Hundred and One [Timeverse] | Kookv (End)

ตอนที่ 9 : Chapter 7: The Moon

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 711
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    17 ก.ย. 63

 

 

เจ้าของร่างสูงอย่างเซนต์ยังคงเดินวนไปวนมาหน้าห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลเล็กแห่งหนึ่งไม่ต่ำกว่าสิบนาทีด้วยความกังวลไม่หยุด สองฝ่ามือแกร่งประสานเข้าหากันแม้ว่าเหงื่อกาฬจะเริ่มผุดขึ้นจนมือเริ่มเปียกชื้น คนตัวสูงเผลอตัวกัดริมฝีปากตัวเองเล็กน้อยก่อนจะร้องออกมาเพราะความเจ็บ แต่ก็ยังทนรออยู่เช่นนั้นแม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมานานแล้วก็ตาม

 

จนกระทั่งคุณหมอในชุดกาวน์ขาวสะอาดเดินพ้นประตูตรงหน้าออกมาเซนต์ก็รีบพุ่งเข้าชาร์ตอย่างไม่ให้อีกคนตั้งตัว อีกคนมีท่าทีตกใจเล็กน้อยก่อนจะพยายามดึงสีหน้ากลับตามเดิม

 

“คุณคงเป็นญาติิคนไข้สินะครับ”

“อ่า แค่คนรู้จักครับ”

“คนไข้ไม่ได้เป็นอะไรมากนะครับ แค่เป็นลมหมดสติไป”

“…”

“เพราะหัวใจทำงานหนัก”

 

หลังจากที่ได้ฟังคำจากคุณหมอแล้วคนตัวสูงก็เงียบไปสักพัก เห็นเช่นนั้นคนตรงหน้าก็เลยขอผลัดไปทำงานของตนต่อ และไม่กี่นาทีหลังจากนั้นเตียงคนไข้ก็ถูกเข็นออกมาโดยพยาบาลคนหนึ่ง เซนต์ตัดสินใจเดินตามไปก่อนจะไปจบลงที่ห้องพักเดี่ยว เนื่องจากว่าเวลานี้ก็ดึกมากแล้ว เสียงรบกวนจึงไม่ได้มากนัก เขาหวังให้คนบนเตียงได้นอนพักผ่อนอย่างสบายเพราะเป็นเขาเองที่ทำให้นาทีต้องมานอนโรงพยาบาลเช่นนี้

 

พยาบาลหญิงจัดเครื่องมือและสายน้ำเกลือต่างๆให้เข้าที่ก่อนจะโค้งให้เซนต์เล็กน้อยแล้วเดินออกไป ทำให้หลังจากนั้นก็กลายเป็นว่ามีแค่เขาทั้งสอง บรรยากาศในห้องชวนให้รู้สึกแปลกไม่น้อยเพราะคนที่ยังนอนอยู่บนเตียงคนไข้นั้นยังนิ่งสนิท และคนที่ยังรู้สึกตัวอย่างเซนต์ก็เกิดความประหม่าไม่น้อย เก้าอี้ข้างเตียงถูกลากเข้ามานั่งก่อนที่เจ้าตัวจะทำเพียงมองร่างเล็กตรงหน้าอยู่เช่นนั้น เลี่ยงการสัมผัสให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้อีกคนทรมานไปมากว่านี้ ดวงตาสีสวยจับจ้องใบหน้าเล็กของคนแก่กว่าที่ยังคงหลับตาพริ้มด้วยความเอ็นดู สายตาอ่อนลงเล็กน้อยทุกครั้งที่มองคนเป็นพี่ และมันก็มักจะทำให้เซนต์ไม่เข้าใจตัวเองทุกครั้งที่เป็นอย่างนี้

 

เขาตัดสินใจถือวิสาสะหยิบเอาสมาร์ทโฟนออกมาเก็บภาพของคนตรงหน้าไป ว่าแล้วก็ต้องหลุดขำให้กับการกระทำของตัวเอง ใครมาเห็นก็คงคิดว่าเขาเป็นโรคจิต เพราะทุกอย่างที่เขาทำมันกลับสวนทางกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง รอยยิ้มเล็กๆที่พอให้เห็นฟันกระต่ายของเจ้าตัวผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเมื่อนำภาพที่เพิ่งถ่ายไปออกมาตรวจ ความน่ารักก็มีอยู่แค่นี้แหละ ไม่เห็นต้องไปหาให้ไกล

 

นิ้วเรียวเอื้อมไปกดสวิตซ์ไฟหัวเตียงขึ้นก่อนจะเดินไปหรี่ไฟดวงใหญ่กลางห้องลง เหลือเพียงแสงสีเหลืองอุ่นที่ยังสว่างอยู่ เซนต์จับปลายผ้าห่มให้ขึ้นมาคลุมอกของคนบนเตียงให้เรียบร้อย ก่อนจะทำตัวให้แทรกซึมไปกับความเงียบของห้อง

 

ทว่าเสียงรบกวนก็ดังขึ้นจนเขากลัวว่าจะไปปลุกคนบนเตียงให้ตื่น เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์จากที่ไหนสักแห่งยังไม่มีท่าทีว่าจะเบาลงทำให้เซนต์ต้องกวาดสายตาไปทั่ว เพราะมันไม่ได้มาจากตัวเขา ก่อนที่ดวงตาเหยี่ยวจะไปสบเข้ากับตัวการที่โต๊ะหัวเตียง เซนต์หวั่นในใจเล็กน้อยเพราะมันเป็นสายของคนตัวเล็ก แต่ถ้าจะปล่อยให้ดังอยู่เช่นนี้ก็คงทำใจปล่อยไปเฉยๆไม่ได้ เขาจึงทำได้เพียงขออนุญาตเจ้าของในใจก่อนจะหยิบมันขึ้นมากดรับ

 

(ฮัลโหลที ถึงห้องดีป่ะ พี่ออกมาแล้วไม่เจอเราแล้วอ่ะ กลับดีป่ะเนี่ย)

“ฮัลโหลครับ ตอนนี้พี่นาทีอยู่โรงบาลฯนะครับ”

(เห้ย นาทีเป็นอะไรทำไมไปอยู่โรงบาลฯได้ ใครทำอะไรเป็นมากมั้ย)

“เอ่อ พี่เขาแค่สลบไปตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้วครับ”

(แล้วอยู่สาขาไหนเดี๋ยวตามไปหา ต้องบอกไอฝุ่นด้วยเนี่ย)

ยังไม่ต้องมาดีว่าครับ ผมอยากให้พี่เขาได้พักผ่อนก่อนค่อยมาเยี่ยมพรุ่งนี้ดีกว่าครับน่าจะได้ออกพอดี”

(หรอ…แล้วคุณเป็นใคร)

“ผมเป็น…คนรู้จักพี่นาทีครับ”

(อย่ามาอ้างว่าเป็นคนรู้จัก ไว้ใจได้รึป่าว บอกชื่อโรงบาลฯมาเดี๋ยวนี้เลยนะ)

ผมเป็นโซลเมทพี่เขาครับ

(…)

(อ่า งั้นฝากด้วย พรุ่งนี้จะรีบเข้าไป)

“ครับ”

 

หลังจากที่สายถูกกดวางไปเซนต์ก็กลับมาสนใจคนตรงหน้าอีกครั้ง เขาไม่รู้หรอกว่าคนที่โทรมานั้นเป็นใคร เดิมทีจากที่เป็นคนเย็นๆแต่พอมาถูกซักถามรัวขนาดนี้ก็มีขุ่นมัวกันบ้าง เข้าใจว่าเป็นห่วง แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำให้เขาถึงกับหัวเสีย ก็คงเป็นคำถามสุดท้ายนั่นแหละที่ทำให้เขาตัดสินใจตอบกลับไปแบบนั้น เขาไม่ได้อยากเที่ยวป่าวประกาศไปทั่วว่าเป็นโซลเมทกับคนนี้ แต่ทำไงได้ก็คนในสายกลับทำเหมือนเขาเป็นคนแปลกหน้า

 

อ่า…ช่างเถอะ ที่เรื่องมันวุ่นวายก็เพราะมึงนั่นแหละเซนต์

 

สายตาเรียวหยุดลงที่ใบหน้ารั้นอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้และจดจ้องมันอยู่เช่นนั้นราวกับโดนสะกดเอาไว้ และชั่ววินาทีลมหายใจก็เริ่มติดขัดและราวกับมีเสียงกลองจากข้างในดังกระหึ่มขึ้นมา ไวกว่าความคิดก้านนิ้วถูกยกขึ้นเพื่อปัดเส้นผมบางที่รกหน้าผากมนของคนบนเตียงออกและจับทัดหูให้เรียบร้อย คนเด็กกว่าท้าวแขนไว้กับเตียงตั้งใจเก็บภาพตรงหน้าไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะยังไงหลังจากวันนี้เขาก็คงไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับนาทีได้มากอย่างตอนนี้เสียอยู่แล้ว

 

ความเงียบกลายเป็นใหญ่ภายในห้องนับตั้งแต่วินาทีนั้นมา และไม่มีใครรู้ว่านานเท่าไหร่ที่เสียงของเข็มนาฬิกายังดังอยู่เช่นนั้น ทว่าก็คงจะนานพอให้เซนต์ได้ตกลงสู่ห้วงนิทราด้วยความเหนื่อยล้า เปลือกตาบางปิดทับลงมาพร้อมกับเสียงหายใจที่สม่ำเสมอไม่ต่างอะไรจากคนที่ยังนอนอยู่บนเตียงและกลับเหมือนว่าเสียงลมหายใจทั้งสองนั้นต่างก็ประสานกัน หัวของคนเด็กกว่าฟุบลงไปกับแขนที่วางไว้อยู่ขอบเตียงก่อนที่แขนด้านที่ท้าวไว้อยู่ก่อนหน้านี้จะพลัดตกลงสัมผัสกับฝ่ามือนิ่มของคนตัวเล็ก ความรู้สึกมากมายที่วิ่งแล่นอยู่ในหัวขณะหลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกตัว จนกระทั่งเผลอตัวอีกทีทั้งฝ่ามือใหญ่ก็กอบกุมมือของคนตัวเล็กไปเองเสียแล้ว และไร้ซึ่งการรับรู้ใดๆของใคร เซนต์ได้มอบสัมผัสแรกของการเป็นโซลเมทให้นาทีไป…อย่างไม่รู้ตัว

 

 

 

 

 

…อึก

 

 

 

 

 

คนตัวเล็กปรือตาขึ้นมาเพราะเสียงรบกวนข้างหูที่ดังขึ้น ก่อนจะค่อยๆหันไปมองแล้วพบเพื่อนผมเทานั่งเล่นคุยโทรศัพท์อยู่ข้างๆ นาทียันตัวขึ้นนั่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่ฝุ่นวางหูแล้วหันมาช่วยพยุง

 

“ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้ เราแค่เป็นลมไม่ได้ถูกแทง”

“ก็เดี๋ยวทีล้มไปอีกทำไง”

 

ได้ยินดังนั้นคนตัวเล็กก็ยิ้มหวานให้เพื่อนหนึ่งทีก่อนจะมองตามอีกคนที่ลุกไปเอาถาดอาหารบนโต๊ะมาให้และดึงโต๊ะเล็กๆมาวาง กับข้าวโรงพยาบาลก็คงมีแต่ของคนป่วยนั่นแหละ และคนอย่างนาทีก็ไม่ชอบของอะไรแบบนี้เอามากๆเลย

 

ฝุ่นเห็นเพื่อนเอาแต่นั่งมองอาหารก็นึกขึ้นได้ล้วงกระเป๋าหยิบเอาน้ำพริกออกมาวางข้างจนสุดท้ายนาทีก็หลุดยิ้มโชว์ฟันน่ารักออกมา เขารู้ว่าให้ตายยังไงเจ้าเพื่อนคนนี้ก็คงไม่ยอมกินอาหารจืดๆแบบนี้แน่ๆ

 

“กินแบบนี้ไปก่อนละกัน ใครใช้ให้ล้มมานอนโรงบาลล่ะ”

“เราไม่ได้บอกให้เขาพามาสักหน่อย”

“แต่กินแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ของเผ็ดน่ะเพลาๆบ้างนะ เราเป็นห่วงกระเพาะเธอ”

“ตลกอ่ะ”

“กินไปเถอะเดี๋ยวเราต้องคุยกัน”

“เหย ไม่เป็นไรๆเจ้าฝุ่นพูดมาเลยก็ได้”

“เอางั้นหรอ”

 

คนเป็นเพื่อนแกล้งทำเป็นจริงจังก่อนจะมองด้วยหางตาเล็กน้อยขณะที่กำลังนั่งกอดอกรออยู่ เขาก็แค่ถามลองเชิงไปงั้น มันไม่ใช่เรื่องจริงจังขนาดนั้น แต่จริงจังมากๆต่างหาก

 

และเมื่อเห็นอีกคนตั้งอกตั้งใจกินอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อยไม่สนใจเขาแม้แต่น้อยก็อดที่จะแอบมองบนไปไม่ได้ ก่อนจะตัดสินใจต่อบทสนทนาที่ค้างไว้

 

“เมื่อคืนเป็นลมไปเลยมานอนนี่ถูกมั้ย”

“อือ”เป็นเสียงจากลำคอที่หลุดออกมาเพราะทั้งปากของคนตัวเล็กนั้นยังเต็มไปด้วยของเติมพลังยามเช้า

“ใครพามา”

“อ้ออุนโอเอทอั๊ง(ก็คุณโซลเมทมั้ง)”

“ไปเจอกันได้ไง ไม่รู้รึไงว่ามันอันตราย”

“นายย เราไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย เขาแค่ไปดูเราร้องเพลง”

“เราก็ไปได้ไงที ทำไมต้องเขาด้วย”

“เราไม่ได้บอกให้เขาไป เขาไปรอเองอยู่แล้ว

“…”

“…”

“แล้วเขามาส่งยังไง”

“อื้อ ก็คงขับรถมาสั่งไง ถามแปลกอ่ะ”

“ไม่กวนดิที”

“นี่ก็ไม่กวนเราจะไปรู้หรอ ตื่นมาก็หายไปแล้วนี่” ก็อย่างที่พูด เพราะทันทีที่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็เจอฝุ่นนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆแทนเสียแล้ว แถมยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าโซลเมทเขานั้นมาส่งจริงๆหรือเปล่าอีกต่างหาก บางทีมันอาจจะเป็นแค่ความคิดเพ้อฝันของเขาก็ได้ แต่ยังไงก็ขออ้างชื่อไปก่อนแล้วกัน สัญญาว่าถ้าไม่ใช่เขาที่มาส่ง เจอกันคราวหน้าจะจุดธูปขอขมา

 

เอ๊ะ ต้องจุดกี่ดอกหว่า…

 

“โอ๊ย!”คนน่ารักหลุดอุทานออกมาเพราะฝุ่นที่จู่ๆก็มามะเหงกใส่เหม่งเขา ยิ่งๆกว้างๆอยู่ทำไมต้องรังแกกันด้วย ปากอวบอิ่มยู่ลงจนอีกคนนึกหมั่นไส้เล็กน้อยไม่ได้จับช้อนยัดเข้าปากไปพร้อมข้าวต้มคำโต

“คิดอะไรอยู่ น่าเครียดมากเนอะ”

“ป่าวสักหน่อยเนี่ยเจ็บอ่ะ”

“ไหน เอามือออก เดี๋ยวเป่าให้”

“เจ้าหมากระเป๋าจะเป่าเหม่งให้เราหรอ”

“อือ ไหนดูหน่อย”พูดจบฝุ่นก็เอื้อมเข้าไปใกล้อีกคนก่อนจะลูบหน้าผากที่กว้างราวกับถูกสร้างให้เป็นสนามเด็กเล่นที่ขึ้นสีแดงจางๆหลังจากถูกเขาลงเขกไป ก่อนจะทำปากเป็นรูเล็กๆและพรูลมอุ่นรดไป คนถูกกระทำก็ได้แต่นั่งหลับตายอมเขาแต่โดยดี จนอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

“น่ารักจริงนะเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ติดว่าเรารักพี่ไทม์คงขอทีคบไปแล้ว”

“เหยนายอ่ะ เราก็เคยพูดกับพี่ไทม์อย่างงี้ แต่ว่า…”

“แต่ว่าอะไร”

“เรา…ต้องรับหรือรุกเจ้าฝุ่นง่ะ”

 

โป๊ก!

 

“ฮื่อ โดนอีกแล้ว เหม่งเราจะยุบแล้วนะ”

“ใครใช้ให้พูดแบบนั้นล่ะ”

“จ้าหาแฟนให้ได้ก่อนนะ”

“หึ”

 

ชวนคุยเล่นกันอีกไม่นานพยาบาลหญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาพร้อมกับข่าวดีที่ว่าเขาสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ทั้งที่จริงๆไม่ได้เป็นอะไรขนาดนั้นไม่เห็นจำเป็นต้องมาเลยด้วยซ้ำ สงสัยวันนี้คเขาคงจะต้องเป็นฝ่ายโทรไปขอบคุณเองเสียแล้ว

 

ฝุ่นที่รอเพื่อนถอดสายน้ำเกลือและแต่งตัวด้วยชุดที่เขาเตรียมมาให้เตรียมกลับก็เดินออกไปรอด้านนอกเพื่อชำระค่าใช้จ่าย ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมานั้นก็ทำให้แปลกใจมากเพราะทุกอย่างนั้นมีคนตัดหน้าจ่ายไปหมดแล้ว คนผมเทาขมวดคิ้วทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนที่เสียงเรียกทุ้มติดหวานของเพื่อนสนิทจะดังจากด้านหลัง

 

เขาเลือกที่จะไม่พูดเรื่องค่าใช้จ่ายออกไปให้นาทีฟังและเก็บมันไว้เองเพราะไม่อยากให้อะไรมันยุ่งยาก ฝุ่นพาเพื่อนสนิทไปขึ้นรถตัวเองที่จอดไว้ที่ลานก่อนจะขับออกและกลับไปส่งเจ้าตัวที่ห้อง แต่ก็ถูกขัดเพราะระหว่างทางนั้นก็มีของล่อตาล่อใจคนอย่างนาทีอีกเช่นเคย เพื่อนดีเด่นประจำปีอย่างเขาก็ดันแวะให้ทุกที่อยู่แล้วแหละ

 

น่าแปลกใจไม่น้อยที่เมื่อรถเก๋งคันโปรดของฝุ่นนั้นจอดลงที่ลานกว้างของคอนโดเพื่อนสนิทแล้ว ร่างสูงของคนเป็นพี่อย่างไทม์ก็มาปรากฏให้เห็นแทบจะในทันที คนตัวเล็กที่ยังไม่ได้ลงจากรถมีท่าทียึกยักเล็กน้อยจนเมื่อได้สัมผัสอุ่นๆจากฝุ่นที่มือนาทีถึงได้ยอมเดินตามลงไป ประตูทั้งสองบานปิดลง และเขาสองคนกำลังยืนประจันหน้ากับไทม์ที่อยู่อีกฝั่งของลานจอด ให้ความรู้สึกเหมือนหนีพ่อแม่ออกจากบ้านยังไงยังงั้นเลย ริมฝีปากบางสีสวยยู่เข้าหากันก่อนจะกลบสายตาจากคนแก่กว่าแล้วค่อยๆเดินข้ามไปหา

 

นาทีไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าพี่ไทม์ด้วยซ้ำ รู้แหละว่าผิดที่ทำให้เป็นห่วง อุตส่าห์ตั้งใจว่าจะทำให้เห็นแล้วแท้ๆว่าเขาดูแลตัวเองได้แล้ว ไม่หน้ามาเสียข้าวสุกตอนเจอเด็กนั่นเลย เสียงพูดคุยตามประสาคนรักของฝุ่นกับไทม์ดังอยู่สักพักรถคนเดิมที่มาส่งเขาก็ขับออกไป ก่อนที่มือแกร่งของคนเป็นพี่จะเลื่อนมากุมฝ่ามือเล็กแล้วลากให้เดินตามกลับขึ้นไปยังห้อง

 

เซ็งอ่า…

 

และแล้วประตูห้องบานใหญ่ก็ปิดลง คนตัวเล็กที่ไร้หนทางสู้ ณ เวลานี้อย่างนาทีได้แต่ยืนจับชายเสื้อตัวเอง มันเงียบเกินไปจนเขาไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้าห้องตัวเอง แต่แล้วความอึดอัดก็ถูกพังลงด้วยคนแก่กว่าอย่างไทม์อีกครั้ง

 

คนตัวขาวเดินเข้ามาหาน้องรักคนเดียวของตนก่อนจะวางฝ่ามือทิ้งลงบนศีรษะทุยออกแรงขยับเล็กน้อยจนเส้นผมสีอ่อนเริ่มยุ่งไม่เป็นท่า ทว่าก็ยังไร้เสียงต่อต้านของนาที ทำไงได้เขามีข้อหาติดตัวอยู่ ไม่กล้าหืออือตอนนี้เสียหรอก

 

“เป็นยังไงบ้าง”

“…”

“หายเจ็บยังอ่ะเรา”

“ฮื่อออพี่ไทม์ น้องขอโทษ”

“ดื้อเอ๊ย พี่ไม่ได้จะดุสักหน่อย เลิกเบะได้แล้ว ฮึบ”

“ฮึบ!”

“ไม่เป็นไรก็โอเคแล้ว ยังไงเขาก็ช่วยเราไว้นี่”

“หือ”ดวงตากลมโตถึงกับช้อนตากลับขึ้นไปมองปริบๆจนคนเห็นนึกเอ็นดู

“พี่ไทม์รู้?”

“อะไรที่เป็นเราก็รู้หมดมั้ย”

“หรอๆ”

“กวนนะเรา”

“พี่ไทม์เหมือนเป็นไบโพล่าเลยอ่า เดี๋ยวก็เห็นเขาดีเดี๋ยวก็อยากจะฆ่าเขา”

“อะไรๆ ตอนนี้ก็ยังอยากฆ่ามันอยู่ แค่ไม่โกรธเท่าไหร่”

 

นาทีเอียงคอจ้องหน้าพี่ชายเพื่อจับผิดอยู่สักพักก็โดนไล่ให้ไปพักผ่อน คนตัวเล็กก็ทำหน้าเบื่อโลกกลับไปทันที อะไรมันจะต้องนอนเยอะขนาดนั้น ก็พอเข้าใจนะว่าเพิ่งออกจากโรงพยาบาล แต่นี่คนไง ไม่ใช่สัตว์ที่ต้องจำศีล นอนมาแล้ว ไม่ต้องนอนอีก!

 

หลังจากที่ไทม์กลับไปแล้ว ชีวิตเขาก็กลับมาน่าเบื่ออีกครั้ง มีแต่พี่ชายแสนดีของเขาคนเดียวที่เป็นตัวแก้เบื่อให้เขาได้ ช่วงนี้สมองก็แลดูจะไม่ค่อยทำงานเลยไม่สามารถร่างนิยายต่อได้เสียที ว่าแล้วคนตัวเล็กก็นึกหากิจกรรมสนุกๆทำ ในเวลาอยู่บ้านแบบนี้ สำหรับคนขี้เกียจที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในระดับนึงแล้ว การไลฟ์ก็คงไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่สักเท่าไหร่…

 

 

 

 

 

ร่างสูงในชุดสูทสีกรมเรียบร้อยที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมมาตั้งแต่เช้าลุกขึ้นบิดแขนคลายกล้ามเนื้อเล็กน้อย ของเหลวสีน้ำตาลเข้มในแก้วเซรามิกถูกยกขึ้นจิบไม่กี่อึกก็กลับลงไปวางอยู่ที่เดิม มือแกร่งหยิบเอาเอกสารชุดหนึ่งที่ปลายโต๊ะขึ้นมาเปิดแฟ้มตรวจเอกสารสักพักก็ตัดสินใจเดินออกจากห้องไปก่อนจะตรงไปยังแผนกหลักของตน

 

เขาเดินตามทางระหว่างโต๊ะไปด้านในเรื่อยๆก่อนจะหยุดลงที่โต๊ะของเพื่อนสนิทอย่างฮีล เสียงกระแทกของของในมือกับโต๊ะดังขึ้นจนคนผมส้มที่เผลอหลับระหว่างงานสะดุ้งตื่น เส้นผมแข็งหลายเส้นเพราะถูกเคมีมาหลายหนตั้งขึ้นอย่างยุ่งเหยิง ดูท่าแล้วเมื่อคืนคงไม่ได้นอน ตายังไม่ยอมจะลืมขึ้น เป็นแบบนี้แล้ววันนี้จะคุยงานกันรู้เรื่องมั้ย

 

“ฮีล”

“ครับๆ”พูดไปขยี้ตาไป คนอย่างเซนต์ก็ได้แต่คิดในใจว่าถ้าคนตรงหน้าไม่ใช่เพื่อนเขาคงเฉดหัวทิ้งกันไปแล้ว

“ลืมตาก่อนแล้วค่อยพูด”

“เห้ยๆ ลืมแล้วๆ มีไรว่ามาเลย”

“อืม นี่ข้อมูลของงานเดือนหน้า โทรติดต่อค่ายแล้วบอกให้เขาเลือกสถานที่ได้เลย”

“เห้ออ เออๆ มีไรอีกป่ะ”

“จะนอนต่อรึไง”

“บ้า จะทำงานนี่ไง”

“เออแล้วไป อ้อ แล้วก็ อย่าลืมเช็ดน้ำลายออกล่ะ กระดาษเปียกหมดแล้ว”

“…”

“…”

“เชี่ย…”

 

คนในตำแหน่งหัวหน้าแผนกเดินกลับเข้ามาที่ห้องทำงานกว้างของคนอีกครั้ง หลังจากงานกองโตถูกเคลียร์ไปจนเกือบหมดแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องนั่งตัวติดทั้งวันอีกต่อไป เขาเป็นพวกไม่ชอบค้างงานไว้ สู้จัดการให้มันเสียไปทีละอย่างเลยดีกว่า จนถึงตอนนี้เวลาก็ได้ล่วงเลยมานานพอควรหลังจากพระอาทิตย์เลื่อนขึ้นมาอยู่ตรงหัว นาฬิกาดิจิตอลที่หัวโต๊ะแสดงเวลาสี่โมงเศษ แลดูเหมือนว่าชีวิตเขานั้นจะต้องพัวพันกับตัวเลขกี่ตัวกัน ข้อมือหนาด้านขวาถูกยกขึ้นมาจ้องในระดับสายตา แสดงจำนวนตัวเลขที่ไม่ได้เปลี่ยนไปจากครั้งที่แล้วเลย มันยังเป็นสี่สิบเอยู่เช่นเดิม แบบนี้แปลว่าทุกอย่างมันกำลังไปได้ดีใช่หรือไม่กัน อยากลองคิดเข้าข้างตัวเองเหลือเกิน

 

เซนต์อดทนนั่งตรวจเอกสารที่พนักงานในแผนกของเขาเอามาส่งอีกสองสามเล่มก็เลิกงาน แม้ว่าเขาจะเคยเป็นคนบ้างานแค่ไหน แต่ตอนนี้ให้นั่งเบื่อๆแบบนี้ทั้งวันก็ไม่ชอบเสียหรอก คนตัวสูงยันตัวขึ้นก่อนจะจัดสูทให้เรียบร้อยกระดุมสองเม็ดกลางตัวถูกติดเข้ากัน ก่อนที่นิ้วเรียวจะยกขึ้นจัดปกเสื้อ และตามด้วยการเก็บของที่ค่อนข้างรวดเร็วกว่าปกติ ฉับพลันในหัวก็เอาแต่วุ่นคิดว่าวันนี้เขาควรจะหาอะไรเอาไปแลกกับคนตัวเล็กดี

 

รถคันหรูถูกขับออกมาแล้วเป็นที่เรียบร้อยมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง แม้ว่าบริษัทจะไม่ได้อยู่นอกเมือง แต่ในระยะทางเช่นนี้ก็ไกลจากแสงสีมากเหลือ โชคดีที่วันนี้จราจรไม่ติดขัดมากนัก ไม่เช่นนั้นเขาก็จินตนาการไม่ออกเลยว่าจะไปถึงร้านกาแฟกี่โมง และไม่กี่อึดใจตึกสูงสวยงามของห้างสรรพสินค้าชื่อดังก็ปรากฏให้เห็น คนขับจับพวงมาลัยเบี่ยงเลี้ยวเข้าไปยังลานจอดทันที ก่อนที่ขาเรียวจะก้าวออกมาและเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อเข้าไปหาของถูกใจ

 

ทว่ามันอาจยังไม่ใช่วันของเขา เพราะไม่ว่าจะเดินวนหาทั้งห้างกี่รอบหรือแม้แต่ให้คนแนะนำเซนต์ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้อยู่ดีว่าเขาควรจะซื้ออะไร ผู้คนหลายคนยังคงเดินผ่านอยู่รอบตัว ต่างกับเขาที่ยืนนิ่งไร้การเคลื่อนไหวใดๆ จนกระทั่งวินาทีที่เปลือกตาบางเปิดขึ้นอีกครั้ง ดวงตาเหยี่ยวก็สบเข้ากับร้านตรงหัวมุมของทางเดินที่เขายังไม่เคยได้เข้าไปสำรวจจนได้ แม้ว่าจะไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะได้ของกลับออกมาด้วยมากนัก แต่ไหนๆก็แล้วเดินเข้าไปดูอีกร้านก็ไม่น่าเสียหาย

 

ประตูบานใสเปิดออกพร้อมกับเสียงยินดีต้อนรับจากพนักงาน ร้านทรงแปดเหลี่ยมที่เต็มไปด้วยเครื่องประดับต่างๆนาๆนั้นทำให้คนตัวสูงตามวาวขึ้นไม่น้อย แม้ว่ามันอาจจะไม่เคยอยู่ในความคิดสำหรับการซื้อของแบบนี้ให้นาทีก็ตาม เซนต์ตัดสินใจเดินตรงเข้าไปหาพนักงานหญิงคนนึงที่ยืนประจำเคาน์เตอร์ทว่าด้วยท่าทางอึกอักจนหญิงสาวอดขำไม่ได้ ก็สภาพเขาตอนนี้เหมือนกับคนที่ไม่เคยซื้อเครื่องประดับให้ใครเลยนี่หน่า มันก็เลยเก้ๆกังๆ ยิ่งคนที่จะซื้อให้กลับเป็นเพศเดียวกับตนเสียอีก

 

“สนใจตัวไหนเป็นพิเศษมั้ยคะ”

“อ่า ผมไม่ค่อยถนัดเรื่องพวกนี้เลยครับ เลือกยากแน่ๆ ไม่ทราบว่าพอจะช่วยเลือกให้หน่อยได้มั้ยครับ”

“แน่นอนค่ะ ต้องการจะซื้อไปสวมใส่เองหรือเป็นของขวัญให้คนอื่นคะ”

“คงต้องเป็นอย่างสองน่ะครับ”

“ค่ะ วัยของผู้รับประมาณเท่าไหร่คะ”

“26ครับ”

“ค่ะ รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวทางร้านจะเตรียมตัวอย่างมาให้” พูดจบร่างบางของพนักงานสาวก็เดินออกจากเคาน์เตอร์ไปยังตู้โชว์สร้อยเส้นเล็ก เธอเดินวนอยู่หลายตู้ก่อนจะดึงลิ้นชักออกมาและนำของที่เขาคิดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างออกมาสักสามสี่กล่อง แล้วจึงนำมันมาให้เขา

 

สร้อยทั้งหมดสี่เส้นถูกนำมาเรียงไว้อย่างสวยงามบนแผ่นรองที่คลุมด้วยกำมะหยี่สีเลือดหมูซึ่งทำให้เพชรนานานิดบนจี้นั้นเรืองสวยขึ้นมาไม่น้อย เส้นแรกเป็นนกฮูกน่ารักที่มีอัญมณีสีฟ้าสวยแต่งแต้มเป็นดวงตาสวย เส้นที่สองเป็นจี้ทรงหยดน้ำที่ถูกหลอมด้วยเพชรทั้งอัน เป็นจี้สองเส้นที่งดงามไม่น้อยและเชื่อว่าเขาน่าจะเลือกไม่ถูกอย่างแน่นอน ทว่าเมื่อสายตาเลื่อนมาหยุดลงที่จี้อีกสองเส้น รอยยิ้มบางๆก็ผุดขึ้นบนโครงหน้าเรียว เส้นจี้ที่ถูกเคลือบด้วยทองสีอร่ามอย่างสวยงามและปลายสร้อยที่ถูกตกแต่งเป็นรูปเสี้ยวพระจันทร์และดวงอาทิตย์ที่มีความวิบวับยามแสงสะท้อนด้วยแร่สีเพลิงและเหลืองวาว มือแกร่งเลือกหยิบจี้รู้เสี้ยวพระจันทร์ขึ้นมาดูอีกครั้งอย่างไม่รู้สึกเบื่อ ยามใบหน้าของอีกคนปรากฏขึ้นมา เจ้าตัวคงจะเข้ากับจี้เส้นนี้ไม่น้อย

 

“ถูกใจเส้นนี้หรอคะ”

“ครับ สวยมากๆเลย คงเข้ากับเขาน่าดู

“ยินดีด้วยนะคะ คุณลูกค้าสนใจตัวไหนเพิ่มมั้ยคะ ทางร้านมีโปรโมชั่นสำหรับสินค้าสองรายการค่ะ”

“งั้นก็เอาเส้นนี้อีกอันก็ได้ครับ”

 

คนตัวสูงส่งยิ้มกลับไปให้พนักงานสาวก่อนที่เธอจะนำสร้อยทั้งสองไปใส่กล่องสวยงาม จี้อีกเส้นที่เขาเลือกไปนั้นคือพระอาทิตย์ดวงสวย เขาคิดเพียงอย่างเดียวว่ามันเหมือนสร้อยคู่ที่ดูเข้ากันไม่น้อย หลังจากที่ถุงกระดาษใบเล็กถูกส่งมายังมือลูกค้า เซนต์ก็เปิดกระเป๋ายื่นบัตรเครดิตให้ทันที

 

เมื่อของถูกชำระเรียบร้อยร่างสูงของโซลเมทเจ้าตัวเล็กก็รีบบึ่งรถวนกลับไปยังคาเฟ่เล็กคุ้นเคยทันที ท้องฟ้าได้มืดลงไปแล้วแทนที่ด้วยราตรีและพระจันทร์สีสวยของเขา แสงไฟสีส้มอุ่นจากเสาไฟส่องผ่านเข้ามาในรถเป็นระยะๆกลบแสงสีเงินอมเหลืองของจันทราไปเสียจนเกือบหมด ฝ่าเท้าแกร่งก็เร่งเหยียบคันเร่งไปเรื่อยๆหวังเพียงแค่ว่าอีกฝ่ายจะได้รับของจากเขาในวันนี้

 

อัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้นด้วยความลุ้นก็กลับมาปกติอีกครั้งเมื่อรถคันเดิมจอดลงในที่สุด ภาพการกระทำเดิมๆราวกับครั้งแรกเกิดขึ้นอีกครั้งเสียงส้นรองเท้าสีดำเงากระทบไปกับพื้นถนนอย่างเป็นจังหวะทว่าไม่ได้เร็วหรือช้าเกินไป ถนนเส้นนี้ว่างเปล่าอีกเช่นเคย ไร้ซึ่งผู้คนและยานพาหนะแต่ก็ไม่ดูดูร้าง มีเพียงบรรยากาศอบอุ่นจากร้านเล็กข้างทางเท่านั้นที่ทำให้ที่แห่งนี้ดูมีชีวิตชีวา ดวงตาเรียวเล็กโฟกัสเพียงร่างของคนตัวเล็กในร้านอย่างเดียวเท่านั้น นึกไม่ออกเลยว่าถ้าเขามาช้าอีกนิดอาจจะพลาดโอกาสดีๆเช่นนี้ก็เป็นได้

 

 

หลังจากที่ไลฟ์สดแก้เบื่อที่ห้องของตนแล้ว นาทีก็ไม่ลืมสิ่งที่เขาเคยสัญญากับใครบางคนไว้ จึงจัดการเดินทางมาตั้งแต่หัวค่ำ ตุ๊กตาขนปุยสีขาวนุ่มตัวเล็กถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าคู่ใจ ตาโตแป๋วของมันไม่ว่ามองกี่ครั้งคนตัวเล็กก็พร้อมจะยิ้มออกมาทุกเมื่อ เหมือนอีกคนเสียจนไร้ที่ติด ตัดสินใจไม่ผิดเสียจริงที่เลือกเจ้ากระต่ายน่ารักตัวนี้มา มือเรียวเล็กยื่นมันให้กับพนักงานที่พอเขามาหลายครั้งก็เริ่มสนิทกัน บทสนทนาสัพเพเหระดังขึ้นสักพักไม่ให้เงียบจนเกินไป คนตัวเล็กก็เดินกลับออกมาเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ

 

เท้าเล็กหยุดลงทันทีที่ออกมาจากร้านแล้ว ดวงตาคู่สวยดูเศร้าลงไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่ายังไม่มีของที่อีกคนฝากไว้ให้เขา ก่อนที่รอยยิ้มจะถูกแค่นให้กับตัวเอง เขาคงหวังอะไรมากไปเองอีกแล้วสินะ ทว่าก่อนที่จะได้มุ่งหน้ากลับไปยังคอนโดของตน แรงรั้งที่ข้อมือบางก็ทำให้นาทีต้องหันกลับไปมองเสียก่อน

 

เป็นอีกครั้งที่ไม่จำเป็นต้องถามให้ยากว่าใครกันที่เป็นคนรั้งเขาไว้ เพราะความรู้สึกว้าวุ่นและปั่นป่วนในอกนั้นดันเป็นเครื่องยืนยันได้ดี ราวกับกระแสไฟฟ้าที่นั้นแล่นผ่านทั้งร่างตั้งแต่บริเวณคอจนดวงหน้างดงามดุจตุ๊กตานั้นต้องนิ่วลง ทว่าในเวลาต่อมาก็เลือกที่จะเก็บซ่อนความเจ็บไว้ไม่ให้อีกคนรู้ ฝ่ามือแกร่งที่จับข้อมือบางไว้อยู่นั้นจำต้องละออกมา

 

ทันทีที่ตาทั้งสองคู่นั้นสบเข้ากันกลับเป็นเซนต์เองที่เลือกจะหลบสายตาด้วยความรู้สึกผิด แม้ว่าเขาจะไม่ได้ต้องการอีกคนเป็นคู่ชีวิต ไม่สิต้องพูดว่าเขายังไม่มั่นใจตัวเองมากนัก แต่ถ้าจะต้องกลายเป็นสาเหตุความเจ็บปวดของคนคนนี้เขาก็ไม่ชอบใจเสียเหมือนกัน

 

คนที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลหมาดอย่างนาทีจ้องร่างสูงที่มีอายุเด็กกว่าตนด้วยความตกใจที่ไม่นึกว่าอีกคนจะมา ในขณะที่ทุกอย่างยังเงียบสงัด ก็กลับเป็นเซนต์เองที่ตัดสินใจเปิดบทสนทนา

 

“พี่รอผมตรงนี้แป๊ปนึงนะ อย่าไปไหนล่ะ”

 

ทว่าพอจบแค่นั้นคนตัวสูงก็วิ่งเข้าร้านไปทันที คนเห็นก็ได้มองตามอย่างงงๆแต่ก็ยังเชื่อฟังไม่ได้เดินจากไปไหน ไม่กี่นาทีต่อมาเซนต์ก็กลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับถุงกระดาษใบเล็กคุ้นตาของเขา คนเด็กกว่าเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเขาตามเดิมก่อนจะนำของในถุงขึ้นมาอวดท่าทางราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่

 

“นี่ผมเป็นกระต่ายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”ว่าไปก็ยิ้มพลางยกตุ๊กตาตาแป๋วในมือขึ้นเทียบกับหน้าจนนาทีหลุดขำออกมาเล็กน้อย บรรยากาศอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นหน้านี้ถูกทำลายลงไปแทนที่ด้วยรอยยิ้มสดใสจากคนตัวเล็ก ที่ไม่ว่าเซนต์จะมอมันกี่ครั้ง ก็ยังคงต้องยอมรับว่ามันเป็นความสดใสของโลกใบนี้อยู่ดี

“ทำไมวันนี้มาดึกจังครับ”

“เรานั่งทำอะไรที่ห้องนิดหน่อยน่ะ แต่เซนต์ก็มาดึกเหมือนกันนี่หน่า”

“ก็มัวแต่หาของให้พี่แหละ”จบประโยคคนตัวสูงก็ส่งถุงกระดาษใบเท่าๆกับของดขาทว่าเพียงแค่ห่อก็ดูหรูหราเสียแล้ว มือเล็กสอดลงไปเพื่อคว้าเอากล่องใบเล็กสีกรมขึ้นมา ก่อนที่นิ้วเรียวจะดันฝาเปิดออกเผยเห็นจี้สวยงามทั้งสองเส้น ยามที่อัญมณีนั้นสะท้อนแสงสีส้มเหนือหัวก็ยิ่งขลับให้มันเงาวาวขึ้นมาอย่างสง่า ดวงตากลมโตสีสวยเบิกโตขึ้นเพราะความงดงามตรงหน้า ซึ่งจากที่ดูแล้วราคานั้นต้องแพงมากเสียแน่

“ให้เราหรอ”

“ใช่ครับ”

“แต่…มันดูแพงมากเลยนะ”

“อย่าสนราคาเลย ผมตั้งใจเอามาให้พี่นะ รับไว้เถอะครับ ของพี่คือดวงจันทร์” นาทีชะงักไปสักพักเมื่อคนเด็กกว่าพูดจบ หมายความว่าอย่างไรที่ของเขานั้นเป็นเพียงหนึ่งในนั้น ใช่ว่าเขาจะอยากได้มันมาครอบครองมาก แต่ถ้าเส้นหนึ่งเป็นของเขา แล้วอีกเส้นล่ะ…ของใคร

พี่เป็นพระจันทร์ ผมเป็นพระอาทิตย์ คู่กันดีมั้ยครับ

 

อ่า แบบนี้นี่เอง…

ยังไงนะ?!

 

เสียงหัวเราะทุ้มของอีกคนเรียกให้คนที่กำลังอึ้งกับคำพูดของเขากลับมาอีกครั้ง ดวงตาสีน้ำตาลเทากะพริบตาถี่ๆจนคนเด็กกว่ากลั้นขำไว้ไม่อยู่

 

น่ารักเสียจริง

 

เมื่อเห็นว่านาทีคงไม่ยอมหยุดมองเขาง่าย มือแกร่งถึงได้เอื้อมไปหยิบกล่องคืนก่อนจะนำจี้เส้นสีน้ำเงินสวยรูปเสี้ยวพระจันทร์ขึ้นมา ก้าวเดินเข้าไปหาคนตรงหน้าใกล้ขึ้นจนสามารถสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆของกันและกัน ช่องว่างระหว่างเขาและคนเด็กกว่าตอนนี้นั้นมันอันตรายเสียเกินไปจนเสียงกลองข้างในเริ่มดังกระหึ่มออกมาจนนาทีกลัวว่าอีกคนจะได้ยินมัน ปลายจมูกคนได้รูปนั้นเฉียดแก้มใสไปนิดเดียวจนคนตัวเล็กได้แต่ยืนหลับตาปี๋ ในขณะที่รอยยิ้มจางๆก็ผุดขึ้นเช่นเดียวกับเซนต์ มือแกร่งยกสร้อยในมือขึ้นก่อนจะเอื้อมมันไปด้านหลังและคล้องให้เข้ากับห่วงจึงได้ผละออกมา

 

หนังตาบางสีมุขสวยถึงค่อยๆลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ปลายนิ้วเนียนยกขึ้นสัมผัสความเย็นจากโลหะเคลือบสวยที่ลำคอระหงส์ของตนก่อนจะก้มลงมองมัน เช่นเดียวกับผู้ให้ที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถละสายตาจากคนตรงหน้าได้ นึกขอบคุณตัวเองที่เลือกเส้นนี้มา สีมืดที่ไม่ได้เข้มจนเกินไปเมื่อถูกนำไปประดับที่คนตัวเล็กแล้วนั้นยิ่งทำให้ทั้งคนใส่และจี้เส้นนั้นงดงามขึ้นไม่น้อย มันช่างเข้ากับคนตรงหน้าเสียจนเขาไม่สามารถจินตนาการใครสวมใส่มันได้อีก โลหะรูปเสี้ยวจันทราและด้วยความยาวของมันนั้นทำให้ตรงกับกลางอกบางได้อย่างพอดี สง่ายิ่งกว่าสิ่งใด

 

“ดวงจันทร์เปรียบเสมือนรอยยิ้มในยามราตรี ที่แม้ทุกอย่างจะมืดมนจนรู้สึกหดหู่ก็ยังมีเสี้ยวของพระจันทร์ที่ยังคงยิ้มให้เราเสมอ”

เหมือนรอยยิ้มของพี่

“…”

ช่วยให้มันกับผมคนเดียวด้วยนะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

แม้ว่าใจนั้นไม่ได้ต้องการจะมอบมันให้กับใครในตอนต้น

 

 

 

 

แต่น่าเสียดาย ที่เขากับตกหลุมรักรอยยิ้มงดงามนี้ไปเสียแล้ว

 

-เซนต์:)

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#ร้อยนาทีของเซนต์

 

 

 

Talk:

ขอบคุณทุกการติดตามและสนับสนุนนะคะ จะคอยมาอัพให้เรื่อยๆ ตอนนี้ยังไม่แน่

ใจว่าจะอัพได้กี่ครั้ต่ออาทิตย์เพราะเราติดเรียนออนไลน์ด้วย...

เอาเป็นว่ามาแน่ๆวันเสาร์อาทิตย์ รอกันด้วยเน้อออ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #164 Wayvay_T (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 14:54
    ไมโครเวฟยังแพ้
    #164
    0
  2. #157 N25082548 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 13:21
    ทำไมบทนี้พิมพ์ผิดเยอะจัง ปกติไม่เยอะนี่นาคุณไรท์รีบใช่มั้ยเนี่ย
    #157
    0
  3. #136 deffang (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 / 01:03
    เรือบินสูงมาก
    #136
    0
  4. #115 Nuttysnoopy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 11:16
    ดีจังงดีมากๆๆ ใกล้อีกนิดดดด อยากให้เค้าใกล้กันนอีกกกกกกกก !
    #115
    0
  5. #50 valkyrie-0810529 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 17:35
    ไรท์บรรยายน้องได้น่ารักมากๆเลยค่ะ
    #50
    0
  6. #29 0982529885 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 16:53
    fin///
    #29
    0
  7. #28 Fd2Kp (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 16:41

    ละมุนมากๆชอบความค่อยๆเป็นค่อยๆไป
    #28
    0
  8. #27 pmgot7 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 16:40
    อย่างมีเซนต์เป็นของตัวเองง
    #27
    0
  9. #26 khaofangkf (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 15:31
    ติดตามค่าสู้ๆ
    #26
    0