักหนาทั้งๆที่ทั้งคู่ต่างก็อยู่ในเรตที่พลังสูงเท่ากัน แต่มันเป็นเพราะไทป์ที่เทียบกันไม่ได้ คนนึงเป็นถึงผู้ควบคุมกระแสไฟฟ้า ทว่าเพื่อนซี้อีกคนนั้นดันเป็นเพียงนักท่องกาลเวลา หากพูดกันตามตรงเจฮันก็เหมือนหมอดูคนนึงเท่านั้น

“ก่อนที่เราจะกลับไปคำถามแรก ผมอยากรู้อะไรสักอย่างก่อน”

“…”

พวกคุณทั้งคู่คือสองในเจ็ดของคนที่รัฐกำลังตามหาเหมือนกันใช่หรือไม่

 

 

ใช่

“นี่มันเรื่องอะไรกัน ไหนเมื่อเดือนที่แล้วคุณยังเป็นคนบอกผมอยู่เลยว่ามีแค่ KT-30 ที่หลบหนีออกไปได้”

“กระผมคงต้องขออภัยท่านรัฐมนตรี เกรงว่าข่าวคราวและการสื่อสารระหว่างตึกย่อยในเมืองอื่นและตึกหลวงอย่างเราอาจจะล่าช้าไปเสียหน่อย กว่าจะทราบว่าจำนวนผู้หลบหนีทั้งหมดมีถึงเจ็ดคน นี่ก็ผ่านมาสองปีได้แล้ว” ดร.โรเบิร์ตว่าอย่างไม่ได้สนใจนักก่อนจะนั่งใช้นิ้วดีดโต๊ะไปพลาง

“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่หัดสนใจกันบ้าง ผมสามารถปลดคุณได้นะด็อกเตอร์!”

“ฮ่าๆ งั้นก็อย่าลืมเหมือนกันนะครับ ว่าที่เดอะโซลอยู่ได้อย่างทุกวันนี้มันเป็นพราะใคร” 

พลันชายร่างท้วมวัยกลางคนอย่างตัวแทนรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ก็หน้าซีดเผือดไปยามได้รับการตอบโต้ที่คาดไม่ถึงกลับมาในการประชุมใหญ่ของเช้าวันนี้ มีตัวแทนอีกมากมายที่กำลังนั่งฟังบทสนทนาของพวกเขาสองคน อีกไหนจะหน่วยงานและทหารที่เตรียมรับมือกับผลลัพธ์ของมัน ทว่าจนถึงตอนนี้กลับยังไม่มีวี่แววของ Heavener คนไหนที่หลุดลอดออกไปเลย 

“งั้นไหนคุณลองบอกมาซิว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง มันเป็นได้ยังไงที่ผู้ทดลองถึงเจ็ดคนจะหนีออกไปได้ในวันเดียวกัน เวลาเดียวกันขนาดนี้”

“อย่างแรกผมมีข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับองค์กรที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ดังนั้นจึงต้องขออภัย แต่อย่างที่สองผมสามารถย่อใจความทั้งหมดให้พอเหลือเพียงสิ่งที่พวกคุณรับรู้ได้”

“…”

“ขึ้นชื่อว่าตึกหลวงอย่างเดอะโซล แน่นอนอยู่แล้วว่าเราไม่ใช่เพียงตึกหลักขององค์กรที่มีอำนาจมากที่สุด แต่เรายังสามารถควบคุมการทำงานในตึกย่อยอื่นๆผ่านระบบไร้สายอีกด้วย บวกกับที่อีกสิบปีให้หลังมาเราได้ค้นพบผู้ทดลองอายุน้อยเจ็ดคนที่มีประสิทธิภาพสูงมาตั้งแต่เด็กและด้วยอายุที่ยังน้อยพวกเขาเจริญเติบโตได้เร็วกว่าคนอื่นๆ”

“เจ็ดคนเหล่านี้แม้จะอยู่คนละจังหวัด พวกเขาต่างก็ถูกเก็บตัวแยกในเรตที่สูงและต่างออกไปจากคนอื่นๆโดยที่ประตูห้องขังทั้งหมดนั้นถูกเชื่อมเข้าที่แผงควบคุมหลักของที่นี่”

“ดังนั้นก็หมายความว่า…เหตุที่พวกเขาถูกปล่อยตัวออกไปเช่นนั้นก็เพราะ KT-30 ของพวกเราสามารถแทรกตัวเข้าไปบังคับปุ่มนั้นได้ยังไงล่ะครับ” น้ำเสียงที่ ดร.โรเบิร์ตใช้พูดนั้นเหมือนกับว่าเขากำลังภูมิใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ ในขณะที่ผู้ร่วมประชุมคนอื่นๆต่างก็อึ้งและตกใจกันเป็นระนาวกับกลไกที่องค์กรนี้ตั้งขึ้นมาภายใต้การไม่รับรู้ของรัฐ ไม่แปลกใจที่ทำไมเงินจำนวนมหาศาลถึงถูกเบิกออกไปอย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะอุปกรณ์พวกนี้ที่สุดท้ายทำให้คนพวกนั้นหนีออกไป

“ข่าวดีอีกอย่างสำหรับท่านผู้ชมนะครับ หลังจากเหตุการณ์นั้นผมก็ได้ทราบมาว่ามีหนอนบ่อนไส้แฝงตัวอยู่ในเดอะโซลเรา แต่ไม่ต้องห่วงไป เธอผู้นั้นได้ถูกลงโทษและจัดการเป็นที่เรียบร้อยครับ”

“แล้วทาง KT-30 ล่ะ หน่วยทหารว่ายังไงบ้าง”

“พวกเราส่งตัวแทนกองทหารอากาศมาที่โซลแล้วครับ อีกไม่นานพวกท่านคงจะได้เจอ และผมว่าด็อกเตอร์คงจะรู้จักเขาเป็นอย่างดีเลยล่ะ” พลอากาศเอกโลแกนกล่าวพาลให้คิ้วสีเทาของนักวิจัยอาวุโสอย่าง ดร.โรเบิร์ตเลิกขึ้นด้วยความสงสัย แต่ก็ยังไม่วายทำสีหน้านิ่งเฉยเสมือนแค่รับรู้ไปก็เท่านั้น

“แล้วนี่ลูกชายท่านนายพลเป็นอย่างไรแล้วบ้าง ป่านนี้คงโตเป็นหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเหมือนพ่อเป็นแน่” รัฐมนตรีเอ่ยถามอย่างเป็นกันเองยามแผนการเริ่มเข้าที่เข้าทางไปบ้าง

“น่าจะให้เขาเข้ากรมได้ตั้งนานแล้ว” แต่ทว่าผู้ที่ถูกอ้างอิงอย่างพลเอกโจฮันกลับเอาแต่นั่งนิ่งไม่ตอบ เอาแต่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนลำบากที่จะพูดยังไงอย่างงั้น แล้วก็เป็น ดร.โรเบิร์ตที่สั่งเกตุเห็นมัน


/


ฟู่วว 

ควันสีเทาของบุหรี่ไฟฟ้าลอยฟุ้งไปในอากาศจากริมฝีปากเรียวสวยสีแดงสด พาลก็บดบังทัศนวิสัยอันสวยงามของสวนหลังบ้านอีกเช่นเคย วันนี้ก็อีกวันที่ฝนฟ้าไม่เป็นใจให้ออกไปข้างนอกเสียเท่าไหร่ เลยทำได้เพียงนั่งมองบรรยากาศชื้นๆอยู่ด้านหลังบ้าน 

วีนัสไม่เข้าใจหรอกว่าคนอื่นๆสูบบุหรี่กันไปเพื่ออะไร บางคนที่บอกว่ามันทำให้สบายใจเขาไม่เห็นว่าจะจริง มันก็แค่สารเคมีที่ถูกอัดเข้าปอด ไม่เห็นได้ช่วยให้เขาดีขึ้นเสียเท่าไหร่                

พลันประตูหลังบ้านก็เลื่อนออกโดยใครบางคน เจ้าของร่างบางไม่ได้หันกลับไปมองเพราะเขารู้ดีว่าเป็นใคร ไม่นานฉิ่งช้าขนาดเล็กก็แกว่งยามอีกคนทิ้งตัวลงมาข้างๆ พร้อมกับการที่วีนัสรู้สึกถึงสายตาคู่นั้นที่จับจ้องเขาอยู่ 

“ดูดอีกแล้วหรอ”

“อืม” แม้ว่าแท้ที่จริงเขาจะไม่ชอบการดูดบุหรี่เวลาฝนตกเสียเท่าไหร่ แต่คงต้องนับว่าครั้งนี้มันอดไม่ได้ที่จะทำลายปอดเล่นๆ

“เมื่อวานจู่ๆก็ทิ้งผมไว้ หายไปตั้งนาน”

“อย่าเยอะลีโอ”

“เป็นอะไรรึเปล่าครับคุณชาย” ฝ่ามือขาวถือวิสาสะเอื้อมไปโอบเอวเล็กของเพื่อนร่วมบ้านไว้หลวมๆทว่าครั้งนี้กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆกลับมา ทั้งที่ปกติมือเขาคงได้แดงไปบ้างเพราะถูกอีกคนตี พลันลีโอก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง

“นายเห็นควันพวกนี้เป็นยังไง” วีนัสไม่ได้ตอบเขากลับ และเลือกที่จะเบี่ยงประเด็นพลางพ่นเขม่าควันอึมครึมนี้ออกจากปากแล้วโพรงจมูกครั้นสายฝนเริ่มซาลง

“ไม่รู้สิ บางคนเขาจินตาการได้ตั้งหลายอย่าง แต่สำหรับผมหรอ…อืม คงเป็นฝูงนกที่กำลังโบยบินผ่านกลุ่มเมฆบนท้องฟ้า ไม่ก็หงส์ขาวที่แหวกว่ายอยู่ในทะเลหมอกล่ะมั้ง แล้วคุณล่ะ”

“ฉันหรอ…” วีนัสทำเพียงถามเขากลับสั้นๆก่อนที่หัวทุยของอีกคนจะเซลงบนไหล่กว้างลอบมองหยาดน้ำฝนที่แลดูจะหยุดนิ่งกลางอากาศไปพักหนึ่ง

ไม่เห็นอะไรเลยต่างหาก

 

 

โชคยังดีที่ประตูกระจกนี้กันเสียง ไม่เช่นนั้นการกระทำและเสียงพูดคุยของสองแขกของบ้านนี้คงลอดออกไปให้เจ้าบ้านได้ยินนานแล้ว เป็นแมททีโอและเจฮันเพื่อนต่างอายุที่เอาแต่ดันกันไปมาอยู่ตรงบริเวณหน้าต่าง โดยมีเป้าหมายไปที่เดียวกันคือเจ้าของบ้านทั้งสองที่นั่งเล่นกันอยู่ด้านนนอก และด้วยความที่นึกอยากจะทำตัวให้เล็กแม้ว่าแท้ที่จริงจะไม่ใช่ พวกเขาก็ยังคงเอาแต่ยืนเบียดกันอยู่อย่างนั้น 

“เจฮัน! แบ่งที่ให้ฉันบ้างสิ ตานายจะถลนออกไปถูกสองคนนั้นอยู่แล้ว เก็บความใส่ใจหน่อย”

“โหแมท นายไม่ใส่ใจเลยมั้ง ลงไปย่อข้างล่างสิเดียวฉันดูข้างบน”

“นี่ นายว่าพวกเขากำลังทำอะไรกัน”

“ก็เห็นๆอยู่ว่านั่งให้ฝนสาดใส่ ไม่รู้โง่หรือโง่นะเดี๋ยวก็เป็นหวัดกันพอดี”

“นายดูเป็นห่วงพวกเขานะเจ”

“ก็คงต้องมีบ้างเพราะฉันรู้ว่าพวกเราคงต้องเกาะเขาอีกนาน” พลันแมททีโอก็หลุดขำพรืดทันทีที่ได้ยินคำพูดของเพื่อนสนิทตน มันก็ล้วนแต่เป็นความจริงหมดเสียนั่นแหละเพราะหลังจากข้ามจังหวัดมาพวกเขาก็ไร้บ้าน

“แต่ฉันว่ามีบางอย่างแปลกๆไปนะ อาการเหมือนโรคที่เด็กปี 2020 เป็นกันเลย”

“ไปอะไรไกลขนาดนั้น แล้วมันคือโรคอะไรหรอ โควิด?”

“ไม่ๆมันเรียกว่าอะไรนะ ที่เด็กเป็นเยอะๆอ่ะ อ่อๆๆ”

“…”

“เฟรนด์โซนไง”  

ป้าบ! 

เป็นเสียงของมือเจฮันที่ตบเข้ากระบานของเพื่อนตัวเตี้ยอย่างแมททีโอเข้าไปด้วยความที่เล่นไม่คิด ยังมีหน้าจะมายิ้มใส่เขาอีก ไม่รู้คิดถูกคิดผิดที่เลือกเอาคนที่อายุห่างกันเกือบสามปีมาเป็นเพื่อน 

“ฉันพูดไม่ถูกตรงไหนกัน เคยอ่านๆมาเป็นกันเต็มเลย”

“เงียบเหอะน่า มันใช่โรคที่ไหนกัน”

“เอ้อแล้วนี่ที่ตอบไปเมื่อวานน่ะ นายให้ฉันเข้าทางหน้าต่างเพราะรู้ว่าประตูหน้าจะมีกับดักจริงๆหรอ” คำถามนี้ทำให้เจฮันเงียบไปสักพัก ก่อนที่หัวคิ้วเรียวทั้งสองจะค่อยๆขยับเข้าหากันอย่างครุ่นคิด

“เปล่า ไม่มีกับดักอะไรทั้งนั้น ฉันแค่เห็นว่าถ้าเข้าทางนั้น”

“…”

เราถึงจะได้อยู่กับพวกเขา

“อิจฉาจังนะพวกที่เห็นอนาคตได้อย่างนายเนี่ย”

“ไม่ตลอดหรอก ฉันถนัดการมองอดีตมากกว่า ขืนฝืนมองอนาคตมากเกินไปก็เจ็บตาเปล่าๆ”

“งั้นแสดงว่าจริงๆแล้ว Cronus* มีพลังในการมองอดีตหรอ เกี่ยวอะไรกับที่นายเจ็บตาอยู่ทุกวันนี้หรือเปล่าเจฮัน”

“ช่างเถอะ สองคนนั้นจะเข้ามาแล้ว ฉันว่าพวกเราควรกลับห้อง”

۞

“ขออนุญาตครับ” 

เสียงทุ้มของใครบางคนดังขึ้นหลังจากที่เสียงเคาะประตูของห้องทำงาน ดร.โรเบิร์ตเงียบไป เจ้าของห้องได้ขานรับและยังคงจดจ้องไปกับงานตรงหน้าอยู่เช่นนั้นไม่ได้สนใจ อย่างที่ทำเป็นประจำ                               

จนกระทั่งชายร่างสูงในเครื่องแบบทหารอากาศสีขาวสะอาดอย่างเต็มยศเข้ามายืนตรงหน้าแล้วก็ไม่เห็นวี่แววของการมีตัวตน 

“ด็อกเตอร์”

“โอ้ ขอโทษที คิดว่าพวกนักวิจัยหน้าโง่ที่กำลังฝึกงานอยู่ ว้าว…ไม่เจอกันนานหนิ โตขึ้นเยอะนะ”

“ผมก็ว่าอย่างนั้น”

“นี่อย่าบอกนะว่าคนที่จำมารับหน้าที่คือเธอน่ะเจสเตอร์”

“เป็นเกียรติที่ได้ยินเช่นนั้น ผมเองก็เพิ่งทราบข่าวและเดินทางมาถึงไม่นาน ยังไม่ค่อยชินกับเส้นทางด้วยเลย”

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เธอความจำดีจะตายไปว่าแต่ทำไมให้ทหารอากาศมาทำล่ะ”

“คุณไม่ควรถามแบบนั้น ผมว่าคุณนั่นแหละที่หมายหัวผมไว้ตั้งแต่แรก”

“ช่วยไม่ได้นะ เธอดันเป็นลูกรักฉันเอง แล้วนี่อยู่ตึกย่อยที่ปูซานเป็นยังไงบ้าง” คนอายุเยอะกว่าเอ่ยถามผู้ทดลองอีกหนึ่งคนของเขาที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลเมื่อนานมาแล้ว โชคร้ายหน่อยที่จู่ๆเขาก็ถูกย้ายกลับโซลมาอย่างกะทันหัน ทิ้งให้เด็กในวัยสิบสองปีตอนนั้นอยู่กับชะตากรรมที่เหลือเอง ไม่น่าเชื่อเสียด้วยว่าจะได้เห็นเขาอีกครั้งก็ในตอนที่ประสบความสำเร็จจนได้ยศทหารอากาศสูงมาเสียแล้ว 

ดร.โรเบิร์ตผายมือไปยังเก้าอี้เป็นการเชิญให้แขกคนพิเศษของเขานั่งลงก่อนจะเรียกเลขาด้านนนอกให้นำเครื่องดื่มเข้ามาเสิร์ฟเล็กน้อยเพราะคาดว่าบทสนทนาครั้งนี้คงอีกยาวไกล เขาละสายตาจากงานทั้งหมดมายังหนุ่มหน้าใสตรงหน้าก่อนจะยิ้มให้จางๆด้วยริ้วรอยที่ผุดขึ้นบนที่ต่างๆบนใบหน้าตามกาลเวลาที่พัดผ่านไป เจสเตอร์ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวหมากสำคัญสำหรับเขา แม้จะได้ทำการวิจัยดูแลในระยะเวลาที่สั้นนักแต่สิ่งที่ได้มากับประเมินค่าไม่ได้เลยเหมือนกับเด็กอีกคนหนึ่งใน The Heavener แต่ทว่ามีบางอย่างแตกต่างออกไปเล็กน้อยที่ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจ สิ่งที่ทำได้ในตอนนั้นกลับเป็นเพียงปิดบังตัวตนให้เจสเตอร์ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วคนคนนี้มีพลังอยู่เรตที่เท่าไหร่หรือไทป์อะไร           

ชายหนุ่มยกแก้วตรงหน้าขึ้นจิบชาร้อนก่อนจะวางลงอย่างเบามือ เตรียมฟังหน้าที่ที่จะได้รับมอบหมายในการมาเยือนโซลครั้งนี้                

“ยังใช้ยาเป็นประจำอยู่ใช่มั้ย”

“ครับ”

“อืมดีละ ฉันไม่อยากจะอธิบายอะไรมากและคาดว่าเธอเองก็น่าจะรู้งาน”

“…”

“ข่าวมันก็ลากมานานมากแล้วนะ มันจะดูไม่ดีถ้าจะแถต่อไปแบบนี้ ผู้หลบหนีมีทั้งหมดเจ็ดคนก็จริงแต่สิ่งที่เธอต้องทำไม่ใช่การตามหาพวกเขาทั้งเจ็ด”

“…”

“ฉันต้องการให้เธอเอากลับมาแค่คนคนเดียว แค่คนเดียวที่เป็นตัวการทุกอย่างของภัยที่จะเกิดขึ้น” 

“มันต้องการจะทำลายเรา มันต้องการที่จะล้มเราแล้วเธอต้องตามหามันซะ”

“…”

“ข้อมูลของผู้ทดลองคนนี้ถูกลบออกไปจากระบบหมดแล้ว แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่มีหลงเหลืออยู่เลย ฉันอยากให้เธอจำคำพูดนี้ไว้ดีๆนะ” เขาว่าก่อนจะเปิดภาพบางอย่างผ่านพ็อกเก็ตโฮโลแกรมบนโต๊ะขึ้นมา

ครั้นจันทราทอแสงกระทบเข้าดวงตาของบุตรชายแห่งปฐพี ถึงคราความจริงเปิดเผย พลันสองดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นทองอร่ามอย่างเคย เขาผู้นั้นคือกบฏของประเทศ” 

“มีแค่เธอที่ทำได้เจสเตอร์”

“…”

“ต้องเป็นแค่เธอเท่านั้น”

 

 

ยานบินขนาดเล็กถึงคราจอดลงบนชั้นดาดฟ้ายามเดินทางมาถึงที่พักของตน เจ้าของมันก็เปิดประตูลงมาด้วยความเหนื่อยล้า มือข้างหนึ่งถือหมวกคู่ตำแหน่งไว้ในขณะที่ลมเย็นของค่ำคืนก็โชยมาทักทายผิวขาวเนียนใต้เนื้อผ้า ก่อนจะเดินไปยังลิฟต์แก้วที่จะนำทางลงไปยังห้องพักที่อยู่ด้านล่าง                

เนื่องจากว่าเดิมทีบ้านเกิดนั้นเป็นปูซาน การต้องมาทำงานที่เมืองหลวงอย่างโซลครั้งแรกและไม่รู้กำหนดวันกลับเมื่อไหร่ทำให้เขาต้องทำใจอาศัยอยู่ร่วมกับทหารคนอื่นๆแทนในตึก พลันสแกนเนอร์หน้าประตูก็ตรวจจุดสำคัญของโครงหน้าได้รูปสัดส่วนดี จัดการเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลเดิมที่บันทึกไว้ประตูก็เลื่อนออก               

ร่างสูงกำยำของทหารชั้นสูงเดินเข้าห้องไปก่อนจะถอดชุดน่าอึดอัดนี้ออกจากตัวทั้งหมด เหลือเพียงเสื้อกล้ามสีขาวบางและกางเกงขาสั้นตัวเดียวบนตัว อดไม่ได้ที่จะรีบออกคำสั่งให้เครื่องปรับอากาศภายในห้องทำงาน สักพักเซนเซอร์อุณหภูมิก็สแกนก่อนจะปล่อยลมเย็นที่พอเหมาะออกมาปรนนิบัติผู้เป็นเจ้าของห้อง            

ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงห้องที่ได้อยู่เลยดูดีไม่น้อย เจสเตอร์ตรงไปยังส่วนของห้องครัวก่อนจะกดรหัสบนตู้เซฟเล็กๆบนเคาน์เตอร์แล้วเปิดออก เผยให้เห็นกล่องยาขนาดพกพาที่ใช้มันอยู่เป็นประจำตั้งแต่จำความได้ ด้านในไม่ใช่เม็ดยาทั่วไปทว่ากลับเป็นเข็ม เขาหยิบมันออกมาแล้วใช้ขวดยาเทของเหลวด้านในเข้าไปด้วยความเคยชิน ไม่ทันได้รู้ตัวอะไร ปลายเข็มแหลมก็ถูกเจาะเข้าเนื้อบนแขนที่อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อเสียแล้ว               

เลือดไม่ได้ไหลออกมามากด้วยขนาดที่ค่อนข้างเล็กของเข็ม เขาหลับตาข่มความปวดในตอนที่ยาแล่นไปทั่วร่างก่อนจะพยายามคุมให้ลมหายใจกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง                

เจสเตอร์เอนตัวทิ้งลงบนเตียงนุ่มที่มีระบบปรับความเย็นในตัวอย่างง่วงงุนราวกับตาแทบจะปิดลงมาอยู่ร่ำไร แต่ในเวลาเช่นนั้นเขาก็ยังไม่วายยกมือข้างที่มีสายรัดข้อมือขึ้นมาตรงหน้า แตะสัมผัสมันเบาๆก่อนจะกดเข้าดูภาพที่ด็อกเตอร์เอาให้ดูวันนี้                

ใบหน้าเรียวสวย ปลายคางมนได้รูป ริมฝีปากแดงสดธรรมชาตินั้นและสายตาที่แสนเย่อหยิ่งและเย็นชา ทำไมเขาจะจำมันไม่ได้ ต้องถามดีกว่าเป็นใครจะไม่จำ หากทำเพียงมองเผินๆอาจคิดเสียว่าคนคนนี้ญาติดีและขี้เล่น แต่เพราะเป็นเจสเตอร์ เขาถึงได้มองเห็นอะไรมากกว่านั้น รับรู้ถึงกำแพงบางอย่างที่สร้างขึ้นมาไว้ในตอนที่ได้ลองทักทายอีกคน และท่าทางการจับแว่นขึ้นไปนั้น เขารู้ว่าตัวเองกำลังถูกจับตามองอยู่                

ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหรอกที่ได้เห็นผู้ทดลองคนนี้ ชื่อเสียงเขาเลื่องลือไปไกลจนถึงขนาดที่ว่าตึกย่อยของเดอะโซลตึกไหนไม่รู้จักฉายาคุณชายวีนัสจะถือว่าเชย น่าประทับใจที่ภารกิจครั้งนี้ของเจสเตอร์จะได้ตามจับผู้หลบหนีที่เป็นถึงเรตเอสเอสคนแรกในประวัติศาสตร์ the Heavener คงจะสนุกไม่น้อยเลย                

และมันคงนับได้ว่าเป็นความได้เปรียบของเขาที่ครั้งหนึ่งเคยเห็นความงดงามสดใสของดวงตาสีทองคู่นั้นมาแล้วครั้งนึง ในตอนนั้นตอนที่ความทรงจำใกล้จะเลอะเลือนหายไปเพราะบางอย่าง เจสเตอร์เลือกที่จะจดจำภาพนั้นไว้ดั่งคำพูดที่ได้ยินมา ครั้นจันทราทอแสงกระทบดวงตาก็แปรเปลี่ยนเป็นทองอร่ามอย่างเคย นั่นแหละเขาเห็นมันมาแล้ว                

ปลายนิ้วหยาบเปลี่ยนไปกดตัวเลือกอื่นบนภาพที่ฉายออกมาจากสายรัดข้อมือ คราวนี้แผนที่ตำแหน่งบางอย่างก็ปรากฏขึ้นมาแทนที่ มุมปากพลันก็เหยียดเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา ขอบคุณไหวพริบที่มีที่ทำให้วันนั้นเขาเลือกที่จะเชคแฮนด์แล้วแปะเครื่องตามตัวไว้อย่างรวดเร็วบนสายรัดข้อมือแบบเดียวกันของอีกคน ที่อยู่ที่ชัดเจนของวีนัสเลยกำลังแสดงเด่นหราอยู่ตรงหน้า แล้วเขาก็สัญญากับตัวเองไว้อย่างแน่วแน่แล้ว ว่าไม่ว่าอย่างไรเขาจะกำจัดกบฏของประเทศคนนี้ไปให้ได้ 

“1…2…3…4”

“ว้าว อยู่ด้วยกันสี่คนเลยสินะคุณชาย”

 

 

 

 

ถ้าจะโทษอะไรหลังจากนี้…

 

ก็โทษที่วีนัสไม่เคยคิดจะถอดสายรัดข้อมือประจำองค์กรออกเลยดีกว่าตลอดสองปี:)

 

۞

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#อย่าจ้องกุกวี

 

 

 

 

 

 

Talk:

สกรีมแท็ก #อย่าจ้องกุกวี

 


 

 

                

SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

44 ความคิดเห็น

  1. #43 RUbeluga (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 22:08
    ชอบเจฮันกับแมททีโออ่ะ55555555555 น่ารักก
    #43
    0
  2. #26 tylane_GRAVITY (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 01:49
    คิดว่าวีนัสจะยอมให้จับง่ายๆหรอ เราว่าไม่มีทางอ่ะ 55555 บางทีที่ยังใส่สายรัดข้อมือเอาไว้เพราะยังหวังว่าแม่จะตามหาตัวเองให้เจอเหมือนตอนที่แม่ได้เข้าไปในองค์กรรึเปล่า และเราว่าวีนัสไม่ใช่เหยื่อแต่คือผู้ล่าแน่นอน :)
    #26
    0
  3. #21 mycouldy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2563 / 20:55
    วีนัสจะรอดมั้ยแง้
    #21
    0
  4. #15 deffang (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 11:42
    ว๊าาา วีนัสแย่แล้ววว
    #15
    0
  5. #11 puncharatppai (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 / 06:48

    อห.วีนัสจะทำยังไงถ้าเจอกับเจสเตอร์อีกครั้งอ่ะ
    #11
    0
  6. #10 0863538696 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 / 01:17
    โง้ยสนุกอีกแล้ว มาอัพบ่อยๆนะงับบบบ
    #10
    0